ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ค่าเงินบาทอ่อนค่า 32.83 บาทต่อดอลลาร์ ผลกระทบภาษีทรัมป์ผ่อนคลาย

ค่าเงินบาทอ่อนค่า 32.83 บาทต่อดอลลาร์ ผลกระทบภาษีทรัมป์ผ่อนคลาย

ในวันที่ 1 สิงหาคม น.ส. กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ปรับตัวอ่อนค่าลงแตะระดับ 32.83 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนับว่าเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบกว่า 1 เดือน เทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวานที่ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ โดยเหตุการณ์อ่อนค่าดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มของสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย และแนวโน้มการลดลงของราคาทองคำในตลาดโลก

เหตุผลที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

สำหรับปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในขณะนี้ มาจากการคาดการณ์ของนักลงทุนและตลาดโลกว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจยังไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็ววันนี้ ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดไว้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่เพิ่มน้อยกว่าการคาดการณ์ และการขยับขึ้นของ Core PCE Price Index ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อหลักที่ใช้ในการพิจารณาการกำหนดนโยบายการเงิน

ความกังวลจากนโยบายภาษีของทรัมป์เริ่มเบาบางลง

นอกจากนี้ ยังพบว่าความกังวลต่อผลกระทบจาก นโยบายภาษีทรัมป์ ได้เริ่มผ่อนคลายลงบางส่วน หลังจากที่มีการประกาศอัตราภาษีใหม่ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา การตัดสินใจด้านภาษีนำเข้าที่ชัดเจนขึ้นทำให้ตลาดคลายความกังวล และส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์ยังคงมีอำนาจในการซื้อขายสูงกว่าหลายสกุล

กรอบที่น่าจับตามองและความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินกรอบที่น่าจะเกิดการเคลื่อนไหวของ ค่าเงินบาท วันนี้ไว้ที่ระดับ 32.60-32.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งผู้ลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้ติดตามเศรษฐกิจทั่วไปยังต้องเฝ้าจับตา

ปัจจัยสำคัญที่ควรติดตามในช่วงนี้ ประกอบด้วย:

  • ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ
  • ทิศทางของ ค่าเงินบาทอ่อนค่า และแนวโน้มราคาทองคำในตลาดโลก
  • สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา
  • ดัชนี PMI ภาคการผลิตจากประเทศเศรษฐกิจหลักในเดือนกรกฎาคม
  • ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ เช่น จำนวนการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนกรกฎาคม

จากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าการเคลื่อนไหวของ ค่าเงินบาทอ่อนค่า 32.83 บาทต่อดอลลาร์ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังได้รับแรงอัดจากนโยบายและตัวเลขทางเศรษฐกิจระดับโลก และนี่คือสิ่งที่ผู้ลงทุนและประชาชนควรติดตามไม่แพ้กัน เพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับการลงทุนและการใช้ชีวิตในยุคที่เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ก่อนจบบทความ อยากชวนให้ทุกท่านติดตาม ค่าเงินบาทอ่อนค่า และปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกความผันผวน โดยเฉพาะผู้ที่ติดตามเทคโนโลยีหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ อาจพบว่าความเคลื่อนไหวทางการเงินของประเทศนี้มีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประการ

ที่มา – ค่าเงินบาทอ่อนค่า 32.83 บาทต่อดอลลาร์ ผลกระทบภาษีทรัมป์ผ่อนคลาย

หุ้นเช้านี้เปิดบวก 11.39 จุด เด้งรับอเมริกาเก็บภาษีไทย 19%

เช้านี้ตลาดหุ้นไทยเปิดมาในแดนบวก โดยดัชนีปรับเพิ่มขึ้นถึง 11.39 จุด ไปอยู่ที่ระดับ 1,253.74 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 2,670.24 ล้านบาท มีปัจจัยสำคัญมาจากความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ ที่ประกาศเก็บภาษีนำเข้ากับไทยในอัตรา 19% ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจไม่น้อย

หุ้นเช้านี้เปิดบวก 11.39 จุด เด้งรับอเมริกาเก็บภาษีไทย 19%

จากข้อมูลล่าสุด มีการคาดการณ์จาก บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่าตลาดหุ้นไทยอาจมีการแกว่งตัวและปรับตัวพักฐานในระยะสั้น หลังจากหุ้นเช้านี้เปิดบวก 11.39 จุด เด้งรับอเมริกาเก็บภาษีไทย 19% ซึ่งการปรับภาษีครั้งนี้ถือว่าไม่น่ากังวลมากนัก เพราะอัตราภาษีดังกล่าวอยู่ในระดับเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย และยังต่ำกว่าเวียดนามที่ 20%

แนวโน้มการเคลื่อนไหวของตลาดในระยะต่างๆ

สำหรับทิศทางในระยะกลางนั้น ไทยยังถือว่ามีศักยภาพในการแข่งขันที่ดี ซึ่งนักลงทุนสามารถจับตาได้ว่าจะยังคงได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จากความคาดหวังที่หุ้นไทยจะยังสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้ แม้มีแรงกดดันจากนโยบายภาษีใหม่ก็ตาม

ระดับวิเคราะห์ทางเทคนิค

ในแง่ของการเคลื่อนไหวในระยะสั้น แนวรับหลักอยู่ที่ 1,235 จุด และจุดพักตัวที่สำคัญคือ 1,228 จุด หากดัชนีไม่หลุดระดับนี้จะถือว่าตลาดยังมีความแข็งแกร่ง ส่วน แนวต้านเบื้องต้นคาดไว้ที่ 1,255 จุด และในล็อตถัดไปที่ 1,265 จุด แต่ผู้วิเคราะห์มองว่าระดับนี้อาจยังไม่สามารถทะลุผ่านได้ในเวลาอันใกล้นี้

