ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ช้างศึก 23 ปี เปิดหัวโหดถล่มมองโกเลีย 6-0 คัดเอเชีย

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา “ช้างศึก 23 ปี” หรือทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ได้ลงทำการแข่งขันในศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก กลุ่ม F นัดแรก พบกับทีมชาติ มองโกเลีย ณ สนาม ธรรมศาสตร์ สเตเดียม และผลการแข่งขันก็เป็นที่พอใจของแฟนบอลชาวไทยอย่างยิ่ง เมื่อทีมช้างศึกหนุ่มโชว์ฟอร์มแกร่ง บุกถล่มคู่แข่งถึง 6-0

ช้างศึก 23 ปี เปิดหัวโหดถล่มมองโกเลีย 6-0 คัดเอเชีย

สำหรับการแข่งขันนัดนี้ ทีมชาติไทยได้ส่ง阵容ชุดหลักที่มี ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล เป็นกุนซือ และสามารถสร้างความแตกต่างได้ตั้งแต่ครึ่งแรก ก่อนที่จะยิงเข้าทำประตูถึง 3 ลูกในนาทีที่ 2, 18 และ 39 โดยมีผู้ทำประตูคือ อิคลาส สันหรน เสกสรรค์ ราตรี ที่ทำแฮตทริกในครึ่งแรก และยังยิงเพิ่มอีกหนึ่งลูกในครึ่งหลังนาทีที่ 57

ผลงานทีมในครึ่งหลัง

ในครึ่งหลัง เสกสรรค์ ราตรียังคงรักษาฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการทำแฮตทริกสุดอลังการ ส่งผลให้ไทยขึ้นนำอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมีผู้เล่นรายอื่นๆ เข้ามาทำประตูเพิ่มเติม ได้แก่ ชวัลวิทย์ แซ่เล้า นาทีที่ 69 และยศกร บูรพา นาทีที่ 82 ส่งผลให้เกมจบลงด้วยผลการแข่งขัน ไทยชนะมองโกเลียไปอย่างสุดมันส์ 6-0

ส่วนอีกคู่ในกลุ่มเดียวกัน เป็นการแข่งขันระหว่าง เลบานอน กับ มาเลเซีย ซึ่งเลบานอนสามารถเก็บชัยชนะไปได้ในสกอร์ 1-0 การันตีว่ากลุ่ม F มีความเข้มข้นสูงมาก ดังนั้นทีมชาติไทยจะต้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในนัดถัดไป

นัดต่อไปทีมไทยเจอลบานอน

นัดต่อไปที่เหล่า ช้างศึก 23 ปี ต้องออกตัวเต็มที่อีกครั้ง เมื่อต้องพบกับ เลบานอน ในวันที่ 6 กันยายน เวลา 19.30 น. ที่สนามเดิม ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งที่มีคุณภาพและมีฟอร์มการเล่นที่ค่อนข้างหนักแน่น

  • โดยผลงานนัดก่อนหน้านี้ : ทีมไทยชนะมองโกเลีย 6-0
  • การจัดทีม : ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล เป็นกุนซือหลัก
  • ผู้ทำประตู : เสกสรรค์ ราตรี แฮตทริก, อิคลาส สันหรน, ชวัลวิทย์ และยศกร
  • คู่แข่งนัดถัดไป : เلبานอน ทีมที่เพิ่งชนะมาเลเซีย 1-0

จากผลงานในแมตช์แรกนี้ถือว่าเป็นการเปิดตัวอย่างน่าประทับใจของทีม ช้างศึก 23 ปี ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับขาขมารอยรับชมฟุตบอลชุดนี้ไม่น้อย มั่นใจว่าในเกมต่อไป แฟนบอลจะได้เห็นการออกแบบการเล่นที่ดียิ่งขึ้น และทีมชาติไทยจะผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของการแข่งขันได้อย่างมั่นใจ

อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวของ ช้างศึกหนุ่ม และเตรียมเชียร์ทีมในศึกสำคัญนี้ผ่านทีวีหรือในสนามกันด้วยนะครับ!

