ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

“จอมเตะไทย” ปิดฉากศึกเทควันโดมูจู แดนโสม 1 แชมป์ จากเหรียญทองโทนของ “เจ้าหยู”

การแข่งขันเทควันโดรายการ “Muju Taekwondo 2025 World Taekwondo Grand Prix Challenge” ที่เมืองมูจู ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งสนามแข่งขันที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น สูสี และอารมณ์起伏 สูงสุด โดยทีม “จอมเตะไทย” ส่งนักกีฬาในรุ่น 57 กิโลกรัมหญิง 2 คน ลงสนามชิงชัยในรอบสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์

“จอมเตะไทย” สู้เต็มที่ในเวทีระดับโลกระดับโลก

เริ่มกันที่ ณัฐกมล วาสนา ที่บุกไปเจอกับคู่แข่งนักเตะ อัลมูคาเชวา คาม จากคาซัคสถานในรอบแรก แต่ทว่าไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้ เพราะแพ้ 0-2 ยก (11-12, 0-7) ส่งผลให้ตกรอบออกมาอย่างน่าเสียดาย ส่วนอีกหนึ่งตัวแทนไทยอย่าง ชุติกาญจน์ จงกลรัตนวัฒนา ทำผลงานได้ดีในแมตช์แรก เมื่อเอาชนะ เมเรียม คูลาล จากโมร็อกโก 2-0 ยก (8-3, 12-4) ก่อนจะมาถูกท้าชิงโดย เดห์ฮาอุย อมินา จากโมร็อกโกเช่นกัน แต่แพ้ 0-2 ยก (3-8, 0-3) ในการแข่งขันในรอบรองชนะเลิศ

ความภาคภูมิใจจาก “บัลลังก์ ทับทิมแดง”

ไม่ว่าผลลัพธ์บนพรมแดงจะออกมาเช่นไร ความพยายามของนักกีฬาไทยไม่มีวันลดคุณค่า อย่างไรก็ตาม บทความนี้คงจะขาดความหมาย หากไม่กล่าวถึงสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ของ “จอมเตะไทย” ในการเดินทางครั้งนี้ เพราะมีนักกีฬาท่านหนึ่งสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการเทควันโดประเทศไทยอย่างแท้จริง

นั่นคือ “บัลลังก์ ทับทิมแดง” ในรุ่น 68 กก.ชาย ซึ่งสามารถคว้าเหรียญทองมาครอง ได้สำเร็จนับเป็นครั้งแรกของนักกีฬาชายไทย จากการคว้าแชมป์รายการ “จอมเตะไทย” นี้มาก่อนหน้านี้ โดยเมื่อย้อนดูผลงานในปีก่อนๆ การแข่งขันครั้งนี้จัดอยู่ในระดับ Grand Prix Challenge ซึ่งนักกีฬาไทยเคยมีประสบการณ์ในการคว้าเหรียญเงินมาได้จาก “ฮามัน” ธนกฤต ยอดรักษ์ เมื่อปี 2022 และ “ฟาอีส” สิรวิชญ์ มะหะหมัด ในปี 2023 แต่เป็นเทควันโดชายคนแรกของไทยที่คว้าชัยชนะแบบเต็มร้อยนั้น คือบัลลังก์นั่นเอง

  • ณัฐกมล วาสนา แพ้ อัลมูคาเชวา คาม (รอบ 32 คน)
  • ชุติกาญจน์ จงกลรัตนวัฒนา ชนะ เมเรียม คูลาล รอบแรก แพ้เดห์ฮาอุย อมินา รอบ 2
  • บัลลังก์ ทับทิมแดง เหรียญทองรุ่น 68 กก.ชาย

ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลก ที่ทุกการชกเปรียบเสมือนการเดินบนคมมีด สิ่งที่นักกีฬาไทยปลูกฝังในครั้งนี้คงไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่คือ “ความพยายาม” และ “วินัย” ที่แปรเปลี่ยนให้พวกเขาคาดั้นบนพรมแดงลำลองแม้จะยืนอยู่ในตาพายุก็ยังสู้จนแหย่หน้า ถึงวันนี้ นักกีฬาเหล่านี้คือไอคอนแห่งแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนด้านกีฬาในประเทศไทยในการก้าวทันโลก และการคว้าแชมป์แปลว่า “จอมเตะไทย” สามารถก้าวไปไกลได้แม้ว่าฐานเริ่มต้นอาจไม่สูงเสมอไป

หากคุณเป็นแฟนกีฬาหรือใครก็ตามที่ชื่นชอบเทควันโด อย่าลืมติดตามผลงาน “จอมเตะไทย” ในรายการต่อไป เพื่อร่วมเป็นกำลังใจให้อีกหนึ่งบทพิชิตที่กำลังจะเกิดขึ้น!

