ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

แม่มาช่วยประกันตัวลูกเขย ยังไม่ถึงโรงพัก โดนรถบรรทุกชนดับ

เหตุการณ์สะเทือนใจเมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ถนนสุขุมวิทสายเก่า ตำบลบ้านปู อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเกิดอุบัติเหตุระหว่างรถบรรทุก ฮีโน่ สีขาว ทะเบียน 73-0795 สมุทรปราการ กับรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ 125i สีเขียว ทะเบียนป้ายเหลือง 1 กข 2768 สมุทรปราการ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

แม่มาช่วยประกันตัวลูกเขย ยังไม่ถึงโรงพัก โดนรถบรรทุกชนดับ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้เสียชีวิตคือ นายอานัตน์ อายุ 56 ปี วินจักรยานยนต์รับจ้าง และ นางเอมอร อายุ 41 ปี พนักงานโรงงานแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลูกสาวช็อกและน้ำตาร่วงหลังรับทราบข่าว แม่มาช่วยประกันตัวลูกเขย เพื่อมาช่วยเหลือในสถานการณ์ที่ลูกชายต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่กักกัน แต่กลับไม่ทันได้เข้าถึงจุดหมาย ก่อนที่จะถูกรถบรรทุกชนเสียชีวิต

ข้อมูลจากพยานและคนขับรถบรรทุก

นายวรุตม์ อายุ 30 ปี คนขับรถบรรทุก ให้การว่า ขณะขับรถมาตามถนน เห็นจักรยานยนต์ฝ่าเลนเข้าซอยและพยายามรีบเบรก แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงเกิดการชนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย ซึ่งตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาทางกฎหมายต่อไป

  • สอบสวนข้อเท็จจริงจากคนขับทั้งสองฝ่าย
  • ตรวจสอบสภาพถนนและช่วงเวลาเกิดเหตุ
  • รวบรวมภาพสถานการณ์จากกล้องวงจรปิด

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปู ได้เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและเก็บพยานหลักฐานเพื่อส่งไปพิจารณาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันได้นำศพผู้เสียชีวิตไปยัง สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ เพื่อตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด ก่อนจะมอบให้ญาติรับศพไปเพลิงตามประเพณีต่อไป

ความเศร้าสะเทือนใจนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ของสาธารณชนเกี่ยวกับความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น แม่มาช่วยประกันตัวลูกเขย กลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด ซึ่งเราทุกคนควรเรียนรู้บทเรียนจากการเดินทางในทุกครั้ง และทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวังสูงสุด

หากคุณกำลังขับขี่หรือวางแผนจะออกไปข้างนอกในเร็วๆ นี้ อย่าลืมตรวจสอบสภาพยานพาหนะของคุณให้พร้อมอยู่เสมอ และมีสติในการควบคุมรถในทุกสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและผู้ร่วมทาง

ที่มา – ลูกสาวร่ำไห้ ‘แม่’ นั่งวินจยย.มาช่วยประกันตัวลูกเขย ยังไม่ถึงโรงพัก โดนรถบรรทุกชนดับ

มหาวิทยาลัยมหิดล – ITRI จัด Smart Health Forum 2025

เมื่อวันอังคารที่ 9 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ITRI) แห่งสาธารณรัตน์จีน (ไต้หวัน) ภายใต้การดูแลของกระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน และเครือข่ายศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (Health Innovation and Technology Network) จัดงาน “Smart Health Forum 2025” ขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมอวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและไต้หวันในด้านการแพทย์อัจฉริยะ

Smart Health Forum 2025 ก้าวแรกของความร่วมมือไทย-ไต้หวัน

งาน Smart Health Forum 2025 มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมแนวทางการดูแลสุขภาพอัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพ และยกระดับระบบสุขภาพของภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ งานนี้ได้มีเกียรติจาก Professor Eric Chuang, Vice President & General Director, Biomedical Technology and Device Research Laboratories, ITRI ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ

ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำถ่ายทอดองค์ความรู้

ประเด็นสำคัญของงานสัมมนาคือการนำเสนอแนวคิดและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำทั้งจากไต้หวันและประเทศไทย โดยมีวิทยากรจาก ITRI นำเสนอในหัวข้อ “Taiwan: Building a Vibrant Innovation Ecosystem and Smart Healthcare” และหัวข้อ “Overview of Smart Health Industry in Taiwan” โดย Daniel Lee, Chairman, Taiwan Medical and Biotech Industry Association เพื่อชี้ให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมและศักยภาพด้านสุขภาพอัจฉริยะของไต้หวัน

