ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ด่วน กกต. เคาะเลือกตั้ง สส.ศรีสะเกษ เขต 5

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณาเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 5 เพื่อเลือกแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งก่อนหน้านี้มีประกาศงดการออกเสียงลงคะแนน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ด่วน กกต. เคาะเลือกตั้ง สส.ศรีสะเกษ เขต 5

ผลการประเมินสถานการณ์จากสำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวได้เข้าสู่ภาวะปกติอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประชุมร่วมกับภาคประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต และหน่วยงานความมั่นคง

ความพร้อมของทุกภาคส่วน

ทั้งฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าสถานการณ์ในพื้นที่สามารถรองรับการจัดการเลือกตั้งได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย–กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา

ในการประชุมครั้งนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมมือและกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ร่วมดำเนินไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

ดังนั้น กกต. จึงมีมติเห็นชอบให้มีการเลือกตั้งซ่อมในวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568 เวลา 08.00 – 17.00 น. เพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด่วน กกต. เคาะเลือกตั้ง สส.ศรีสะเกษ เขต 5 แทนตำแหน่งที่ว่างอย่างเป็นทางการ

  • วันเลือกตั้ง : วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568
  • เวลาเลือกตั้ง : 08.00 – 17.00 น.
  • พื้นที่เลือกตั้ง : อำเภอขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์

สำนักงาน กกต. ขอเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดศรีสะเกษ เดินทางไปใช้สิทธิ์เสียงเลือกตั้งในวันดังกล่าว เพื่อเลือกผู้แทนที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย และเสริมสร้างเสถียรภาพในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งพักหลังต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน

หากคุณเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่อำเภอขุนหาญ หรืออำเภอภูสิงห์ อย่าพลาดที่จะไปใช้สิทธิ์ของคุณในวัน ด่วน กกต. เคาะเลือกตั้ง สส.ศรีสะเกษ เขต 5 เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น

ที่มา – ด่วน กกต. เคาะเลือกตั้ง สส.ศรีสะเกษ เขต 5 อาทิตย์ที่ 28 ก.ย.นี้

โรงเรียนวัดทุ่งคอก คว้ารางวัล ‘๙ นโยบาย ก้าวไปด้วยกัน’

ใครจะเชื่อว่าโรงเรียนเล็ก ๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรี จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ภาคการศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะโรงเรียนวัดทุ่งคอก (สุวรรณสาธุกิจ) ที่ได้รับรางวัลการประกวดผลงานรูปแบบ วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) จากโครงการ “๙ นโยบาย ก้าวไปด้วยกัน” ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งจัดโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2

โรงเรียนวัดทุ่งคอก คว้ารางวัล ‘๙ นโยบาย ก้าวไปด้วยกัน’

นี่เป็นความสำเร็จที่สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทของคณะครูและบุคลากรทางการศึกษา ในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ จากรัฐบาลเพื่อพาโรงเรียนก้าวทันโลกยุคใหม่ ตาม “๙ นโยบาย ก้าวไปด้วยกัน” โดยในแต่ละก้าวมีประเด็นต่างๆ ที่นักเรียน ครู และผู้บริหารได้นำไปประยุกต์ใช้จนเกิดผลงานที่โดดเด่น

ก้าวที่ 1: ก้าวด้วยคุณธรรม

เริ่มจากราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผู้ที่ได้รับรางวัลระดับดีเยี่ยม ได้แก่ น.ส.ศศิประภา อิฐานุประธานะ ในหัวข้อพระบรมราโชบาย และน.ส.ปิยะ มณีแสง ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

ก้าวที่ 2: ก้าวนำเรียนเชิงรุก

  • Active Learning – น.ส.ปวิตรา โสมภีร์ (ดีเยี่ยม)
  • หน้าที่พลเมือง – น.ส.ภิตินันท์ โชติหิรัญวราชัย (อันดับ 1)
  • ศีลธรรม – นายมนตรี รัตนภูวิศ (อันดับ 1)
  • ประชาธิปไตย – น.ส.บุษญา ทุมทา (อันดับ 1)