ที่มา – “จอมเตะไทย” ปิดฉากศึกเทควันโดมูจู แดนโสม 1 แชมป์ จากเหรียญทองโทนของ “เจ้าหยู”

‘จตุพร’ ยันไม่เอา นายกฯเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า ‘จตุพร’ ยันไม่เอา นายกฯเพื่อไทย เนื่องจากมองว่าผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยมีความผูกพันกับสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดปัญหาระหว่างไทยกัมพูชา และไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘จตุพร’ ยันไม่เอา นายกฯเพื่อไทย

“เราเห็นว่าถ้าผู้สมัครนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยขึ้นมาบริหารประเทศต่อไป สถานการณ์ความขัดแย้งกับกัมพูชาจะไม่มีทางจบ และปัญหาเช่นเดียวกับความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ก็คงลากยาวเหมือนเดิม” นายจตุพรกล่าวอย่างเด็ดขาด

พรรคประชาชนไม่เลือกใครเท่ากับเลือกแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เป็นข้อกังวลคือหากพรรคร่วมรัฐสภาไม่มีการโหวตให้ใครเป็นนายกฯ จะส่งผลให้พรรคเพื่อไทยยังคงอำนาจต่ออยู่ในรูปแบบรัฐบาลรักษาการ นายจตุพรได้ชี้ว่า พรรคประชาชนไม่เลือกใครเท่ากับเลือกแล้ว ซึ่งหมายถึงการสนับสนุนฝ่ายที่มีปัญหา

“ข้อความที่ว่าไม่เลือกใครเป็นรายละเอียดที่น่ากังวล เพราะถ้าไม่เลือก หมายถึงยอมให้พรรคเพื่อไทยทำต่ออย่างไม่มีวันจบ นี่คือคำตอบที่ชัดเจนมาตั้งแต่ดีลฮ่องกงจนมาถึงทุกวันนี้” นายจตุพรกล่าวเสริม

ทั้งนี้ นายจตุพรยืนยันว่า คณะรวมพลังแผ่นดินไม่ได้เลือกสนับสนุนใครเป็นพิเศษ แต่มีจุดยืนที่ชัดเจนคือ ‘จตุพร’ ยันไม่เอา นายกฯเพื่อไทย เพราะมองว่าการที่พรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศนั้น เป็นการยืดเยื้อสถานการณ์ที่ทำร้ายชาติมาอย่างยาวนาน

  • ไม่สนับสนุนนายชัยเกษม
  • ไม่ยอมรับพรรคเพื่อไทยบริหารต่อ
  • เรียกร้องประชามติแก้รัฐธรรมนูญ
  • ยกเลิก MOU 43-44

“ใครก็ได้ที่ไม่ใช่รายที่พรรคเพื่อไทยเสนอ เราก็อนุญาต” นายจตุพรกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคนใหม่มีแนวทางชัดเจนในการแก้ปัญหาของชาติ ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกข้อตกลงที่เป็นข้อถกเถียง หรือกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ในมุมมองของเขา การเมืองในครั้งนี้เป็นการสอนบทเรียนเรื่องความไม่ละอายของบางฝ่าย ที่แม้จะทำผิดพลาดแต่ยังยึดอำนาจไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

“เราไม่ได้มีธงในใจ แต่เรามีหน้าที่ของภาคประชาชนในการยับยั้งความเสียหาย ปัญหาคือไทยกัมพูชา และความล้มเหลวของพรรคเพื่อไทยในการแก้ปัญหา นั่นคือเหตุผลที่ไม่สามารถรับแคนดิเดตของพรรคได้”

นอกจากนี้ ในวันที่ 3-5 ก.ย. ที่จะมีการโหวตเลือกนายกฯ นายจตุพรยืนยันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจบลงได้ภายในวันที่ 3 ก.ย. เลยก็ได้ ยิ่งเมื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องไปศาลฎีกาในวันที่ 9 ก.ย. หากพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร อาจไม่มีตัวเขาให้เห็นในวันดังกล่าว

สุดท้าย “อย่าเลือกใครก็เท่ากับเลือกพรรคเพื่อไทย” นี่เป็นเสียงเตือนที่แต่งตั้งทางการเมืองมาตั้งแต่ต้น ว่าอย่าทำเลือกตั้งเป็นฉากละคร หากต้องการความเปลี่ยนแปลง ต้องเลือกคนที่ไม่ใช่จากเพื่อไทย

หากคุณเห็นด้วยกับมุมมองนี้ ก็อย่าลืมติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงเวลานี้ มันอาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประเทศ

ที่มา – ‘จตุพร’ ยันไม่เอา นายกฯเพื่อไทย ลั่น พรรคประชาชนไม่เลือกใครเท่ากับเลือกแล้ว

คมนาคมญี่ปุ่นเตือนเข้ม “เอเอ็นเอวิงส์” หลังนักบินทำผิดพลาดหลายครั้ง

กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นได้ออกมาเตือนสายการบิน เอเอ็นเอวิงส์ อย่างเข้มงวด หลังจากมีรายงานความผิดพลาดจากนักบินของสายการบินนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบินอย่างมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของข้อผิดพลาดในการควบคุมเครื่องบินและการละเมิดขั้นตอนบินตามมาตรฐานที่กำหนด