มองภาพรวมตลาดหุ้นไทย

แม้การเปิดบวก 11.39 จุด จะสะท้อนถึงความมั่นใจของนักลงทุนในช่วงเช้า แต่ก็อาจมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้างในระหว่างวัน เพราะตลาดมักจะไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ตลอดเวลา โดยปัจจัยต่างประเทศ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงมีผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งหุ้นไทยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การที่ไทยถูกเก็บภาษีที่ 19% นั้น ยังถือว่ามีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน ทำให้ไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างชัดเจน แต่ก็ต้องจับตามองการตอบรับของผู้ประกอบการในตลาดว่าจะมีการปรับตัวกันอย่างไร เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

แนะนำแนวทางสำหรับนักลงทุน

สำหรับนักลงทุนรายย่อย หรือนักลงทุนที่ติดตามเทรนด์ ควรติดตามภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด โดยยังมองว่าการลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ จะยังดึงดูดความสนใจของนักลงทุนสถาบันได้ดี ในกรณีนี้ หุ้นเช้านี้เปิดบวก 11.39 จุด เด้งรับอเมริกาเก็บภาษีไทย 19% สามารถนำมาเป็นพารามิเตอร์หลักในการวางแผนการลงทุนได้

หากคุณไม่อยากพลาดโอกาสการลงทุนหรือข่าวสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นไทย อย่าลืมติดตามการวิเคราะห์แนวโน้มเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมสำหรับทุกการเคลื่อนไหวของตลาด ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวลงชั่วคราว หรือการฟื้นตัวครั้งสำคัญ

ที่มา – หุ้นเช้านี้เปิดบวก 11.39 จุด เด้งรับทรัมป์เก็บภาษีไทย19%

‘เรซซิ่ง สปิริต’ ส่งนักแข่งสุดแกร่งลุยศึกเซปัง เซอร์กิต ระดับนานาชาติ

‘เรซซิ่ง สปิริต’ เดินหน้าลุยศึก Motorsport ระดับนานาชาติที่เซปัง เซอร์กิต

บริษัท เรซซิ่ง สปิริต จำกัด เดินหน้าส่งนักแข่งเข้าร่วมการแข่งขัน TSS The Super Series By B-Quik ที่สนาม เซปัง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 8–10 สิงหาคม โดยในปีนี้มีการส่งนักแข่งเข้าร่วมแข่งขันในทั้งหมด 3 คลาสใหญ่ ได้แก่ TSS Supercar GT4, GTM และ GT3 โดยแต่ละรุ่นมีการจัดรถและผู้แข่งขันที่หลากหลาย มีตัวแทนจากหลายประเทศ เพื่อลุยศึกความเร็วระดับเอเชีย

TSS Supercar GT4: เรซที่ระทึกใจ 함께 2 นักแข่งดาวรุ่งแห่ง Wing Hin Motorsports

ในรุ่น TSS Supercar GT4 ได้เห็นสองนักแข่งจาก Wing Hin Motorsports อย่าง นาควิบ อัซลัน และ มิทเชล เชีย มินจาย ในรถแข่ง Toyota GR Supra GT4 EVO II นอกจากนี้ยังมีการจับคู่ระหว่าง เฮย์เดน ไฮคาล และ แดเนียล บิลสกี จากออสเตรเลีย ที่ขับ Mercedes Benz AMG GT4 เป็นการแสดงความสามารถเชิงลึกในการควบรถระดับโลก

สัมผัสเรซระดับทวีป – TSS GTM กับรถ Ferrari 296 Challenge คันใหม่ล่าสุด

ในคลาสรถต้นแบบอย่าง GTM ‘เรซซิ่ง สปิริต’ ส่งนักแข่งชาวมาเลย์อย่าง อาฟิค ยาซิด จับคู่กับนักแข่งไทยชื่อดังอย่าง สราวุธ เสรีธรณกุล จาก PSC MOTORSPORT โดยใช้ยานคู่ใจอย่าง Ferrari 296 Challenge ที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ใหม่ในปีนี้ ความรวดเร็วและการพัฒนาของรถในรุ่นนี้ เป็นที่น่าจับตามองว่าจะทำผลงานได้อย่างไรในสนามที่ท้าทายอย่างเซปัง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต

การแข่งขันระดับ GT3 พร้อม Audi R8 GT3 EVO II และเมนูการชมหลากหลายช่องทาง

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ – ในรุ่น TSS Supercar GT3 ‘เรซซิ่ง สปิริต’ เตรียมนักแข่งดาวรุ่งและรถระดับเทพอย่าง Audi R8 GT3 EVO II โดยจับคู่ระหว่าง อี้ เติ้ง (นักแข่งจากจีน) และ อาคัช แนนดี (นักแข่งจากราชธานีมาเลเซีย) ที่พร้อมฟาดฟันความเร็ว โดยการแข่งขันครั้งนี้ ยังสามารถรับชมได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็น

การถ่ายทอดสดนี้จะมีการบรรยายโดยละเอียดใน 4 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน และเยอรมัน เพื่อรองรับกลุ่มผู้ชมระดับนานาชาติที่สนใจการแข่งรถที่มาเลเซีย