การทำงานอย่างครอบคลุมทำให้โรงเรียนมีผลงานทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม จิตอาสา และกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่โดดเด่น พร้อมสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ

auntitled

ก้าวที่ 3 ของโครงการคือ Soft Power วิถีไทย โดยเน้นการส่งเสริมดนตรี กีฬา ศิลปะ และแฟชั่น ที่มีผู้ประลองด้านดนตรีและศิลปะคว้ารางวัลอย่างต่อเนื่อง เช่น นายทินภัทร อินมา ที่ได้รับรางวัลอันดับ 3 ในวิธีการประยุกต์สื่อ

ปลอดภัยและ เติบโตไปพร้อมสิ่งแวดล้อม

ภายใต้ก้าวที่ 4 และ 5 โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย พร้อมทั้งส่งเสริมการจัดการศึกษาปฐมวัยอย่างจริงจัง โดยมีผู้เข้าร่วมประกวดทั้งในระดับดีเยี่ยมและดีมากหลายราย

เทคโนโลยี ก้าวล้ำ และ ยกระดับการเรียนรู้

ส่วนก้าวที่ 6 และ 7 เน้นการใช้ภูมิปัญญาและเทคโนโลยีเพื่ออนาคต ทั้งในด้านการใช้ AI ไปจนถึงพัฒนาสื่อและส่งเสริมศักยภาพด้านการอ่าน เขียน และการคิด เพื่อผลักดันให้เด็กไทยมีทักษะการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ในทุกด้าน

และเมื่อพูดถึงการนวัตกรรมและการจัดการเรียนการสอน ผู้บริหาร ผู้สอน และนักเรียนที่ร่วมกันขับเคลื่อน “๙ นโยบาย ก้าวไปด้วยกัน” ก็มีผลงานที่ได้รับรางวัล เช่น นางอารี พวงวรินทร์ (ผู้อำนวยการ) ได้รับรางวัลระดับดีมากในด้านบริหารสถานศึกษา

สุดท้าย ก้าวที่ 9 มุ่งเน้นการเตรียมเด็กไทยให้พร้อมสู่โลกการทำงานจริง ผ่านการเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้ (Learn to Earn) โดยมีนางสุกัญญา เข็มเพชร ได้รับรางวัลระดับพอใช้ในด้านนี้

ผลสำเร็จที่ได้รับจากการขับเคลื่อน “๙ นโยบาย ก้าวไปด้วยกัน” นี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของรางวัลเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ การปลูกฝังคุณค่าให้บุคคลากรทางการศึกษา สร้างความภาคภูมิใจในตนเอง และเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนไทยให้ก้าวทันในยุคเปลี่ยน

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการพัฒนาสถานศึกษา เรามั่นใจว่า “๙ นโยบาย ก้าวไปด้วยกัน” นี้จะเป็นต้นแบบที่คุณสามารถเรียนรู้และนำกลับไปประยุกต์ใช้ได้ทันที

ที่มา – แสดงความยินดี! รร.วัดทุ่งคอก รับรางวัล“๙ นโยบาย ก้าวไปด้วยกัน”

“ทักษิณ”ลั่น“แม้วันนี้ผมจะไร้อิสรภาพแต่ใจยังอิสระ ทำเพื่อประโยชน์ของชาติ-ประชาชน”

เมื่อวันที่ 9 กันยายน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความถึงพี่น้องประชาชนโดยตรง หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้บังคับโทษครบ 1 ปี แม้ว่าสถานการณ์จะทำให้ท่านไม่สามารถเคลื่อนไหวอิสระได้ แต่ท่านย้ำว่า “แม้วันนี้ผมจะไร้อิสรภาพ แต่ใจยังอิสระ” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

“ทักษิณ”ลั่น“แม้วันนี้ผมจะไร้อิสรภาพแต่ใจยังอิสระ ทำเพื่อประโยชน์ของชาติ-ประชาชน”

อีกทั้งยังระบุว่าตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง นายทักษิณมีความพยายามอย่างเต็มที่ในการผลักดันนโยบายหลายด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างความเข้มแข็งให้ประชาธิปไตย และแก้ไขโครงสร้างสังคมที่เป็นมรดกตกค้างจากการบริหารราชการแผ่นดินในอดีต