ประเทศไทยก้าวทันเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล

ในส่วนของประเทศไทย ได้รับเกียรติจาก นายแพทย์อดิชาญ เชื้อจินดา รองผู้อำนวยการสำนักสุขภาพดิจิทัล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่บรรยายในหัวข้อ “Smart Health Policy and Current Progress in Thailand” เพื่อเสนอภาพรวมเชิงนโยบายและการดำเนินงานเชิงรูปธรรมของประเทศไทยในด้านสุขภาพดิจิทัล

จากนั้น นายประเสริฐ พัชรบุษราคัมกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์เอฟเอส จำกัด และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เล่าถึงมุมมองในหัวข้อ “Building Future Smart Hospital” ที่สะท้อนถึงมุมมองของผู้ให้บริการโรงพยาบาลในประเทศไทย โดยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้าไปพัฒนาการดำเนินงานและบริการด้านการรักษา

เสวนาเชิงกลยุทธ์กับ Smart Health Practice

ในหัวข้อ “Smart Health Practice and Challenges: Strategic Directions for Advancing Smart Health Systems in the Digital Era” มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์จากทั้งสองประเทศ โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลากหลายภาคส่วน รวมถึง รองศาสตราจารย์ ดร.นรเศรษฐ์ ณ สงขลา และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นาวาโท ดร.นายแพทย์สรยุทธ ชำนาญเวช ร่วมเสวนาเพื่อวางแนวทางเพื่อความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบสาธารณสุขในยุคดิจิทัล

งาน Smart Health Forum 2025 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์อัจฉริยะในภายวัน โดยหวังให้เกิดเครือข่ายนวัตกรรมระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ ที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพทั้งในไทยและไต้หวัน

หากคุณเป็นบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย หรือผู้ที่สนใจอุตสาหกรรมสุขภาพในยุคดิจิทัล งานนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวคิดและสร้างการเชื่อมโยงเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของวงการสุขภาพ อย่าลืมติดตามโอกาสในการร่วมงานกิจกรรมระดับนานาชาติเช่นนี้ในอนาคต

ที่มา – มหาวิทยาลัยมหิดล จับมือ สถาบันวิจัยไต้หวัน (ITRI) จัด “Smart Health Forum 2025”

“สว.กีฬา” จวก! ซีเกมส์ จะแข่งอยู่แล้ว แต่ “โลโก้” ยังไม่มี

สถานการณ์การเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาโลโก้และการประชาสัมพันธ์ ที่อาจส่งผลให้ประเทศเสียภาพลักษณ์ในเวทีนานาชาติ

“สว.กีฬา” จวก! ซีเกมส์ จะแข่งอยู่แล้ว แต่ “โลโก้” ยังไม่มี

จากการประชุมเพื่อพิจารณาความคืบหน้าการจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ห้อง 406 อาคารรัฐสภา ซึ่งมีนายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภาคนที่ 1 เป็นประธาน โดยมีผู้แทนจากกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณเข้าร่วม เพื่อชี้แจงแผนดำเนินงานในขั้นตอนสุดท้าย

นายเลอสันติ์ เสาหล่อน หัวหน้างานแข่งขันกีฬานานาชาติ กกท. เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมหลายอย่างกำลังดำเนินไปตามแผน อย่างคู่มือการเดินทางและการขอใช้สนามฝึกซ้อม ที่จะต้องส่งให้กับประเทศสมาชิกภายในสิ้นเดือน กันยายน 2568 นี้ แต่ปัญหาสำคัญที่อาจกระทบถึงภาพลักษณ์ของการจัดงานก็คือเรื่องของ “โลโก้และสัญลักษณ์การแข่งขัน” ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบจากสำนักงานอัยการสูงสุด

งบประมาณสูงแต่ยังจัดการไม่ทัน

จากข้อมูลงบประมาณที่จัดสรรให้กีฬาแห่งประเทศไทย สำหรับการจัดงานซีเกมส์ในปี 2569 อยู่ที่กว่า 2,000 ล้านบาท และจะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากเงินงบกลางอีก 450 ล้านบาทภายในเดือนตุลาคมนี้ หากได้รับครบจะทำให้มีงบประมาณรวมเกือบ 2,500 ล้านบาท ซึ่งมากเพียงพอ หากมีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม นายธีรเดช ถิรพร ที่ปรึกษางบประมาณ จากสำนักงบประมาณ เตือนว่า เงินงบกลางเป็นทางเลือกสุดท้าย และหากมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน จึงเสนอให้ กกท. เร่งจัดทำแผนชัดเจนและขอเพิ่มทันที

ทั้งนี้ นายธัชชญาณ์ณัช ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า การล่าช้าของโลโก้และสิทธิประโยชน์จากสื่อถ่ายทอดสด จะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้อย่างมหาศาล และเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกมองข้ามเอาเสียทีเดียว

