ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

โค้ชมาริกาเช็กฟอร์มช้างศึกชูจุดแข็งก่อนคิงส์คัพ

การแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 51 กำลังจะมาถึงในวันที่ 4 กันยายน 2568 ที่สนามกีฬากลาง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่ง “ช้างศึก” ทีมชาติไทยอันดับ 102 ของโลก จะลงเตะกับทีมชาติฟิจิอันดับ 150 ของโลก รอบรองชนะเลิศเวลา 20.00 น. โดยการถ่ายทอดสดจะมีให้ชมทาง ช่อง 32, ยูทูบ BG Sport และ ทรูวิชั่นส์ นาว อีกคู่เวลา 16.00 น. เป็นการพบกันระหว่าง ทีมชาติอิรัก อันดับ 58 โลก และ ฮ่องกง อันดับ 147 โลก

โค้ชมาริกาเช็กฟอร์มช้างศึกมาแล้ว

สำหรับ โค้ชมาริกา หรือ ราตู มาริกา โรดู เฮดโค้ชของทีมชาติฟิจิ ได้เปิดเผยว่าตนเองมีความสุขอย่างมากที่ได้มาแข่งขันที่ประเทศไทย เพราะคนไทยทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน การมาครั้งนี้ยังเป็นการเป็นตัวแทนของโซนโอเชียเนียอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ทีมฟิจิอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่าย หลังจากไม่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ทำให้โค้ชต้องเตรียมทีมมาก่อนล่วงหน้ากว่า 2 สัปดาห์

เตรียมทีมอย่างเข้มงวดเพื่อเก็บเก่าไว้ให้นานที่สุด

โค้ชมาริกา เปิดเผยว่าเขารู้สึกประทับใจในคุณภาพของทีมชาติไทยอย่างมาก โดยได้ศึกษาฟอร์ม ช้างศึก มาแล้วถึง 5 เกมหลังสุด ถือว่าเป็นทีมที่มีคุณภาพสูงทั้งในด้านตัวนักเตะและการเล่นในเชิงรุก ซึ่งเขาหวังว่าจะสามารถมีเกมที่ดีกับทีมช้างศึกให้ได้ แม้จะไม่ใช่ทีมที่อยู่ในอันดับสูงของโลก แต่ฟิจิก็ยังมีศักยภาพและจุดแข็งของตนเองเช่นกัน

นอกจากนี้ มาซาทาดะ อิชิอิ หัวหน้าโค้ชของ ช้างศึก ยังพาทัพลุยซ้อมอย่างหนักที่สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาน้อย เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทีมชาติไทย ก่อนลงเตะกับฟิจิในศึกนี้ ซึ่งช้างศึกมีผลงานน่าจดจำในครั้งก่อน เมื่อปีที่แล้วสามารถคว้าแชมป์คิงส์คัพได้ ในฐานะทีมแชมป์เก่าและคว้าแชมป์มาแล้วถึง 16 สมัย

  • ศึกแข่งขันคิงส์คัพ รอบรองชนะเลิศ
  • ช้างศึกเจอกับทีมชาติฟิจิที่อันดับต่ำกว่า
  • โค้ชมาริกาศึกษาฟอร์มทีมไทยมาแล้ว 5 เกม
  • อิชิอิพาทัพซ้อมหนักเตรียมดวลฟิจิ

การกลับมาอีกครั้งของทัพช้างศึก under มาซาทาดะ อิชิอิ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในสนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเจอกับทีมที่มีความสามารถไม่น้อยอย่างฟิจิ ที่แม้จะอันดับต่ำแต่ไม่ด้อยคุณภาพ นักเตะฟิจิมีดีกรีการเล่นสไตล์รุกแรง ทรายร้อน และด้วยการคุมทีมอย่างครอบคลุมของโค้ชมาริกา เรียกได้ว่าการดวลนัดนี้จะเป็นการชนกันแบบบู๊ไม่มีผ่อน!

โอกาสในการลุ้นแชมป์คิงส์คัพครั้งที่ 17 สำหรับทีมช้างศึกเปิดกว้าง แต่ก็ต้องผ่านอุปสรรคทีมชาติฟิจิก่อนให้ได้ กับนักเตะที่พร้อมลุยจบทุกการดวล พร้อมทั้งแนวคิดใหม่ของโค้ชที่เช็กฟอร์มช้างศึกมาอย่างละเอียด

อย่าลืมติดตามการถ่ายทอดสดการแข่งขันรอบรองชนะเลิศทีมชาติไทย vs ทีมชาติฟิจิ วันที่ 4 กันยายน 2568 เวลา 20.00 น. และดูให้จบว่าใครจะได้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในครั้งนี้!