แม้วันนี้ผมจะไร้อิสรภาพ แต่ใจยังอิสระ

แม้ว่าการตัดสินครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายของท่านโดยตรง แต่ทักษิณย้ำว่า “แม้วันนี้ผมจะไร้อิสรภาพ แต่ใจยังอิสระ” ซึ่งสื่อถึงการที่ท่านยังคงมีความคิดสร้างสรรค์ ความมุ่งมั่น และความรับผิดชอบต่อประเทศชาติอย่างไม่เปลี่ยนแปลง การมองโลกอย่างเปิดกว้างและยอมรับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นการแสดงถึงปัญญาในการรับมือกับความท้าทาย

ในส่วนของคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ ทักษิณได้กล่าวว่า หลายประเด็นเกิดขึ้นหลังจากรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งท่านมองว่าเป็นเรื่องที่มีบริบททางการเมืองและกฎหมายที่ซับซ้อน ทว่าการยอมรับผลอย่างมีเกียรติถือเป็นสิ่งสำคัญ และยืนยันว่าการมีอยู่ของท่านยังคงมีความหมายต่อสังคมไทยทั้งในระยะสั้นและยาว

  • ยังมีเสรีภาพทางความคิด
  • มุ่งมั่นเพื่อประชาชน
  • ยอมรับคำตัดสินอย่างมีศักดิ์ศรี
  • ยืนยันความเชื่อมั่นในสถาบัน

ทักษิณย้ำว่าจากวันนี้แม้จะไร้อิสรภาพ แต่ยังคงมี “แม้วันนี้ผมจะไร้อิสรภาพแต่ใจยังอิสระ ทำเพื่อประโยชน์ของชาติ-ประชาชน” และจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในการรับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ แผ่นดินไทย และประชาชนอย่างเต็มที่ สถานะใดก็ตามนับจากนี้

การกระทำของผู้นำมีความหมายลึกซึ้งต่อสังคม หากสามารถผ่านพ้นจากความอิ่งอาภาได้ แต่ยังยึดมั่นในค่านิยมและการใช้ชีวิตเพื่อเพื่อนมนุษย์ นั่นคือความเป็นมหานักการเมืองที่แท้จริง

ที่มา – “ทักษิณ”ลั่น“แม้วันนี้ผมจะไร้อิสรภาพแต่ใจยังอิสระ ทำเพื่อประโยชน์ของชาติ-ประชาชน”

ถั่วแระ ยันไม่มีผลประโยชน์วัดพระบาทน้ำพุ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 ก.ย. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้มีปรากฏการณ์ที่ศิลปินตลกชื่อดังอย่าง ถั่วแระ เชิญยิ้ม เดินทางมายังสถานที่เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่ตนถูกกล่าวอ้างเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วัดพระบาทน้ำพุ โดยมีทนายความร่วมเดินทาง และมายื่นข้อมูลเพื่อแก้ข้อข้องใจต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ถั่วแระ ยันไม่มีผลประโยชน์วัดพระบาทน้ำพุ

ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการยืนยันข้อเท็จจริง ถั่วแระ เปิดเผยว่าตนเองมายืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางด้านผลประโยชน์ใด ๆ กับวัดพระบาทน้ำพุ และได้เตรียมหลักฐานที่จำเป็นทุกอย่างมายื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างละเอียด โดยเขายืนยันอย่างเด็ดขาดว่าการทำบุญให้วัดแห่งนี้ เป็นมาจากการกระทำด้วยความศรัทธาโดยไม่แสวงหาคุณประโยชน์ใด ๆ

ทั้งนี้ แม้ว่าทำเนียงข่าวจะมีการอ้างถึงความเห็นของอดีตหลวงพ่อในคดีนี้ ถั่วแระยังคงยืนยันว่าได้มาอย่างมีความตั้งใจชัดเจน และไม่ได้ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือผลประโยชน์ด้านที่ดินใด ๆ

ความสัมพันธ์ที่ต้องชี้แจง

นอกจากนี้ ถั่วแระยังถูกกล่าวอ้างว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “ทิดจอร์จ” ซึ่งตนระบุว่าไม่สามารถระบุได้ว่ารู้จักกันมาตั้งแต่เมื่อใด และยืนยันว่าการช่วยเหลือชุมชนหรือวัดต่าง ๆ มาจากการทำด้วยศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดหลายแห่งมากกว่าจะเป็นการกระทำด้วยความหวังผลตอบแทนใด ๆ

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการที่กองบังคับการปราบปราม ถั่วแระ และทีมทนายความก็ได้เดินทางต่อไปที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อชี้แจงรายละเอียดกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. โดยมีกำหนดการว่าหลังจากชี้แจงเสร็จสิ้น ศิลปินตลกคนดังรายนี้จะกลับมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอีกครั้ง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่าบุคคลที่อยู่ในวงการบันเทิงย่อมต้องเผชิญกับกระแสข่าวลือและกระแสโจมตีจากหลายคน การออกมาแก้ข้อข้องใจด้วยตนเองและอย่างตรงประเด็นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สาธารณชนได้เข้าใจมุมมองและเจตนาที่แท้จริง

สุดท้ายนี้ หากคุณกำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคดีวัดพระบาทน้ำพุ หรืออยากรู้ว่า ถั่วแระ เชิญยิ้ม มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลกระทบใดบ้าง การติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องและตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครอบคลุมที่สุด

ที่มา – “ถั่วแระ”ยันไม่มีเอี่ยวผลประโยชน์“วัดพระบาทน้ำพุ” ปัดออกความเห็นถูก “ทิดจอร์จ”ซัดทอด

ศุภาลัย เปิดตัว D.E.A.L. แพลตฟอร์มสินเชื่อดิจิทัล

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอสังหาริมทรัพย์ โดยการเปิดตัว แพลตฟอร์ม D.E.A.L. (Digital Easy Application for Loan) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสินเชื่อดิจิทัลรายแรกในวงการอสังหาฯ ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับกระบวนการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้ครบวงจร สะดวก รวดเร็ว และมั่นใจยิ่งขึ้น

ศุภาลัย เปิดตัว D.E.A.L. แพลตฟอร์มสินเชื่อดิจิทัล

แพลตฟอร์ม D.E.A.L. ถือเป็นการปฏิวัติวงการสินเชื่อบ้านและคอนโด โดยช่วยให้ลูกค้าสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่ต้นจนจบในที่เดียว ด้วยระบบดิจิทัลที่ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ประหยัดเวลา และเพิ่มความปลอดภัยในการดำเนินการทุกขั้นตอน

ความโดดเด่นของแพลตฟอร์ม D.E.A.L.

  • รู้ก่อนยื่น – ประเมินโอกาสการอนุมัติล่วงหน้า เพื่อวางแผนการเงินได้ชัดเจน
  • เทียบครบ จบในที่เดียว – เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขจากหลายธนาคารในครั้งเดียว
  • เลือกได้ตรงใจ – เลือกข้อเสนอที่เหมาะสมกับงบประมาณและความต้องการ
  • เร็วกว่าเดิม – ลดระยะเวลาขอสินเชื่อและรอผลอนุมัติอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ศุภาลัยยังร่วมมือกับ 10 ธนาคารพันธมิตร ได้แก่ ธนาคารทหารไทยธนชาต, กสิกรไทย, กรุงไทย, ไทยพาณิชย์, กรุงศรีอยุธยา, อาคารสงเคราะห์, ออมสิน, ยูโอบี, กรุงเทพ และ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อให้บริการด้านสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือสูงสุด

ลูกค้าที่เลือกซื้อโครงการจากศุภาลัยยังได้รับ ดอกเบี้ยพิเศษปีแรกต่ำสุด 1.79% (*อัตราดอกเบี้ยประจำเดือนกันยายน 2568) จากธนาคารพันธมิตร ภายใต้เงื่อนไขที่ทางธนาคารกำหนด

แพลตฟอร์ม D.E.A.L. เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ครอบคลุมทุกโครงการของศุภาลัยทั่วประเทศ และได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าหลายราย ด้วยประสบการณ์ใช้งานที่สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส

หากคุณกำลังมองหาบ้านในฝัน การมีแพลตฟอร์มสินเชื่อดิจิทัลจากศุภาลัยอย่าง D.E.A.L. จะช่วยให้คุณเข้าถึงแรงสนับสนุนทางการเงินได้ง่ายขึ้น และลดภาระในการตัดสินใจด้านสินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ D.E.A.L. และโครงการต่างๆ จากศุภาลัย สามารถติดต่อได้ที่โทร. 1720 หรือเว็บไซต์ www.supalai.com