ที่มา – ‘ช้างศึก 23 ปี’ เปิดหัวโหด ถล่ม ‘มองโกเลีย’ 6-0 คัดเอเชีย

ด่วน! ‘สภา’ บรรจุวาระโหวต ‘นายกฯ’ วันที่ 5ก.ย.นี้

เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เผยแพร่วาระการประชุมสภาในวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568 โดยมีวาระเรื่องด่วนที่ 8 เรื่องการพิจารณาให้ความเห็นชอบแก่บุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมารยาทที่กำหนดไว้ในมาตรา 159 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ด่วน! ‘สภา’ บรรจุวาระโหวต ‘นายกฯ’ วันที่ 5ก.ย.นี้

ประเด็นนี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่พลาดไม่ได้สำหรับทุกคนที่ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในตำแหน่งสำคัญที่สุดของประเทศ การโหวตครั้งนี้จะเป็นการตัดสินว่าใครจะได้รับโอกาสในการดำรงตำแหน่งผู้นำแห่งชาติในวาระถัดไป

โหวตเลือกนายกฯ: ช่วงเวลาสำคัญทางการเมือง

การจัดวาระการประชุมโดยคณะกรรมการสภาฯ เพื่อ โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ตามมาตรา 159 ที่ระบุถึงขั้นตอนและเงื่อนไขในการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศโดยได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เชื่อกันว่าการจัดการประชุมในวันดังกล่าวจะมีผู้สมัครหลายรายเข้าร่วมขั้นตอนการเสนอชื่อและถูกนำมาพิจารณา แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปชื่อที่แน่นอนได้ แต่สิ่งที่แน่ชัดคือความสำคัญของกระบวนการนี้ต่อทิศทางอนาคตของประเทศไทยอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ในครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทยที่ไม่สามารถมองข้ามได้ โดยประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าและรายละเอียดได้ทั้งทางสื่อออนไลน์และช่องทางการถ่ายทอดสดจากสภาฯ

  • กำหนดการประชุมสภาฯ วันที่ 5 กันยายน 2568
  • พิจารณาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ
  • วาระเร่งด่วนที่ 8: โหวตผู้สมัครนายกฯ

ด้วยความสำคัญของเหตุการณ์นี้ เราขอเชิญชวนทุกคนให้ติดตามและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจบริบททางการเมืองในระดับสูงในบ้านเมืองของเราอย่างรอบด้านและแม่นยำที่สุด

สรุป: การตัดสินใจครั้งนี้อาจส่งผลต่ออนาคตของประเทศไทยโดยตรง การ โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 5 กันยายนจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนควรมีส่วนร่วมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นพลังในการกำหนดอนาคตของชาติ

ที่มา – ด่วน! ‘สภา’ บรรจุวาระโหวต ‘นายกฯ’ วันที่ 5ก.ย.นี้

จีนจัดงานรำลึกครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะสงครามต่อต้านการรุกรานจากญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 3 กันยายน ประเทศจีนได้จัดงานรำลึก จีนจัดงานรำลึกครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะสงครามต่อต้านการรุกรานจากญี่ปุ่น อย่างยิ่งใหญ่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง โดยมีผู้นำระดับประเทศ ทหาร และพลเมืองร่วมฉลองชัยชนะอันประวัติศาสตร์ที่มีความหมายต่อประชาชนจีนอย่างลึกซึ้ง

จีนจัดงานรำลึกครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะสงครามต่อต้านการรุกรานจากญี่ปุ่น

งานนี้มีจุดประสงค์เพื่อจดจำบทแห่งประวัติศาสตร์ รำลึกถึงวีรกรรมของผู้เสียสละ และดำรงยืนยันมั่นในหลักการรักษาสันติภาพของโลก อีกทั้งยังชี้นำประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

ผู้นำสูงสุดของจีนในครั้งนี้คือนายสี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดี และประธานคณะกรรมการการทหารส่วนกลาง ได้เข้าร่วมพิธีอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งกล่าวปราศรัยและตรวจพลในพิธีสวนสนามอันยิ่งใหญ่

พิธีสวนสนามและการพาเหรดยิ่งใหญ่

พิธีสวนสนามเริ่มเวลา 09.15 น. ซึ่งเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนนำพิธีในลักษณะนี้ขึ้น โดยมีการแสดงความสามัคคีของประชาชน พรรค และกองทัพทุกหน่วย แสดงให้เห็นถึงพลังการรวมใจของประชาชนจีนเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความก้าวหน้า

  • ผู้เข้าร่วม: ผู้นำต่างประเทศ 62 ราย, ตัวแทนองค์กรระหว่างประเทศ
  • เวลาเริ่มงาน: 09.15 น.
  • สถานที่: จัตุรัสเทียนอันเหมิน

ในขั้นตอนพิธีสวนสนาม กองทหารจากทุกสาขาได้จัดแถวอย่างเป็นระเบียบตามถนนฉางอาน เพื่อรับการตรวจพลจากผู้นำประเทศ ซึ่งแสดงถึงพลังทางทหารและความพร้อมด้านความมั่นคงของจีนในปัจจุบัน

ขณะที่ในขบวนพาเหรด ได้จัดแสดงขบวนเชิญธงและขบวนยุทโธปกรณ์ที่สมัยใหม่จากกองทัพทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงก้าวกระโดดทางด้านเทคโนโลยีทางทหารของจีน

ไฮไลต์ของการพาเหรด ได้แก่:

  • การเปิดตัวเครื่องบินรบใหม่
  • ความสมบูรณ์ของระบบขบวน
  • การแสดงของกองกำลังเอกภาพ
  • ถ่ายทอดจิตวิญญาณของการรำลึก

หนึ่งในแรงบันดาลใจของงานนี้คือการส่งต่อความทรงจำ ไม่เพียงเฉพาะต่อคนรุ่นปัจจุบัน แต่ยังเป็นการปลูกฝังบทเรียนให้กับคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงคุณค่าของสันติภาพและความสามัคคี

จากการรวมพลของประเทศใหญ่อย่างจีนในวาระสำคัญเช่นนี้ ช่วยให้เราได้เห็นภาพรวมของนโยบายต่างประเทศและการพัฒนาทางทหารที่ก้าวล้ำระดับนานาชาติ

หากคุณสนใจเรื่องราวความเคลื่อนไหวในระดับโลก เราขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้อย่างต่อเนื่อง เพราะการรู้เท่าทันโลกเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตส่วนบุคคลและสังคม

ที่มา – จีนจัดรำลึกครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะ สงครามต่อต้านการรุกรานจากญี่ปุ่น (คลิป)

เครื่องดื่ม 2 ชนิดที่ควรเลี่ยงหากไม่อยากผมร่วง-ผมหงอก

ผลการศึกษาจาก NYU Langone Health ชี้ให้เห็นว่า ผู้ชายกว่า 80% และผู้หญิงเกือบครึ่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกามีปัญหาผมร่วงอย่างรุนแรง สาเหตุของปัญหานี้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม ฮอร์โมน และผลกระทบจากกระบวนการทางการแพทย์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม อาหารและเครื่องดื่มบางชนิดก็อาจมีอิทธิพลต่อสุขภาพผมอย่างไม่คาดคิด โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่ม 2 ชนิดที่ควรเลี่ยงหากไม่อยากผมร่วง-ผมหงอก

จากการวิเคราะห์งานวิจัยด้านโภชนาการ 17 ชิ้นที่รวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมมากกว่า 61,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง นักวิจัยได้ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างเครื่องดื่มสองชนิดกับปัญหาสุขภาพผม นั่นคือ น้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

น้ำหวานทำลายสุขภาพผมได้ยังไง?

การดื่มน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลสูง เช่น มากกว่า 3,500 มิลลิลิตรต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยงทำให้ผมร่วง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชาย น้ำตาลสูงเป็นอาหารของแบคทีเรีย ไปกระตุ้นการผลิตซีบัม ซึ่งเป็นน้ำมันตามธรรมชาติบนหนังศีรษะ การมีซีบัมมากเกินไปจะไปอุดตันรูขุมขน ทำให้เกิดการอักเสบ ส่งผลให้ผมร่วง

แอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงผมหงอก

งานวิจัย 2 ชิ้นชี้ให้เห็นว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากสัมพันธ์กับอาการผมร่วงและผมหงอกก่อนวัยอันควร เป็นผลจากการที่แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายขาดน้ำ ขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร และกระตุ้นภาวะออกซิเดชัน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเสื่อมสภาพของรูขุมขนและระดับเมลานินในเส้นผม

ใครอยากมีผมสวยควรกินอะไร?

ยังมีดี ๆ ที่ช่วยบำรุงเส้นผม และสามารถลดความรุนแรงของอาการผมร่วงได้ เช่น วิตามินดี ธาตุเหล็ก โปรตีน และอาหารจากผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองและผักตระกูลกะหล่ำ ซึ่งช่วยเพิ่มความหนาแน่นและคุณภาพของเส้นผมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อผิวหนังและเส้นผมเป็นประจำ ไม่เพียงช่วยให้รูปลักษณ์ภายนอกดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสุขภาพจากการภายในที่ดีด้วย เพราะสุขภาพผมสะท้อนสุขภาพร่างกายโดยรวม

ที่มา – ผลการศึกษาชี้ เครื่องดื่ม 2 ชนิดที่ควรเลี่ยงหากไม่อยากผมร่วง-ผมหงอก

SACIT เดินหน้าเฟ้นหางานหัตถศิลป์ไทย ชูโดดเด่น ด้านยั่งยืน นวัตกรรม

ในยุคที่ผู้บริโภคมองหาสินค้าที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังมีคุณค่าทางจิตวิญญาณและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แบรนด์ “ตานี สยาม (TANEE SIAM)” จึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นของความคิดสร้างสรรค์ผสานนวัตกรรม และความยั่งยืนผ่านงานหัตถศิลป์ไทย

SACIT เดินหน้าเฟ้นหางานหัตถศิลป์ไทย ชูโดดเด่น ด้านยั่งยืน นวัตกรรม

นายธนกร สดใส ผู้ก่อตั้งแบรนด์ TANEE SIAM และประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านช่างสกุลบายศรี กล่าวว่า แบรนด์ “ตานี สยาม” เกิดขึ้นมาจากความร่วมมือของช่างฝีมือมากกว่า 30 ครัวเรือนในชุมชนบ้านช่างสกุลบายศรี ต.เจ็ดเสมียน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ซึ่งเชื่อมโยงเกษตรกรและผู้มีใจรักในงานหัตถกรรมให้ทำงานร่วมกันตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

จุดเริ่มต้นของตานี สยามคือการใช้วัสดุพื้นบ้านอย่าง “กล้วยตานี” ซึ่งเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีคุณสมบัติแข็งแรงทนทาน และมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนไทยในอดีต ทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

นวัตกรรมหนังกาบกล้วย สู่วัสดุทางเลือกใหม่

ตานี สยามได้ผลิตนวัตกรรม “หนังกาบกล้วย” ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปอย่างพิถีพิถัน จนกลายเป็นวัสดุหนังทางเลือกที่ไม่ต้องผ่านการฟอกหรือย้อม รักษาความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง วัสดุนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ที่ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

  • กระเป๋าสะพาย
  • กระเป๋าสตางค์
  • หมวก
  • กระเป๋าเป้สะพายหลัง
  • กระเป๋าเดินทางใบใหญ่

งานออกแบบของแบรนด์ได้ผสมผสานระหว่างดีไซน์ร่วมสมัยกับเทคนิคการแปรรูปวัสดุธรรมชาติ ทำให้สินค้าไม่เพียงมีความสวยงามทันสมัย แต่ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยั่งยืนในทุกแง่มุม

ปัจจุบัน SACIT เดินหน้าเฟ้นหางานหัตถศิลป์ไทย ชูโดดเด่น ด้านยั่งยืน นวัตกรรม โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าของวัสดุธรรมชาติ และรองรับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้บริโภคที่มีจิตสำนึกต่อการเลือกซื้อที่มีความรับผิดชอบ ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาววีแกน (Vegan) ที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้วัตถุดิบจากสัตว์ และมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ความสำเร็จของ “ตานี สยาม” ถือเป็นแรงบันดาลใจให้วงการหัตถศิลป์ไทยที่แสดงถึงศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะเมื่อผสานนวัตกรรมเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและการออกแบบที่ทันสมัย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใส่ใจในความงามและคุณค่าของงานหัตถกรรมไทย ตานี สยามคือแบรนด์ที่คุณควรลองสัมผัส เพราะไม่ใช่แค่สินค้า แต่เป็นเรื่องราวของศิลปะ ความยั่งยืนและความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย

ที่มา – SACIT เดินหน้าเฟ้นหางานหัตถศิลป์ไทย ชูโดดเด่น ด้านยั่งยืน นวัตกรรม

สรวงศ์ถามหาความจริงใจ หลังทำตามที่เรียกร้อง

เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเปิดใจในเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

สรวงศ์ถามหาความจริงใจจากคนอื่น

เนื้อหาดังกล่าวระบุว่า “ถามหาความจริงใจจากคนอื่น ตอนนี้เราได้ทำตามที่คุณเรียกร้องมาโดยตลอดแล้ว ก็คอยดูครับว่าจะไปทางไหน ❤️????????” ข้อความนี้สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีที่เปิดกว้างและยินดีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน แสดงให้เห็นว่าเขารับรู้และใส่ใจกับเสียงติชม

ซึ่งการโพสต์ข้อความเช่นนี้ มักจะถูกตีความได้หลากหลาย บางกลุ่มมองว่าเป็นการแสดงความจริงใจจริง ๆ และแสวงหาเสียงสนับสนุน ในขณะที่บางกลุ่มก็มองว่าเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่มีวัตถุประสงค์ในการตั้งคำถามกลับหาผู้วิจารณ์อีกฝ่าย

ความหมายเบื้องหลังโพสต์

การเขียนโพสต์ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประเด็นใหม่ ๆ เกี่ยวกับทัศนคติของนายสรวงศ์ต่อการเมืองไทย โดยเฉพาะในบทบาทของเขาในฐานะผู้นำพรรคเพื่อไทยที่ต้องอยู่ในท่าทีกำหนดทิศทางของพรรคในหลาย ๆ เรื่อง

คำว่า “ทำตามที่คุณเรียกร้องมา” เป็นคำสำคัญที่หลายฝ่ายมีการวิเคราะห์กันอย่างเข้มข้น เนื่องจากมันสามารถสื่อถึงการยอมรับเสียงเรียกร้องจากฝ่ายตรงข้าม หรืออาจเป็นสัญญาณว่าขณะนี้เขาได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะจากผู้เห็นด้วยและเหมาะสมกับจุดยืนของตนเอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงคือ การที่ผู้บริหารระดับสูงโพสต์ข้อความลักษณะนี้ มันช่วยเพิ่มระดับของการมีส่วนร่วมทางการเมือง และเปิดพื้นที่ให้ความคิดเห็นของประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น

  • โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก : การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและพร้อมเผชิญหน้า
  • เนื้อหาในโพสต์ : เน้นย้ำถึงความจริงใจและความพยายามในการทำงาน
  • จุดมุ่งหมาย : เปิดโอกาสให้ทุกคนตัดสินใจว่าเราจะ “ไปทางไหน”

ผู้ติดตามหลายคนมองว่าการที่ “สรวงศ์ถามหาความจริงใจจากคนอื่น” นี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าเขายังพร้อมรับฟัง ยอมรับ แม้ในสถานการณ์ที่มีการวิจารณ์อย่างหนัก การแสดงออกครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่คำพูดธรรมดา แต่เป็นการแสดงท่าทีที่จริงจังถึงการสร้างความไว้วางใจระหว่างตัวบุคคลและกลุ่มคนที่ให้ความสนใจเขามาตลอด

หากเปรียบการเมืองเป็นสนามเดินหน้า คำพูดเช่นนี้คือความกล้าเมื่อต้องออกเดินหน้าวิ่งขวาพร้อมกับหารือเพื่อนร่วมทางว่า “เราไปด้วยกันหรือไม่?”

ด้วยท่าทีแบบนี้ ไม่ว่าใครจะตัดสินใจอย่างไร ก็ต้องยอมรับว่าการเปิดใจสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียของนักการเมืองสมัยใหม่มีศักยภาพในการผลักดันให้สังคมเข้าไปใกล้ความเข้าใจร่วมกันมากขึ้น

การที่สรวงศ์ถามหาความจริงใจจากคนอื่นในครั้งนี้น่าสนใจ เพราะมันสื่อถึงการสานสัมพันธ์ความสัมพันธ์แบบโปร่งใส ซึ่งหากสังคมสามารถยอมรับได้จริง ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังที่ดีต่อประเทศชาติได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับแพลตฟอร์มทางการเมืองอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มปิดกั้นการแสดงออก วิธีการสื่อสารของนายสรวงศ์เปรียบเสมือน “เปิดประตูให้ประชาธิปไตยเข้ามา” ซึ่งคุ้มค่าและควรได้รับการตอบรับ

ติดตามบทความแนวคิดและการเมืองแบบเข้าถึงง่ายได้ที่นี่ และอย่าลืมแชร์ความคิดเห็นของคุณกับเราด้วยนะครับ

ทัศนคติ.co

ที่มา – ‘สรวงศ์’ โพสต์เฟซบุ๊กถามหาความจริงใจจากคนอื่น บอก ตอนนี้ทำตามที่เรียกร้องแล้ว

จีนเริ่มเดือนเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์ระดับชาติครั้งแรก

เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา สำนักข่าวซินหัวรายงานข่าวจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ว่าสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีนได้ประกาศจัดกิจกรรมใน рамках “เดือนเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์” แบบเป็นทางการครั้งแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความสำเร็จทางด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รวมถึงส่งเสริมจิตวิญญาณทางวิทยาศาสตร์แก่ประชาชนทั่วไป

จีนเริ่มเดือนเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์ระดับชาติครั้งแรก

กิจกรรมในช่วง “เดือนเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์” จะเน้นการสื่อสารวิทยาศาสตร์อย่างเข้าถึงง่าย โดยมีการจัดพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ที่ศูนย์การสื่อสารทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง

กิจกรรมที่จัดขึ้นทั่วทั้งเดือนกันยายน ได้แก่นิทรรศการ สัมมนา และกิจกรรมเชิงประสบการณ์กว่า 100 กิจกรรมที่จะช่วยให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเยาวชนหรือผู้ใหญ่ ได้เข้าถึงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ได้อย่างใกล้ชิดและมีความหมาย

เน้นความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญในเดือนนี้คือ นิทรรศการเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับคณะนักวิทยาศาสตร์จีนในช่วงสงครามประชาชนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีของการชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก

การจัดแสดงนี้มีเป้าหมายเพื่อระลึกถึงบทบาทของนักวิทยาศาสตร์ที่มีต่อสังคม ซึ่งพวกเขาไม่เพียงแต่ทำงานวิจัยเพื่อก้าวหน้าทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังใช้ความรู้เป็นอาวุธในการปกป้องชาติและสานต่อความหวังในวิทยาศาสตร์ยุคใหม่

  • ขยายความรู้ด้านวิทยาศาสตร์แก่ประชาชนทั่วไป
  • สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาสนใจวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
  • อนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวิชาการของนักวิทยาศาสตร์ผู้ไม่มีขีดจำกัด

นอกจากนี้ การจัดเดือนเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์ระดับชาติรายปีนี้ยังมีรากฐานจากกฎหมายการเผยแพร่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับแก้ไข) ฉบับใหม่ของจีน ซึ่งมีผลบังคับเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567 และกำหนดให้เดือนกันยายนเป็นเดือนแห่งการเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์ของประเทศอย่างเป็นทางการ

การเปิดตัว “เดือนเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์” ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยปลุกกระแสความสนใจและตื่นตัวในวงการวิทยาศาสตร์ภายในสังคมจีน และส่งเสริมความเข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างอนาคตที่ดีให้กับทุกคน

หากคุณสนใจในด้านวิทยาศาสตร์ อย่าพลาดโอกาสติดตามกิจกรรมมากมายในเดือนนี้ และเริ่มปลูกฝังความรักในวิทยาศาสตร์ให้แก่คนรุ่นใหม่จากวันนี้

ที่มา – จีนเริ่ม “เดือนเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์” ระดับชาติเป็นครั้งแรก

สวดอภิธรรมณรงค์ จารุจินดา คืนแรก

ความเศร้าหมองคลุมครอบครัว ณรงค์ จารุจินดา หลังจากที่ผู้กำกับชื่อดังได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยโรคประจำตัวที่ป่วยมานานหลายปี ซึ่งทำให้ลูกและภรรยาต้องกลั้นน้ำตาไว้เฝ้าดูแลและต้อนรับแขกผู้มาร่วมพิธี สวดอภิธรรมณรงค์ จารุจินดา คืนแรก อย่างสงบเสงี่ยม

สวดอภิธรรมณรงค์ จารุจินดา คืนแรก

ณ ศาลาพ่วงจินดา วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร (บางเขน) ได้มีการจัดพิธี สวดอภิธรรมณรงค์ จารุจินดา คืนแรก ซึ่งผู้มาร่วมไว้อาลัยล้วนเป็นบุคคลใกล้ชิด รวมถึงวงการบันเทิงชั้นนำของเมืองไทย เช่น หมอก้อง-สรวิชญ์, ดี้-ปัทมา, ดิว-ปิ่นกมล, ไก่-สุปราณี และอีกมากมาย ทั้งนี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่สูญเสียคนสำคัญไปจากเวทีนี้

พิธีสวดอภิธรรมณรงค์ จารุจินดา

การเข้าร่วมของวงการบันเทิงไทย

นักแสดงและผู้กำกับหลายคนมาร่วมแสดงความอาลัยและความรักเคารพต่อ ณรงค์ จารุจินดา ที่มีผลงานให้ความบันเทิงและแรงบันดาลใจแก่หลายคนผ่านละครทีวีและภาพยนตร์มากมาย โดยการแสดงอาลัยและการสวดอภิธรรมในครั้งนี้แสดงถึงความสำคัญของผู้ล่วงลับในวงการ

แขกมาร่วมพิธีสวดอภิธรรมณรงค์ จารุจินดา

ทั้งนี้ครอบครัวขอความกรุณาผู้สื่อข่าวและสาธารณชนให้เคารพช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย จึงยังไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ในช่วงเวลานี้

กำหนดการพิธีสวดอภิธรรมถึงวันเกิด

พิธี สวดอภิธรรมณรงค์ จารุจินดา จะดำเนินต่อจนถึงวันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 18.30 น. และพิธีฌาปนกิจจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 10 กันยายน 2568 เวลา 17.00 น. ณ เมรุ 1 วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งทุกคนสามารถร่วมส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับในโอกาสสุดท้ายนี้ได้

การจากไปของ ณรงค์ จารุจินดา นับเป็นความเสียหายอย่างยิ่งต่อลูกหลาน ครอบครัว รวมถึงวงการบันเทิงไทยทั้งปวง เขาไม่เพียงเป็นผู้กำกับที่สร้างผลงานดี ๆ ให้กับสังคม แต่ยังเป็นพ่อบ้านที่น่าเคารพของครอบครัวอีกด้วย

หากคุณเคยชมละครหรือภาพยนตร์ที่เขาสร้างสรรค์ คงรู้สึกถึงแรงบันดาลใจและการใส่ใจในทุกรายละเอียด แม้เขาจะจากไปแล้ว แต่งานของเขาจะยังคงอยู่กับเราตลอดไป

ที่มา – สุดเศร้า! ลูก-ภรรยา กลั้นน้ำตา ต้อนรับแขกมาร่วมพิธีสวดอภิธรรม ‘ณรงค์ จารุจินดา‘ คืนแรก

การบินไทย เปิด 3 เส้นทางยอดฮิตปี 68 คนไทยเที่ยวโตเกียว-สิงคโปร์-เซี่ยงไฮ้

ในปี 2568 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เผยสถิติผู้โดยสารชาวไทยที่นิยมเดินทางไปยังต่างประเทศ ซึ่งเส้นทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ โตเกียว (นาริตะ) ประเทศญี่ปุ่น, สิงคโปร์ และเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยในการจัดงาน “THAI Talk: Travel Trend and Priceless Experience” ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดเผยเทรนด์ท่องเที่ยวของคนไทยร่วมกับ Mastercard

การบินไทย เปิด 3 เส้นทางยอดฮิตปี 68 คนไทยเที่ยวโตเกียว-สิงคโปร์-เซี่ยงไฮ้

นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย กล่าวว่า ผู้โดยสารชาวไทยมีพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เน้นความสะดวกสบาย โดยยอมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อแลกกับบริการฟูลเซอร์วิสที่ครบครัน ปัจจุบัน การบินไทยได้ปรับปรุงประสบการณ์บนเครื่องบินด้วยระบบ In-flight Entertainment ที่ทันสมัย และอาหารเฉพาะทางระดับพรีเมียมในทุกชั้นโดยสาร

ตอกย้ำประสบการณ์เดินทางระดับโลก

นอกจากนี้ การบินไทยยังได้ปรับปรุงเครื่องบินแอร์บัส A320 ทั้งหมด 20 ลำ ให้มีชั้น Royal Silk หรือชั้นธุรกิจที่สามารถปรับเอนนอนได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของบริษัทในการทำให้ประสบการณ์การเดินทางของลูกค้าราบรื่นและคุ้มค่าในทุกด้าน

ทั้งนี้ การบินไทยร่วมกับ Mastercard เสนอโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้จองบัตรโดยสารไป-กลับในเส้นทางเอเชีย ผู้ที่จองผ่านเว็บไซต์ www.thaiairways.com หรือแอปพลิเคชัน Thai Airways และชำระเงินด้วยบัตร Mastercard พร้อมใส่โค้ด “MCTHASIA” จะได้รับส่วนลด 2,000 บาทต่อที่นั่ง โดยสามารถเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2568

นอกจากเรื่องการเดินทางที่สะดวกสบายแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับด้านอาหารบนเครื่องบิน โดยมีการร่วมมือกับแบรนด์ไทยคุณภาพสูง เช่น กาแฟไทยจากดอยตุง ช็อกโกแลตจากกานเวลา และข้าวแต๋นภายใต้คอนเซปต์ “ข้าวไทย หัวใจอินเตอร์” ซึ่งช่วยส่งเสริมเกษตรกรท้องถิ่นและสร้างเอกลักษณ์ให้กับอาหารไทยบนเครื่องบิน

ใช้เทคโนโลยีจัดการทริปและจ่ายเงินแบบไร้รอยต่อ

จากข้อมูลของ YouTrip ประเทศไทย ระบุว่าในช่วงครึ่งปีแรกของ 2568 คนไทยเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยส่วนใหญ่นิยมเดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทว่าผู้เดินทางยังคงมองหาประสบการณ์ที่คุ้มค่าและแปลกใหม่ ทั้งนี้ความช่วยเหลือจาก AI ในการวางแผนทริป และการใช้ดิจิทัลวอลเล็ตอย่าง YouTrip ซึ่งรองรับเงินหลายสกุลcurrency ถือเป็นสิ่งสำคัญในยุคของการเดินทางแบบดิจิทัล

กลายเป็นที่น่าสังเกตว่าสมาร์ตโฟนได้กลายเป็น “พาสปอร์ตใหม่” สำหรับนักเดินทางยุคใหม่ ด้วยความสะดวกอย่างระบบแจ้งเตือนการใช้จ่าย คล่องตัวในการจัดการทริป และความมั่นใจจากความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน ฟังก์ชันเหล่านี้ยังช่วยให้ทุกเหตุการณ์ระหว่างเดินทางเกิดขึ้นอย่างราบรื่นและปลอดภัย

สรุปแล้ว การเดินทางในปีนี้ของคนไทยเปี่ยมด้วยประสบการณ์ที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริการบนเครื่องบินที่หลากหลายมิติ หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย การบินไทยพร้อมมอบทั้งความคุ้มค่าและคุณภาพสูงสุดให้ผู้เดินทางได้สัมผัส

หากคุณเป็นหนึ่งในคนรักการท่องเที่ยว อย่ารอช้า! รีบจองเที่ยวบินกับการบินไทยวันนี้ กับโปรโมชันสุดพิเศษจาก Mastercard และเริ่มต้นการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุดไปพร้อมกับประสบการณ์ระดับพรีเมียม

ที่มา – “การบินไทย” เปิด 3 เส้นทางสุดฮิตปี 68 คนไทยแห่เที่ยว “โตเกียว-สิงคโปร์-เซี่ยงไฮ้”

องค์ประกอบของระบบเติมน้ำใต้ดิน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลอธิบาย

ปัญหาการลดลงของระดับน้ำบาดาลอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันเป็นหัวใจสำคัญที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลให้ความสำคัญ โดยการดำเนินโครงการระบบเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระดับน้ำบาดาลให้กลับคืนสู่สมดุล เพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้งระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบของระบบเติมน้ำใต้ดิน

การทำงานของระบบเติมน้ำนั้นไม่ใช่แค่การเทน้ำลงไปในดิน แต่เป็นระบบที่มีโครงสร้างประกอบกันอย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจาก

1. ระบบรวบรวมน้ำ

น้ำที่ใช้ในการเติมอาจมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเช่นแม่น้ำ คลอง หรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งจะถูกเก็บรวบรวมผ่านระบบสายส่งน้ำหรือคลองเทียม เพื่อนำส่งไปยังจุดที่ต้องการให้เกิดการเติมน้ำใต้ดิน

2. ระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ

ก่อนนำน้ำไปเติมลงในชั้นดิน จะมีขั้นตอนการทำความสะอาดและปรับปรุงคุณภาพน้ำ น้ำที่ขุ่นหรือมีเศษดินจะถูกพักไว้ในบึงประดิษฐ์หรือบ่อน้ำพัก เพื่อให้ตะกอนตกตะกอนก่อน น้ำที่ไหลผ่านชั้นกรวดและทรายจะถูกกรองอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังชะล้างสิ่งสกปรกให้น้อยลง

3. ระบบเติมน้ำและชั้นกักเก็บน้ำใต้ดิน

เมื่อน้ำผ่านขั้นตอนการกรองแล้ว จะถูกส่งไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมในการเติมน้ำ เพื่อให้น้ำซึมผ่านชั้นดินเข้าสู่ชั้นน้ำบาดาล น้ำจะถูกกักเก็บไว้ในชั้นนี้และกระจายออกในพื้นที่โดยรอบ ยิ่งมีการเติมมากขึ้น ระดับน้ำบาดาลก็จะกลับมาเพิ่มขึ้น

4. ระบบการนำกลับมาใช้

เมื่อมีการสะสมปริมาณน้ำในชั้นใต้ดินเพียงพอต่อการใช้งาน ก็สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ได้ เช่น นำไปใช้ในการเกษตร ระบบน้ำประปา หรืออุปโภคบริโภคในครัวเรือน

5. ระบบบำบัดน้ำก่อนนำไปใช้

หากต้องการนำน้ำบาดาลมาใช้รับประทาน หรือประกอบอาหาร ต้องมีการตรวจสอบและบำบัดน้ำให้ได้มาตรฐานก่อน แต่หากใช้ในการเกษตรหรือรดน้ำต้นไม้ อาจไม่จำเป็นต้องบำบัดน้ำก็ได้

องค์ประกอบของระบบเติมน้ำใต้ดิน จึงเป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อน ต้องอาศัยการวางแผนและการบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการฟื้นฟูทรัพยากรน้ำของเรา

นอกจากนี้ ทุกคนมีบทบาทในการรักษา องค์ประกอบของระบบเติมน้ำใต้ดิน ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยการไม่ทิ้งขยะในแหล่งน้ำ ไม่ใช้สารเคมีใกล้ระบบเติม ช่วยเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ และดูแลบำรุงรักษาระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์ประกอบของระบบเติมน้ำใต้ดิน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล หน่วยงานที่รับผิดชอบหลักในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบาดาลของประเทศ หรือดาวน์โหลดคู่มือการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นได้ที่เว็บไซต์ของกรม

การเข้าใจองค์ประกอบของระบบเติมน้ำใต้ดินคือก้าวแรกสู่การอนุรักษ์น้ำในรูปแบบที่ยั่งยืน และทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่มีน้ำสะอาดเพียงพอใช้ได้ถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน

ที่มา – กรมทรัพยากรน้าบาดาล ชวนรู้จักองค์ประกอบของระบบเติมน้ำใต้ดิน