ที่มา – ‘โค้ชมาริกา’ เช็กฟอร์มช้างศึกมาแล้ว ชูจุดแข็ง ก่อนดวลแข้งคิงส์คัพ

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดวิธีประเมินพื้นที่ เติมน้ำใต้ดินระดับตื้น

ปัญหาการลดลงของระดับน้ำบาดาลอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เป็นหนึ่งในเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การแก้ไขปัญหานี้มีหลายแนวทาง แต่หนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับคือการ เติมน้ำใต้ดินระดับตื้น เพื่อรักษาสมดุลของทรัพยากรน้ำบาดาลให้ยั่งยืน

การเติมน้ำใต้ดิน คือ การนำน้ำซึ่งอาจมาจากน้ำฝน น้ำที่บำบัดแล้ว หรือน้ำจากแหล่งอื่น ไปเก็บไว้ในชั้นน้ำใต้ดิน โดยเฉพาะในชั้นที่เป็นดิน ทราย หรือกรวด ซึ่งมีคุณสมบัติในการซึมผ่านของน้ำที่ดี ทำให้น้ำสามารถกักเก็บไว้และนำมาใช้ใหม่ในระยะเวลาต่อมาได้

การประเมินพื้นที่เหมาะสมในการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น

เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการเติมน้ำใต้ดิน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการประเมินพื้นที่เพื่อดูว่าพื้นที่ใดเหมาะสมกับการดำเนินการดังกล่าว โดยใช้ข้อมูลหลายด้าน เช่น ข้อมูลธรณีวิทยา ระดับน้ำใต้ดิน ลักษณะของดิน ความลาดชัน และอื่นๆ

ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาประมวลผลผ่านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ โดยแบ่งพื้นที่ความเหมาะสมออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่

  • พื้นที่เหมาะสมมาก
  • พื้นที่เหมาะสมปานกลาง
  • พื้นที่เหมาะสมน้อย
  • พื้นที่ไม่เหมาะสม

พื้นที่ที่อยู่ในระดับ “เหมาะสมน้อย” และ “ไม่เหมาะสม” ถือว่าไม่ควรดำเนินการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาต่างๆ เช่น การไหลลัดของน้ำ การปนเปื้อนของน้ำบาดาล และลดประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำ

พื้นที่ในการดำเนินการเติมน้ำใต้ดิน

ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้จัดแผนที่ความเหมาะสมโดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ การแบ่งประเภทตามภูมิภาคนี้ช่วยให้การวางแผนการเติมน้ำสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสมกับสภาพดินและพื้นที่ของแต่ละภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม แผนที่ที่จัดทำขึ้นนี้ยังอาจมีข้อมูลที่ไม่ละเอียดหรือไม่ได้ปรับปรุงใหม่ตามสถานการณ์ปัจจุบัน หากผู้สนใจต้องการดำเนินการในพื้นที่ที่อยู่ในระดับเหมาะสมน้อยหรือไม่เหมาะสม ควรทำการสำรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจสอบลักษณะชั้นดิน ความลึกของน้ำบาดาล และแหล่งน้ำที่มีความต้องการจะเติมลงในชั้นน้ำใต้ดิน

นอกจากนี้ การอ้างอิงแผนที่ความเหมาะสมเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการหรือองค์กรที่สนใจควรทำการศึกษาเชิงลึก เช่น การเจาะสำรวจข้อมูลความลึกของน้ำบาดาล คุณภาพของน้ำที่จะใช้ในการเติม และแหล่งมลพิษบริเวณใกล้เคียงที่อาจส่งผลกระทบต่อความสะอาดของน้ำใต้ดิน

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประเมินพื้นที่เหมาะสม เติมน้ำใต้ดินระดับตื้น สามารถติดต่อได้ที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล หรือดาวน์โหลดคู่มือการเติมน้ำใต้ดินเพื่อศึกษาแนวทางปฏิบัติอย่างละเอียด โดยเริ่มต้นจากการประเมินความต้องการที่แท้จริงของพื้นที่ จะช่วยให้การดำเนินการเติมน้ำใต้ดินมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

การ เติมน้ำใต้ดินระดับตื้น เป็นแนวทางที่สำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในอนาคต พื้นที่ที่เหมาะสมจะต้องได้รับการวิเคราะห์ล่วงหน้าอย่างรอบคอบเพื่อความสำเร็จในระยะยาว ดังนั้น การเริ่มจากขั้นตอนการประเมิน เติมน้ำใต้ดินระดับตื้น คือกุญแจสำคัญสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ที่มา – กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดวิธีประเมินพื้นที่ เติมน้ำใต้ดินระดับตื้น

ปิง ฟรุตตี้ หลอดเลือดสมองตีบ แฟนเพลงส่งกำลังใจ

เรื่องราวดราม่าครั้งใหญ่สำหรับวงการเพลงไทย เมื่อ “ปิง ฟรุตตี้” ศิลปินในตำนานที่เคยสร้างปรากฏการณ์ในยุค 80-90 ได้เผชิญกับภาวะสุขภาพที่น่าเป็นห่วงอย่างกะทันหัน หลังจากทราบว่าตนเองเป็น ปิง ฟรุตตี้ หลอดเลือดสมองตีบ อย่างไม่คาดฝัน ทำเอาแฟนเพลงทั่วประเทศต้องตกใจและร่วมแสดงความกังวลเป็นจำนวนมาก