ที่มา – ศุภาลัย เปิดใหญ่ “D.E.A.L.” แพลตฟอร์มสินเชื่อดิจิทัล

ภูมิธรรมกินข้าวร่วมสื่อทำเนียบ บอกเสียดายจากกันเร็วไปนิด

เมื่อวันที่ 9 กันยายน เวลา 11.30 น. หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดสุดท้ายของรัฐบาลรักษาการ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ได้มาร่วมรับประทานอาหารกับสื่อมวลชนในกองทัพผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล

ภูมิธรรมกินข้าวร่วมสื่อทำเนียบ

ภายในห้องรับประทานอาหารบริเวณรังนอกกระจอก 3 ซึ่งจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ เพื่อเป็นการขอบคุณสื่อมวลชนที่ร่วมงานกันมาตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีเมนูอาหารหลากหลาย เช่น ข้าวหมูแดงหมูกรอบ ข้าวมันไก่ทอด ข้าวหน้าเป็ด พิซซ่า ของหวาน เครื่องดื่ม และไอศกรีม บรรยากาศเป็นกันเอง สื่อและเจ้าหน้าที่ต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังอยู่ระหว่างการจัดตั้งขึ้น นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้กล่าวว่า ตนเองรู้สึกเสียดายที่จะต้องจากกันไปเร็วไปหน่อย แม้ในช่วงทำงานจะมีทั้งความรักและความกระทบกระทา แต่ถือว่าเป็นธรรมชาติของการทำงานร่วมกัน ขณะนี้ตนและทีมงานก็กำลังเคลียร์หน้าที่ทั้งหมดเพื่อเตรียมส่งต่อให้บริษัทครม.ชุดใหม่กับนายกฯ คนใหม่

การส่งต่อหน้าที่ในฐานะนักการเมือง

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ความเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อสิ้นสุดหน้าที่เป็นรัฐมนตรี ตนเองจะกลับไปทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้าน หรือในกรณีที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ก็จะกลับไปทำงานที่สภา ส่วนตนเอง ซึ่งไม่ได้ดำรงตำแหน่ง สส. จะกลับไปทำงานกับพรรคเพื่อไทยและเตรียมแผนการทำงานในอนาคต

  • การส่งมอบหน้าที่ให้กับครม. ชุดใหม่เป็นเรื่องสำคัญ
  • “(ภูมิธรรม)” ยังมีความมั่นคงในอุดมการณ์พรรคเพื่อไทย
  • ยังมีฐานเสียงประชาชนกว่าสิบล้านคนที่ยังรักและเชื่อมั่น

นอกจากนี้ ท่านยังเปิดใจเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองว่า ตั้งแต่เข้ามารักษาการแทนนายกฯ น้ำหนักลดลงไปกว่า 10 กิโลกรัม จากเดิม 90 กว่ากิโลกรัม เหลือเพียง 76 กิโลกรัม เนื่องจากต้องทำงานหนักและมีเวลาทานข้าวน้อยลง ท่านยังกล่าวติดตลกว่า “ภูมิธรรมกินข้าวร่วมสื่อทำเนียบ” วันนี้ หัวใจจริง ๆ คืออยากลดน้ำหนักให้เข้ากับสูท เพราะใส่แล้วคับไปหมด และจากนี้คงมีเวลามากขึ้นที่จะออกกำลังกาย

ในท้ายที่สุด งานนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่คือการเริ่มต้นใหม่ของพรรครวมทั้งประเทศชาติ ซึ่งนักการเมืองทุกคนต้องพร้อมรับหน้าที่ ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวหน้าและผสมผสานมุมมองให้เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’กินข้าวร่วมสื่อทำเนียบ บอกเสียดายจากกันเร็วไปนิด

ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ลาออก สส.เพื่อไทย

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.จังหวัดกาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ โดยส่งหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนนี้ เป็นต้นไป จะไม่ดำรงตำแหน่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย อีกต่อไป

ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ลาออก สส.เพื่อไทย

การลาออกครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทยต้องสูญเสียสมาชิกอีกหนึ่งราย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในบริบทของการเมืองไทย การที่ ส.ส.ตัดสินใจลาออกมีผลต่อทั้งพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่

สาเหตุการลาออกของศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์

แม้ในหนังสือลาออกจะไม่ได้ระบุเหตุผลอย่างชัดเจน แต่แหล่งข่าวภายในพรรคเพื่อไทยเผยว่า นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อาจมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลให้ตัดสินใจลาออก ทั้งจากเรื่องในวงการเมือง รวมไปถึงปัญหาส่วนตัวที่ไม่อาจเปิดเผย