ทิศทางของวงการ Motorsport ในเอเชียและต่อไป”

จากความร่วมมือครั้งสำคัญและกลยุทธ์การส่งคู่แข่งในหลายรุ่น สะท้อนได้ว่า ‘เรซซิ่ง สปิริต’ มีบทบาทที่เพิ่มขึ้นในวงการ racing ของเอเชียกับแพลตฟอร์มอย่าง TSS The Super Series By B-Quik ที่มาพร้อมมาตรฐานสากล การลงสนามที่เซปัง เซอร์กิต เป็นการเติบโตของแบรนด์ในระดับ regional ที่น่าจับตา และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ชมที่ต้องการชมรถต้นแบบที่ผสานความแรงและความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี

หากคุณเป็นคอ motorsport หรือผู้ชื่นชอบความเร็วและศิลปะการขับแบบสปอร์ตระดับสูง อย่าลืมติดตามการถ่ายทอดสดทุกการแข่งขันที่จะมีขึ้นในปลายเดือนนี้ และไม่พลาดการอัปเดตเรซล่าสุดจากทีม ‘เรซซิ่ง สปิริต’ ในปีนี้

ที่มา – ‘เรซซิ่ง สปิริต’ ส่งนักแข่งรถลุยศึกที่เซปัง เซอร์กิต

ทุ่มสุดชีวิตให้ผีต้องสยบ! “แพรวา ณิชาภัทร” กับบทบาทผีเข้าสุดสะพรึงในหนัง “ท่าแร่”

สำหรับวงการบันเทิงไทยแล้ว นักแสดงสาวอย่าง “แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์” ไม่ได้มีดีแค่เรื่องเสียงร้องและการแสดงบทปกติเท่านั้น ล่าสุดเธอกำลังก้าวเข้าสู่บทบาทที่แตกต่างและท้าทายขึ้น เมื่อต้องมาแสดงในภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง “ท่าแร่” ที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอ ทั้งเรื่องของพล็อตเรื่องและองค์ประกอบภาพ รวมถึงบทบาทการแสดงที่หนักหน่วงเป็นพิเศษ

“ท่าแร่” กับความท้าทายสุดขีดของ “แพรวา”

แม้ว่าในชีวิตจริงจะ “แพรวา ณิชาภัทร” กลัวผีและไม่เคยกล้าดูหนังแนวสยองขวัญ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลว่าทำไมเธอไม่กล้าลองแสดงในภาพยนตร์แนวนั้น ถึงแม้แต่ก่อนหน้านี้จะมีโอกาสแสดงภาพยนตร์ผีอย่าง “เทอม 3 ตอนศาลล่องหน” ที่เป็นแนวหลอนขำๆ แต่กับ “ท่าแร่” เธอยืนยันว่าเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ใน “ท่าแร่” แพรวาต้องแสดงเป็น “มาลี” ลูกสาวของบาทหลวงที่ต้องกลับมาที่บ้านเกิดเพื่อดูแลพ่อที่อาการผิดปกติ สิ่งลี้ลับได้เข้าสิงสู่เธอในหลายฉาก โดยมี “บาทหลวงเปาโล” (เจมส์ จิรายุ) และ “หมอเหยา” (มีน พีรวิชญ์) เป็นตัวละครสำคัญที่เข้ามาจัดการทำความสยดสยองนี้

กลัวจริง แต่ไม่ถอย

แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นคนกลัวผีมาก แพรวายังเลือกที่จะรับบทนี้ และเผยว่า “แม้หนูจะเล่น ‘เทอม 3’ มาก่อนแล้ว แต่รู้สึกว่ามันเป็นแนวทางสยองขบขัน ไม่ได้าดกลัวผีถึงขั้วหัวใจเหมือนกับเรื่อง “ท่าแร่” หนูรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นบทที่ดึงศักยภาพการแสดงออกมามากที่สุด เป็นบทที่เราไม่สามารถเป็นตัวละครเดียวได้ เพราะต้องสิง สลับคาแร็กเตอร์ภายในฉากเดียวอย่างรวดเร็ว”

นอกจากนี้เธอยังเล่าถึงความท้าทายของบทว่า “ในแต่ละฉากต้องหลอนจริง มีเลือด มีบทแอ็กชัน แม้แต่ของเซ่นไหว้ที่วางอยู่ตรงทางสามแพร่งก็ทำออกมาแบบเนียนจนแยกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือไม่ หนูกลัวมากจนบางทีไม่กล้าดูภาพที่ถ่ายในฉากเลย รอฟังทีเดียวจากผู้กำกับ”

การเข้าสิงที่ต้องใช้พลังอย่างมาก

“ท่าแร่” ไม่ได้มีเพียงแค่บรรยากาศน่ากลัวและการแต่งหน้าผีที่อลังการ แต่ยังมีความท้าทายในการสลับอารมณ์และบทบาทสองด้านในตัวละครเดียวกัน ระหว่าง “มาลี” คนดีที่ต้องเผชิญกับสิ่งเร้นลับ กับอีกบุคลิกที่แตกต่างออกไปโดยสมบูรณ์เมื่อสิ่งนั้นเข้าสิงร่างของเธอ แพรวาเผยว่า “มันคือการเล่นเป็นสองบุคลิกที่ต้องเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การแสดงในบางซีนต้องเปลี่ยนไปมาหลายรอบภายในแค่ฉากเดียว โดยไม่ต้องตัดแล้วถ่ายใหม่ ต้องใช้ความเข้าใจบทเป็นอย่างลึกซึ้งเพื่อให้ออกมาสมจริงที่สุด”