ปิง ฟรุตตี้ หลอดเลือดสมองตีบ

ทางด้าน ชมพู ฟรุตตี้ คู่หูสนิทและเป็นเพื่อนรักร่วมวงการกับ ปิง ได้ออกมาเปิดเผยข่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยแจ้งให้ทราบว่า ปิง ปัจจุบันกำลังได้รับการรักษาอย่างใกล้ชิด หลังจากเจ็บป่วยด้วยภาวะ ปิง ฟรุตตี้ หลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งเป็นภาวะอันตรายแต่สามารถฟื้นตัวได้หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที

ข้อความที่ ชมพู โพสต์ระบุไว้ชัดเจนว่า: “ขอกำลังใจให้เพื่อนรักของผมครับ พี่ปิงฟรุตตี้ หลอดเลือดในสมองตีบ กำลังอยู่ในกระบวนการรักษา ขอให้ร่างกายฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงเป็นปกติ ร้องเพลง เต้นๆๆ สร้างความสนุก ความสุขให้แฟนเพลงได้เหมือนเดิมโดยเร็วนะครับ” ซึ่งเป็นกำลังใจที่อบอุ่นจากเพื่อนรักและเป็นแรงผลักดันให้แฟนเพลงหลายคนเซ็นรับข่าวดีนี้อย่างพร้อมเพรียง

แฟนเพลงแห่ส่งกำลังใจให้ “พี่ปิง”

ไม่นานหลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป แฟนคลับจำนวนมากต่างเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจ ปิง ฟรุตตี้ หลอดเลือดสมองตีบ ทั้งในเชิงอารมณ์และพลังบวก พร้อมทั้งอวยพรให้พี่ปิงฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและสามารถกลับมาทำงานสร้างสรรค์ต่อในวงการเพลงไทยอีกครั้ง

การเป็นศิลปินที่มีความนิยมในยุคเก่า แต่ยังคงได้รับความรักจากคนรุ่นใหม่ แสดงให้เห็นว่า “ปิง ฟรุตตี้” มิใช่แค่ศิลปินธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสนุก ความสุข และความเป็นอมตะในยุคเพลงไทยยุคทอง ซึ่งตอนนี้เราในฐานะแฟนเพลงต้องทำหน้าที่เป็นพลังในใจของเขาให้มากที่สุด

หลายคนบอกว่า เพลงของปิง ฟรุตตี้ คือเพลงที่ช่วยปลอบโยนจิตใจในวันที่เหนื่อยล้า การสูญเสียเสียงเป็นดนตรีแบบนี้ ทำให้เราหวงและห่วงเขามากกว่าเดิม เพราะเสียงของเขา ไม่ใช่แค่เสียงร้อง แต่คือความทรงจำที่หลายคนยังเก็บไว้ด้วยความรักเสมอมา

  • ร่วมส่งกระแสดี ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย
  • อวยพรผ่านความคิดเห็นในคอมเมนต์
  • น้อมนำข่าวสารจากผู้จัดการเพื่อรับฟังความคืบหน้า

ปิง ฟรุตตี้ เป็นศิลปินที่มีชีวิตชีวาในยุคหนึ่ง แต่ในวันนี้แม้จะเผชิญวิกฤติสุขภาพที่ท้าทาย ความรักจากแฟนเพลงก็ยังคงอยู่เสมอ เราต่างหวังให้เขาผ่านพ้นวันนี้ไปอย่างปลอดภัย และสามารถกลับมาส่งเสียงหัวเราะ ความสุข ผ่านบทเพลงของเขาอีกครั้ง

หากคุณเป็นผู้ที่เคยฟังเพลง “กินฟรุตตี้ให้เหมียววว~” หรือเคยเต้นตามเสียงเพลงของเขา วันนี้เป็นวันที่เราควรทุกคนช่วยกันส่งกำลังใจให้ “พี่ปิง” การหนึ่งคำสั้น ๆ อย่าง “สู้ๆ น้าาา” อาจเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและมีแรงผลักดันมากขึ้น

ที่มา – ‘ปิง ฟรุตตี้’ หลอดเลือดในสมองตีบ ‘ชมพู’ ขอแฟนเพลงส่งกำลังใจให้เพื่อนรัก

ทส.แนะ เติมน้ำใต้ดินระดับตื้น แก้ระดับน้ำบาดาลลด

ปัจจุบันมีการพัฒนานำน้ำบาดาลขึ้นมาใช้มากเกินสมดุล จนก่อให้เกิดปัญหาระดับน้ำบาดาลลดลงอย่างต่อเนื่อง สังเกตจากระดับน้ำบาดาลในบ่อน้ำบาดาลที่ใช้งานจะอยู่ลึกกว่าแต่ก่อนมาก ทั้งยังส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการสูบน้ำที่สูงขึ้นด้วย