วิกฤตที่พักนักกีฬา

อีกหนึ่งปัญหาที่ไม่ควรมองข้ามคือ การจัดหาสถานที่พักนักกีฬา เนื่องจากช่วงเดือนธันวาคมเป็น High Season ทำให้มีการจองห้องพักล่วงหน้าจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงและห้องพักติดจนเหลือไม่มาก ซึ่งต้องรีบหาทางแก้ไขภายใน 3 เดือนข้างหน้าให้ได้ เพื่อให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างราบลื่น

นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์ที่ยังไม่เริ่มต้นการเคลื่อนไหวเลย ขณะที่โครงการบางอย่างต้องอาศยเงินฉุกเฉินจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติจำนวนประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่กลับติดปัญหาการไม่มีคณะกรรมการบริหาร หลังจากยังไม่มีการตั้งครม. ชุดใหม่

นางประทุม วงสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภาได้เสนอแนะว่า แม้จะขาดงบประมาณแต่เจ้าหน้าที่สามารถเริ่มวางแผนและตรวจสอบสถานที่แข่งขันได้แล้ว ทั้งด้านความปลอดภัย ความสะอาด และระบบจราจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมพร้อมในการต้อนรับนักกีฬาและแฟนๆ จากกัมพูชาด้วยเช่นกัน

เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ชาติ จึงไม่ควรมตายอดหรือถูกขัดจังหวะจากงบประมาณ การจัดงานระดับนานาชาติไม่ได้เป็นเรื่องง่าย การวางแผนต้องเป็นแผนระยะยาวล่วงหน้า และการเตือนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

อย่าลืมเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมงานซีเกมส์ผ่านการติดตามข่าวสาร เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะพร้อมในการเป็นเจ้าภาพครั้งสำคัญนี้อย่างแท้จริง

ที่มา – “สว.กีฬา” จวก! ซีเกมส์ จะแข่งอยู่แล้ว แต่ “โลโก้” ยังไม่มี เผย “ที่พักนักกีฬา” จ่อวิกฤต หวั่นขายหน้าไปทั่วโลก

สายวิ่งรักษ์โลกห้ามพลาด เสื้อวิ่ง “ทีทีบี | ธนชาตประกันภัย พาร์ครัน 2025” ตอบโจทย์การสวมใส่และความยั่งยืน

หากคุณเป็นสายวิ่งรักษ์โลก งาน “ทีทีบี | ธนชาตประกันภัย พาร์ครัน 2025” คือกิจกรรมที่คุณไม่ควรพลาด! เหตุผลสำคัญอยู่ที่เสื้อวิ่งรักษ์โลกที่มาพร้อมฟังก์ชันใช้งานที่ยอดเยี่ยม และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยั่งยืนที่หลายคนให้ความสำคัญในปัจจุบัน

สายวิ่งรักษ์โลกห้ามพลาด เสื้อวิ่ง “ทีทีบี | ธนชาตประกันภัย พาร์ครัน 2025”

งานวิ่งมินิมาราธอนการกุศล “ทีทีบี | ธนชาตประกันภัย พาร์ครัน 2025” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Run for Change เส้นชัยแห่งการให้…ไม่มีสิ้นสุด” นั้น เป็นโอกาสอันดีในการส่งต่อความช่วยเหลือแก่น้อง ๆ ที่ต้องการโอกาสใหม่ในชีวิต โดยยกย่องให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่แพ้การขับเคลื่อนเพื่อสังคม

เสื้อวิ่งรักษ์โลกที่ใช้ในงานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายในการสวมใส่ทั้งขณะวิ่งหรือใช้ในชีวิตประจำวัน มีการใช้นวัตกรรมวัสดุจากขวดพลาสติกรีไซเคิล 100% ซึ่งเท่ากับการรีไซเคิลพลาสติก 7 ขวดต่อเสื้อหนึ่งตัว ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง

คุณภาพที่ได้มาตรฐาน สบายในการใช้งาน

เนื้อผ้าที่ใช้นำเสนอความบางเบา แห้งเร็ว และระบายอากาศได้ดีเยี่ยม พร้อมการออกแบบแพตเทิร์นให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพิ่มความโดดเด่นให้กับนักวิ่งทุกคน ช่วยเสริมบุคลิกภาพผ่านรูปลักษณ์ของเสื้อ ประกอบกับวัสดุที่ต่อเนื่องไม่มีสารตกค้าง เป็นที่ยอมรับในระดับมาตรฐานสากล

นายเดวิด เหย่ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิล ดิสทริบิวชั่น เซอร์วิสเซส (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญในกระบวนการผลิตเสื้อวิ่งพาร์ครันนี้ คือการผสมผสานความทันสมัยเข้ากับอัตลักษณ์ของงาน มุ่งเน้นการใช้งานจริงทั้งในและนอกสนามวิ่ง