เบื้องหลังที่ไม่ต่างจากการสยองหน้าจอ

ไม่ใช่แค่พลังการแสดงเท่านั้น แพรวาเองก็ต้องเผชิญกับความกลัวในตัวเองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการให้ความเคารพต่อสถานที่ถ่ายทำ เพราะบางครั้งสถานที่มักเป็นจุดที่มีความเชื่อทางไสยศาสตร์ ทำให้เธอนำเรื่องศรัทธามาไว้ในชีวิตประจำวัน โดย “แพรวา ณิชาภัทร” บอกว่า “ทุกเช้าที่มากองจะต้องไหว้เจ้าที่เจ้าทางก่อนเข้าฉาก รู้สึกว่ามันช่วยให้ใจสงบ และรู้สึกปลอดภัยมากกว่าเดิม”

“ท่าแร่” เป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญทั้งสำหรับ “แพรวา ณิชาภัทร” และวงการหนังผีไทย ที่ไม่ได้เพียงแค่สัมผัสความน่ากลัวของภาพและบท แต่นำเอาความเป็นจริงของความกลัวนั้นมาถ่ายทอดให้คนดูรู้สึกได้แบบถึงแก่น เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังผีที่โหดและสมจริง อย่าลืมเตรียมใจให้ดีก่อนเข้าฉาย 7 สิงหาคมนี้

แฟนๆสามารถติดตามข่าวสารรอบโลกได้แล้ววันนี้ที่ www.dailynews.co.th และทุกแพลตฟอร์มของ Dailynews

ผวาแผ่นดินไหวฉุดราคาคอนโดไตรมาส 2 ลดลงจากต้นปี ผู้ประกอบการปรับตัวด้วยการลดราคากระตุ้นยอดขาย

ถ้าคุณกำลังติดตามตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้ อาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในวงการคอนโดมิเนียม! จากการรายงานโดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่าราคาคอนโดตั้งแต่ต้นปี 2568 ถึงไตรมาสที่ 2 มีทิศทางเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากหลายปัจจัยที่แรงกระทบทั้งภายในและภายนอก

ผวาแผ่นดินไหวฉุดความมั่นใจ ทำให้ราคาคอนโดไตรมาส 2 ปรับลดลง

แม้ตลอดทั้งปีจะเห็นแนวโน้มราคาคอนโดเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้นเป็นหลัก ทั้งราคาวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็กเส้น ปูนซีเมนต์ กระจกอลูมิเนียม รวมถึงค่าแรงที่เพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจและค่าครองชีพ แต่ในไตรมาสที่ 2 นี้ กลับพบว่ามีการลดลงเล็กน้อยราว -0.8%

สาเหตุหลักที่คาดว่าส่งผลกระทบจน ราคาคอนโดไตรมาส 2 ลดลงนี้มาจากการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ในบางพื้นที่ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของอาคารสูงและคอนโดมิเนียม ด้วยเหตุนี้จึงมีการชะลอการตัดสินใจซื้อชั่วคราว ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางรายต้องปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างความมั่นใจและกระตุ้นการซื้อขายให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

กลยุทธ์ใหม่จากผู้ประกอบการตั้งแต่ไตรมาส 2 เพื่อกระตุ้นการขาย

กลยุทธ์ที่เห็นได้ชัดหลังจากเกิดการชะลอความต้องการจากเหตุการณ์ด้านต้นปีคือ การเพิ่มมาตรการกระตุ้นยอดขาย โดยเฉพาะโปรโมชั่นส่วนลดเงินสดที่เพิ่มขึ้นจาก 15.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ไปเป็น 37.5% ในช่วงนี้ นอกจากนี้ ยังมีการออกประกันภัยให้แก่ผู้ซื้อคอนโด ใกล้เคียง โดยเบียดสัดส่วนขึ้นมาถึง 3.4% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อว่าการลงทุนในคอนโดยังคงเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมได้

หลายทำเลยังคงมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในทางกลับกัน ในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง เช่น โครงการรอบระบบขนส่งมวลชนหลัก ทำเลยุทธศาสตร์อย่างศูนย์กลางธุรกิจหรือย่านที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ราคาที่ดินและราคาขายโครงการยังคงปรับตัวสูงขึ้น

  • ลงทุนในโครงสร้างตึกที่ทนแผ่นดินไหวมากขึ้น
  • เพิ่มงบปรับภูมิทัศน์หน้างานให้ปลอดภัยและเหมาะกับผู้อยู่อาศัย
  • ออกมาตรการรับประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

แนวโน้มตลาดคอนโดหลังไตรมาสนี้

แม้ว่าปัจจัยแวดล้อมนี้จะเป็นเพียงอาการชั่วคราว แต่เชื่อว่าตลาดคอนโดในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลจะค่อย ๆ ฟื้นตัวและกลับไปสู่ภาวะปกติในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า โดยเฉพาะหากทิศทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับมามั่นคง และประชาชนเริ่มไว้วางใจในการอยู่อาศัยในอาคารสูงอีกครั้ง

ราคาคอนโดไตรมาส 2 ที่ลดลงจากต้นปีนี้อาจถือเป็นโอกาสที่ดีของผู้ซื้อรายย่อยที่รออยู่แล้วว่าจะลงทุนแบบยั่งยืน การซื้อในช่วงที่มีมาตรการสนับสนุนจากรัฐและผู้ประกอบการนั้น นอกจากจะได้ราคาที่น่าสนใจแล้ว ยังได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น รับประกันโครงการและส่วนลดที่แปลงเป็นมูลค่าการถือครองคอนโดที่ต่ำลงในระยะเริ่มต้น