  • ความต้องการหันไปพัฒนาชุมชนในพื้นที่
  • ปัญหาสุขภาพในระยะยาว
  • ใช้เวลากับครอบครัวและธุรกิจส่วนตัว

ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นเช่นใด คนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีต่างให้ความสนใจอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยเฉพาะว่าจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.แทนตำแหน่งที่ว่างหรือไม่ รวมถึงใครจะเป็นผู้รับช่วงภารกิจจากนายศักดิ์ดา

คำถามที่หลายคนตั้งอยู่ตอนนี้คือ พรรคเพื่อไทยจะนิ่งเฉยหรือจะเลือกผู้สมัครรายใหม่มาสานต่องานในพื้นที่ การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงน่าจับตามองว่าจะมีบทสรุปอย่างไรในช่วงเวลาที่เหลือของวาระการเมืองปัจจุบัน

ปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยมีบทบาทสำคัญในระบบการเมืองของประเทศไทย ทั้งในระดับนโยบายและระดับการบริหารประเทศ การลาออกของศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ แต่ก็อาจส่งผลต่อภาพรวมของพรรคได้ ดังนั้นพรรคต้องเตรียมการจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพและภาพลักษณ์ของตน

ในมุมของประชาชนและผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการคือผู้แทนที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และเป็นผู้ฟังเสียงของประชาชนจริงๆ การลาออกของ ส.ส.คนใดก็ตามจึงมิใช่เรื่องเล็ก ถ้ามีพลวัตต่อระดับนโยบายและเสถียรภาพของการเมืองไทย

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ประชาชนอาจมีคำถามถึงความไว้วางใจในตัวผู้แทน และพรรคการเมืองโดยรวม ดังนั้นการสื่อสารอย่างชัดเจนจากพรรคเพื่อไทยต่อการลาออกครั้งนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความเข้าใจและบรรเทาความกังวลของประชาชน

ใครจะเข้ามารับภารกิจแทน? หรือจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในพื้นที่? ต้องติดตามกันต่อไป แต่ในระหว่างนี้ นี่คือช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมืองไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวล่าสุดของพรรคเพื่อไทย และสถานการณ์ในจังหวัดกาญจนบุรี ใครจะเป็นผู้สำเร็จภารกิจจาก ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ลาออก สส.เพื่อไทย น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าการลาออกครั้งนี้เลย

ที่มา – ‘ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์’ ลาออก สส.เพื่อไทย

ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จากพายุคาจิกิ

เมื่อพายุ “คาจิกิ” พัดถล่มประเทศไทย ผลกระทบที่ตามมาไม่เพียงแค่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประสบปัญหาหนัก สัตว์จำนวนมากได้รับผลกระทบ บางตัวถึงขั้นสูญหาย หรือมีอาการป่วย ซึ่งเป็นภาระหนักใจต่อเกษตรกรอย่างมาก กรมปศุสัตว์ ภายใต้การนำของ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดี จึงได้เร่งดำเนินแผนการช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบ

ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จากพายุคาจิกิ

กรมปศุสัตว์ได้ระบุพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ครอบคลุมถึง 12 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ สุโขทัย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ขอนแก่น หนองบัวลำภู และร้อยเอ็ด ซึ่งมีทั้งสิ้น 27 อำเภอ 74 ตำบล และ 358 หมู่บ้าน มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 11,828 ราย สัตว์ที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 1,237,598 ตัว แบ่งเป็น โค 47,845 ตัว กระบือ 12,905 ตัว สุกร 45,838 ตัว แพะ/แกะ 2,134 ตัว และสัตว์ปีก 1,128,876 ตัว อีกทั้งยังมีพื้นที่แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์เสียหายถึง 310.25 ไร่ โดยมีสัตว์ตายหรือสูญหายรวม 2,034 ตัว

การดำเนินการฉุกเฉิน

ในระยะเผชิญเหตุ กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินมาตรการแจกจ่ายเสบียงอาหารสัตว์พระราชทานจำนวน 71,020 กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยังมีการระดมเจ้าหน้าที่อพยพเคลื่อนย้ายสัตว์ไปยังพื้นที่ปลอดภัยรวม 3,108 ตัว พร้อมสนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์จำนวน 35,023 ชุด และแจกจ่ายถุงยังชีพสัตว์เพื่อความพร้อมในการดูแลสัตว์ภายหลังภัยพิบัติ