สำหรับบริษัท 诺เบิล ได้นำเสนอแพลตฟอร์มการผลิตเสื้อแบบรักษ์โลก ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ในแง่ของคุณภาพ ที่ออกแบบโดดเด่น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในพลังของกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการวิถีการดำเนินชีวิตที่ยั่งยืน

  • เสื้อวิ่งผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 100%
  • (weight): น้ำหนักเบาเหมาะสำหรับการวิ่ง
  • ย้อมสีด้วยเทคโนโลยีไม่ใช้ความร้อน
  • ลดน้ำในกระบวนการผลิตเพียง 25 ลิตร

ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้งาน สายวิ่งรักษ์โลกจะต้องไม่พลาดคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในเสื้อวิ่ง “ทีทีบี | ธนชาตประกันภัย พาร์ครัน 2025” ซึ่งไม่เพียงเด่นด้วยเทคโนโลยี แต่ยังสัมผัสได้ถึงความตั้งใจในการออกแบบเป็นกันเอง เพื่อตอบแทนผู้วิ่งที่รักโลกเช่นเดียวกัน

ตลอด 11 ครั้งที่ผ่านมา Parkrun ช่วยโลกรวมสิ่งแวดล้อมจากการรีไซเคิลพลาสติกมามากกว่า 1.4 ล้านขวด และช่วยประหยัดน้ำจากการผลิตเสื้อไปแล้วกว่า 2.2 ล้านลิตร! ซึ่งนับเป็นผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจอย่างยิ่ง

หากคุณกำลังมองหาเสื้อวิ่งรักษ์โลกคุณภาพสูง พร้อมสรรพคุณที่ครบถ้วนทั้งดีไซน์ การใช้งาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เสื้อวิ่ง “พาร์ครัน 2025” ถือเป็นทางเลือกที่ลงตัวและพวกคุณไม่ควรพลาดเด็ดขาด

มาวิ่งเพื่อเปลี่ยนกับ “ทีทีบี | ธนชาตประกันภัย พาร์ครัน 2025” ที่ 4 สวนตรงใจกลางใจกรุงเทพฯ ในวันที่ 14 ธันวาคม 2568 หรือวิ่งสะสมได้ทาง Virtual Parkrun ถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2568 สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 พฤศจิกายน 2568 ที่ https://parkrun.ttbfoundation.org

ที่มา – สายวิ่งรักษ์โลกห้ามพลาด เสื้อวิ่ง “ทีทีบี | ธนชาตประกันภัย พาร์ครัน 2025” ตอบโจทย์การสวมใส่และความยั่งยืน

ยูนิเซฟห่วง ‘โรคอ้วน’ ในเด็ก พุ่งแซงภาวะขาดสารอาหาร

ปัญหาด้านสุขภาพในเด็กที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลกคือ “โรคอ้วน” ซึ่ง_organization อย่างยูนิเซฟ ได้ออกมาเตือนถึงแนวโน้มที่น่ากังวล เพราะ “โรคอ้วน” ในเด็ก กำลังแซงหน้าระดับ “ภาวะขาดสารอาหาร” มานานในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเด็กวัยเรียน ยูนิเซฟห่วง ‘โรคอ้วน’ ในเด็ก เป็นอย่างมาก เนื่องจากส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว และคุณภาพชีวิตของเด็กในอนาคต

ยูนิเซฟห่วง ‘โรคอ้วน’ ในเด็ก พุ่งแซงภาวะขาดสารอาหาร

จากข้อมูลที่ยูนิเซฟเปิดเผย พบว่าอัตราการเกิด “โรคอ้วน” ในเด็กวัย 5-19 ปีนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2543 สัดส่วนเด็กที่อ้วนอยู่ที่ 3% แต่เพิ่มขึ้นเป็น 8% ในปี 2565 และแม้จะมีการปรับปรุงโภชนาการ ทำให้เด็กที่น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ลดลงเหลือ 10% จากเดิมที่ 13% แต่ทว่าความทุพโภชนาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นได้

สาเหตุของปัญหา “โรคอ้วน” ในเด็ก

ยูนิเซฟระบุว่าสาเหตุหลักของ “โรคอ้วน” ในเด็ก มาจากการบริโภคอาหารแปรรูปอย่างมาก ซึ่งหาซื้อได้ง่ายและราคาถูก โดยเฉพาะในโรงเรียน ที่ซึ่งเด็กจำนวนมากได้สัมผัสกับอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง รวมถึงของหวาน ป๊อปคอร์น หรือขนมขบเคี้ยวรสเค็ม การเข้าถึงอาหารแปรรูปเหล่านี้ง่ายกว่าผลไม้ ผักสด และโปรตีนคุณภาพสูง ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สมดุลของสารอาหาร และโรคอ้วนในระยะเวลาอันสั้น