คมนาคมญี่ปุ่นเตือนเข้ม “เอเอ็นเอวิงส์” หลังนักบินทำผิดพลาดหลายครั้ง

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักเกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานวักกะไน จังหวัดฮอกไกโด เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อเครื่องบินของ เอเอ็นเอวิงส์ ได้ลงจอดบนรันเวย์ที่มีรถควบคุมนก (bird control vehicle) วิ่งอยู่ และเหตุการณ์นี้เกิดจากการที่นักบิน 2 คน ข้ามขั้นตอนการยืนยันสภาพรันเวย์ ซึ่งถือว่าผิดกฎระเบียบการบินพลเรือนของญี่ปุ่น

เหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ไม่เพียงเท่านี้ กระทรวงคมนาคมและหน่วยข่าวกรองด้านการบินของญี่ปุ่นยังรายงานว่า เอเอ็นเอวิงส์ มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาดจากนักบินเพิ่มอีกหลายครั้งในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานโยนาโกะคิทาโร จังหวัดทตโตริ เมื่อเดือนเมษายน ซึ่งเครื่องบินของสายการบินได้ลดระดับความเร็วอย่างรุนแรงจนระบบแจ้งเตือน “การบินต่ำเกินไป” (GPWS) ทำงานขึ้น และนักบินต้องยกเลิกการลงจอดในนาทีสุดท้าย

ทั้งนี้ ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2024 เอเอ็นเอวิงส์ยังประสบปัญหาอีก 4 ครั้งจากความผิดพลาดของนักบิน เช่น การบินไปในทางขับที่ถูกปิดไว้เนื่องจากก่อสร้าง ที่ท่าอากาศยานฮิโรชิมาในเดือนพฤษภาคม 2025 ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างเห็นได้ชัด

การเรียกร้องจากกระทรวงคมนาคมญี่ปุ่น

ต่อพฤติกรรมดังกล่าว กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นได้เรียกร้องให้สายการบินดำเนินการตรวจสอบระบบการจัดการความปลอดภัยอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งเสริมมาตรการป้องกันเหตุซ้ำรอย โดยระบุว่า “ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของ เอเอ็นเอวิงส์ ทำงานได้อย่างไร้ประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร” ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการบินที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก

แม้สายการบินจะได้ออกมาชี้แจงว่าได้ปรับปรุงมาตรการภายในและเพิ่มการฝึกอบรมสำหรับนักบินอย่างต่อเนื่อง แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้โดยสารและหน่วยงานกำกับดูแลเริ่มจับตาดูความน่าเชื่อถือของสายการบินรายนี้มากขึ้น

ในความเป็นจริง ความผิดพลาดของนักบินต้องได้รับการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่ลงโทษหรือแก้ไขเฉพาะหน้า แต่ต้องส่งผลให้เกิดการพัฒนาระบบดูแล ความเข้มงวดในการปฏิบัติตามขั้นตอน และความมีวินัยสูงสุดในทุก ๆ การบิน

หากคุณเป็นผู้เดินทางบ่อย ควรให้ความสำคัญกับข้อมูลความปลอดภัยของแต่ละสายการบินก่อนเลือกเดินทาง เพราะเวลาที่ได้รับผลกระทบอาจไม่ใช่แค่ความล่าช้า แต่เป็นความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยของทุกคนบนเครื่อง

ที่มา – คมนาคมญี่ปุ่นเตือนเข้ม “เอเอ็นเอวิงส์” หลังนักบินทำผิดพลาดหลายครั้ง

คอนเทนต์ห้ามพลาด! สัมผัส Immersive Experience สุดตื่นตา

สายคอนเทนต์ห้ามพลาด!!! จะถ่ายรูป หรือถ่ายคลิป รับรองเป๊ะปังยอดวิวทะลุทะลวงแน่นอน!!

กับงาน คอนเทนต์ห้ามพลาด! สัมผัส Immersive Experience — เดินทางสู่โลกศิลปะเหนือจินตนาการ ชมแสง สี เสียง เลเซอร์ เทคโนโลยีสุดตื่นตาตื่นใจ

คอนเทนต์ห้ามพลาด! สัมผัส Immersive Experience

เซ็นทรัลชิดลม ร่วมกับ อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ชวนทุกคนไปสัมผัสกับ Immersive Experience เดินทางเข้าสู่โลกแห่งศิลปะเหนือจินตนาการ สะท้อนความเป็นพื้นที่แห่งแสงและศิลป์ ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์กับนวัตกรรม และเทคโนโลยีล้ำสมัยจากทั่วโลกที่ อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างประสบการณ์ระดับนานาชาติ รวบรวมมาไว้ให้ได้ชมที่ The Event Hall ชั้น 2nd Central Chidlom 29 ส.ค. 68 – 7 ก.ย. 68 เวลา 10.00 – 20.00 น.

