ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ

กระทรวงการคลังผ่านกรมบัญชีกลางได้ออกประกาศอัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐประจำเดือนกันยายน 2568 โดยระบุว่าผู้ที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2565 จะได้รับสิทธิประโยชน์หลากหลายในเดือนนี้ พร้อมแจก福利ดีๆ ถึง 3 รอบตลอดทั้งเดือน ไม่ว่าจะเป็นวงเงินซื้อสินค้า วงเงินเดินทาง ไปจนถึงเงินสงเคราะห์สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ

อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ

ในวันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้ที่มีสิทธิ์จะได้รับสิทธิประโยชน์ของ “อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ” ที่รวมถึงวงเงินใช้จ่ายในหลายรูปแบบ โดยเงินเหล่านี้เป็นวงเงินสิทธิ ซึ่งไม่สามารถถอนออกเป็นเงินสดได้ และไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไป

  • วงเงินซื้อสินค้า 300 บาทต่อคนต่อเดือน
  • วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนทุก 3 เดือน (กรกฎาคม – กันยายน 2568)
  • วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งครอบคลุมทั้งบริการรถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้า ขสมก. และรถไฟแห่งชาติ

รอบที่ 1: วันที่ 16 กันยายน 2568

เดือนกันยายนจะไม่ใช่แค่เดือนที่ได้รับสิทธิใช้จ่ายอย่างเดียว แต่ยังมีการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้รับเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ซึ่งจะได้รับการจ่ายเงินสงเคราะห์ในอัตรา 100 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงกันยายน 2568 รวมทั้งสิ้น 8 เดือน โดยเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีที่ลงทะเบียนไว้แล้ว

วันที่ 16 กันยายน 2568 ถือเป็นวันแจก福利รอบแรกของ “อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ” โดยจะมีการจ่ายเงินสงเคราะห์ตามกลุ่มวันเดือนปีเกิดของผู้มีสิทธิ เพื่อกระจายภาระระบบธนาคารและทำให้การจ่ายเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้มีสิทธิควรตรวจสอบวันโอนเงินให้ตรงตามกำหนด

รอบที่ 2 และ 3: วันที่ 17-18 กันยายน 2568

หลังจากจ่ายในวันที่ 16 รอบที่ 2 และ 3 จะเกิดขึ้นถัดไปในอีก 2 วัน โดยรอบที่ 2 จะเป็นในวันที่ 17 กันยายน และรอบสุดท้ายคือวันที่ 18 กันยายน ซึ่งทั้งหมดดำเนินการตามหลักความเป็นธรรมโดยแบ่งตามวันเดือนปีเกิดกลุ่มต่าง ๆ เช่น

  • ผู้ที่เกิดวันที่ 1-10 จะได้รับในวันที่ 16
  • ผู้ที่เกิดวันที่ 11-20 จะได้รับในวันที่ 17
  • ผู้ที่เกิดวันที่ 21-31 จะได้รับในวันที่ 18

ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของระบบ และการรอคอยนาน ช่วยให้ผู้มีสิทธิ์สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น

รอบสุดท้ายวันที่ 19 กันยายน: เบี้ยความพิการเพิ่ม 200 บาท

ในวันที่ 19 กันยายน ผู้ที่มีความพิการและได้รับเบี้ยความพิการในอัตรา 800 บาทต่อเดือน จะได้รับวงเงินเพิ่มอีก 200 บาทต่อเดือน โดยการโอนเข้าบัญชีเงินฝากผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

นี่คือการเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้งของรัฐบาลที่ใส่ใจกลุ่มคนพิการ และเป็นอีกหนึ่งส่วนของ “อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ” ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการสนับสนุนคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบาง

นอกจากนี้กรมบัญชีกลางยังรายงานผลการจ่ายสวัสดิการจากวันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2568 ว่ามีผู้ได้รับสิทธิ์จากโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปของวงเงินเดินทาง วงเงินซื้อสินค้า ฯลฯ เป็นสัญญาณที่ดีว่าประชากรกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงสวัสดิการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปได้ว่าเดือนกันยายน 2568 เป็นอีกหนึ่งเดือนทองของผู้ใช้สิทธิประโยชน์จากโครงการรัฐ และไม่ควรพลาดโอกาสในการใช้จ่ายสิทธิทั้งหมดให้คุ้มค่า ทั้งการเดินทางและใช้จ่ายสินค้าในชีวิตประจำวัน เพราะทุกบาทที่ได้รับล้วนแล้วแต่มีคุณค่า