ที่น่าห่วงคือปัญหานี้ไม่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น แต่พบว่าอัตราโรคอ้วนในประเทศกำลังพัฒนาบริเวณแปซิฟิก เช่น เกาะนีอูเอ (38%) และหมู่เกาะคุก (37%) กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เคยมีภาวะทุพโภชนาการมาก่อน นี่คือสัญญาณเตือนอันตรายจากธุรกิจอาหารที่เน้นผลกำไรเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของเด็กและเยาวชน

  • เด็กวัย 5-19 ปีทั่วโลก 163 ล้านคน มีภาวะอ้วนในปี 2565
  • อัตราโรคอ้วนทั่วโลกอยู่ที่ 9.4% ขณะที่น้ำหนักต่ำเหลือ 9.2% เท่านั้น
  • อาหารแปรรูจราคาถูกกว่าอาหารสด และเข้าถึงได้ง่ายในโรงเรียน

การวิเคราะห์จากข้อมูลใน 190 ประเทศชี้ให้เห็นว่า ปัญหา “โรคอ้วน” ในเด็ก กลายเป็นภัยเงียบที่กำลังแพร่หลายและประสบความสำเร็จในการ “แซงหน้า” ภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งเคยเป็นปัญหาหลักของเด็กในอดีต นี่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ได้รับอาจไม่ใช่ความ “ดี” หากเราไม่ควบคุมการบริโภคอย่างมีสติ และให้ความสำคัญกับสุขภาพมากกว่าความสะดวก

สุขภาพของลูกน้อยของเราเริ่มต้นจากการเลือกอาหารที่ดีในทุกมื้อ เพื่อต่อสู้กับโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระ leaps ให้คุณพ่อคุณแม่เริ่มสอนลูกบริโภคอย่างมีสติ และสนับสนุนโรงเรียนให้ห่างไกลจากอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ร่วมกันให้ลูกเติบโตอย่างมีสุขภาพที่ดีผ่านความตั้งใจของผู้ใหญ่ทุกคน

ที่มา – ยูนิเซฟห่วง ‘โรคอ้วน’ ในเด็ก พุ่งแซงภาวะขาดสารอาหาร

สสว. แจ้งแผนยกระดับศักยภาพ SME ภาคเหนือ ผ่านระบบ BDS ช่วงวันที่ 22-26 ก.ย.นี้

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มีแผนยกระดับศักยภาพ SME ภาคเหนือ ผ่านระบบ Business Development Service หรือ BDS ในช่วงวันที่ 22-26 กันยายนนี้ ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ SME เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ระบบ BDS ที่จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และการเติบโตอย่างยั่งยืน

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานระยะ 2 ปี (2567-2568) ที่ สสว. ได้วางไว้ เพื่อพัฒนาศักยภาพของ SMEs ทั่วประเทศ โดยในครั้งนี้มุ่งเน้นพื้นที่ภาคเหนือที่มีศักยภาพและกำลังเป็นที่น่าจับตามองของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

สสว. แจ้งแผนยกระดับศักยภาพ SME ภาคเหนือ ผ่านระบบ BDS ช่วงวันที่ 22-26 ก.ย.นี้

ในการดำเนินการในครั้งนี้ สสว. จะเป็นผู้นำการให้ความรู้และสนับสนุนอย่างใกล้ชิด โดยมีผู้บริหารและคณะทำงานที่จะลงพื้นที่จังหวัดภาคเหนือต่างๆ พร้อมด้วยหน่วยงานผู้ให้บริการทางธุรกิจ (BDSP) ที่เข้าร่วมให้บริการในบูธต่างๆ เพื่อให้ความรู้และชี้แจงถึงสิทธิประโยชน์ รวมถึงมาตรการที่ SMEs จะได้รับจากการเข้าร่วมระบบ BDS

ประโยชน์ที่ SMEs จะได้รับจากการเข้าร่วมระบบ BDS

ระบบ BDS หรือ Business Development Service ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME มีเครื่องมือและความรู้ในการจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการตลาด การผลิต การจัดการบุคลากร การเงิน และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ด้วยการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจในการเติบโตและขับเคลื่อนธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

  • การให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
  • โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการสนับสนุนต่างๆ
  • การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในระดับภูมิภาค
  • การพัฒนาทักษะการทำงานและการจัดการธุรกิจ

กิจกรรมในช่วงวันที่ 22-26 กันยายน จะมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในแต่ละจังหวัด เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME เข้าใจการใช้งานจริงของระบบ BDS ทั้งยังมีกิจกรรมสัมมนาและการจัดแสดงนิทรรศการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ส่งเสริมให้ SMEs ภาคเหนือก้าวสู่ตลาดในระดับนานาชาติได้อย่างเต็มศักยภาพ

ด้วยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในภาคเหนือ และการสนับสนุนจาก สสว. ผ่านระบบ BDS ถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่ SMEs จะปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจแบบดิจิทัลและเปิดกว้างในยุคปัจจุบัน นี่คือโอกาสสู่ความสำเร็จที่ไม่ควรพลาด

สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและเรียนรู้เพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) หรือผ่านเว็บไซต์หลักของโครงการ BDS เพื่อเตรียมความพร้อมและเข้าร่วมกับสังคมผู้ประกอบการที่เติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมในยุคใหม่

ที่มา – สสว. แจ้งแผนยกระดับศักยภาพ SME ภาคเหนือ ผ่านระบบ BDS ช่วงวันที่ 22-26 ก.ย.นี้

เปิดภาพความเสียหายรัฐสภาเนปาล สลดภรรยาอดีตผู้นำเสียชีวิตหลังม็อบเผาบ้าน

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศเนปาลได้กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดการเผาทำลาย รัฐสภาเนปาล จนเสียหายอย่างหนัก สถานการณ์เริ่มต้นจากการประท้วงของกลุ่มเยาวชนที่เรียกตัวเองว่า “เจนซี” ต่อต้านนโยบายของรัฐบาลที่สั่งแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลายแห่ง

ความโกลาหลเพิ่มขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมพุ่งเป้าหมายขึ้นบุกอาคาร รัฐสภาเนปาล จนเจ้าหน้าที่不得不 ใช้กระสุนจริงยิงยับยั้งอาชญาการ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 22 ราย และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน

เปิดภาพความเสียหายรัฐสภาเนปาล

แม้รัฐบาลจะออกมาลดความรุนแรงโดยยกเลิกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดียรวมไปถึงประกาศเคอร์ฟิว แต่ไม่สามารถยับยั้งสายลมแห่งความแค้นของผู้ชุมนุมได้ พวกเขาเดินหน้าลุกลามเผาทำลายตึกสำคัญของประเทศ รวมถึงทำเนียบประธานาธิบดีและบ้านพักนายกรัฐมนตรี

สภาพภายในห้องโถงของอาคารรัฐสภา ในกรุงกาฐมาณฑุ

ความคลาดเคลื่อนในมุมมองทางการเมือง

กระแสดราม่าไม่หยุดเพราะนางราชยลักษมี จิตรกร ภรรยาอดีตนายกรัฐมนตรีเนปาล กลายเป็นเหยื่อทางการเมืองอย่างน่าหวิว หลังถูกกลุ่มผู้ประท้วงจับตัวและเผาบ้านจนสิ้นชีวิตอย่างสลดใจ

ในขณะเดียวกันนายบิษณุ ปราสาท โปเดล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถูกกลุ่มพลเมืองโหดลากไล่ตีบนถนน จนหนีชีวิตชั่ววินาที พล.อ.อโศก ราช ซิกเดล ประธานคณะเสนาธิการทหารเนปาล จึงออกมาประกาศใช้อำนาจแทนตามกฎหมาย โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับมานั่งพูดคุยกันอย่างสงบ

ความเสียหายภายในอาคารรัฐสภา ที่กรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล

เมื่อภาพสงครามเย็นเกิดขึ้น ทหารและตำรวจจึงเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างแท้จริง ยังตำแหน่งสำคัญต่างๆ ทั่วกรุงกาฐมาณฑุ รวมถึงสนามบิน积极开展การลาดตระเวนตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ในประเทศเนปาลช่างสะเทือนใจ และเปิดโอกาสให้เราคิดถึงผลกระทบด้านระบบการมีอำนาจและการสื่อสารในยุคโซเชียล

หากต้องการรับฟังข่าวสารล่าสุดจากทั่วโลก เชิญติดตามเราได้ที่นี่

ที่มา – เปิดภาพความเสียหายรัฐสภาเนปาล สลดภรรยาอดีตผู้นำเสียชีวิตหลังม็อบเผาบ้าน

คนยื่นภาษี 11 ล้านคนเฮ คนละครึ่ง เฟสใหม่ ลุ้นรัฐช่วยจ่าย 60:40

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เริ่มหารือแนวทางการเปิดตัว โครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ ซึ่งมีการปรับรูปแบบการช่วยเหลือให้ครอบคลุมทั้งผู้ที่อยู่ในระบบภาษีและผู้ไม่ได้ยื่นภาษี แนวคิดใหม่นี้ถือเป็นกระแสความหวังให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ยื่นแบบ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จำนวน 11 ล้านคน จะได้รับสิทธิพิเศษ รัฐช่วยจ่าย 60% ส่วนตัวเองจ่ายเพียง 40% หรืออัตราส่วน 60:40

คนยื่นภาษี 11 ล้านคนเฮ คนละครึ่ง เฟสใหม่ ลุ้นรัฐช่วยจ่าย 60:40

ตามข้อมูลจาก นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ที่เสียภาษีและอยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้องได้รับผลตอบแทนจากการเสียภาษีในรูปแบบของสวัสดิการจากภาครัฐ

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ยื่นภาษีหรือเป็น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิเช่นกันในรูปแบบที่ รัฐบาลช่วยจ่าย 50% และประชาชนจ่ายเองอีก 50% หรืออัตราส่วน 50:50 อย่างไรก็ตาม รายละเอียดการใช้งบประมาณยังอยู่ระหว่างหารือภายในคณะรัฐมนตรี

วงเงินและงบประมาณโครงการ

หากเริ่มใช้งานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป งบประมาณที่จะใช้จะมาจาก งบประมาณปี 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ งบกระตุ้นเศรษฐกิจ มีวงเงินประมาณ 2.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากโครงการมีขนาดใหญ่เกินกว่ากรอบนี้ อาจมีการปรับเพิ่มเติมจากงบกลางเพิ่มเติม

แนวคิดของรัฐบาลคือ การอยู่ในระบบภาษีถือเป็นการสนับสนุนโครงสร้างประเทศ ดังนั้น คนที่ยื่นภาษีจึงควรได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่น”

  • ช่วยส่งเสริมการบริโภคในประเทศ
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน
  • ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า
  • ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้เสียภาษีโดยตรง

โครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ นับเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระจายโอกาสและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับทุกกลุ่มคนในสังคม โดยเฉพาะให้ความสำคัญกับ “ความเข้าระบบ” ไม่ว่าจะเป็น การอยู่ในระบบภาษี หรือการใช้บัตรสวัสดิการอย่างถูกต้อง

หากได้รับการอนุมัติจริง นี่อาจเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สร้างความมั่นใจให้ประชาชนและสนับสนุนการใช้จ่ายในตลาดภายในประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสารอัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับ คนยื่นภาษี 11 ล้านคนเฮ คนละครึ่ง เฟสใหม่ ลุ้นรัฐช่วยจ่าย 60:40 เพื่อไม่พลาดสิทธิประโยชน์สำคัญจากโครงการนี้

ที่มา – คนยื่นภาษี 11 ล้านคนเฮ คนละครึ่ง เฟสใหม่ ลุ้นรัฐช่วยจ่าย 60:40 คนไม่เสียได้ 50:50

บุ๋ม ปนัดดา เผย ตื่นเต้นหลังร่วมประชุม GBC ครั้งแรก

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี โฆษกจิตอาสา ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกภายหลังเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย–กัมพูชา (จีบีซี) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 1/2568 ถือเป็นครั้งแรกของเธอในฐานะสมาชิกในทีมงานของไทย

บุ๋ม ปนัดดา เผย ตื่นเต้นหลังร่วมประชุม GBC ครั้งแรก

นางบุ๋ม ปนัดดา เปิดเผยว่า เป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นอย่างมากที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เพราะถือว่าเป็นเวทีสำคัญที่สื่อสารกับฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นชายแดนที่ผ่านมานานาประการ จะเป็นการพูดคุยอย่างเป็นทางการ โดยมีทั้งจากฝ่ายทหารและพลเมือง

ไม่ใช่แค่แค่มารับฟังรายงานเท่านั้น แต่เธอรู้สึกว่าผู้แทนทั้งสองฝ่ายต่างก็มีทัศนคติที่จริงใจมุ่งแก้ไขปัญหาให้เกิดขึ้นจริง เธอกล่าวว่า “จริง ๆ แล้วตอนนี้คิดว่าอากาศดีกว่าที่เคยคาดไว้มากเลย คาดว่าจะเห็นบรรยากาศที่ตึงเครียด แล้วมีท่าทีกึ่งโจมตีแต่ปรากฏว่าทุกคนนิ่งสงบ มีสีหน้าเรียบร้อย พูดคุยกับมาตรการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ”

บรรยากาศประชุมที่ผ่อนคลายกว่าที่คิด

โดยในระหว่างเซสชั่นการประชุมจีบีซีครั้งนี้ เธอยังระบุว่า ตนเองไม่ได้พบกับ พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหมกัมพูชา ซึ่งหลายฝ่ายให้ความคาดหวังไว้ แต่อย่างไรก็ตามเธอยืนยันว่า จะยังคงดำเนินนโยบายข้อพูดต่อสาธารณะอย่างถูกต้องและตายตัว เปิดเผยว่าทางฝั่งสื่อกัมพูชามีการถ่ายทำใบหน้าของเธอไว้จำนวนมาก โดยเฉพาะเป็นการซูมระยะใกล้ตลอดช่วงเวลาการทำงาน ซึ่งต้องขอบคุณความตั้งใจของนักข่าวต่างประเทศที่ให้ความใส่ใจต่อเหตุการณ์