Immersive Experience ที่ไม่ควรพลาด

การสัมผัสประสบการณ์ที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณไปตลอดกาล ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการออกแบบที่เหนือระดับ ทุกคนจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ สร้างสรรค์โดยทีมผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

ภายในงานจะมีหลายโซนให้คุณสำรวจ ตั้งแต่โซนแสงสีเสียง เลเซอร์ที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว ไปจนถึงศิลปะอินเตอร์แอคทีฟที่คุณสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ได้ด้วยตัวเอง

ไม่ต้องรออะไรแล้ว นัดเพื่อนไปลุยกันได้เลยที่ Central Chidlom

หากคุณเป็นสายคอนเทนต์หรือสายถ่ายภาพ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมในการสร้างสรรค์งานที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน รับรองว่าทุกช็อตจะดูโดดเด่นและน่าตื่นตาอย่างแน่นอน

ที่มา – คอนเทนต์ห้ามพลาด! สัมผัส Immersive Experience

ไม่แก่เกินเรียน! ดารา-ศิลปินรับปริญญาบัตร ม.กรุงเทพธนบุรี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) ประจำปีการศึกษา 2567 โดยมีดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต และบัณฑิตเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรทั้งสิ้น 2,600 คน

ไม่แก่เกินเรียน! ดารา-ศิลปินรับปริญญาบัตร ม.กรุงเทพธนบุรี

ในพิธีครั้งนี้ยังมีบุคคลที่มีคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ทั้งหมด 7 ท่าน โดยมี “หม่ำ จ๊กมก” หรือ นายศุภชัย ศรีวิจิตร รับปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” หรือนายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง รับปริญญาโท สาขาวิชานิเทศศาสตร์

นอกจากนี้ยังมีนักแสดงและศิลปินชื่อดังอื่น ๆ เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนี้อีกมากมาย เช่น นางปัทมา ปานทอง (ดี้) รับปริญญาตรีในสาขานวัตกรรมการออกแบบสื่อและการผลิตสื่อ และอีกหลายท่านที่มีชื่อเสียงทั้งในวงการบันเทิง นักกีฬา และสื่อมวลชน

“อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” พูดความรู้สึกหลังได้รับปริญญาบัตร

“อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” ผู้กำกับและนักแสดงชื่อดัง เผยว่า ความรู้สึกที่มารับปริญญาในวันนี้ถือเป็นเกียรติอย่างมาก โดยทางมหาวิทยาลัยให้เกียรติอย่างเต็มที่ แม้จะไม่มีเวลาซักซ้อมหรือเตรียมตัวมาก่อน เพราะเมื่อวานยังทำงานอยู่ แต่เขามีเวลาเตรียมใจไว้แล้ว เขากล่าวว่า นี่คือปริญญาที่ใช้เวลามากที่สุดในการศึกษาใด ๆ ที่เคยเรียนมา และเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเองและครอบครัวภาคภูมิใจอย่างแรงกล้า

“ดี้” สานฝันจบการศึกษาในที่สุด

ด้าน “ดี้ ปัทมา” นักแสดงรุ่นใหญ่ กล่าวว่า ความรู้สึกในวันนี้น่าจดจำมาก เพราะเธอเริ่มเรียนตั้งแต่จบอนุปริญญาเมื่อปี 24 แต่เพราะมีภาระในชีวิตจึงต้องเลื่อนการเรียนออกไป จนในที่สุดได้กลับมาเรียนต่อก่อนที่ลูกจะสำเร็จการศึกษา และในที่สุดก็ได้รับปริญญาในที่สุด

“หม่ำ จ๊กมก” เผยเรียนต่อเพราะชอบเรื่องการปกครอง

“หม่ำ จ๊กมก” เปิดเผยว่า เขาเริ่มต้นเรียนรัฐศาสตร์ตั้งแต่ปี 2552 แต่ถูกชะงักด้วยภารกิจในวงการบันเทิง แต่กลับมารวบรวมความตั้งใจสานฝันในปี 2565 ซึ่งใช้เวลาเรียนถึง 3 ปีโดยการซุ่มทำในเงียบ ๆ สิ่งที่เขามักอ่านและสนใจคือเรื่องการปกครองและกฎหมาย เขาชื่นชอบแวดวงนี้มานาน และแม้จะมีวัยที่ “ไม่แก่เกินเรียน” แต่ก็ไม่เคยถอย

  • “หม่ำ จ๊กมก” สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขา รัฐประศาสนศาสตร์
  • “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขา นิเทศศาสตร์
  • “ดี้ ปัทมา” สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขา นวัตกรรมสื่อ
  • พระเทพวชิรวิทยานุสิฐ ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขา ศิลปกรรมศาสตร์

การจัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ไม่ใช่เพียงโอกาสแห่งเกียรติยศ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนเห็นว่าไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด ความฝันของการเรียนรู้ย่อมเป็นไปได้เสมอ

หากคุณยังมองการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อตัวเองหรือครอบครัว การกลับมาศึกษาต่อในวัยใดก็เป็นโอกาสใหม่ที่น่าจับตามอง

ที่มา – ไม่แก่เกินเรียน! “หม่ำ-อ๊อฟ-ดี้” นำทัพดาราศิลปินรับพระราชทานปริญญาบัตร ม.กรุงเทพธนบุรี

ซอสไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

ประเทศไทยเป็นดินแดนที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและรสชาติที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร โดยเฉพาะ “ซอสไทย” ที่เป็นหนึ่งในตัวแทนของภูมิปัญญาชาวบ้านและวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่นที่ลึกซึ้งมาก ซอสไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ด้วยความหลากหลายของรสชาติและสูตรลับที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น

ซอสไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ที่แท้ทรู!!

ล่าสุด สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) จัดนิทรรศการพิเศษในชื่อ “Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” นำเสนอความน่าสนใจของซอสไทยในมิติที่หลากหลาย ทั้งวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถส่งออกไปสู่ตลาดโลก

ไทยส่งออกซอสกว่า 37,000 ล้านบาทต่อปี

ปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยสามารถส่งออกซอสปรุงรสต่างๆ เช่น ซอสถั่วเหลือง ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก และน้ำปลา ได้มูลค่ารวมกว่า 37,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของซอสไทยในอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบาย ครัวไทยสู่ครัวโลก ที่เป็นแรงผลักสำคัญในการขยายตลาดให้กว้างขึ้น

นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “วัฒนธรรมที่กินได้” โดยนำเสนอเรื่องราวของซอสไทยผ่าน 3 โซนหลัก คือ

  • SAUCETALGIA รสชาติที่คิดถึง
  • SAUCE, SOURCE รสเยอะ วัตถุดิบแยะ
  • SAUCE พาวเวอร์

และยังมีโซนพิเศษ “อาหารตามสั่ง” ที่ชวนผู้ชมลุยรสนิยมคนไทยผ่านไอศกรีมซอสไทยสุดสร้างสรรค์ และกิจกรรมสนุกๆ มากมาย

ซอสไทย: เครื่องปรุงรสที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน

ซอสไทยไม่เพียงแค่เป็นเครื่องปรุงรสบนโต๊ะอาหาร แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วย ในโซน “SAUCE พาวเวอร์” ทำให้เห็นชัดถึงศักยภาพของซอสท้องถิ่นในการส่งเสริมทั้งด้านอาหาร การออกแบบ และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาสัมผัสรสชาติเด็ดๆ แบบถึงถิ่น

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในรสชาติไทยที่แท้ทรู หรืออยากรู้ลึกถึงเรื่องราวเบื้องหลังขวดซอสแต่ละขวด นิทรรศการนี้คือโอกาสที่คุณจะได้ ลิ้มชิมและเรียนรู้ถึงศักยภาพของซอสไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก

นิทรรศการ “Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” เปิดให้ชมได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 23 พฤศจิกายน 2568 ณ บริเวณ Front Lobby ชั้น 1 ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ไปรษณีย์กลาง กรุงเทพฯ เวลา 10.30 – 19.00 น. (ยกเว้นวันจันทร์)

อย่าพลาดโอกาสสัมผัสรสชาติไทยแท้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย และการันตีความอร่อยบนโลกใบนี้ ด้วย “ซอสไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

ที่มา – ซอสไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกที่แท้ทรู!!

น้องเจ โพสต์ถึงพี่มุ้ย แลกเสื้อกับตำนาน

ในโลกของฟุตบอล ความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะไม่ได้มีแค่ในสนาม แต่ยังล้ำลึกไปถึงสายใยนอกสนามอีกด้วย ‘น้องเจชนาธิป สรงกระสินธ์ นักเตะดาวรุ่งของ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ได้โพสต์ความรู้สึกที่มีต่อ ‘พี่มุ้ยธีรศิลป์ แดงดา ตำนานฟุตบอลไทย หลังจากได้มีโอกาสแลกเสื้อหลังการแข่งขันไทยลีก เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

น้องเจ โพสต์ถึงพี่มุ้ย แลกเสื้อกับตำนาน

หลังจากจบเกมที่ศึกไทยลีก ระหว่าง บีจี ปทุม ยูไนเต็ด เปิดบ้านเจอกับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ซึ่ง ‘น้องเจ’ เก็บชัยชนะแบบสุดดราม่า 2-1 ด้วยการยิง 2 ลูกในช่วงท้ายเกม โดยช่วงบ่ายของวันที่ 31 ส.ค. ‘น้องเจ’ ได้โพสต์ภาพลงโซเชียลมีเดีย พร้อมข้อความที่น่าประทับใจว่า

“ฟุตบอลจะทำให้เรามาเจอกันเสมอพี่ชาย ดีใจที่ได้เจอกับพี่มุ้ยในสนามอีกครั้ง ถึงแม้จะคนละทีมก็ตาม…แลกเสื้อกับตำนาน”

ภาพที่ ‘น้องเจ’ โพสต์มีทั้งภาพในสนามการแข่งขัน และภาพหลังเกมที่แลกเสื้อกับ ‘พี่มุ้ย’ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของนักเตะทั้งสองคนมาอย่างยาวนาน

ความสัมพันธ์ของน้องเจ และ พี่มุ้ย

‘น้องเจ’ และ ‘พี่มุ้ย’ คือสองนักเตะที่รู้จักและสนิทสนมกันมายาวนาน โดยเริ่มจากการอยู่ในสโมสรเดียวกันอย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด และเคยไปค้าแข้งในต่างแดนอย่างในประเทศญี่ปุ่นด้วยกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนาม แต่ยังเป็นเพื่อนที่ไว้ใจและส่งเสริมกันในชีวิตจริง

ในฤดูกาลปัจจุบัน ‘พี่มุ้ย’ เดินทางมาร่วมทีม ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด หลังจากเคยเป็นกำลังหลักของ บีจี ปทุม ยูไนเต็ดมมานาน แม้ว่าทั้งสองจะอยู่ทีมต่างกัน แต่ความเป็นมิตรก็ยังคงอยู่อย่างแข็งแกร่ง

  • เคยร่วมทีมเมืองทอง ยูไนเต็ด
  • เคยไปเล่นในญี่ปุ่นด้วยกัน
  • เป็นเพื่อนกันในทีมชาติไทย
  • ให้ความสำคัญกับมิตรภาพที่มีมากกว่าการเป็นคู่แข่ง

ฟุตบอลไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่เป็นภาษาที่เชื่อมคนเข้าด้วยกันได้ ‘น้องเจ’ ที่เข้ามารุ่นใหม่ และ ‘พี่มุ้ย’ ที่ก้าวเข้าสู่วัยตำนาน แต่ยังคงมีช่วงเวลาที่แลกเปลี่ยนกันแบบไม่มีขีดจำกัด

การได้แลกเสื้อหลังเกม คือการยอมรับในฝีเท้าของกันและกัน ซึ่งสำหรับแฟนบอลไทยแล้ว ถือเป็นภาพที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจในเส้นทางของเหล่านักเตะ ที่ยังคงให้เกียรติกันแม้จะเปลี่ยนทีมไปแล้ว

น้องเจ โพสต์ถึงพี่มุ้ย แลกเสื้อกับตำนาน เป็นอีกหนึ่งมุมของฟุตบอลไทยที่เต็มไปด้วยความสัมพันธ์และอารมณ์ดี เหนือการแข่งขัน นี่คือสิ่งที่ทำให้แฟนบอลรักและเชียร์ได้อย่างต่อเนื่อง มาคอยติดตามความเคลื่อนไหวของทั้งสองในฤดูกาลหน้าว่าจะมีช่วงเวลาสุดพิเศษอะไรอีกบ้าง

หากคุณเป็นแฟนบอลไทยตัวจริง อย่าพลาดติดตามเรื่องราวดีๆ แบบนี้ และร่วมเป็นกำลังใจให้กับนักเตะทั้งสองในเส้นทางของการค้าแข้งกันต่อไป

ที่มา – ‘น้องเจ’ โพสต์ซึ้งถึง ‘พี่มุ้ย’ …’แลกเสื้อกับตำนาน’

‘โพล’สะท้อนเสียงคนไทยไม่อยากเห็น ‘ปชน.’จับมือ ‘ภท.’มองเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิคได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,500 คน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสอบถามทัศนคติของผู้คนต่อประเด็น “ทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาชน” และโดยเฉพาะการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย

‘โพล’สะท้อนเสียงคนไทยไม่อยากเห็น ‘ปชน.’จับมือ ‘ภท.’มองเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

ผลสำรวจระบุว่า เมื่อถามถึงว่าประชาชนอยากเห็นพรรคประชาชน (ปชน.) จับมือกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ พบว่าคิดเป็นสัดส่วน ไม่อยากเห็น 30.5% และ ไม่อยากเห็นอย่างยิ่งถึง 12.9% ซึ่งรวมกันแล้วมีจำนวนสูงถึง 43.4% คิดเป็นสัดส่วนที่พลิกแพลงความเห็นส่วนใหญ่ของประชาชนไปทางตรงข้าม

ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามบางส่วนก็ระบุว่า อยากเห็นอย่างยิ่ง 13.5% และ อยากเห็น 12.8% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยกว่า ส่วนอีก 20.2% ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ แสดงถึงการตัดสินใจที่ชัดเจนของประชาชนส่วนใหญ่ว่าไม่สนับสนุนการร่วมมือดังกล่าว

สาเหตุที่ ‘ปชน.’ จะสนับสนุน ‘ภท.’ คืออะไร?

ผลสำรวจยังสอบถามเพิ่มเติมถึง สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดที่พรรคประชาชนจะตัดสินใจสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ซึ่งพบว่าสาเหตุที่มีจำนวนสูงสุดคือ เพื่อทำข้อตกลงทางการเมืองในการช่วยเหลือกลุ่ม ส.ส. 44 คนให้พ้นผิด คิดเป็น 42.5%

  • มีอุดมการณ์และนโยบายที่สอดคล้องกัน 17.4%
  • เพื่อสนับสนุนให้คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 15.5%
  • เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ต่อได้ 10.4%

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของความร่วมมือระหว่างพรรคใหญ่สองพรรคนี้เมื่อวัดจากมุมมองของคนทั่วไปแล้ว ส่งผลลบมากกว่าผลดี โดย 62.9% เห็นว่าเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนเพียง 7.7% เท่านั้นที่เห็นว่าเป็นผลดี ส่วนที่เหลืออีก 29.4% ระบุว่ายังไม่แน่ใจว่าผลกระทบจะเป็นเช่นไร

สรุปความเห็นของประชาชน

จากการสำรวจครั้งนี้สร้างภาพชัดเจนว่า ‘โพล’สะท้อนเสียงคนไทยไม่อยากเห็น ‘ปชน.’จับมือ ‘ภท.’มองเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่มองว่าการร่วมมือดังกล่าวไม่ใช่ทางออกที่ดีของระบอบการเมืองไทย แต่กลับอาจทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือข้อตกลงที่ส่งผลเสียต่อความยุติธรรมในระยะยาว

ทั้งนี้ คนไทยส่วนใหญ่มองว่าแต่ละพรรคควรแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนและทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น ความโปร่งใสและความรับผิดชอบจึงยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นมากที่สุดในยุคการเมืองไทยต่อไป

ที่มา – ‘โพล’สะท้อนเสียงคนไทยไม่อยากเห็น ‘ปชน.’จับมือ ‘ภท.’มองเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

โค้ชโย่งแปลกใจ ธนวัฒน์หลุดช้างศึก แต่ให้เกียรติ อิชิอิ

ล่าสุด เมื่อ มาซาทาดะ อิชิอิ หัวหน้าโค้ชทีมชาติไทย ประกาศรายชื่อ 23 นักเตะสำหรับเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 51 ที่จังหวัดกาญจนบุรี ปรากฏว่าชื่อของ “กันต์ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร กองกลางตัวเก่งของ “ราชันมังกร” ราชบุรี เอฟซี กลับไม่ติดในรายชื่อ เรื่องนี้ทำให้ “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ นายใหญ่ของทีม ราชบุรี เผยว่าตนเองแปลกใจเป็นอย่างมาก

โค้ชโย่งแปลกใจ ธนวัฒน์หลุดช้างศึก แต่ให้เกียรติ อิชิอิ

ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร ตกเป็นประเด็นร้อนแรงบนโลกโซเชียลมีเดียหลังจากที่ไม่ได้รับเลือกติดทีม ช้างศึก แม้จะมีผลงานโดดเด่นกับสโมสร โดยเฉพาะในเกมล่าสุดที่ช่วย ราชบุรี เอฟซี บุกชนะ “ม้าลาย” นครราชสีมา มาสด้า 2-0 โดยมีข่าวว่าเขาทำประตูจากจังหวะยิงไกลเสียบเสา แสดงให้เห็นถึงฟอร์มร้อนแรงของนักเตะรายนี้

อย่างไรก็ตาม “โค้ชโย่ง” ยอมรับว่าตนเองแปลกใจกับการตัดสินใจของโค้ชทีมชาติไทย ทว่าก็ต้องให้เกียรติการเลือกนักเตะของ “อิชิอิ” พร้อมกล่าวว่า

“ผมก็แปลกใจเหมือนกัน ส่วนตัวผมคิดว่าเขา (ธนวัฒน์) น่าจะเป็นหนึ่งกองกลางที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในตอนนี้ ก็ไม่เป็นไร ถือว่าเราให้เกียรติโค้ช แต่ไม่เป็นไร อาจจะด้วยสไตล์ของเขา ทำให้ยังไม่ถึงโอกาสของ กันต์ มากกว่า”

โอกาสของโจนาธาร และบทสรุปจากโค้ชโย่ง

นอกจากนี้ “โค้ชโย่ง” ยังเปิดเผยว่า “โจนาธาร เข็มดี” เซ็นเตอร์แบ็กของทีม ที่ไม่ติดทีมชาติในครั้งนี้ เป็นเพราะยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ทางด้านร่างกาย “ตอนนี้ โจนาธาร ยังไม่สมบูรณ์นัก ถ้าสมบูรณ์ จะมีโอกาสแน่นอน” โค้ชโย่งกล่าวเสริม

ทีมชาติไทย มีกำหนดการรวมตัวในช่วงสายของวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ก่อนจะออกเดินทางไปยังจังหวัดกาญจนบุรีทันที โดยมีกำหนดการแวะ สักการะศาลหลักเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เวลา 12.30 น. และจะทำการซ้อมที่สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาน้อยในช่วงเย็น

ไม่ว่ายังไง การที่ “ธนวัฒน์” ตกเป็นข่าวฮอตในครั้งนี้ ก็ยืนยันถึงผลงานที่โดดเด่นของเขานับเป็นอย่างดี แฟนบอลทั้งหลายจึงคงต้องรอดูว่าโอกาสครั้งหน้า เขาจะได้โอกาสส่องดาวทีมชาติหรือไม่

หากคุณเป็นแฟนบอล “ราชันมังกร” อย่าลืมติดตามผลงานของนักเตะในสังกัดอย่างใกล้ชิด เพราะใครจะรู้ บางครั้งความล้มเหลวครั้งหนึ่ง อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จครั้งใหม่ก็ได้

ที่มา – ‘โค้ชโย่ง’ แปลกใจ ‘ธนวัฒน์’ หลุดช้างศึก แต่ต้องให้เกียรติ ‘อิชิอิ’

หม่ำ จ๊กมก ปัดเด๋อ ดอกสะเดาเสียชีวิต ส่งกำลังใจให้หายไว้

ตลกรุ่นใหญ่ชื่อดัง “หม่ำ จ๊กมก” โมโหแรงหลังมีข่าวลือปลอมว่า “เด๋อ ดอกสะเดา” เสียชีวิต ขณะที่อาการป่วยกลับดีขึ้นล่าสุด และได้ส่งกำลังใจให้พี่ชายหายป่วยโดยเร็ว

หม่ำ จ๊กมก โมโหข่าวปลอมเด๋อ ดอกสะเดาเสียชีวิต

ล่าสุดในงานพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี นักแสดงตลกชื่อดังอย่าง “หม่ำ จ๊กมก” ได้ออกมาพูดถึงข่าวลือที่แพร่กระจายในโซเชียลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ “เด๋อ ดอกสะเดา” อย่างหงุดหงิด เนื่องจากเป็นข่าวที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

หม่ำเผยว่า หลังทราบข่าวดังกล่าวก็รู้สึกโมหอมาก เพราะรู้ดีว่า “เด๋อ ดอกสะเดา” ยังมีชีวิตอยู่ดี และล่าสุดอาการป่วยก็มีแนวโน้มดีขึ้น เขากล่าวว่า:

ไม่รู้ว่าใครไปลงข่าวว่าแกเสีย โมโหมาก คือถ้าเสียเพจตลกมันต้องลงหมดแล้ว แต่มันก็เคยลงผมเหมือนกันนะ ว่าผมตาย ผมป่วย

อาการของเด๋อ ดอกสะเดา ดีขึ้นมาก

หม่ำ จ๊กมก ยืนยันว่าอาการของ เด๋อ ดอกสะเดา ที่ป่วยเป็นเส้นเลือดก้านสมองแตก มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น และล่าสุดลูกสาวของเด๋อได้แจ้งว่า พ่อของเขาจะออกจากโรงพยาบาลได้ในเร็ววัน ทำให้ หม่ำ และศิลปินในวงการหลายคนต่างสบายใจและร่วมส่งกำลังใจ

เขายังเล่าให้ฟังว่า “ลูกสาวบอกว่าอาการดีขึ้น จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว คือก่อนหน้านี้อาการพี่เด๋อก็ดีขึ้น ก็เป็นห่วง”

หม่ำ จ๊กมก สำเร็จการศึกษา ปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์

นอกจากเรื่องข่าวลือของ พี่เด๋อ ดอกสะเดา แล้ว หม่ำ จ๊กมก ยังต้องการแบ่งปันความภาคภูมิใจในโอกาสที่ตนเองได้รับปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ สาขา รัฐประศาสนศาสตร์ หลังจากเริ่มเรียนตั้งแต่ปี 2012 ก่อนจะหยุดชั่วคราว กลับมาเรียนต่อจนสำเร็จในปี 2025

เขาพูดด้วยความภาคภูมิใจว่า “วันนี้ก็ดีใจภูมิใจครับเรียนมาหลายปี” และเล่าให้ฟังถึงความยากลำบากในการจัดเวลาเรียนไปพร้อมกับการทำงาน

แนวคิดเกี่ยวกับการเมืองในปัจจุบัน

สำหรับมุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน หม่ำ จ๊กมก เผยว่า “ผมว่าใครก็ได้ ที่จะมาทำให้บ้านเมืองสว่างไสวขึ้น ให้คนไทยมีอยู่มีกินขึ้น มีงานมีการ โปร่งใส คลีนทุกเรื่อง” พร้อมทั้งมองโดยรวมว่าควรปราบปรามปัญหายาเสพติด โจรกรรม รวมถึงคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงผู้สูงอายุ

  • อยากให้มีการกำกับดูแลภาคประชาสังคม
  • อยากให้ระบบราชการมีความโปร่งใส
  • ต่อต้านข่าวปลอมหรือข่าวลือที่แพร่กระจาย

ส่วนเรื่องข่าวปลอมดังกล่าว หม่ำ ยังเตือนว่าควรตรวจสอบข่าวก่อนเชื่อฟัง และขอร้องให้ผู้ชมติดตามข่าวผ่านเพจทางการหรือสื่อที่เชื่อถือได้เท่านั้น

ณ ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ข้อมูลเท็จจัดวางได้ง่าย แต่สิ่งที่เราควรพัฒนาคือการไตร่ตรองและเลือกแหล่งข้อมูลให้ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของบุคคลดัง ซึ่งอาจถูกเอารูปเก่าหรือคำพูดเก่าแล้วนำมาบิดเบือนได้ หากไม่มีการตรวจสอบดี ๆ อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและการกระทำที่ไม่เหมาะสมตามมา

ที่มา – ‘หม่ำ จ๊กมก’ โมโหคนกุข่าว ปัด ‘เด๋อ ดอกสะเดา’ เสียชีวิต ยันอาการดีขึ้น ส่งกำลังใจให้หายไวๆ!