ผู้ซื้อควรติดตามข่าวสารใกล้ชิด วิเคราะห์ทางเลือกของตนเอง และตัดสินใจโดยอิงจากปัจจัยพื้นฐานของโครงการด้วย อย่าลืมว่า ผวาแผ่นดินไหวครั้งนี้ มีผลฉุดราคาคอนโด ไตรมาส 2 ออกมาในรูปแบบพิเศษที่อาจจะไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก

ที่มา – ผวาแผ่นดินไหว ฉุดราคาคอนโด ไตรมาส2 ลดลงจากต้นปี ผู้ประกอบการแห่หั่นราคา กระตุ้นยอดขาย

บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี เปิดตัว THB Programmable Payment อนาคตนวัตกรรมการเงินไทย

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนของประเทศไทย ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ THB Programmable Payment ซึ่งเป็นระบบที่ถูกพัฒนาภายใต้กรอบการทดสอบนวัตกรรมทางการเงินที่จำกัดและมีระยะเวลาชัดเจน โดยมุ่งเน้นการยกระดับระบบนิเวศน์การชำระเงินของไทยให้ก้าวสู่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในงาน คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้แบ่งปันมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับการเติบโตของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย และอธิบถึงศักยภาพของ THBK ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าคงที่ 1 THBK = 1 THB ที่พัฒนาเพื่อใช้ทดสอบระบบ THB Programmable Payment จากการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำทั่งในและนอกประเทศ

THB Programmable Payment คืออะไร?

THB Programmable Payment เป็นโครงการที่ถูกพัฒนาบนกรอบ Enhanced Regulatory Sandbox โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการทดสอบ และยังไม่สามารถนำออกใช้งานในวงกว้างได้ โดยระบบนี้ใช้สัญลักษณ์ THBK ซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินบาทไทย (1 THBK = 1 THB) แต่ไม่นับว่าเป็นเงินตราตามกฎหมายขณะนี้

โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อประเมินการใช้งานจริง การบริหารความเสี่ยง และประโยชน์ของนวัตกรรมการเงินที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยมีคุณภาสกร ปานนอก ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของบิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี เป็นผู้นำเสนอความเป็นมา ทิศทางของโครงการ รวมถึงการใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม Bitkub NEXT ซึ่งถือเป็นกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกพัฒนาโดยบิทคับเอง

การใช้งานจริงจากพันธมิตรธุรกิจ

  • JFIN นำเสนอระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านบล็อกเชนที่สนับสนุนภาคธุรกิจการเงิน โดยมีการทดสอบเชื่อมโยงระบบที่เกี่ยวข้องกับ THBK และการใช้งานในระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่สามารถกำหนดสัญญาเงื่อนไขอัตโนมัติได้
  • การทดสอบในรอบนี้ครอบคลุมผู้ใช้งานเบื้องต้นประมาณ 500 คน รวมถึงการกำหนดค่าธรรมเนียมในการถอนเงิน ค่าธรรมเนียมการ Bridge และค่าธุรกรรมต่างๆ ที่ถูกจำกัดให้เหมาะสม

ศักยภาพของระบบการเงินรูปแบบใหม่

ความสำคัญของ THB Programmable Payment อยู่ที่การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาช่วยในการทำให้เงินบาทไทยสามารถประมวลผลและชำระเงินได้แบบมีเงื่อนไข เช่น กำหนดเวลาทำธุรกรรม หรือระบุการใช้งานเฉพาะจุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและประสิทธิภาพในระบบนิเวศทางการเงินไทยได้ในระยะยาว

การมีส่วนร่วมของเครือข่ายธุรกิจและการเงินอย่าง JFIN รวมถึงจำนวนผู้เข้าร่วมทดสอบที่จำกัดไว้ที่ 500 คน แสดงให้เห็นถึงการวางแผนร่วมกันอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

แม้ว่าปัจจุบัน THB ยังคงเป็นเงินตราตามกฎหมายของไทยเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยนวัตกรรมนี้ ประเทศไทยก็อาจมีโอกาสอยู่ในอันดับแนวหน้าของโลกในด้าน Financial Innovation โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี เปิดตัว THB Programmable Payment อนาคตนวัตกรรมการเงินไทย

กองทัพภาคที่ 2 ส่งทหารกัมพูชา 2 นายกลับประเทศ เหลือควบคุม 18 นาย

‘กองทัพภาคที่ 2’ ส่งทหารกัมพูชา 2 นายกลับประเทศตามหลักมนุษยธรรม

วันที่ 1 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์การควบคุมตัวทหารกัมพูชาจำนวน 20 นาย หลังจากเกิดเหตุปะทะกันในพื้นที่ซำแต จังหวัดศรีสะเกษ โดยทหารกัมพูชาทั้งหมดถูกควบคุมตัวตามกฎหมายและอนุสัญญาสากล เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ และ อนุสัญญาเจนีวา ซึ่งเป็นกรอบในการปฏิบัติต่อเชลยศึกอย่างเหมาะสมกับหลักมนุษยธรรมที่เป็นสากล