  • บรรยากาศในการประชุม ที่ต่างจากความคาดหวังอย่างมาก
  • การพูดคุยเชิงวิชาการ และการสร้างจุดมุ่งหมายร่วมกัน
  • ไม่มีความตึงเครียด ตามที่รับรู้จากภายนอก
  • พื้นฐานสื่อสาร ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศทั้งสองฝ่าย

ในฐานะผู้แทนจากศูนย์เฉพาะกิจ น.ส.ปนัดดาเห็นว่า การร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย–กัมพูชาในครั้งแรกนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จทั้งในด้านข้อมูลและปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในภายภาคหน้าถือเป็นบทนำที่ดีต่อการเคลื่อนไหวในอนาคตที่อาจนำไปสู่นโยบายโครงการร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและลดความตึงเครียดระหว่างคนสองฝั่งชายแดน

การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ยังเปรียบเสมือนหน้าต่างใหม่ที่เปิดโอกาสต่อประชาคมทั้งสองฝ่ายให้เข้าใจ彼此กันมากกว่าเดิม และช่วยผลักดันให้การจัดการพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพ

ถ้าประเทศใกล้เคียงสนับสนุนสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา และมีความพร้อมในการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา เชื่อว่าเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาน่าจะมีความ明朗ยิ่งขึ้นในไม่ช้า

ที่มา – ‘บุ๋ม ปนัดดา‘ เผย ตื่นเต้นหลังร่วมประชุม GBC ครั้งแรก

โฆษกวิปวุฒิสภาเผยผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมาย 5 ฉบับ

เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 10 กันยายน ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือที่เรียกกันว่า โฆษกวิปวุฒิสภา ได้แถลงข่าวภาพรวมการทำงานของวุฒิสภาในสัปดาห์นี้ โดยเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา วุฒิสภาได้พิจารณาและเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่มีความสำคัญรวมทั้งสิ้น 5 ฉบับ

โฆษกวิปวุฒิสภา แถลงผลงานสัปดาห์

ร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับนี้ ถือเป็นกฎหมายที่วุฒิสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยกำหนดครบถ้วนในวันที่ 30 กันยายนนี้ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของวุฒิสภาในช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากนี้ ในการประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ยังมีวาระสำคัญในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมี พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เป็นบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ

ร่างพ.ร.บ.ด่วนจะพิจารณาในวันที่ 16 ก.ย.

สอดคล้องกับภารกิจต่างๆ ของวุฒิสภา โฆษกวิปวุฒิสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 16 กันยายนนี้ จะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่มีความเร่งด่วน คือ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประมง 2568 ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมของทั้งสองสภาได้พิจารณาให้แล้วเสร็จ และพร้อมจะนำขึ้นสู่การพิจารณาในที่ประชุม

เมื่อถูกถามว่า วุฒิสภาได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับกระบวนการจัดประชามติหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่าควรจัดประชามติกี่ครั้ง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ในขณะนี้ โฆษกวิปวุฒิสภา ยังไม่มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยจะต้องรอดูคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญก่อน แล้วจึงค่อยดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปในภายหลัง

  • วุฒิสภาพิจารณาร่างกฎหมาย 5 ฉบับภายใน 30 วัน
  • มติไฟเขียวตั้ง พล.ต.ท.สรายุทธ เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
  • ร่าง พ.ร.บ.ประมง จะได้รับการพิจารณาในวันที่ 16 ก.ย.
  • ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องประชามติในวุฒิสภา

จากการรายงานของ โฆษกวิปวุฒิสภา เป็นภาพรวมของภารกิจและผลงานที่วุฒิสภาดำเนินการในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ นับเป็นข่าวสำคัญที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกฎหมายเหล่านี้มีผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว

น่าติดตามว่า จะมีการพิจารณาร่างกฎหมายที่เหลือให้สำเร็จภายในกำหนดหรือไม่ รวมถึงบทบาทของผู้ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งสำคัญที่ว่าวุฒิสภาต้องลงมติเห็นชอบ

ติดตามข่าวสารทางการเมืองและกฎหมายได้ต่อเนื่อง ที่นี่ เพราะความเข้าใจในขั้นตอนการทำงานของวุฒิสภา เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ประชาชนต้องทราบ เพื่อเข้าใจภาพใหญ่ของการบริหารราชการแผ่นดินในระบบประชาธิปไตย

ที่มา – ‘โฆษกวิปวุฒิสภา’ แจงผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายแล้ว 5 ฉบับ ไฟเขียวตั้ง ‘พล.ต.ท.สรายุทธ’ นั่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน