ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ปี 69 ธุรกิจอินเทอร์เน็ตไทยเติบโต 3.4%

ในปี 69 ธุรกิจอินเทอร์เน็ตภาคพื้นดินของประเทศไทยคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มอีก 3.4% จากการเติบโตของทั้งตลาดผู้บริโภคและองค์กร โดยตลาดบีทูซี (B2C) มีแนวโน้มเติบโต 3.3% และตลาดบีทูบี (B2B) เติบโตสูงถึง 6.8% ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการใช้งานด้านดิจิทัลที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกภาคส่วน

ปี 69 ธุรกิจอินเทอร์เน็ตไทยเติบโต 3.4%

ตลาดอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ ตลาดผู้บริโภค (คิดเป็น 98%) และตลาดองค์กร (คิดเป็น 2%) แม้ตลาดผู้บริโภคจะอยู่ในช่วงที่ใกล้จุดอิ่มตัวแล้ว แต่ยังได้รับแรงหนุนจากพฤติกรรมการใช้งานที่หลากหลาย เช่น การใช้งานหลายอุปกรณ์ต่อหนึ่งผู้ใช้ ซึ่งสะท้อนจากอัตราการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือที่ 174.6% และแนวโน้มเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ (ARPU) ผ่านบริการเสริมต่าง ๆ ซึ่งยังมีศักยภาพสูง

อินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ยังเป็นขาแข้ง

อินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ยังคงครองสัดส่วนรายได้ถึง 77% ของรายได้รวมในตลาดผู้บริโภค ส่วนอินเทอร์เน็ตประจำที่ยังมีสัดส่วน 23% แม้การเติบโตจะเริ่มชะลอ แต่ผู้ให้บริการยังสามารถสร้างรายได้ผ่านแพ็กเกจพิเศษ เช่น บริการวิดีโอ สมาร์ทโฮม และโซลูชันการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในขณะที่สำหรับ ปี 69 ธุรกิจอินเทอร์เน็ตไทยเติบโต 3.4% ตลาดอินเทอร์เน็ตองค์กรก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบที่เป็นดิจิทัลทั้งหมด ส่งผลให้มีการลงทุนในโซลูชันเทคโนโลยีมากขึ้น ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์และการใช้งาน AI ที่แพร่หลายมากขึ้น

  • การเติบโตของตลาดผู้บริโภค (B2C): 3.3%
  • การเติบโตของตลาดองค์กร (B2B): 6.8%
  • สัดส่วนรายได้อินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่: 77%
  • สัดส่วนรายได้อินเทอร์เน็ตประจำที่: 23%

ทั้งนี้ ยอดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยในไตรมาส 1 ปี 68 เท่ากับ 90.9% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอีก 1.6% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาด และโอกาสในการเติบโตยังมีอีกมากในปี 69

นอกจากนี้ ธุรกิจดาวเทียมสื่อสารก็มีแนวโน้มเติบโตเล็กน้อยในปีนี้ที่ประมาณ 3.5% จากการขยายการให้บริการในหลากหลายภาค พร้อมการได้รับสิทธิวงโคจรใหม่จาก กสทช. รวมถึงโครงการ “ยูโซ่ 3” ซึ่งมีงบประมาณสูงถึง 5.8 พันล้านบาท และจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้โครงข่ายดาวเทียมมีการเติบโตในระยะยาว

สรุปได้ว่าแม้จะมีปัจจัยหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยรวม แต่ ปี 69 ธุรกิจอินเทอร์เน็ตไทยเติบโต 3.4% อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเซ็กเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลและเทคโนโลยี หากติดตามพฤติกรรมผู้ใช้ให้ดีจะเป็นโอกาสสร้างรายได้ที่ไม่ธรรมดา

หากคุณดูแลธุรกิจหรืองานที่เกี่ยวข้องกับด้าน IT การเชื่อมต่อ หรือกำลังวางแผนลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ปีนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ที่มา – ปี 69 คาดธุรกิจอินเทอร์เน็ตยังขยายตัวเพิ่ม 3.4%

คนละครึ่ง VS ดิจิทัลวอลเล็ต: แจกเงินแบบไหนดีกว่า?

ในยุคที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังต้องการการกระตุ้น รัฐบาลได้เสนอมาตรการแจกเงินให้ประชาชนหลายรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในข้อโต้แย้งที่ถูกหยิบยกมาคือ คนละครึ่ง กับ ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท โดย คนละครึ่ง เป็นโครงการในรัฐบาลประยุทธ์ ส่วนดิจิทัลวอลเล็ตเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อไทย แม้ทั้งสองมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รูปแบบการแจกเงินและการใช้จ่ายของประชาชนกลับมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

คนละครึ่ง VS ดิจิทัลวอลเล็ต: แจกเงินแบบไหนคุ้มค่า?