  • แจกอาหารสัตว์พระราชทาน 71,020 กิโลกรัม
  • อพยพสัตว์ปลอดภัย 3,108 ตัว
  • แจกชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ 35,023 ชุด
  • รักษาสัตว์ป่วยแบบใกล้ชิด

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังรักษาสัตว์ป่วย และเฝ้าระวังสุขภาพสัตว์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบระยะยาว หากเกษตรกรต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมตอบสนองความต้องการได้อย่างรวดเร็ว

หากคุณเป็นเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “คาจิกิ” อย่าล้าที่จะขอความช่วยเหลือ เพราะภาครัฐพร้อมอยู่เคียงข้างคุณเสมอ

ที่มา – เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “คาจิกิ”

สพม.ขอนแก่นจัดการแข่งขันกีฬา-กรีฑานักเรียน ปี 2568

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่สนามโรงเรียนกีฬาจังหวัดขอนแก่น บ้านพรหมนิมิต ต.โคกสี อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้มีการจัดการแข่งขันกีฬา-กรีฑานักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ปีการศึกษา 2568 โดยมีดร.ศักดา ชัยภัย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น (สพม.ขอนแก่น) เป็นประธานเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

สพม.ขอนแก่นจัดการแข่งขันกีฬา-กรีฑานักเรียน ปี 2568

ร่วมกันในพิธีเปิด ได้มีนายทวีศักดิ์ สมนอก รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น, นายเสกสันต์ ชุ่มอภัย ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจังหวัดขอนแก่น, นายวัชระ คงแสนคำ ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม และคณะผู้บริหารโรงเรียนต่าง ๆ พร้อมด้วยคณะนักกีฬาและผู้ตัดสินที่มีความพร้อมและกระตือรือร้นในการร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมความพร้อมทางด้านร่างกาย จิตใจ และจริยธรรมให้แก่นักเรียน โดยมีรายละเอียดวัตถุประสงค์ ดังนี้:

  • เพื่อจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ให้นักเรียนได้แสดงความสามารถด้านกีฬาอย่างเต็มที่
  • เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง สร้างสุขภาวะที่ดีทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ
  • เพื่อสร้างความสามัคคี และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่นักเรียนอย่างถาวร

ผู้เกี่ยวข้อง透露ว่า สพม.ขอนแก่นจัดการแข่งขันกีฬา-กรีฑานักเรียน ปี 2568 นี้มีการจัดการแข่งขันใน 12 ประเภทกีฬา ได้แก่ ฟุตบอล, ฟุตซอล, วอลเล่ย์บอล, บาสเกตบอล, เซปักตะกร้อ, เปตอง, กรีฑา, E-Sport, เทคบอล, มวยสากลสมัครเล่น, วู้ดบอล และฟุตวอลเลย์

สถานที่จัดการแข่งขัน

สถานที่จัดการแข่งขันได้รับความอนุเคราะห์จากโรงเรียนกีฬาจังหวัดขอนแก่น อันเป็นการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้บริหารโรงเรียนและบุคลากรในพื้นที่ ร่วมกับการสนับสนุนจากโรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม ซึ่งช่วยในการประสานงานในด้านการจัดพิธีเปิดอย่างลื่นไหล

ดร.ศักดา ชัยภัย ผู้อำนวยการสพม.ขอนแก่น กล่าวว่า การจัดกิจกรรมกีฬามิได้เน้นเพียงแค่การแข่งขันให้ได้แพ้ – ชนะ แต่เป็นโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน พัฒนาทักษะในพื้นที่ และมีสุขภาพที่ดี ซึ่งการเล่นกีฬาเป็นหนทางหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการห่างไกลจากสิ่งเสพติด และสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพในอนาคต

สพม.ขอนแก่นจัดการแข่งขันกีฬา-กรีฑานักเรียน ปี 2568 นี้ไม่เพียงแค่เป็นเวทีแสดงความสามารถทางด้านกีฬา แต่ยังส่งเสริมให้นักเรียนมีจิตใจที่เข้มแข็ง ภาครวมมีความสามัคคี และเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ การลงสนามแข่งขันทุกครั้ง ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งกว่าผลการแข่งขัน

หากคุณคือผู้ที่สนใจกีฬา อยากเห็นนักเรียนไทยพัฒนา และรักการออกกำลังกาย อย่าลืมติดตามข่าวสารกิจกรรมกีฬาที่เกิดขึ้นในระดับโรงเรียน เพราะทุกก้าวที่ถูกฝึกฝนในเวลานี้จะส่งผลต่อพลังงานในอนาคตที่สดใส

ที่มา – “สพม.ขอนแก่น”จัดการแข่งขันกีฬา-กรีฑานักเรียน ของโรงเรียนในสังกัด

ภาคเอกชนเสนอเพิ่มวงเงิน ‘คนละครึ่ง’ เป็น 200 บาท

เมื่อเร็ว ๆ นี้ พรรคภูมิใจไทย นำโดย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้เชิญชวนภาคเอกชนในหลากหลายกลุ่ม เช่น สมาคมภัตตาคาร แพลตฟอร์มอาหารออนไลน์อย่าง LINE Man, Grab และ ‘วงใน’ มาร่วมหารือเพื่อปัดฝุ่นโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรคภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ภาคเอกชนเพิ่มข้อเสนอวงเงินโครงการ ‘คนละครึ่ง’

ในการประชุมครั้งนี้ ภาคเอกชนได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนโครงการ คนละครึ่ง อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในแง่การแชร์ข้อมูลร้านค้า ซึ่งอาจทำให้ประชาชนไม่ต้องลงทะเบียนใหม่หากใช้แพลตฟอร์มอยู่แล้ว พร้อมทั้งเสนอเพิ่มวงเงินอุดหนุนต่อวันจาก 150 บาท เป็น 200 บาท ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภค

ข้อเสนอแนะจากร้านอาหารและแพลตฟอร์มออนไลน์

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารกว่า 700,000 รายทั่วประเทศได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอย่างหนัก ร้านค้าหลายแห่งต้องปิดกิจการ และคนที่ยังดำเนินธุรกิจอยู่ต้องเผชิญกับยอดขายที่ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ลดลงสูงถึง 60% และในต่างจังหวัดถึง 90%

นางฐนิวรรณ กล่าวว่า การฟื้นฟูภาคอาหารจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน ซึ่ง โครงการคนละครึ่ง คือคำตอบของการอยู่รอดของผู้ประกอบการ และเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการอย่างแท้จริง

ความตั้งใจของรัฐบาลและแนวทางการดำเนินงาน

ด้าน นายสิริพงศ์ ระบุว่า สถานการณ์งบประมาณของประเทศในปัจจุบันยังคงจำกัด จึงอาจไม่สามารถตอบโจทย์วงเงิน 200 บาทต่อวันได้เต็มจำนวน แต่ทีมงานยืนยันว่าโครงการนี้จะมีการปรับปรุงและคึกคักมากกว่ารัฐบาลชุดก่อน พร้อมขยายจำนวนผู้รับสิทธิ์มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังปิดประเด็นข้อกังวลเรื่องภาษีย้อนหลังของผู้ประกอบการ ด้วยการยืนยันจากพรรคภูมิใจไทยว่าจะไม่มีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง และอาจมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายภาษี

  • เป้าหมายของโครงการ: กระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูภาคอาหาร
  • กลุ่มเป้าหมาย: ประชาชนทั่วไปและร้านอาหาร
  • บทบาทภาคเอกชน: สนับสนุนข้อมูลและระบบลงทะเบียน

ด้วยการฟังเสียงผู้ประกอบการอย่างแท้จริง และการสื่อสารที่โปร่งใส โครงการ คนละครึ่ง ภายใต้การบริหารของพรรคภูมิใจไทย มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าที่ผ่านมา ให้ทั้งผู้ใช้บริการและผู้ประกอบการได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารหรือผู้บริโภคที่สนใจ ต้องติดตามข่าวสารการเปิดตัวโครงการอย่างใกล้ชิด เพราะครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญในการเริ่มต้นใหม่ของเศรษฐกิจไทย

ที่มา – ‘ภาคเอกชน’ รับลูก โครงการ ‘คนละครึ่ง’เสนอเพิ่มเป็น 200 บาท