ทหารกัมพูชา 2 รายถูกส่งกลับเนื่องจากต้องการการรักษาพยาบาล

โฆษกกองทัพบกระบุว่า กองทัพภาคที่ 2 ในฐานะหน่วยงานดูแลรับผิดชอบได้ดำเนินการอย่างโปร่งใส โดยในวันเดียวกันเวลาประมาณ 10.00 น. ได้มีการส่งทหารกัมพูชา 2 นายกลับประเทศ เนื่องจากมีอาการป่วยหนักและมีอาการทางด้านจิตใจ เป็นไปตามรายละเอียดของอนุสัญญาเจนีวาที่อนุญาตให้ส่งกลับเชลยศึกในกรณีที่จำเป็น

หลักการดูแลเชลยศึกของกองทัพไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล

หลังจากเหตุการณ์ปะทะกัน ทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมด 20 คน ถูกนำตัวมาดูแลภายใต้กรอบของกฎหมายทหาร ซึ่งกองทัพได้ยึดถือตามหลักการด้านมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ การตัดสินใจส่งกลับทหาร 2 นาย ไม่ได้มีเพียงแค่เหตุผลด้านสุขภาพ แต่ยังสะท้อนความร่วมมืออันดีระหว่างสองประเทศในด้านความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาแบบทูตทหาร

การส่งตัวทหารกลับในครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นทางการ โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ กัมพูชา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน โดยเหลือทหารที่อยู่ภายใต้การควบคุมของไทยอยู่ที่ 18 นาย และจะมีการส่งกลับภายหลังตามข้อกำหนดเมื่อสถานการณ์และเงื่อนไขอนุญาต

  • ทหาร 2 นาย ถูกส่งคืนเนื่องจากอยู่ในสภาพไม่พร้อมทางร่างกายและจิตใจ
  • กองทัพใช้กระบวนการตามอนุสัญญาเจนีวาและการปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ
  • ประเทศทั้งสองยังคงมีความสัมพันธ์ทางทหารในเชิงบวก
  • การดูแลเชลยศึกของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล

บทบาทของกองทัพภาคที่ 2 ในการรักษาขอบเขตและหลักมนุษยธรรม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ซำแต ถือเป็นบททดสอบถึงการปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของ กองทัพภาคที่ 2 ที่ดูแลผู้ต้องควบคุมโดยไม่มีการละเมิดสิทธิ และใช้มาตรฐานทางมนุษยธรรมในการดำเนินการทุกขั้นตอน

สำหรับท่านที่ติดตามเหตุการณ์ด้านความมั่นคงและความร่วมมือระหว่างประเทศ ก็ควรจับตามองความคืบหน้าของการดูแลเชลยศึกเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของไทยในเวทีสากล รวมถึงความรัดกุมของทหารไทยในการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักสากล

ซัดกันเดือด!! โปรแกรมแข่งขันศึกฟุตบอลกรมพลศึกษา เดลินิวส์คัพ 2025 รุ่น 18 ปี

ซัดกันเดือด!! กรมพลศึกษา เดลินิวส์คัพ 2025 ประเดิมด้วยศึกตัดเชือกเข้มข้น

การแข่งขันฟุตบอลกีฬาระหว่างโรงเรียนประจำปีการศึกษา 2568 รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก. ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือที่เรียกกันติดปากว่า กรมพลศึกษา เดลินิวส์คัพ 2025 กลับมาเร้าใจอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม

กลุ่ม A ราชดำเนินปะทะนครสวรรค์!! ชัยชนะเท่านั้นที่จะยื้อชีวิต

ในกลุ่ม A พบกับเกมที่ทั้งสองทีมต้องลุยกันเต็มสูบ โดยเฉพาะ โรงเรียนเทคโนโลยีพณิชยการราชดำเนิน ต้องลุ้นกันระทึกเมื่อพวกเขายังไร้แต้มจาก 3 เกมที่ผ่านมา เมื่อต้องปะทะกับนักสู้ทีมเยือนอย่าง โรงเรียนกีฬาเทศบาลนครนครสวรรค์ ที่ต้องการชัยชนะเพื่อพุ่งกระโดดขึ้นจากอันดับ 6 ของตารางหลังจากเก็บได้เพียง 3 คะแนนจาก 4 เกม

เกมนี้จึงถือเป็นบททดสอบสำคัญว่าใครจะไม่ยอมจมอยู่ในโซนท้ายตาราง โดยทั้งสองทีมต้องช่วยกันทำทุกอย่างให้เป็นไปได้ เพื่อเก็บ 3 คะแนนให้ได้

กลุ่ม B พบกันเดือด พิชญบัณฑิตปะทะจ่าฝูงเทพศิรินทร์

สำหรับกลุ่ม B ไม่มีความน่าลุ้มน้อยไปกว่ากันเลย โดย โรงเรียนพิชญบัณฑิต อันดับ 6 ที่กำลังตามหาจุดเปลี่ยนของฤดูกาล ต้องเจอศึกหนักเมื่อต้องพบกับ โรงเรียนเทพศิรินทร์ จ่าฝูงสุดแกร่งที่ยังไม่แพ้ใครจาก 4 แมตช์หลังสุด พร้อมคะแนนเต็ม 12 แต้ม

พิชญบัณฑิต แม้จะมีคะแนนรวมแค่ 6 แต้มจาก 4 เกม แต่ยังไม่หมดหวัง ฟอร์มการเล่นนัดที่ชนะมามักจะบอกอะไรบางอย่าง ว่าพวกเขาอาจล้มยักษ์ได้ในแมตช์นี้

วิชูทิศปะทะกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มหกรรมแข้งชี้ชะตา

ศึกสายเลือดอีกคู่คือ โรงเรียนวิชูทิศ ที่ยังหาฟอร์มไม่เจอหลังไม่มีคะแนนเลยจาก 3 เกมแรก ต้องหันมาพึ่งตัวเองในการเจอกับหนึ่งในทีมที่กำลังมั่นใจอย่าง โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ที่ฟอร์มกำลังร้อนแรงชนะติดต่อกันสองนัด คว้าอันดับที่ 4 พร้อมคะแนนรวม 6 แต้ม

เกมนี้จึงเป็นบททดสอบว่าวิชูทิศจะฟื้นจากความย่ำแย่ได้หรือไม่ เมื่อต้องเจอกับกรุงเทพคริสเตียนที่พร้อมย้ำแค้นหรือยังไงก็ไม่มีคำว่าถอย

สวนกุหลาบ vs อัสสัมชัญธนบุรี ศึกคู่ชกชิงความได้เปรียบ

อีกหนึ่งบททดสอบในกลุ่ม B อย่าง โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ทีมอันดับ 5 พร้อมเก็บคะแนนจากการแข่ง 4 เกม ชนะ 2 แพ้ 2 ซึ่งต้องเผชิญกับภูติหนีบเซนเตอร์อย่าง โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี แชมป์เก่าที่ยังไม่พลาดท่า จาก 3 นัด มีถึง 9 แต้ม

แม้ว่าสวนกุหลาบจะเริ่มปรับตัวและเล่นออกมาฟอร์มดีเมื่อชนะนัดล่าสุด แต่คู่ต่อสู้ในแมตช์นี้ก็ไม่ธรรมดา แฟนบอลกำลังตั้งตารอว่าผลลัพธ์จะพลิกผันแค่ไหน!!

เชียร์สด รับชมฟรี ที่ใดได้บ้างมาดูกัน

สำหรับแฟนบอลที่อยากเชียร์ศึก กรมพลศึกษา เดลินิวส์คัพ 2025 แบบเรียลไทม์ สามารถติดตามกันแบบฟรีๆ ได้แล้วผ่าน Facebook เพจ ข่าวกีฬาเดลินิวส์ และ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นอกจากนี้ยังสามารถรับชมได้ทางช่องยูทูป Dailynews Online และ BG SPORTS ได้อีกด้วย

ทุกการปะทะในสนามไม่ใช่แค่เรื่องคะแนน เรื่องถ้วย แต่มันคือเรื่องของเกียรติทีมและอนาคตเยาวชนที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ ความภาคภูมิใจและแรงผลักดันยังคงอยู่!! เชียร์ทีมที่คุณรักให้เต็มที่กับศึกต้นทางที่ใหญ่กว่า

ที่มา – ซัดกันเดือด!! โปรแกรมแข่งขันศึกฟุตบอล “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025”

ราคาทองวันนี้ 1 ส.ค. ปรับตัวลดลง 50 บาท แนวโน้มที่น่าจับตามอง

ราคาทองวันนี้ 1 ส.ค. ได้มีการประกาศครั้งแรกเมื่อเวลา 09.05 น. โดยปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนถึง 50 บาท ทำให้ราคาทองคำนั้นอยู่ในระดับ 51,100 บาท ซึ่งหากเทียบกับการปิดราคาครั้งสุดท้ายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาแล้ว พบว่าภายในวันเดียวมีการประกาศราคาทองคำถึง 8 ครั้ง รวมมูลค่าปรับลดลงสูงถึง 100 บาทเลยทีเดียว

สำหรับราคาทองคำแท่งในวันนี้ บริษัทรับซื้อในราคา 51,000 บาท และขายออกที่ 51,100 บาท ส่วนทองรูปพรรณนั้นรับซื้อบาทละ 50,982.52 บาท และขายออกที่ 51,900 บาท ซึ่งถือเป็นการปรับตัวที่ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยสำคัญทั้งในและต่างประเทศ

ไม่เพียงแต่ราคาทองในประเทศไทยเท่านั้นที่ปรับตัว แต่ราค.า Spot เมื่อคืนนี้ยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดต่ำกว่าระดับ3,300 ดอลลาร์ลงไปอยู่แถวๆ 3,284 ดอลลาร์ ส่วนราคาในตลาดโคเม็กซ์ของสหรัฐฯ ปิดที่ราคา 3,348.60 ดอลลาร์ หลังจากปรับลดลง 4.20 ดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ส่งผลสำคัญมาจากความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า ขณะเดียวกันก็ต้องรอตัวเลขสำคัญการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในคืนนี้เช่นกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาในช่วงปลายเดือนนี้และต้นเดือนหน้า

เหตุผลหลักที่ทำให้ ราคาทองวันนี้ 1 ส.ค. ร่วงลง

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม ราคาทองวันนี้ 1 ส.ค. จึงปรับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยหลักมาจากกระแสความไม่แน่นอนในตลาดโลก โดยเฉพาะเรื่องการเจรจาตกลงด้านการค้าและการรายงานตัวเลขจ้างงานของสหรัฐฯ ซึ่งหากค่าแรงงานสูงขึ้น ดอกเบี้ยก็อาจเพิ่มตาม ส่งผลให้ทองคำซึ่งไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยตกเป็นรอง

แนวโน้มราคาทองในอนาคต

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ อาจกล่าวได้ว่าการลดลงของราคาทองคำวันนี้ 1 ส.ค. นี้ยังคงอยู่ภายใต้การกดดันจากความแข็งค่าของเงินดอลลาร์และการคาดการณ์นโยบายดอกเบี้ยจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรติดตามข่าวการประกาศเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางก่อนตัดสินใจซื้อขายทองในช่วงท้ายเดือนหน้า

ทุกการขยับขึ้นลงของราคาทองล้วนมีผลกระทบต่อกันแบบไวรัล หากคุณติดตามการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ควรอัปเดตข่าวสารให้ทันเหตุการณ์ไม่ปล่อยให้ตัวเองตกข่าว เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนและเพิ่มโอกาสทำกำไรในระยะสั้นและยาว

  • ติดตามการประกาศนโยบายดอกเบี้ยจากธนาคารกลางสหรัฐฯ
  • สังเกตค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ว่ามีการเปลี่ยนแปลงแบบไหน
  • รับฟังแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและค่าเงินในตลาดหุ้น

การลงทุนในทองคำยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับนักลงทุนในไทย โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงสูง เพราะการที่ ราคาทองวันนี้ 1 ส.ค. ร่วง 50 บาท แม้ดูเป็นประเด็นไม่ค่อยดี แต่ก็เป็นโอกาสดีสำหรับนักสะสมหรือนักลงทุนที่มองหาการทยอยเข้าซื้อในราคาต่ำ สำหรับนักลงทุนทั่วไป ก็ควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงไว้อย่างเหมาะสมเพื่อการเงินที่มั่นคง

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากที่มา – ราคาทองวันนี้ 1 ส.ค. ร่วง 50 บาท

ฮุน มาเนต ยินดีสหรัฐลดภาษีให้เหลือ 19% ชี้เป็นข่าวดีสำหรับกัมพูชา

ฮุน มาเนต ชื่นชมสหรัฐลดภาษีเหลือ 19% ชี้เป็นข่าวดีที่สุดสำหรับเศรษฐกิจกัมพูชา

พลเอกฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้แสดงความยินดีต่อการที่สหรัฐอเมริกายอมลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากกัมพูชา ซึ่งเดิมอยู่ที่ 49% จนลดลงมาเหลือเพียง 19% เท่านั้น โดยเขาได้ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็น “ข่าวดีที่สุด” ที่จะช่วยให้ประเทศสามารถเดินหน้าพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

การลดภาษีช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกัมพูชา

ข่าวนี้มีความหมายอย่างมากสำหรับเศรษฐกิจของกัมพูชา เนื่องจากประเทศมีการส่งออกสินค้าไปสหรัฐเป็นมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 328,404.96 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าจากสหรัฐอยู่ที่เพียง 264 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 8,669.89 ล้านบาท ซึ่งอัตราภาษีเฉลี่ยปัจจุบันกัมพูชาเก็บอยู่ที่ราว 29.4%

การลดภาษีนำเข้าครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงช่วยลดต้นทุนให้กับสินค้ากัมพูชา แต่ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ธุรกิจภายในประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถนำต้นทุนที่ลดไปพัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพได้มากยิ่งขึ้น

สหรัฐกับนโยบายทางการค้าที่ส่งผลดีต่อกัมพูชา

การที่สหรัฐตัดสินใจลดอัตราภาษีต่างตอบแทนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการปรับนโยบายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดมากขึ้น

นับตั้งแต่ช่วงต้นปี กัมพูชายังมีการเปิดพื้นที่ให้กับนักลงทุนจากอเมริกาและประเทศตะวันตกอื่นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิต ที่กำลังได้รับการส่งเสริมอย่างเข้มข้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้กัมพูชามีแนวโน้มพึ่งเศรษฐกิจจากประเทศเพื่อนบ้านและประเทศจีนเป็นหลัก

การลดภาษีจึงเป็นสัญญาณการยอมรับในระดับนานาชาติ ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของประเทศให้มีความสามารถด้านการค้า และสามารถกระจายความเสี่ยงในการพึ่งพาจากแหล่งเดียวในระยะยาวได้อีกด้วย

ข่าวดีที่สุดในเชิงเศรษฐกิจและการค้ากัมพูชา

เมื่ออัตราภาษีที่เคยสูงมากจากสหรัฐได้ลดลงมาเรื่อยๆ จาก 49% เหลือ 36% และตอนนี้มาอยู่ที่ 19% อย่างแท้จริง นี่ถือเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมที่ประเทศจะขยายตลาดออกไปสู่สหรัฐ โดยมีนโยบายสนับสนุนที่เป็นมิตรทางการค้ามากขึ้น

สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งนี้จะส่งผลถึงมูลค่าสินค้าที่ส่งออกได้มากขึ้น และอาจสร้างงานใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงทำให้บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางในกัมพูชามีโอกาสลงทุนหรือส่งออกไปยังตลาดสหรัฐได้มากขึ้น ด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและแรงสนับสนุนจากนโยบายรัฐบาลของพลเอกฮุน มาเนต

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และทำให้ประเทศสามารถพัฒนาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาศูนย์กลางการค้าเพียงแห่งเดียว

หากคุณติดตามเรื่องราวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศนี้ อาจถึงเวลาที่จะเริ่มวางแผนลงทุนหรือมองหาธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตในภูมิประเทศใหม่

เครดิตภาพ : AFP

ที่มา – “ฮุน มาเนต” ยินดีสหรัฐลดภาษีให้เหลือ 19% ชี้เป็น “ข่าวดีที่สุด”