ทส.แนะ เติมน้ำใต้ดินระดับตื้น แก้ปัญหาการลดลงของระดับน้ำบาดาล

สาเหตุของปัญหาระดับน้ำบาดาลดลงอย่างต่อเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากร และการขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม ทำให้ความต้องการใช้น้ำในทุกภาคส่วนมากขึ้น ทั้งจากการเกษตร การอุปโภคบริโภค และการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อมีการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง แต่น้ำฝนที่ตกลงมาไม่สามารถซึมลงไปเติมในชั้นใต้ดินได้ทัน จึงทำให้ระดับน้ำบาดาลลดลงเรื่อย ๆ รวมทั้งการตัดไม้ทำลายป่า พื้นที่ป่าไม้เปรียบเสมือนฟองน้ำขนาดใหญ่ที่ช่วยชะลอการไหลบ่าของน้ำฝน ทำให้ค่อยๆ ซึมลงสู่ใต้ดินไปสะสมเป็นน้ำบาดาล

แนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

วิธีการแก้ปัญหาทำได้ด้วยการเติมน้ำใต้ดิน (Managed Aquifer Recharge, MAR) เป็นการเติมน้ำลงไปกักเก็บไว้ในชั้นน้ำใต้ดิน เพื่อรักษาสมดุลน้ำบาดาล ซึ่งน้ำจะกักเก็บไว้ในชั้นตะกอนกรวด ทราย หินผุไว้ โดยสามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในช่วงเวลาที่ขาดแคลน น้ำที่นำมาเติมนี้นำมาจาก แม่น้ำ น้ำไหลหลาก หรือน้ำจากอ่างเก็บน้ำ

ประโยชน์ของการเติมน้ำใต้ดินมีหลากหลาย ทั้งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดินในพื้นที่บริเวณนั้น ช่วยให้ระดับน้ำบาดาลเพิ่มขึ้น บรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ และยังช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้นก่อนนำไปใช้ได้อีกด้วย

เทคโนโลยีนี้เป็นการฟื้นฟูทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง การใช้แนวทาง ทส.แนะ เติมน้ำใต้ดินระดับตื้น แก้ปัญหาการลดลงของระดับน้ำบาดาล แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในระยะยาว

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น สามารถติดต่อสอบถามได้ที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือดาวน์โหลด คู่มือการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของคุณ

น้ำคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด เราควรเริ่มต้นรักษาและจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – ทส.แนะ เติมน้ำใต้ดินระดับตื้น แก้ปัญหาการลดลงของระดับน้ำบาดาล

3 สส.ประชาธิปัตย์แจง 4 เหตุผลหนุน ‘อนุทิน’ ยันใช้เอกสิทธิ์ ไม่เอาตำแหน่งในรัฐบาล

เมื่อวันที่ 3 กันยายน เกิดปรากฏการณ์การเมืองที่น่าจับตามอง เมื่อ 3 สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา และนายราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีธรรมราช ร่วมกันแถลงถึง 3 สส.ประชาธิปัตย์แจง 4 เหตุผลหนุน ‘อนุทิน’ ยันใช้เอกสิทธิ์ ไม่เอาตำแหน่งในรัฐบาล ในการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

3 สส.ประชาธิปัตย์แจง 4 เหตุผลหนุน ‘อนุทิน’ ยันใช้เอกสิทธิ์ ไม่เอาตำแหน่งในรัฐบาล

ประเด็นนี้ทำให้หลายคนให้ความสนใจ และนำเสนอกับเจตนาที่แท้จริงในการให้การสนับสนุนครั้งสำคัญต่อการเมืองไทย

ในวันที่นายอนุทินเปิดเผยว่าได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ ผู้แทนหลายท่านออกมาแสดงความเห็นผ่านถ้อยแถลงอย่างชัดเจน โดยสรุปใจความสำคัญดังนี้:

1. กรณีวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

3 สส.ประชาธิปัตย์แจง 4 เหตุผลอย่างชัดเจน มายืนยันว่า ในข้อแรก พวกเขาเห็นว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ปลด น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นการเปิดเผยปัญหาความไม่ชอบธรรมในรัฐบาลภายใต้พรรคเพื่อไทย และเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น

2. ประสบการณ์ร่วมในอดีต

3 สส.ประชาธิปัตย์แจง 4 เหตุผลหนุน ‘อนุทิน’ ยันใช้เอกสิทธิ์ ไม่เอาตำแหน่งในรัฐบาล อย่างที่สอง พวกเขาอ้างอิงถึงอดีตที่ดีของพรรคภูมิใจไทย ที่เคยร่วมกับประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2551 – 2554 ทำให้เกิดเสถียรภาพ และตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทย ที่ในช่วงเวลานั้นก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองครั้งใหญ่

3. เงื่อนไขร่วมเพื่อประเทศชาติ

การอยู่ร่วมกันภายใต้ “5 เงื่อนไขร่วม” ที่ทั้งสองพรรคตกลงกัน ก็ถือเป็นเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเชื่อมั่น และอยู่บนพื้นฐานเดียวกันในเป้าหมายเพื่อ “ผ่าทางตันประเทศ”

4. ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

และที่สำคัญ พวกเขาชี้แจงว่าการสนับสนุนครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาเพื่อแสวงหาตำแหน่งหรือผลประโยชน์ใดๆ ในรัฐบาล แต่เป็นการใช้สิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ที่ระบุชัดเจนว่า ส.ส.เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย มีอิสระในการตัดสินใจ

นี่คือการแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่า การตัดสินใจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชิงอำนาจ แต่เพื่อประเทศชาติและประชาชน

ในมุมมองของผู้แทน 3 สส.นี้ การใช้สิทธิ์ภายใต้รัฐธรรมนูญคือหน้าที่ของผู้แทนประชาชน ไม่ใช่การกดดันหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ แต่เป็นการพิจารณาอย่างรอบด้าน ตามหลักประชาธิปไตยอันแท้จริง

‘การเมืองอาจมีดราม่าและเสียงวิจารณ์ แต่สิ่งสำคัญคือเราทำงานโดยยึดมั่นในหน้าที่และความสิทธิของประชาชนเป็นหลัก’

หากคุณเป็นผู้ติดตามคดีการเมืองไทย สรรพนี้เป็นเรื่องที่น่าจับตา และแสดงให้เห็นถึงกลไกต่างๆ ภายในระบบประชาธิปไตยของเรากำลังมีบทวิวัฒนาการอย่างไร

ที่มา – 3 สส.ประชาธิปัตย์แจง 4 เหตุผลหนุน ‘อนุทิน’ ยันใช้เอกสิทธิ์ ไม่เอาตำแหน่งในรัฐบาล

เพนกวิน จม.เปิดผนึกพรรคประชาชน หวังยกเลิกแนวร่วมกับภูมิใจไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เพนกวิน’ นักเคลื่อนไหวการเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้ออกมาประกาศจดหมายเปิดผนึกถึงพรรคประชาชน โดยมีเนื้อหาหลักเรียกร้องให้พรรคประชาชนพิจารณาทบทวนการตัดสินใจสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

เพนกวิน จม.เปิดผนึกพรรคประชาชน หวังยกเลิกแนวร่วมกับภูมิใจไทย

จดหมายดังกล่าวระบุว่า การที่พรรคประชาชนตัดสินใจจะจับมือกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล ให้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคต ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่อันตรายต่อแนวร่วมประชาธิปไตยอย่างรุนแรง

ภูมิใจไทยเป็นภัยต่อประชาธิปไตย

เพนกวินกล่าวว่า ‘พรรคภูมิใจไทยเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในรัฐสภา พวกเขาเคยร่วมมือกับสถาบันกษัตริย์และกองทัพมาแล้ว และยังมีประวัติการถ่วงความพยายามต่อกระบวนการปฏิรูปอย่างรุนแรง’

นอกจากนี้ ยังมีการอ้างถึงนโยบายของ ‘อนุทิน’ ที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากในช่วงวิกฤตโรคระบาด รวมถึงการเปิดโอกาสให้สถาบันมีบทบาทมากเกินไปในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูสู่การแทรกแซงของอำนาจนอกระบบ.

  • ประวัติร่วมมือกับสถาบัน
  • ขัดขวางกระบวนการนิรโทษกรรม
  • ใช้อำนาจรัฐอย่างอัปมงคล

เพนกวินเตือนว่า หาก พรรคประชาชน เสียจุดยืนโดยไปจับมือกับภูมิใจไทย จะกลายเป็นการ “ติดปีกให้เสือบินได้” และเสี่ยงต่อการโดนหักหลังในอนาคต พลพรรคประชาชนอาจถูกใช้ประโยชน์เพื่อผลักดันนโยบายที่อยู่นอกเหนือเป้าหมายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

เขาได้ชี้ให้เห็นว่า แม้พรรคเพื่อไทยจะเคยผิดคำพูดและทำให้หลายคนผิดหวัง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่พรรคประชาชนต้องเลือกทางเลือกที่แย่กว่า อย่างพรรคภูมิใจไทย ที่มีความเกี่ยวข้องอันใกล้ชิดกับระบบอำนาจเดิม

การตัดสินใจปัจจุบันคือ “ทรยศต่อผู้คน”

เพนกวินไม่เพียงแค่วิจารณ์ แต่เรียกร้องอย่างชัดเจนให้สมาชิกพรรคประชาชนและผู้แทนราษฎรทบทวนและยกเลิกการตัดสินใจนี้ เขากล่าวอีกว่า การเลือกพรรคภูมิใจไทยคือ “การทำร้ายตัวเอง” และบ่งชี้ว่าจะทำลายศรัทธาจากผู้คนที่เคยถือว่าพรรคนี้คือความหวังแห่งอนาคตของการเมืองไทย

“_IF พรรคประชาชนไม่กลับใจ_ ผมก็คงไม่สามารถสนับสนุนในฐานะพรรคได้อีกต่อไป แม้จะยังมีสมาชิกบางคนที่ผมเคารพอยู่ แต่ในฐานะ “พรรคประชาชน” ผมคงต้องขอถอนการสนับสนุน” เขากล่าวตอนท้ายในจดหมาย

ในที่สุด เขาไม่เพียงอยากให้พรรคประชาชนปรับแนวทาง แต่เรียกร้องให้คนในพรรคผู้แทนราษฎรแสดงออกเพื่อป้องกันความผิดพลาดครั้งใหญ่นี้ ไม่ให้สิ่งที่ต่อสู้มาในอดีตกลายเป็นศูนย์กลาง

หากคุณเห็นด้วยกับเสียงของเพนกวิน ลองเปิดพื้นที่ในโซเชียลเพื่อสนับสนุนเสียงนี้ต่อ เพื่อเพิ่มพลังให้เสียงตอบรับความยุติธรรม ไม่ใช่แค่หวนกลับไปสู่การเมืองยุคเก่าที่ไม่โปร่งใส

ที่มา – จม.เปิดผนึก ‘เพนกวิน’ ถึงพรรคประชาชน หลังโหวตหนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ

กองทัพภาคที่ 1 ผลักดันกัมพูชาออกจากบ้านหนองจาน

ล่าสุดกองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาแถลงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุชัดว่าได้ดำเนินการตามแผนการที่วางไว้อย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ที่มีสถานการณ์ตึงเครียดกับฝ่ายกัมพูชาอยู่ตลอดช่วงที่ผ่านมา

กองทัพภาคที่ 1 ผลักดันกัมพูชาออกจากบ้านหนองจาน

จากข้อมูลที่ได้รับทราบ พล.ต.สุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 ในฐานะโฆษกศูนย์ประชาสัมพันธ์ ได้ยืนยันว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปอย่างมีระบบและรอบคอบ ทำให้ฝ่ายกัมพูชาไม่สามารถขยายพื้นที่หรือปฏิบัติการทางทหารต่อได้ จนต้องยอมถอยออกจากพื้นที่บ้านหนองจานซึ่งเคยมีการขัดแย้งกันมาก่อน

การดำเนินการทางทหารที่ระมัดระวัง

หัวใจสำคัญของการปฏิบัติการครั้งนี้คือการใช้กำลังทหารที่มีศักยภาพสูงพร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อปกป้องไม่ให้เกิดความเสียหายต่อพลเรือน รวมถึงหลีกเลี่ยงการกระทบต่อความสัมพันธ์ในเวทีนานาชาติ แม้จะมีการปฏิบัติอย่างรอบคอบ แต่ข่าวดีที่ได้รับรายงานคือกองทัพภาคที่ 1 สามารถทำลายจุดตั้งทางทหารของฝ่ายตรงข้ามได้ และวางแนวป้องกันด้วยการใช้ลวดหนามโดยไม่ปะทะกัน

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้นำทัพเองในการลงพื้นที่เพื่อดูแลความเคลื่อนไหวของกองกำลังส่วนต่าง ๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และวางกลยุทธ์อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจหรือความมั่นคง เพื่อกดดันฝ่ายกัมพูชาให้กลับมาอยู่ในขอบเขตพรมแดน

  • สามารถยึดพื้นที่บ้านหนองจานกลับมาได้
  • ใช้หน่วยทหารที่มีศักยภาพสูง
  • ไม่มีการปะทะ เน้นป้องกันเหตุกระทบพลเรือน
  • วางแนวซีลชายแดนอย่างถาวร

อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพยังคงยืนยันว่าการดำเนินการยังไม่สิ้นสุด ยังมีแผนการระยะยาวในการติดตามสถานการณ์การสร้างแนวรั้วขนาดใหญ่ พร้อมกับตั้งแนวตรวจคนเข้าเมืองให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทุกจุด

จากการสุ่มตรวจผู้เดินทางข้ามแดน พบว่ามีบางคนมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพหรือเก็บข้อมูล เพื่อประเมินการปฏิบัติในภาคพื้นที่ จึงได้ริเริ่มจัดทำ black list สำหรับแรงงานหรือชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย

ในฐานะผู้นำด้านความมั่นคง ทางกองทัพภาคที่ 1 ยังรับว่าสถานการณ์ยังคงอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง อย่างไรก็ตาม ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าไม่ต้องการเป็น “พี่ใหญ่ใจดี” อีกต่อไป และหากกัมพูชาไม่กลับมาอยู่ในกติกา จะมีมาตรการอื่นตามมา

หากคุณเป็นผู้ที่ต้องเดินทางไปบริเวณชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและพิจารณาความเสี่ยง ก่อนตกลงใจเดินทาง ตอนนี้กองทัพภาคที่ 1 ไม่เพียงแต่ผลักดันกัมพูชาออกจากพื้นที่ แต่กำลังบีบให้ทุกอย่างเข้าสู่รูปแบบที่ถูกต้องตามกฎหมายและความเป็นจริง

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 กางโร้ดแม็ป ผลักดันกัมพูชาออกจากพื้นที่บ้านหนองจาน ยัน ‘มทภ.1’ ไม่หิวแสงทำงานปิดทองหลังพระ

เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 มั่นใจสุญญากาศการเมืองไม่กระทบความมั่นคง

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 3 กันยายน ที่กองทัพภาคที่ 1 พล.ต.สุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 ในฐานะปฏิบัติหน้าที่โฆษกศูนย์ประชาสัมพันธ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ขณะนี้รัฐบาลกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง และเป็นประเด็นที่หลายคนตั้งคำถามว่า จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่

เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 มั่นใจสุญญากาศการเมืองไม่กระทบความมั่นคง

จากสถานการณ์ดังกล่าว พล.ต.สุรวิชญ์ ได้อธิบายว่า รัฐบาลรักษาการยังคงมีอำนาจและหน้าที่ในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาตามกฎหมายอยู่ จึงไม่ได้มีผลกระทบต่อการรักษาความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย รวมถึงการรักษาอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของทุกหน่วยงาน แต่โดยเฉพาะของทหาร

ทหารพร้อมทำงานเต็มที่ตามหน้าที่

“เราในฐานะที่เป็นทหาร ก็ต้องทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบให้เต็มที่ รักษาอธิปไตยของชาติอย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าสถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เราต้องทำคือปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มกำลัง” พล.ต.สุรวิชญ์ กล่าวว่า

ในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในเขตความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 ก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ตามบทบาทหน้าที่อย่างไม่ลดละ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงภายในประเทศ ตลอดจนการจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

  • รัฐบาลรักษาการ ยังสามารถบริหารกิจการบ้านเมืองตามกฎหมายที่กำหนด
  • ทหาร ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  • ความมั่นคง ยังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่มีความเสียหายหรือผลกระทบ

จากคำกล่าวของเสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 ทำให้เห็นได้ว่า แม้สถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ภาคการทหารก็ยังมั่นคงและพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องความสงบสุขของประชาชน และผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่

เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 มั่นใจว่า สถานการณ์ในประเทศไทยยังสามารถควบคุมและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีสุญญากาศทางการเมืองชั่วคราว แต่หน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายราชการ ทหาร หรือรัฐบาลรักษาการ ก็ยังสามารถทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้อย่างปกติ

หากคุณเป็นผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด ข่าวคราวเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงในภาวะสุญญากาศทางการเมืองนี้ถือเป็นประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ เพราะส่งผลต่อภาพรวมของประเทศในระยะสั้น

ที่มา – ‘เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1’ มั่นใจสุญญากาศการเมืองไม่กระทบความมั่นคง ยัน ทหารทำหน้าที่เต็มกำลัง ชี้ รัฐบาลรักษาการยังเดินหน้าปัญหาตามหน้าที่ได้

ไอติมลั่นพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งหากยุบสภาสำเร็จ

เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส. บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาแถลงถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยระบุอย่างชัดเจนว่าพรรคประชาชนได้มีจุดยืนมาตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาว่า การยุบสภาเลือกตั้งใหม่และคืนอำนาจให้กับประชาชน เป็นทางออกที่ดีที่สุดของประเทศในเวลานี้

ไอติมลั่นพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งหากยุบสภาสำเร็จ

“เราต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความชอบธรรมทางการเมือง และมีศักยภาพในการสรรหาทีมงานที่สามารถแก้ปัญหาสำคัญของประเทศในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง” นายพริษฐ์กล่าว

ทั้งนี้ นายพริษฐ์เผยว่า แม้ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่ายังไม่ได้ดำเนินการยุบสภาอย่างเป็นทางการ แต่พรรคประชาชนตัดสินใจเดินหน้าแถลงจุดยืนเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายกฯ คนใหม่ เพื่อให้นายกฯ ที่ได้รับเลือกสามารถยุบสภาตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนกำหนดไว้

พรรคประชาชนพร้อมเผชิญหน้าทางการเมือง

ในขณะที่นายภูมิธรรมได้ออกมาแถลงว่าได้ดำเนินการยุบสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว ทางพรรคประชาชนยืนยันว่า ถ้ากระบวนการยุบสภาเลือกตั้งใหม่สำเร็จจริง พวกเขาพร้อมจะเผชิญหน้าในการเลือกตั้ง เพื่อนำเสนอแนวคิด นโยบาย และผู้สมัครที่เหมาะสมในการบริหารประเทศ

“เราไม่กลัวกระบวนการเลือกตั้ง เพราะเราเชื่อมั่นในแรงผลักดันของประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง” นายพริษฐ์ย้ำ

  • พรรคประชาชนมุ่งเน้นการยุบสภาเลือกตั้งใหม่เพื่อความโปร่งใส
  • กลุ่มพรรคยืนยันว่าแนวทางที่เสนอตรงกับเสียงประชาชน
  • ผู้สมัครพรรคประชาชนพร้อมเสนอแนวทางบริหารประเทศในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในการยุบสภาที่หลายฝ่ายมีมุมมองต่างกัน แต่พรรคประชาชนยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายในทางส่วนตัว เช่น การแจ้งความเอาผิดในข้อหาเกี่ยวกับมาตรา 112 ต่อนายภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งพวกเขาเห็นว่าส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ในที่สุด ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร พรรคประชาชนพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์ และพร้อมเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งอย่างเต็มรูปแบบ หากการยุบสภาเกิดขึ้นจริง ด้วยความเชื่อมั่นว่าเสียงของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด

หากคุณกำลังมองหาความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่โปร่งใสและยุติธรรม การติดตามพรรคประชาชนอาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจในอนาคตอันใกล้

ที่มา – ‘ไอติม’ลั่นพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งหากยุบสภาสำเร็จ ชี้สอดคล้องกับสิ่งที่เรียกร้องมาตลอด 2 เดือน

จีนโชว์ “ยุทโธปกรณ์สงครามไซเบอร์” ในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประเทศจีนได้จัดพิธีสวนสนามทางทหารอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของโลก โดยในครั้งนี้ได้มีการนำเสนอเทคโนโลยียุคใหม่ที่สะท้อนถึงกำลังทางทหารด้านไซเบอร์ของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ จีนโชว์ “ยุทโธปกรณ์สงครามไซเบอร์” ในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

จีนโชว์ “ยุทโธปกรณ์สงครามไซเบอร์” ในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

พิธีสวนสนามครั้งนี้มีขึ้นที่บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน ใจกลางกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยมีการนำเสนอชุดยุทโธปกรณ์ทางทหารที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือระบบที่เกี่ยวข้องกับการรบในโลกไซเบอร์ ถือเป็นการเปิดโปงกำลังทหารใหม่ที่ไม่ใช่แค่อาวุธไดนามายและยานเกราะเท่านั้น แต่รวมถึงการรบในมิติของข้อมูลและการควบคุมเครือข่ายด้วย

แนวโน้มของสงครามไซเบอร์ในยุคสมัยใหม่

การสู้รบในยุคปัจจุบันมิได้จำกัดอยู่แค่สนามรบแบบดั้งเดิม หากแต่ขยายขอบเขตเข้าสู่พื้นที่ไซเบอร์ที่กลายเป็นส่วนสำคัญของภูมิทัศน์สงคราม โดย จีนโชว์ “ยุทโธปกรณ์สงครามไซเบอร์” ในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ สะท้อนให้เห็นว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่สงครามมีหลายมิติ ทั้งการควบคุมข้อมูล การโจมตี และการป้องกันระบบที่เกี่ยวข้องกับคลาวด์ การสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศต่างๆ

ยุทโธปกรณ์ที่ถูกจัดแสดงในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่:

  • ระบบที่ใช้ในการสั่งการและการควบคุมทางไซเบอร์
  • ระบบลาดตระเวนและตรวจจับภัยคุกคาม
  • หน่วยรบทางไซเบอร์สำหรับการโจมตี
  • ระบบป้องกันและตอบโต้การโจมตี

ทั้ง 4 ประเภทถูกออกแบบให้ทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อ ช่วยให้จีนสามารถป้องกันและโจมตีในโลกดิจิทัลพร้อมกัน เป็นตัวบ่งชี้ถึงการวางรากฐานของกองทัพด้านไซเบอร์อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ การจัดแสดงในครั้งนี้ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นของจีนในการยกระดับกองทัพให้มีความทันสมัย มุ่งเน้นยุทธศาสตร์การรบในอนาคตที่ต้องพึ่งพาระบบอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจสอบภัยคุกคามทางไซเบอร์ หากประเทศใดไม่สามารถเตรียมความพร้อมในตอนนี้ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของสงครามในระดับใหม่ได้

จากการนำเสนอในครั้งนี้ ชัดเจนว่า จีนโชว์ “ยุทโธปกรณ์สงครามไซเบอร์” ในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ ไม่ใช่เพียงการแสดงความภูมิใจทางทหาร แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสงครามในยุคดิจิทัลของโลก มีนัยสำคัญต่อความสงบสุขของสังคมระหว่างประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ทุกประเทศจำเป็นต้องระมัดระวังและเพิ่มศักยภาพทางไซเบอร์ของตนเองให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในโลกที่ข้อมูลสำคัญกว่าอาวุธ สงครามไซเบอร์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งประเทศไหนมีความสามารถในระบบนี้มากขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งมีโอกาสเชิงรุกมากขึ้นเท่านั้น ในโลกที่การควบคุมข้อมูลหมายถึงการควบคุมอำนาจ