อย่าลืมติดตามการรับ福利ในแต่ละรอบ และอัปเดตข่าวสารจากหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ในสิ่งที่ตนเองมีสิทธิ์ได้รับอย่างเหลือล้น

อย่าลืม! ตรวจสอบข้อมูลบัญชีของคุณให้เรียบร้อย เพื่อรับสิทธิ “อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ” ให้ครบทุกรอบโดยไม่พลาด

ที่มา – อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ กันยายน เดือนนี้ใจดี แจก 3 รอบ

เช็คลิสต์ 12 โครงการใหญ่คมนาคม 4.4 แสนล้านชะงัก รอรัฐบาลใหม่

โครงการขนาดใหญ่ด้านขนส่งและคมนาคมภายใต้การผลักดันของกระทรวงคมนาคมมีทั้งสิ้น 12 โครงการ งบประมาณรวมกว่า 4.4 แสนล้านบาท ซึ่งกำลังรอการพิจารณาจาก รัฐบาลชุดใหม่ หลังสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาทำให้การดำเนินการของโครงการเหล่านี้ชะงักไปในระยะเวลาหนึ่ง

เช็คลิสต์ 12 โครงการใหญ่คมนาคม 4.4 แสนล้านชะงัก รอรัฐบาลใหม่

ปัจจุบัน โครงการเหล่านี้อยู่ระหว่างการรวบรวมความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สศช. และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนจะนำขึ้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาผลักดันต่อ

1. รถไฟทางคู่เฟส 2 ที่ยังรอการพิจารณา

หนึ่งในโครงการหลักที่ได้รับความสนใจคือ รถไฟทางคู่เฟส 2 ซึ่งรวมถึง 6 เส้นทางจากทั้งหมด 7 เส้นทาง มีระยะทางรวมกว่า 1,312 กิโลเมตร โดยมียอดวงเงินรวมประมาณ 2.97 แสนล้านบาท สถานะปัจจุบันผ่านการเห็นชอบจากกระทรวงการคลังแล้ว แต่ยังรอความเห็นจาก “สศช.”

บอร์ด สศช. พิจารณาเห็นชอบ 3 เส้นทาง ได้แก่:

  • ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท
  • ช่วงสุราษฎร์ธานี – ชุมทางหาดใหญ่ – สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท
  • ช่วงชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มี 3 เส้นทางยังต้องทบทวนรวมถึงช่วงปากน้ำโพ – เด่นชัย, ชุมทางถนนจิระ – อุบลราชธานี และเด่นชัย – เชียงใหม่ ซึ่งต้องสรุปแนวทางเพื่อให้โครงการเกิดความคุ้มค่าและยั่งยืน

2. โครงการมอเตอร์เวย์ M8 และทางด่วน N2

อีก 2 โครงการสำคัญที่ไม่ควรพลาดคือ โครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 8 (M8) ช่วงนครปฐม – ปากท่อ – ชะอำแทน ซึ่งมีงบประมาณ 61,154 ล้านบาท และโครงการทางด่วน N2 สายเหนือ ระยะที่ 1 ระยะทาง 11.3 กม. วงเงิน 16,960 ล้านบาท

3. ยานพาหนะและโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีแผนการลงทุนในยานพาหนะเพื่อรองรับระบบขนส่ง เช่น:

  • จัดหารถดีเซลรางปรับอากาศ 184 คัน วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท
  • จัดหารถโดยสารทดแทนรถด่วนพิเศษ 182 คัน วงเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท
  • จัดหาหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า 113 คัน วงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท
  • โครงการขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 13,000 ล้านบาท

การชะงักของโครงการทั้งหมดนี้เป็นผลจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อได้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหาร โครงการดังกล่าวจะสามารถดำเนินการต่อได้อย่างรวดเร็ว

การลงทุนในระบบขนส่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชน ยิ่งโครงการเหล่านี้สานต่อได้เร็ว ประเทศไทยก็จะยิ่งมีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้น

ที่มา – เช็กลิสต์ 12 โครงการใหญ่คมนาคม 4.4 แสนล้านชะงัก รอรัฐบาลใหม่ทั้งทางคู่เฟส2-มอเตอร์เวย์M8-ทางด่วนN2

เปิดสนามวันนี้! ‘ช้างศึก’ ดวล ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ถ่ายสดหลายช่องทาง

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญสำหรับแฟนบอลชาวไทย เมื่อ เปิดสนามวันนี้! ‘ช้างศึก’ ดวล ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ถ่ายสดหลายช่องทาง ที่สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี ในรอบรองชนะเลิศของการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 51 โดยการพบกันในวันที่ 4 กันยายน 2568 เวลา 20.00 น.

เปิดสนามวันนี้! ‘ช้างศึก’ ดวล ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ถ่ายสดหลายช่องทาง

คู่สูงสุดของรอบนี้คือ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ที่เป็นอันดับ 102 ของโลก พบกับทีมชาติฟิจิ อันดับ 150 ของโลก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของทีมไทยในการเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทีมเราเป็นแชมป์เก่าและมีแชมป์ทั้งหมด 16 สมัย มาซาทาดะ อิชิอิ กุนซือมากประสบการณ์ของทีม จะนำทัพป้องกันแชมป์อีกครั้งหลังจากที่เมื่อปีก่อนพาทีมไทยคว้าแชมป์มาได้สำเร็จที่จังหวัดสงขลา

ทีมชุดใหญ่ของช้างศึก

สำหรับนัดนี้คาดว่า ทีมชาติไทย จะจัดทัพใหญ่สู้ศึก โดยในแดนหน้ามี ศุภชัย ใจเด็ด, สุภโชค สารชาติ และ เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ รับหน้าที่ ขณะที่แนวรุกมี ชนาธิป สรงกระสินธ์, เบนจามิน เดวิส และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ช่วยประสานเกมรุก ส่วนแนวรับยังคงมี สุพรรณ ทองสงค์ และ ศฤงคาร พรหมสุภะ เฝ้าเสาหลักอย่างมั่นใจ

ที่สำคัญ แฟนบอลสามารถชมการแข่งขันคู่นี้ผ่านทาง ช่อง 32, ยูทูบ BG Sport และ ทรูวิชั่นส์ นาว ได้แบบสด ๆ ไม่ต้องพลาดแม้แต่นาทีเดียว สำหรับใครที่พลาดได้รับชมการแข่งขันในสนาม ก็สามารถรับชมผ่านระบบถ่ายทอดสดออนไลน์ที่หลากหลายช่องทาง เพื่อเชียร์ช้างศึกให้ตีตั๋วเข้าชิงต่อไป

  • เวลาแข่งขัน: 20.00 น.
  • สนามแข่งขัน: สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี
  • ถ่ายทอดสด: ช่อง 32, ยูทูบ BG Sport, ทรูวิชั่นส์ นาว
  • อันดับโลก: ไทย อันดับ 102, ฟิจิ อันดับ 150

นอกจากนี้ยังมีอีกคู่การแข่งขันหนึ่งคือระหว่างทีมชาติอิรัก อันดับ 58 ของโลก พบกับทีมชาติฮ่องกง อันดับ 147 ของโลก ซึ่งเตะก่อนหน้านี้เวลา 16.00 น.

การแข่งขันในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงการชิงแชมป์เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสอันดีของนักเตะไทยที่จะแสดงฟอร์มอันยอดเยี่ยม และสานต่อความภาคภูมิใจให้กับแฟนบอลชาวไทยที่คอยให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นแฟนบอลผู้หลงใหลในสีเสื้อฟ้าขาว ห้ามพลาด! วันนี้จะเป็นวันพิสูจน์ความแข็งแกร่งของทีมชาติไทย และเป็นวันที่ “ช้างศึก” จะกลับมาสู่เส้นทางแห่งความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

ที่มา – เปิดสนามวันนี้! ‘ช้างศึก’ ดวล ‘ฟิจิ’ บอลคิงส์คัพ ถ่ายสดหลายช่องทาง

จีนเตรียมทดลองใช้นโยบาย “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองรัสเซีย

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 4 กันยายน ว่า ทางการจีนเตรียมทดลองใช้นโยบายฟรีวีซ่า สำหรับพลเมืองรัสเซีย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางระหว่างสองประเทศ และส่งเสริมความร่วมมือในหลายๆ ด้าน

ภายใต้นโยบายฟรีวีซ่า นี้ พลเมืองรัสเซียที่ถือหนังสือเดินทางธรรมดา และเดินทางมาจีนเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น ทำธุรกิจ ท่องเที่ยว เยี่ยมญาติหรือเพื่อน หรือแม้แต่การเดินทางผ่าน สามารถเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า โดยสามารถอยู่ในจีนได้นานสูงสุด 30 วัน

จีนเตรียมทดลองใช้นโยบาย “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองรัสเซีย

การนำนโยบายฟรีวีซ่า นี้มาใช้ถือเป็นการตอบรับต่อความต้องการในการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างจีนและรัสเซีย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี รัฐบาลจีนยังได้แสดงท่าทีว่ากำลังเปิดกว้างและต้อนรับประชาชนชาวรัสเซียให้มาเยือนจีนมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายของนโยบาย

การทดลองใช้จีนเตรียมทดลองใช้นโยบาย “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองรัสเซีย นี้มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว และเพิ่มการค้าขายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงข้อจำกัดจากการเดินทางที่เกิดจากสถานการณ์ต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา การให้สิทธิ์วีซ่าฟรีช่วยลดอุปสรรคในการเดินทาง และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ การดำเนินการเช่นนี้ยังช่วยสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจีนและรัสเซียในด้านต่างๆ เช่น การค้า การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

  • ลดขั้นตอนการขอวีซ่าสำหรับพลเมืองรัสเซีย
  • กระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว
  • เพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
  • ส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า

นับเป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับทั้งนักเดินทางชาวรัสเซีย และบุคลากรในสายงานที่ต้องเดินทางไปจีนเพื่อปฏิบัติงาน แม้ว่าจีนเตรียมทดลองใช้นโยบาย “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองรัสเซีย จะยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดีของความพร้อมในการเปิดประเทศและการเป็นมิตรต่อผู้มาเยือน การติดตามข่าวสารและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้ท่านได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างเต็มที่

ที่มา – จีนเตรียมทดลองใช้นโยบาย “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองรัสเซีย

ปูตินลั่นเดินหน้ารบในยูเครน ถ้าไม่สามารถมีข้อตกลงสันติภาพร่วมกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างเข้าร่วมกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ปูตินระบุว่ากองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบจากทุกทิศทางในทุกแนวรบของสมรภูมิยูเครน และสามารถลดทอนศักยภาพทางทหารของกองทัพยูเครนจนไม่สามารถเป็นฝ่ายจู่โจมรัสเซียได้อีก ซึ่งบ่งชี้ถึงความมุ่งมั่นของรัสเซียในการยึดครองดินแดนที่ได้ควบคุมไว้ในยูเครน

ปูตินลั่นเดินหน้ารบในยูเครน ถ้าไม่สามารถมีข้อตกลงสันติภาพร่วมกัน

ทั้งนี้ ปูตินย้ำว่ารัสเซียยังคงต้องการให้มีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอีกฝ่าย อย่างไรก็ตามหากแนวทางนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ รัฐบาลมอสโกไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก “แก้ไขสถานการณ์โดยใช้มาตรการทางทหาร” เท่านั้น

ปูตินลั่นเดินหน้ารบในยูเครน ถ้าไม่สามารถมีข้อตกลงสันติภาพร่วมกัน

นอกจากนี้ เขาได้ทิ้งท้ายว่าหากประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนต้องการพบตัว “ให้เดินทางมาที่กรุงมอสโก” ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีไม่ยอมสงบศึกและพร้อมขยายสงครามต่อไปหากไม่ได้ตามที่รัสเซียต้องการ

ในอีกด้านหนึ่ง นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รมว.กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวว่ารัฐบาลมอสโกยังคงเดินหน้าทางการทูต เพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศรับรองดินแดนบางส่วนในยูเครนที่กองทัพรัสเซียยึดไว้ตั้งแต่ช่วงต้นของสงคราม ได้แก่โดเนตสก์ ลูฮันสก์ เคียร์ซอน และซาโปริซเซีย รวมถึงคาบสมุทรไครเมียที่รัสเซียผนวกเข้ามาเมื่อปี 2557

ความเคลื่อนไหวของปูตินในครั้งนี้สร้างความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียและยุโรป โดยเฉพาะในแง่ของการจัดหาข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืน ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังแสดงท่าทีไม่ค่อยเห็นด้วยกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นการเตือนว่า สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนอาจไม่สิ้นสุดเร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง และอาจมีผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ในวงกว้าง

หากต้องการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โลกและการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ควรพลาดการอัปเดตข่าวที่นี่

ที่มา – ปูตินลั่นเดินหน้ารบในยูเครน ถ้าไม่สามารถมีข้อตกลงสันติภาพร่วมกัน

ราเชล ยามากาตะ เตรียมเปิดตัวอัลบั้ม Starlit Alchemy

ศิลปินผู้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง ราเชล ยามากาตะ (Rachael Yamagata) กำลังจะกลับมาอีกครั้งกับผลงานชุดใหม่ล่าสุดที่แฟนๆ รอคอยมานาน Starlit Alchemy ซึ่งจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ตุลาคม ผ่านค่าย Jullian Records อัลบั้มนี้ถือเป็นผลงานชุดเต็มหลังจากหยุดยาวมาเกือบ 10 ปี