โครงการ คนละครึ่ง เป็นมาตรการที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีการส่งเงินไปหลายเฟสในช่วงที่รัฐบาลประยุทธ์อยู่ในอำนาจ ทั้ง 5 เฟสของโครงการคนละครึ่งใช้งบประมาณกว่า 230,000 ล้านบาท มีการใช้จ่ายจริงรวมกว่า 172,820 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นส่วนรัฐร่วมจ่าย 85,012 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 87,808 ล้านบาท จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่า เงินที่ฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนที่มีคุณภาพ เพราะไม่ได้จ่ายแบบจ่ายตรง แต่เป็นรูปแบบที่ประชาชนต้องเสียเงินไปด้วย หากคิดในเชิงการกระตุ้นเศรษฐกิจ มันก่อให้เกิดการใช้จ่ายจริงของประชาชนมากกว่า

ดูรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง 5 เฟส

  • เฟส 1: การให้บริการอาหารเครื่องดื่มในร้านอาหารลดราคา 50%
  • เฟส 2: การซื้อสินค้าทั่วไป ลด 50% ได้สูงสุด 300 บาทต่อวัน
  • เฟส 3: รวมกลุ่มรายย่อยผู้ประกอบการและรายได้น้อย เช่น คนขับแท็กซี่และแรงงานอิสระ
  • เฟส 4-5: ใช้ระบบคูปองในพื้นที่ 77 จังหวัด ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

ในขณะที่ ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซึ่งเริ่มแจกในรัฐบาลเพื่อไทย โดยจ่ายไปแล้ว 2 เฟส คือกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนพิการ และประชาชนอายุเกิน 65 ปี ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 180,000 ล้านบาท ดูเผินๆ แล้วดูเหมือนจะดี เพราะจำนวนเงินต่อคนสูงกว่าคนละครึ่งหลายเท่า แต่ผลที่ได้กลับไม่ใช่ตามเป้าหมาย เพราะประชาชนจำนวนมากนำเงินไปชำระหนี้สิน หรือเก็บออมไว้ใช้ในอนาคต แทนที่จะนำเงินไปใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจโดยตรง ส่งผลให้เกิดแรงกระตุ้นน้อยกว่าที่คาดหวัง

ความแตกต่างระหว่าง ‘คนละครึ่ง’ กับ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’

การเปรียบเทียบระหว่าง คนละครึ่ง กับ ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ควรพิจารณาในเรื่องของวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย และผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งจากข้อมูลแล้ว คนละครึ่งมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจที่กว้างขวางกว่า ทั้งในด้านการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย การเพิ่มการจ้างงาน และการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเฟสที่ 4 และ 5 ที่เน้นพื้นที่ห่างไกล ขณะที่ดิจิทัลวอลเล็ตให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางในสังคม ได้เงินเพิ่ม แต่ไม่ส่งผลให้มีการใช้จ่ายหมุนเวียนอย่างกว้างขวาง

สรุปแล้ว หากมองในมุมประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการ คนละครึ่ง มีทั้งในแง่ของการกระจายรายได้ การกระตุ้นภาคธุรกิจ และการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้จ่าย ดีกว่าดิจิทัลวอลเล็ต ที่มีแนวโน้มไปในเชิงการให้ความช่วยเหลือสังคม แต่การใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจลดลง

หากคุณคิดว่านโยบายการแจกเงินควรมุ่งสู่เศรษฐกิจโดยตรง หรือมุ่งลดความเหลื่อมล้ำในสังคม คุณมีมุมมองอย่างไร? ลองช่วยกันแชร์ความคิดเห็นเพื่อให้นโยบายทรัพย์กรรรมของประเทศมีประสิทธิภาพที่สุด

ที่มา – เปรียบเทียบ ‘คนละครึ่ง VS ดิจิทัลวอลเล็ต’ นโยบายแจกเงินแบบไหนดี-คุ้มค่า

ครม.เพื่อไทย นัดสุดท้าย ‘นฤมล-สุชาติ’ เข้าทำเนียบลา ‘ภูมิธรรม’

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งสุดท้ายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยบรรยากาศโดยรอบประการประดับด้วยความเงียบเหงามีเพียงรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่งเข้าร่วมประชุม

‘ครม.เพื่อไทย’นัดสุดท้าย ‘นฤมล-สุชาติ‘เข้าทำเนียบลา‘ภูมิธรรม’

ในการประชุมครั้งนี้ มีรายละเอียดสำคัญหลายประเด็น โดยที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ การเข้าร่วมประชุมของว่าที่รัฐมนตรีใหม่ในรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล อาทิเช่น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ซึ่งได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้ ภายในวาระการประชุมยังมีการพิจารณาวาระต่างๆ เพื่อทราบ ได้แก่ แนวทางแก้ไขปัญหานมกล่องค้างสต็อกที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ(สภช.) เสนอ เป็นหนึ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและการดำเนินงานของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมรายการต่าง ๆ

บรรยากาศอำลาใน ‘ครม.เพื่อไทย’ นัดสุดท้าย

ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น ทำให้มีการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจนในอำนาจทางการเมือง ส่งผลให้มีรัฐมนตรีจำนวน 5 ตำแหน่งแจ้งลางานจากการประชุมครั้งล่าสุดนี้ ได้แก่ 1. นายวราวุธ ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 2. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์ 3. นายอนุชา สะสมทรัพย์ รมช.สาธารณสุข 4. นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และ 5. นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย

หลังจบทวนวาระงานประชุมเสร็จ ในเชิงเป็นทางการ นายภูมิธรรม จะลงมามอบโอกาสให้สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลได้มาร่วมรับประทานอาหารกับตนเพื่อเป็นการอำลาตำแหน่งอย่างเป็นทางการ สร้างความทรงจำให้ช่วงเวลาแห่งการบริหารประเทศ และบทบาทหน้าที่รัฐบาลในช่วงสุดท้ายของการควบคุมจากพรรคเพื่อไทยส่งผ่านหน้าที่ทันท่วงที

งานนี้ถือเป็นฉากสุดท้ายของตามหาพยานการเปลี่ยนผ่านอำนาจสำคัญอีกครั้ง และสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าใครจะต้องปรับเปลี่ยนเองเพื่อให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่เกิดขึ้น อย่ารอจนกว่าจะสาย แต่ใช้ประสบการณ์สำคัญเหล่านี้ในการนำไปบริหารหน้าที่การงานอย่างเต็มศักยภาพ

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในวงการการเมืองและเศรษฐกิจที่จะส่งผลต่อคุณ

ที่มา – ‘ครม.เพื่อไทย’นัดสุดท้าย ‘นฤมล-สุชาติ‘เข้าทำเนียบลา‘ภูมิธรรม’

เนปาลปลดแบนสื่อสังคมออนไลน์ หลังประท้วงเสียชีวิต 19 ราย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ รัฐบาลประเทศเนปาลได้ประกาศยกเลิกมาตรการปิดกั้นแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงจากการประท้วงจนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ราย และผู้บาดเจ็บกว่า 100 คน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานการณ์ในประเทศ

นายปริทวี ซุบบา กูรุง โฆษกคณะรัฐมนตรีเนปาล และรมว.การสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดเผยว่า รัฐบาลตัดสินใจยกเลิกการบล็อกแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก โดยมีผลทันที เพื่อสนองต่อเสียงเรียกร้องของประชาชน

เนปาลปลดแบนสื่อสังคมออนไลน์ หลังการประท้วงมีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ราย

คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่การปิดกั้นแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตถูกนำมาใช้ ซึ่งนำไปสู่ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนและประชาชนทั่วไปในรูปแบบของการประท้วงครั้งใหญ่ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

การประท้วงที่เกิดขึ้นนี้มีความแตกต่างจากครั้งอื่นตรงที่เป็นการแสดงออกของ “เจนแซด” กลุ่มเยาวชนที่ไม่พอใจกับความไร้ประสิทธิภาพในเรื่องการต่อสู้กับการทุจริต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้นำรัฐบาล

เนปาลรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ราย

นายคัดกา ปราสาท ชาร์มา โอลี นายกรัฐมนตรีแห่งเนปาล เผยว่า ท่านรู้สึกเสียใจกับความรุนแรงที่เกิดจากการประท้วง และกล่าวว่ารัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนอย่างเป็นทางการภายใน 15 วัน เพื่อหาข้อสรุปและผลกระทบจากเหตุการณ์

โอลียังกล่าวเสริมว่า ทางรัฐบาลจะสนับสนุนครอบครัวของผู้เสียชีวิต รวมถึงให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้บาดเจ็บอย่างฟรีและครบถ้วน

“สิ่งที่เกิดขึ้นนี้บ่งบอกว่ามีปัญหาในระบบลึกมากกว่าที่เห็น表面上 การจัดการข้อเรียกร้องของประชาชนจึงสำคัญอย่างมาก” รองนายกฯ กล่าว

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการตอบโต้การปิดกั้นแพลตฟอร์มออนไลน์ของรัฐบาล
  • เยาวชนกลุ่ม Gen Z นำการเคลื่อนไหวเรียกร้องการปฏิรูปประเทศ
  • รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายใน 15 วัน
  • มีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ราย และผู้บาดเจ็บ 100 กว่าราย

ผลงานจากกลุ่มเยาวชนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงของผู้คนที่ไม่ต้องการให้การทุจริตยังคงหมุนเวียนอยู่ในระบบ และต้องการโอกาสในการเติบโตที่เท่าเทียมกันมากขึ้น

หากมองไปข้างหน้า อาจเรียกได้ว่าการประท้วงครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนจริง ๆ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของระบบใหม่ในเนปาล

ที่มา – เนปาลปลดแบนสื่อสังคมออนไลน์ หลังการประท้วงมีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ราย

คิง เพาเวอร์ ประกาศรุกตลาดจีน เมืองแรกเซี่ยงไฮ้

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้ประกาศก้าวสำคัญสู่เวทีค้าปลีกระดับโลก โดยเลือกเมืองเซี่ยงไฮ้ในสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายธุรกิจต่างประเทศภายใต้ชื่อบริษัท เซี่ยงไฮ้ คิง เพาเวอร์ คอมเมิร์ซ จำกัด (Shanghai King Power Commerce Co., Ltd.)

คิง เพาเวอร์ ประกาศรุกตลาดจีน เมืองแรกเซี่ยงไฮ้

เป็นที่น่าติดตามว่าการเปิดตัวครั้งนี้ คิง เพาเวอร์ เลือกสถานที่สำคัญอย่างท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของโลก ให้บริการสินค้าคุณภาพผ่านร้านค้า “TAI HAI TAO” ที่จำหน่ายขนมไทยและอาหารสำเร็จรูป และร้านอาหารไทยแท้ “SOMBAT THAI” ที่คัดสรรวัตถุดิบจากประเทศไทย เพื่อเสนอประสบการณ์แห่งรสชาติไทยในเวทีนานาชาติ

จีนเป็นตลาดกลยุทธ์ สำคัญต่ออนาคต

คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า “การก้าวสู่ตลาดจีนครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญของ ‘คิง เพาเวอร์’ ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อการเติบโตในอนาคต”

ทั้งนี้ ความสำเร็จในการเปิดธุรกิจใหม่ของคิง เพาเวอร์ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างโอกาสใหม่ในเวทีค้าปลีกสากล พร้อมยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการของไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ซึ่งเป็นการสนับสนุนภาพลักษณ์ของแบรนด์ไทยให้แข็งแกร่งมากขึ้นในเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณามูลค่าของตลาดค้าปลีกในจีนที่มีอัตราเติบโตสูง ความพร้อมของคิง เพาเวอร์ ในการเปิดตัวภายในตลาดที่มีความหลากหลายของผู้บริโภคและความต้องการสินค้าส่งเสริมคุณภาพสูง จึงถือเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ยังเสริมความเชื่อมั่นแบรนด์ไทยให้ก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างมั่นคง

จากความเคลื่อนไหวครั้งนี้ คิง เพาเวอร์ ไม่เพียงแค่ก้าวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ แต่ยังแสดงถึงพัฒนาการของการเป็นบริษัทค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยวระดับโลก ที่ไม่หยุดนิ่งในความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคทั่วโลก ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาเยือนประเทศไทย

การเดินหน้ารุกต่างประเทศของคิง เพาเวอร์ ครั้งนี้ ยังเสริมความเชื่อมั่นให้เห็นถึงพลังของแบรนด์ไทย ในการสานสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจกับ各大洲 (โลก) โดยมีวิถีของอาหารไทย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เป็นตัวเชื่อมที่ทรงพลัง

อยากให้ทุกคนมีโอกาสได้รับรู้และสัมผัสคุณภาพของแบรนด์ไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก กับการเปิดตัวครั้งสำคัญของคิง เพาเวอร์ในจีน

ที่มา – คิง เพาเวอร์ ประกาศเดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศ นำร่องเมืองแรก ณ มหานครเซี่ยงไฮ้

ทรูเตือนภัย! มิจฉาชีพแอบอ้างติดตั้งอินเทอร์เน็ต หลอกโอนเงินค่าสมัคร

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมีบทบาทมากขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ มิจฉาชีพแอบอ้างติดตั้งอินเทอร์เน็ต เพื่อหลอกให้ผู้บริโภคโอนเงินค่าสมัครก็เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้งานที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน

มิจฉาชีพแอบอ้างติดตั้งอินเทอร์เน็ต หลอกโอนเงินค่าสมัคร

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาเตือนประชาชนและลูกค้าทุกท่านเกี่ยวกับกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างเป็นตัวแทนหรือพนักงานของบริษัท เพื่อให้ข้อมูลการสมัครบริการอินเทอร์เน็ตโดยเรียกเก็บเงินล่วงหน้า เช่น ค่าสมัคร หรือค่าบริการอื่น ๆ โดยไม่มีใบแจ้งหนี้อย่างเป็นทางการจากบริษัทและมีการให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว ซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยและเสี่ยงต่อการถูกโกง

ทำไมต้องระวัง “มิจฉาชีพแอบอ้างติดตั้งอินเทอร์เน็ต”?

ความเชื่อมั่นในชื่อเสียงของบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง ทรู ทำให้บางครั้งลูกค้าอาจจะหลงเชื่อคำพูดของมิจฉาชีพได้ง่าย เพราะพวกเขาอาจใช้คำพูดเช่น “โปรโมชันราคาพิเศษ” หรือ “บริการถึงบ้านพร้อมติดตั้งฟรี” เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคจ่ายเงินล่วงหน้า ควรจำไว้ว่าพนักงานของบริษัท มีหน้าที่เพียงแค่ให้คำแนะนำหรือเสนอสินค้า ไม่มีกรณีใดที่จะเรียกเก็บเงินสดหรือให้โอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลภายนอก

หากสมัครใช้งานจริง ควรได้รับข้อมูลอย่างไร?

เมื่อคุณสมัครบริการผ่านช่องทางที่ถูกต้องของบริษัท ทรู จะมีการยืนยันข้อมูลผ่านหมายเลข 1242 รวมถึงมีการนัดหมายติดตั้งโดยพนักงานที่มีหน้าที่อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ คุณยังสามารถตรวจสอบข้อมูลการสมัครผ่านแอปพลิเคชันหลักของทรู เพื่อยืนยันว่าทุกขั้นตอนดำเนินการผ่านระบบอย่างถูกต้อง

การชำระเงินสำหรับบริการต่าง ๆ จะต้องผ่าน ใบแจ้งค่าบริการ ที่ส่งไปยังที่อยู่ที่คุณให้ไว้เท่านั้น การโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้องตามระบบบริษัท และหากคุณพบเจอกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ จำเป็นต้องรายงานให้บริษัททราบทันที

คำแนะนำเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ

  • ตรวจสอบช่องทางการติดต่ออย่างเป็นทางการ: เช่น เว็บไซต์หลัก แอปพลิเคชัน หรือ Call Center
  • ไม่โอนเงินล่วงหน้า: การสมัครบริการผ่านระบบ正规จะไม่มีการเรียกเก็บเงินผ่านช่องทางส่วนตัว
  • ขอใบแจ้งหนี้หลังการติดตั้ง: ใบแจ้งค่าบริการจากบริษัทคือหลักฐานสำคัญในการยืนยัน
  • แจ้งเจ้าหน้าที่หรือ Call Center: หากสงสัยหรือพบว่ามีข้อมูลผิดปกติ

ทางบริษัท ทรู ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องข้อมูลของลูกค้าตลอดจนป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้บริการของเราเป็นไปอย่างปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

อย่าเพิกเฉยต่อพฤติกรรมแปลก ๆ การรู้เท่าทันกลโกงง่าย ๆ นี้ ส่งผลให้คุณไม่ตกเป็นเหยื่อได้จริง เพราะความปลอดภัยเริ่มต้นจากการปกป้องตัวเอง

ที่มา – ทรูเตือนภัย! มิจฉาชีพแอบอ้างติดตั้งอินเทอร์เน็ต หลอกโอนเงินค่าสมัคร

อ.หนองหิน จัดงานวันสถาปนาครบ 28 ปี พร้อมพิธีบวงสรวงรัชกาลที่ 5

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา นายพิทักษ์ เกียรติพงษ์พันธ์ นายอำเภอหนองหิน จังหวัดเลย ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันสถาปนาอำเภอหนองหิน ครบรอบ 28 ปี ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐ หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งประชาชนชาวอำเภอหนองหิน และนางรำกว่า 250 คน มาร่วมงานอย่างคึกคัก

อ.หนองหิน จัดงานวันสถาปนาครบ 28 ปี

นายพิทักษ์ เผยให้ทราบว่า งานในปีนี้ถือเป็นการรวมพลังของคนในชุมชนอย่างแท้จริง เพราะมีการร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชาวบ้าน ทำให้งานดูมีชีวิตชีวาและสมกับเป็นโอกาสที่พิเศษสำหรับอำเภอน้อย ทั้งยังเป็นโอกาสในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 5 ด้วยพิธีบวงสรวงสักการะอย่างศักดิ์สิทธิ์

พิธีบวงสรวงและกิจกรรมพิเศษ

กิจกรรมหลักเริ่มต้นจากการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณรทั้งหมด 29 รูป จากนั้นมีพิธีบวงสรวงสักการะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และรำบวงสรวงโดยนางรำกว่า 250 คน เพื่อความเป็นสิริมงคลในการจัดงานและเพื่อเสริมสร้างภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่ประชาชนสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดนิทรรศการผลงานของนักเรียน การจำหน่ายสินค้า OTOP ตลอดทั้งวัน การประกวด “ส้มตำลีลา ตำยำสุดแปลก กินครั้งแรกที่หนองหิน” และยังมีการแสดงดนตรี ร้องเพลงร่วมกัน ที่เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศอบอุ่นของชาวบ้าน

พื้นที่และประวัติอำเภอหนองหิน

อำเภอหนองหิน เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอภูกระดึง ก่อนจะแยกออกมาตั้งเป็นกิ่งอำเภอในวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2540 และจากนั้นได้ยกฐานะเป็นอำเภออย่างเป็นทางการในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 โดยมีพื้นที่แบ่งออกเป็น 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองหิน มี 14 หมู่บ้าน, ตำบลตาดข่า 5 หมู่บ้าน และตำบลปวนพุ 15 หมู่บ้าน รวมทั้งสิ้น 34 หมู่บ้าน พร้อมด้วยองค์กรปกครองท้องถิ่น 4 แห่ง ประกอบด้วย เทศบาลตำบลหนองหิน อบต.หนองหิน (นอกเขตเทศบาล), อบต.ตาดข่า และ อบต.ปวนพุ

งานวันสถาปนาในครั้งนี้นอกจากเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 28 ปีของอำเภอแล้ว ยังเป็นการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างความสามัคคีในชุมชน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน

หากคุณมีโอกาสไปเยือนอำเภอหนองหิน จังหวัดเลย ขอเชิญร่วมงานที่คึกคักเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเช่นนี้ จะเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าทั้งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความสนุกสนาน

ที่มา – อ.หนองหิน จัดงานวันสถาปครบรอบ 28 ปี พิธีบวงสรวงสักการะ รัชกาลที่ 5

โปรแกรมสุดเดือด! ศึกลูกหนังขาสั้น “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025” รุ่น 16 ปี ก

กลับมาอีกครั้งกับการแข่งขันกีฬาฟุตบอลรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ประเภท ก ภายใต้การสนับสนุนของกรมพลศึกษา ร่วมกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ในโอกาสรอบแบ่งกลุ่มนัดที่ 2 ของการแข่งขัน “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025” ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งแต่ละทีมเริ่มต้นแสดงศักยภาพเต็มสูบเพื่อประเดิมชัยชนะสำคัญ และหวังแย่งชิงตำแหน่งผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์

กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025 รุ่น 16 ปี ก

สนามแบ่งกลุ่ม D กำลังมาแรงในวันอังคารที่ 9 กันยายนนี้ ที่สนามมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (สนามหญ้าเทียมด้านหลัง) เป็นเวทีสำหรับการันตีเด็กเก่งฝีเท้าแม่นาฬิกา! โดยมีสองเกมเด่นดังนี้

คู่เปิดอุ่นเครื่อง: ราชวินิตบางแก้ว vs วัดสุทธิวราราม

นัดนี้เป็นจังหวะลุ้นระทึก เมื่อ “สิงห์ปากน้ำ” อย่างโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว ต้องเร่งกลับมาอยู่ในจุดแข่งหลังพ่ายตามจุดโทษเมื่อนัดที่แล้ว เกมนี้ยิ่งสำคัญเพราะหากชนะจะได้เก็บคะแนนแรกและปรับทีมขึ้นเส้นทางทันคว้าตั้วเข้ารอบ โดยมีคู่แข่งหนักอย่าง “แชมป์กลุ่ม” วัดสุทธิวราราม เจ้าของ 3 คะแนนมาแล้ว เกมนี้ทั้งสองทีมต้องใช้ความพร้อมถึงเม็ดเล็กเม็ดน้อยเพื่อกันตัวเองไว้ให้สบายใจเป็นอันดับหนึ่ง

คู่เรียลฟอร์ม: โพธินิมิตวิทยาคม vs นนทบุรีวิทยาลัย

ยิ่งดูยิ่งมันส์ ยิ่งเดือด เพราะ “หมาป่าแห่งราชพฤกษ์” โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย ออกนำอยู่กับสามแต้มจากการพบกับครูใหญ่มหาเศรษฐีอย่าง โพธินิมิตวิทยาคม ก่อนหน้านี้ ส่วนในอีกด้านหนึ่ง “เหล่าแมวพเนจร” โพธินิมิตวิทยาคมตกขบวนหนักเพราะยังไม่มีแต้มเลย และต้องคว้าชัยอย่างฉุยเด็ดหรือทำผลงานยอดเยี่ยมเท่านั้น หากคิดจะรอดการพลิกแพลงตอนสุดท้ายของกลุ่ม แม้ไหน่มีแฮนดิแคปที่ดูต่ำลงมา เกมนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน!

  • เวลา 13:30 น.: ราชวินิตบางแก้ว vs วัดสุทธิวราราม
  • เวลา 15:30 น.: โพธินิมิตวิทยาคม vs นนทบุรีวิทยาลัย

ใครไม่สะดวกไปชมเชียร์บนพื้นสนามจริงๆ ก็สามารถร่วมเห็นความมันส์ได้จากที่บ้านผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เช่น เพจเฟซบุ๊ก ข่าวกีฬาเดลินิวส์, ช่องทาง YouTube: Dailynews online และแอปพลิเคชั่น SOOP ทั้งคู่พร้อมถ่ายทอดสดตลอด สะดวก สะท้อนเสียงแท้ และตื่นเต้นประหนึ่งอยู่บนสนามตัวเอง

การแข่งขันทุกคู่ในวันนี้ถือเป็นเสมือนการโกยโอกาสเพื่อยึดคีย์แปลงตำแหน่ง โดยเฉพาะทีมที่โดดหนีต้นๆ ตลอดมา เพราะไม่ว่าใครเบลอหรือปัดฝุ่นใจต้องเจอแรงกระแทกทันที เหมาะกับเด็กไทยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่พร้อมพัฒนาฝีเท้าด้วยจิตใจมุ่งสู่หน้าชัยอย่างแท้จริง การแสดงฝีมือในสนามครั้งนี้ อาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้กับดาวรุ่งรุ่งเจิดจ้าในอนาคตไม่ไกลเลย

หากคุณเป็นแม่ค้าคาดการณ์สะดวกักหรือเพียงแค่คนผู้ใจรักวงการลูกหนังไทย ก็อย่าพลาดลุ้นเกมต่อไปใน กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025 โดย🗓️นัดถัดไปมีกำหนดในอีกไม่ช้า… ใครจะยืนเป็นฝ่ายชนะใครจะถวายแชมป์กลุ่มให้กับคู่อริ ทุกนาทีห้ามกระพริบตาเด็ดขาด

ที่มา – โปรแกรมสุดเดือด! ศึกลูกหนังขาสั้น “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025” รุ่น 16 ปี ก

แม่พลทหารธีรยุทธวีรชนแนวหน้าน้ำตานอง ได้บ้านใหม่แต่ลูกไม่ได้อยู่ตามฝัน

เมื่อพูดถึงความเสียสละของพลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง หลายคนอาจนึกถึงภาพของชายหนุ่มผู้กล้าหาญที่เสียชีวิตเพื่อปกป้องชาติ แต่เรื่องราวยังมีมิติของความรัก ความหวัง และความเสียใจที่สะท้อนจากครอบครัวผู้สูญเสีย แม่พลทหารธีรยุทธวีรชนแนวหน้า ที่ได้บ้านใหม่แต่ลูกไม่ได้อยู่ตามฝัน คือเรื่องราวที่หลายคนร่วมใจกันสานฝันให้เป็นจริง

แม่พลทหารธีรยุทธวีรชนแนวหน้า ที่ได้บ้านใหม่แต่ลูกไม่ได้อยู่ตามฝัน

วันที่ 9 กันยายน พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง อายุ 22 ปี กองพลทหารบกที่ 2 หน่วยที่ สุรินทร์ ช่างเป็นพลทหารที่มีความขยัน เอาใจใส่ครอบครัว และมีความฝันที่จะสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับพ่อแม่ที่กำลังคอยในถิ่นทุรกันดาร

ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่บนที่ดินแบบบทที่ 5 ที่บุรีรัมย์ โดยไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ทำเลที่พักอาศัยกันแบบกระท่อมเล็ก ๆ แยกคนละหลัง แต่ชีวิตยากจนไม่สามารถทำลายความรักและความหวังของธีรยุทธที่มีต่อครอบครัว

เป้าหมายของเขานั้นคือ การสะสมเงินเพื่อสร้างบ้านใหม่ให้กับพ่อแม่ ด้วยความตั้งใจเหล่านี้ ค่อย ๆ เก็บเสาไม้และวัสดุต่าง ๆ ไว้ทุกวัน แต่ในที่สุด เรื่องราวก็ดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามฝัน เพราะเขาเสียชีวิตในเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

พระมหากรุณาธิคุณ และความร่วมมือจากสังคม

หลังจากที่ต้องรับข่าวร้าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบ้านน็อคดาวน์ให้แก่ครอบครัว ซึ่งเป็นการมอบสิ่งที่เป็นรูปธรรม ให้กับผู้สูญเสียอันยิ่งใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีพี่น้องประชาชนทั่วไปตระหนักในความเสียสละของวีรชนหนุ่ม จึงมีการร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือให้ความฝันของธีรยุทธสำเร็จ โดยปัจจุบัน มีการก่อสร้างบ้านใหม่ขึ้นบนพื้นที่เดิม ทับซ้อนกับเสาไม้ที่เคยถูกฝังไว้

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดในบ้านนี้คือ รั้วประตูที่สลักคำชมคุณไว้อย่างดี มีข้อความเช่น “ร่วมจารึกประวัติศาสตร์ ยกย่องวีรชนทหารกล้าที่เสียสละ” และ “สดุดีความกล้าหาญ ความเสียสละ อยู่ในหัวใจคนไทยตลอดกาล”

นางสมศรี กระจ่างทอง มารดาของธีรยุทธ ยังกล่าวอย่างน้ำตาร่วงว่า แม้จะได้บ้านใหม่ แต่เธอขาดคนที่จะเช่นนั่งด้วยกันบนพื้นบ้าน คนที่เธอจะได้ยินคำว่า “แม่” แม้แต่คำสัญญาเดิม ๆ ว่าจะต้มไก่ให้กินเมื่อกลับจากเวร ก็ไม่มีวันเป็นจริงอีกต่อไป

เสียงสะท้อนจากแม่พลทหาร

แม้จะเจ็บปวด แต่ความภูมิใจก็ยังเต็มใจในลูกชายที่เสียสละเพื่อชาติ และมีผู้คนทั่วประเทศตระหนักในความเสียหายของเขา ทั้งนี้ นางสมศรียังมีข้อความถึงรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า อยากให้มีการเจรจากับกัมพูชานอกจากจะช่วยลดความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ลูกหลานของเราจึงจะได้มีชีวิตที่ปลอดภัย

เรื่องราวของแม่พลทหารธีรยุทธวีรชนแนวหน้า ที่ได้บ้านใหม่แต่ลูกไม่ได้อยู่ตามฝัน เป็นบทพิสูจน์ถึงความเห็นอกเห็นใจของสังคม ที่พร้อม伸出หนุนเมื่อเกิดความวิปริต ในขณะเดียวกัน ก็นับเป็นเสียงเตือนใจให้เราตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต ตัวตน และการใช้ดินแดนอย่างปลอดภัย

การให้และช่วยเหลือในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างบ้านแห่งใหม่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสร้างความหวังและสานต่อความทรงจำของ แม่พลทหารธีรยุทธวีรชนแนวหน้า ที่เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง ให้มีชีวิตอยู่ในใจของคนไทยตลอดกาล

แม้เธอจะไม่ได้อยู่กับลูกชายที่รักอีกต่อไป แต่ความทรงจำเหล่านี้คือแรงบันดาลใจที่ทำให้พวกเราตระหนักว่า การรักษาสันติภาพต้องมาพร้อมกับการปกป้องชีวิตของพลเมืองทุกคน

ที่มา – แม่พลทหารธีรยุทธวีรชนแนวหน้าน้ำตานอง ได้บ้านใหม่แต่ลูกไม่ได้อยู่ตามฝัน

คูโบต้า กล้า ท้า ปลูก ปี 2 เตรียมลุ้นถ้วยพระราชทานปลายปีนี้

โครงการ “คูโบต้า กล้า ท้า ปลูก ปี 2” ได้ก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งทางของการแข่งขัน โดยการเปิดตัวในปีก่อนหน้านี้จนได้ทีมสุดท้ายจำนวน 20 ทีมที่จะเข้าสู่การแข่งขันระดับภูมิภาค โครงการนี้จัดโดย บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อค้นหาสุดยอดเกษตรกรนักปลูกข้าวอย่างสร้างสรรค์ และส่งเสริมการทำเกษตรแม่นยำด้วยนวัตกรรมที่เข้าถึงง่าย

คูโบต้า กล้า ท้า ปลูก ปี 2 ขยายผลสู่ 4 ภูมิภาคของไทย

ปีนี้ “คูโบต้า กล้า ท้า ปลูก ปี 2” ได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานไปยัง 4 ภูมิภาคหลักของประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ โดยทีมที่เข้าร่วมต้องมีสมาชิก 3 คนซึ่งจะรับผิดชอบแปลงเพาะปลูกของตนเอง พร้อมร่วมกันวางแผนการปลูกผ่านนวัตกรรม “KAS Crop Calendar On LINE” ซึ่งเป็นปฏิทินเพาะปลูกบนแพลตฟอร์ม LINE ที่ผสานความรู้การทำนาแบบแม่นยำร่วมกับวิธีการรักษ์โลก

NBC On LINE นวัตกรรมเพื่อ Smart Farmer

นวัตกรรม “KAS Crop Calendar On LINE” เสนอฟีเจอร์ครบวงจรที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผน เพาะปลูก และจัดการแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการบันทึกข้อมูล เช่น ชนิดของพืช วันที่เริ่มปลูก ปริมาณปุ๋ย ไปจนถึงระบุขนาดและแปลงของพื้นที่ทำการเกษตร ผ่านการวาดแผนที่ดิจิทัล โดยระบบจะแนะนำขั้นตอนการทำงานที่เหมาะสมกับชนิดของพืชและฤดูกาล

นอกจากนี้ ยังสามารถปรับเปลี่ยนแผนเพาะปลูกได้ตามสถานการณ์จริงและช่วยคำนวณรายรับ-รายจ่ายในแต่ละแปลง เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนการทำนาในฤดูกาลถัดไปได้ดียิ่งขึ้น

การแข่งขันช่วงใกล้เคียงที่สุดของผลผลิต

ปัจจุบันทีมผู้แข่งขันแต่ละภูมิภาคได้เข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวที่เป็นจุดสำคัญของฤดูกาล โดยแต่ละพื้นที่มีลักษณะการเพาะปลูกแตกต่างกันตามฤดู และสภาพแวดล้อม โครงการได้ส่งทีมงานติดตามการทำงานจริงของผู้เข้าร่วมอย่างใกล้ชิด พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน

  • เกษตรกรรุ่นใหม่ภาคกลาง กล่าวว่า “เราเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่อาจจะยังมีประสบการณ์น้อยแต่โชคดีที่มี ‘KAS Crop Calendar On LINE’ เป็นเครื่องมือที่ช่วยเราเดินขั้นตอนการทำนา เช่น ไถกลบตอซัง ปล่อยน้ำ หว่านปุ๋ย และเก็บเกี่ยว ทำให้การทำนาเริ่มไม่ใช่แค่เรื่องหนักของพ่อแม่แต่กลายเป็นกิจกรรมที่ทำได้ด้วยหัวใจและทราบหลักการ”
  • เกษตรกรภาคเหนือ เผยกลยุทธ์ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง โดยใช้ท่อ PVC ควบคุมปริมาณน้ำในนา ช่วยลดการใช้น้ำ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมพูดว่า “โครงการนี้ไม่เพียงสอนเราปลูกข้าวที่ดี แต่ยังเสริมจิตวิญญาณของเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เปิดใจรับเทคโนโลยี”

การแข่งขันจะดำเนินต่อไปจนสิ้นปี โดยทีมที่ได้รับรางวัลสูงสุดจากแต่ละภูมิภาค จำนวน 4 ทีม จะได้ลุ้นเงินรางวัลรวมมูลค่า 1,000,000 บาท และยังได้ชิง ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า จากสำนักงานพระราชวัง ซึ่งถือเป็นเกียรติยศที่ไม่อาจเพิกเฉย

แม้ผลการแข่งขันจะยังไม่ประกาศ แต่ทุกทีมได้แสดงให้เห็นว่าความรู้ที่ได้รับจากการร่วมโครงการนี้กลายเป็นแรงผลักสำคัญให้เกษตรกรรุ่นใหม่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อชุมชน และอุตสาหกรรมเกษตรโดยรวมอย่างน่าประทับใจ ใครจะเป็นผู้ได้รับถ้วยพระราชทานในปีนี้ ต้องติดตามกันต่อไป

คุณลักษณะของการปลูกข้าวในอนาคตคือ “แม่นยำทั้งความรู้ กล้าทั้งเป้าหมาย” ของเกษตรกรรุ่นใหม่ และนวัตกรรมที่เป็นเครื่องมือให้ทุกฝันนั้นกลายเป็นจริง

ที่มา – “คูโบต้า กล้า ท้า ปลูก ปี 2”เตรียมลุ้นผลถ้วยพระราชทานฯ ปลายปีนี้