ราเชล ยามากาตะ ได้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในฐานะศิลปินอิสระที่มีเสียงร้องทรงพลัง เต็มไปด้วยความจริงใจและคุณภาพในการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านแต่ละเพลง เธอเริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ด้วยอัลบั้มเดบิวต์อย่าง Happenstance แล้วมาสร้างผลงานที่มีความลึกซึ้งและได้รับการตอบรับดีตลอดมา ไม่ว่าจะเป็น Elephants…Teeth Sinking Into Heart, Chesapeake และ Tightrope Walker

ราเชล ยามากาตะ เตรียมเปิดตัวอัลบั้ม Starlit Alchemy

ล่าสุด Starlit Alchemy ถือเป็นผลงานที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน ไม่ใช่เสียงเพลงชุดเดียวที่มารวบรวมเป็นอัลบั้มแบบธรรมดา แต่เป็นอัลบั้มที่ต้องฟังตั้งแต่ต้นจรดจบ “ฉันรู้มาตั้งแต่แรกว่าอัลบั้มนี้จะต้องเอาใจสายฟังเพลงอย่างต่อเนื่อง” เธอเล่าให้ฟัง “เพลงเหล่านี้เริ่มต้นจากการถ่ายทอดประสบการณ์ของฉันเอง แล้วมาเรียงลำดับความรู้สึกเป็นเรื่องราวต่อเนื่องจนกลายเป็นแผนที่ในจินตนาการหลังจากผ่านการเดินทาง”

ซิงเกิล Birds เปิดตัวความรู้สึกโดยเฉพาะ

ซิงเกิลแรกของอัลบั้มชุดนี้มีชื่อว่า “Birds” ซึ่งเพลงนี้เกิดจากการเห็นนกชนเข้ากับหน้าต่างของเธอ และกลายเป็นแรงบันดาลใจสู่ความรู้สึกสะเทือนใจถึงแม่ที่จากไป “ความรู้สึกว่างเปล่าเมื่อสูญเสียใครบางคน แต่ก็ยังต้องมีชีวิตอยู่กลางความวุ่นวายของโลก มันกระตุ้นให้ฉันคิดถึงการตั้งใจสังเกตสัญญาณจากโลกอีกฝ่าย” เธอเล่า

อัลบั้มชุดนี้ไม่ใช่แค่ความเศร้าหรือความเจ็บปวด แต่มันเปรียบเสมือนสาระสำคัญของความงดงามที่ยอมรับความเจ็บปวดเข้าไว้ในหัวใจ เพลงแต่ละเพลงถูกร้อยเรียงเพื่อให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงเชิงบวก” เกิดขึ้นจนนำไปสู่จุดพัฒนาของศิลปิน “การยอมรับบาดแผล คือการเข้มแข็งและการเติบทอดในสิ่งที่ดีกว่าในวันข้างหน้า”

หากท่านเป็นแฟนดนตรีที่รักความลึกซึ้งในเพลง เพลง Starlit Alchemy จากราเชล ยามากาตะ กำลังเป็นเสียงดนตรีที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ที่มา – “RACHAEL YAMAGATA ” ประกาศเตรียมส่งอัลบั้มใหม่ “STARLIT ALCHEMY” โดนใจแฟนๆแน่นอน

เปิดโพล ‘ซุป’ตาร์ไทย’ ยอดฟอลทะลุหมื่นล้าน

วงการบันเทิงไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อมีการเปิดเผยอันดับคนดังไทยที่มียอดผู้ติดตามบนอินสตาแกรมสูงสุดประจำปี 2025 ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งและทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์อย่างมหาศาล มาดูกันหน่อยซิว่า ใครคือตัวจริงในวงการบันเทิงไทยยุคดิจิทัล เมื่อยอดฟอลโลเวอร์ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือบัลลังก์แห่งอิทธิพลในโลกโซเชียล

เปิดโพล ‘ซุป’ตาร์ไทย’ ยอดฟอลทะลุหมื่นล้าน

วันนี้ บันเทิงเดิลินิวส์ จะพาไปเปิด 5 อันดับคนดังที่มียอดผู้ติดตามบนอินสตาแกรมสูงสุด ที่จะทำให้คุณต้องร้องว้าว งานนี้มีทั้งตัวแม่ ตัวพ่อ และคลื่นลูกใหม่ ที่ยอดฟอลทะลุหลักสิบล้านแบบถล่มทลาย แล้วใครกันล่ะที่ยืนหนึ่งบนจุดสูงสุดของวงการในยุคนี้

1. ลิซ่า ลลิษา มโนบาล – 106 ล้านฟอลโลเวอร์

อันดับหนึ่งยังคงเป็นของ “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” สมาชิกวง BLACKPINK ที่ยอดผู้ติดตามบนอินสตาแกรมส่วนตัว @lalalalisa_m พุ่งทะยานสู่ 106 ล้านคน อย่างน่าทึ่ง ไม่เพียงแค่ครองแชมป์ในไทย แต่ยอดฟอลโลเวอร์ของเธอยังเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลและความนิยมที่ไร้พรมแดน

2. แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล – 18.4 ล้านฟอลโลเวอร์

ในอันดับที่สองคือ “แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” ศิลปินเคป๊อปชื่อดังจากวง GOT7 ที่บัญชี @bambam1a มีแฟนๆ ติดตามกว่า 18.4 ล้านคน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความผูกพันและแรงสนับสนุนจากแฟนคลับทั่วโลกที่เหนียวแน่น

ไม่แพ้กันสำหรับนางเอกสาว “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” ที่บัญชี @davikah มียอดผู้ติดตามสูงถึง 18.1 ล้านคน ด้วยสไตล์แฟชั่นที่โดดเด่นและชีวิตส่วนตัวที่น่าติดตาม ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดบนแพลตฟอร์มนี้

3. ไบร์ท วชิรวิชญ์ ชีวอารี – 17.4 ล้านฟอลโลเวอร์

มาแรงอย่างต่อเนื่องสำหรับพระเอกหนุ่มฮอต “ไบร์ท วชิรวิชญ์ ชีวอารี” เจ้าของบัญชี @bbrightvc ที่ยอดผู้ติดตามพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 17.4 ล้านคน ด้วยความสามารถที่หลากหลายและเสน่ห์เฉพาะตัว ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของแฟนๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ

4. อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ – 16 ล้านฟอลโลเวอร์

ปิดท้ายด้วยซุป’ตาร์ตัวแม่ของวงการบันเทิงไทย “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ” ที่บัญชี @aum_patchrapa มียอดผู้ติดตามกว่า 16 ล้านคน ยืนยันสถานะความเป็นเบอร์หนึ่งที่ยังคงครองใจแฟนๆ มาอย่างยาวนาน แม้จะอยู่ในวงการมานาน แต่ความนิยมของเธอก็ไม่เคยลดลงเลย

จากข้อมูลชุดนี้จะเห็นได้ว่า อินสตาแกรมกลายเป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญมากในการสร้างอิทธิพลและความนิยมของเหล่าศิลปิน โดยเฉพาะในยุคที่โลกออนไลน์มีบทบาทมากขึ้น อันดับเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า กลุ่มศิลปินไทยนั้นสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และยังสร้างความประทับใจให้แฟนๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

อยากรู้มั้ยว่าอีก 5 อันดับที่เหลือจะมีใครบ้าง มาติดตามกันต่อได้เลย!

ที่มา – เปิดโพล ‘ซุป’ตาร์ไทย’ ยอดฟอลทะลุหมื่นล้าน ขึ้นแท่นผู้ทรงอิทธิพลบนโลกโซเชียล!

‘คนร้าย’ ลอบสังหาร ‘โกซาน’ เจ้าของล้งทุเรียนยะลา

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นที่อำเภอบึงตัน จังหวัดยะลา โดย ‘คนร้าย’ ลอบสังหาร นายประเสริฐ คณานุรักษ์ หรือที่ผู้คนรู้จักในชื่อ “โกซาน” อายุ 68 ปี เจ้าของล้งรับซื้อทุเรียนที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ เสียชีวิตกลางลานล้งที่ตั้งอยู่ใกล้กับทางเข้าน้ำตกละอองรุ้ง ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอบึงตัน จังหวัดยะลา

‘คนร้าย’ ลอบสังหาร ‘โกซาน’ เจ้าของล้งทุเรียนยะลา

จากการสอบสวนเบื้องต้นของตำรวจ สภ.อัยเยอร์เวง และฝ่ายทหารท้องถิ่นพบว่า ขณะเกิดเหตุ ‘โกซาน’ นั่งอยู่ภายในล้งของตนเองเพียงลำพัง โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดระบุว่า มีชายบางรายใช้อาวุธปืนปาดหน้าอกจนเสียชีวิตภายในเวลาอันสั้น ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงหรือพยานเหตุการณ์ชัดเจน ทำให้เป็นอีกหนึ่งคดีที่ซับซ้อนและต้องการการสืบสวนอย่างละเอียด

เป้าหมายของคนร้าย

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งเก็บพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุ และตรวจสอบกล้องวงจรปิดในละแวกใกล้เคียง อีกทั้งกำลังสืบสวนว่าเป็น ‘คนร้าย’ ลอบสังหาร เพื่อหว่านความหวาดกลัว หรือมีความเกี่ยวข้องกับเหตุความแค้นส่วนตัวอย่างไร แม้ไม่มีประวัติความขัดแย้งกับผู้ใดอย่างชัดเจน แต่ ‘โกซาน’ เป็นบุคคลที่มีความโดดเด่นในพื้นที่ ซึ่งอาจกลายเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว

การเสียชีวิตของเจ้าของล้งทุเรียนยะลา สร้างความเสียใจและความไม่เข้าใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ และประชาชนทั่วไป หลายคนประกาศว่า ไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขนาดนี้กับคนชราที่มีชื่อเสียงในวงการค้าขายของดีเมืองยะลา

ประสบการณ์ที่สำคัญของ ‘โกซาน’

  • เป็นเจ้าของล้งรับซื้อทุเรียนในจังหวัดยะลามาหลายสิบปี
  • เดินทางจากจังหวัดเพชรบุรีมารับซื้อทุเรียนในเขตเบตงและธารโตทุกปี
  • ได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกรในพื้นที่มาก

จากการตรวจสอบ พบว่า ‘โกซาน’ เคยได้รับความเคารพนับถือจากคนในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง ทั้งผู้ค้าและเกษตรกรต่างให้ความสำคัญกับคนคนนี้ ไม่ว่าจะด้านความซื่อสัตย์หรือการจ่ายเงินตรงเวลา กระทั่งการเกิดเหตุเช่นนี้กลายเป็นความสูญเสียใหญ่หลวงทั้งในด้านความรู้สึกและเศรษฐกิจท้องถิ่น

ขณะนี้ทั้งตำรวจและทหารยังคงร่วมกันสืบสวนเบาะแสทุกทางเพื่อไขข้อสงสัยหลายประการเกี่ยวกับการลอบสังหารครั้งนี้ และจะมอบหมายให้หน่วยเฉพาะกิจเข้าควบคุมสถานการณ์ร่วมเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มั่นใจในความปลอดภัย

อีกทั้งหน่วยงานมีการประกาศเตือนชาวบ้านในการติดต่อค้าขายหรือเดินทางในพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมเร่งติดตามเบาะแสที่รอการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

การติดตามคดีในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่ และเป็นอีกหนึ่งบททดสอบการรักษาความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังมีหลายแง่มุมที่ต้องพิจารณา อย่างแน่นอน

หากคุณเป็นพยานเหตุ หรือมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อให้การสืบสวนเดินไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น

ที่มา – ‘คนร้าย’ ลอบสังหาร ‘โกซาน’ เจ้าของล้งทุเรียนยะลา ตร.-ทหาร เร่งสอบปมเหตุหาเบาะแส

พ.ร.ฎ.ยุบสภา ตีกลับ จับตา ภูมิธรรม จะเดินเกมอย่างไรต่อ

สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยเพิ่งผันผวนอีกครั้ง หลังจากที่พรรคประชาชนถ่วงน้ำหนักสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขชัดเจนเกี่ยวกับการยุบสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังนั้นกลับพองตึงขึ้น เมื่อร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา ที่ถูกยื่นโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการแทนนายกฯ กลับถูกสำนักองคมนตรีตีกลับ เนื่องจากไม่เป็นไปตามระเบียบการนำเสนอ

พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถูกตีกลับ หมายถึงอะไรในทางการเมือง?

ข่าวที่สำนักองคมนตรียืนยันว่าร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรที่ยื่นโดยคณะรัฐมนตรีชุดรักษาการไม่สามารถดำเนินการได้นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางขั้นตอนทางกฎหมาย และความไม่แน่นอนในบริบทของอำนาจการเมือง โดยตรง

เนื้อหาของ พ.ร.ฎ.ยุบสภา ที่ถูกเสนอโดยภูมิธรรม นั้นมีเป้าหมายเพื่อให้ครม.สามารถขอพระราชทานพระมหากรุณาเพื่อออกพระราชกฤษฎีกายุบสภา โดยอ้างปัญหาเชิงระบบว่าทำลายความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ผลกระทบ ที่ตามมา อาจส่งผลให้รัฐบาลที่เพิ่งจัดใหม่จะต้องเปลี่ยนแผนการหรือสูญเสียเสถียรภาพทางการเมือง

ดำเนินการต่ออย่างไรหลังถูกตีกลับ?

ขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ “ภูมิธรรม” ว่าจะมีทางเลือกใดต่อไป เพื่อขับเคลื่อนแผนการทางการเมืองของกลุ่มพรรคฝ่ายค้าน ทั้งนี้ การตอบสนองผ่านกระบวนทางกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการเจรจาทางการเมืองเพื่อรวมเสียง สส.อีกครั้ง เป็นสิ่งที่มากไปกว่าเพียงแค่การยื่น พ.ร.ฎ.ยุบสภา

  • ภูมิธรรมจะเลือกยื่น พ.ร.ฎ.ยุบสภา อีกครั้งหรือไม่ โดยปรับขอบเขตเงื่อนไข?
  • จะล็อบบี้ฝ่ายกฎหมายหรือสภากฤษฎีกาเพื่อชี้แจงความชัดเจนของการดำเนินการนี้?
  • หรือขยับแผนเพื่อทำงานร่วมกับฝ่ายรัฐบาลภายใต้กรอบใหม่?

แม้การเมืองไทยจะเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่ถักทอมาเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ในช่วงเวลานี้ สิ่งที่ชัดเจนคือสิทธิในการเลือกตั้งของประชาชน ยังคงเป็นคำตอบที่แท้จริง ดังนั้น ไม่ว่าภูมิธรรมจะเดินเกมอย่างไรต่อ เราควรจับตาดูในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด

บทสรุปเพื่ออนาคตของการเมืองไทย

การกระตุก พ.ร.ฎ.ยุบสภา ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สะท้อนภาพสะท้อนของระบบรัฐสภาที่ยังคงอยู่ระหว่างปมปัญหาขั้นพื้นฐาน เช่น การยกย่องรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ตลอดจนความสามารถของสภากฎหมายในการให้คำแนะนำแก่รัฐบาล ทุกฝ่ายต้องร่วมกันประสานร่างให้เข้าเป็นเสถียรภาพ

ในใจความสุดท้าย การเมืองไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่ควรเป็นของประชาชน และเป้าหมายตลอดเวลาที่ควรคำนึงคือ “ความมั่นคงของประเทศ” และการ “รักษาผลประโยชน์ของประชาชน” อยากให้ทุกฝ่ายเริ่มต้นจากตรงนี้

ที่มา – ‘พ.ร.ฎ.ยุบสภา’ ตีกลับ จับตา ‘ภูมิธรรม’ จะเดินเกมอย่างไรต่อ

สระแก้วติดป้ายประกาศให้ชาวกัมพูชารื้อถอนออกจากบ้านหนองจาน

เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานในจังหวัดสระแก้วได้ร่วมกันดำเนินการติดป้ายประกาศ 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาเขมร และภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งแสดงแผนที่ในพื้นที่ เพื่อแจ้งเตือนให้ ชาวกัมพูชา ที่เข้ามายึดครองที่ดินในเขตราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ได้ดำเนินการรื้อถอนทรัพย์สินแล้วออกจากพื้นที่โดยทันที

สระแก้วติดป้ายประกาศให้ชาวกัมพูชารื้อถอนออกจากบ้านหนองจาน

ป้ายประกาศที่ติดไว้ระบุอย่างชัดเจนว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามายึดที่ดินและอยู่อาศัยในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าผิดกฎหมายตามกฎหมายของประเทศไทย โดยระบุขอบเขตพื้นที่ตามแผนที่ที่แนบมากับป้าย และเสนอทางเลือกให้ชาวกัมพูชาพิจารณารื้อถอนทรัพย์สินและออกจากพื้นที่ก่อนจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย

บทลงโทษตามกฎหมายไทยที่อาจเผชิญ

ในกรณีที่ ชาวกัมพูชา ไม่ดำเนินการตามประกาศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกที่ดินและการอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11 มาครา 62 และมาตรา 81 ซึ่งปรับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีข้อหาที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ที่ระบุไว้ว่าหากบุกรุกป่าไม้และพื้นที่มากกว่า 25 ไร่ จะมีบทลงโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ถึง 15 ปี พร้อมปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท

การติดป้ายในครั้งนี้ถือเป็นการย้ำเตือนอย่างชัดเจนถึงกฎหมายไทย และสิทธิของประเทศไทยในการปกป้องพรมแดนและความเป็นอยู่ของประชาชนภายในราชอาณาจักร ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอย่างถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การตั้งป้ายในลักษณะนี้เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ช่วยให้ผู้อยู่ในพื้นที่ต่างประเทศเข้าใจสถานการณ์และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ช่วยให้การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องหรือต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ขอให้ศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดและบทลงโทษที่อาจส่งผลกระทบในอนาคต

ที่มา – สระแก้วติดป้ายประกาศให้ “ชาวกัมพูชา” รื้อถอน-ย้ายออก จากบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว