ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

วปอ.53 ร่วมพัฒนาชุดวิชาความรู้สู่ความสำเร็จ มทร.สุวรรณภูมิ

เมื่อเร็วๆ นี้ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 53 (วปอ.53) ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) ในการระดมสมองเพื่อจัดทำชุดวิชาที่มีชื่อว่า “ความรู้สู่ความสำเร็จ” ให้กับนักศึกษาทุกคณะก่อนจบการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานจริงในอนาคต

วปอ.53 ระดมสมองพัฒนาหลักสูตร

วิปอ.53 นำความรู้มาพัฒนาหลักสูตรเพื่ออนาคต

ในการประชุมคณะกรรมการและอนุกรรมการจัดทำชุดวิชาในครั้งนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม นายกสภามหาวิทยาลัย มทร.สุวรรณภูมิ ได้เป็นประธาน และมีนายธีรพล ขุนเมือง อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และโฆษกกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดร่วมกับคณะทำงานที่ประกอบด้วยอดีตข้าราชการผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย

เนื้อหาความรู้หลากหลายด้าน

ชุดวิชา “ความรู้สู่ความสำเร็จ” ประกอบด้วยหัวข้อความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการทำงาน เช่น กฎหมาย (ทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายมหาชนและเอกชน) การบริหารธุรกิจ การเงิน การตลาด การบัญชี การจัดการกลยุทธ์ และภาษีอากร ซึ่งแต่ละเนื้อหาได้รับการคัดสรรและจัดทำโดยผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น

  • นายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
  • ดร.พสุ โลหารชุน อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
  • ดร.อานนท์ทับเที่ยง ที่ปรึกษาสมาคมดิจิทัลเพื่อการศึกษา
  • นายสรัญ รังคสิริ อดีตผู้บริหาร บมจ.ปตท.
นักวิชาการมีส่วนร่วมพัฒนาหลักสูตร

นอกจากนี้ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น ดร.สมชัยไทยสงวนวรกุล, ดร.พระนาย กังวาลรัตน์ และคณะวิชาการจากมทร.สุวรรณภูมิ ซึ่งได้ร่วมพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้อยู่ในรูปของหนังสือเรียนและ e-learning ให้เหมาะกับการเรียนรู้ของนักศึกษาในศตวรรษที่ 21

เป้าหมายเพื่อสร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงาน

ตามแผนงาน ชุดวิชา “ความรู้สู่ความสำเร็จ” จะถูกพิมพ์และเผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน 2568 และเริ่มใช้สอนนักศึกษาในชั้นปีที่ 3 ของทุกคณะของมทร.สุวรรณภูมิ kểตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป โดยนักศึกษาจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และเป็นตัวช่วยสำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่ตลาดแรงงาน

โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการลงมือทำที่มีคุณค่าทางวิชาการ แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกการศึกษากับการทำงานอย่างแท้จริง การเรียนรู้ล่วงหน้าในรูปแบบนี้จะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจบทบาทและพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ให้ก้าวทันโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

การให้ความรู้ที่ครบถ้วนและเหมาะสมกับความต้องการเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ และสำหรับนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษา การเตรียมตัวล่วงหน้าผ่านชุดวิชาที่มีคุณภาพจะทำให้พวกเขาพร้อมก้าวเป็นผู้ประกอบการ และผู้นำองค์กรในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

ที่มา – วปอ. 53 ระดมสมองเขียนชุดวิชา”ความรู้สู่ความสำเร็จ”ให้นักศึกษา มทร.สุวรรณภูมิ เรียนก่อนจบ พร้อมทำงาน

ฤทธิ์พายุคาจิกิน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่งท่วมนาข้าวพื้นที่ใกล้เขาภูพาน

จากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ทำให้หลายพื้นที่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ประสบกับฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำในลำห้วยลำพะยังซึ่งอยู่ใกล้กับเทือกเขาภูพานเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ ฤทธิ์พายุคาจิกิน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่งท่วมนาข้าวพื้นที่ใกล้เขาภูพาน อย่างรุนแรง

ฤทธิ์พายุคาจิกิน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่งท่วมนาข้าวพื้นที่ใกล้เขาภูพาน

จากการติดตามสถานการณ์ในช่วงกลางดึกวันที่ 25 สิงหาคม และช่วงเย็นของวันที่ 26 สิงหาคม 2568 พบว่าน้ำในลำห้วยลำพะยังในพื้นที่อำเภอเขาวงเริ่มล้นตลิ่งอย่างมาก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมนาข้าวในพื้นที่อำเภодержงูและอำเภอเขาวงรวม 5 ตำบล 5 หมู่บ้าน ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบอย่างมาก

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจเพิ่มขึ้น

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก ฤทธิ์พายุคาจิกิน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่งท่วมนาข้าวพื้นที่ใกล้เขาภูพาน ได้แก่ บ้านกุดตาใกล้ ตำบลดอนตาล อำเภลงไป บ้านหนองห้าง ตำบลโนนนาจาน อำเภตนเองู บ้านส้มป่อย ตำบลสระพังทอง อำเภอเขาวง บ้านโพนสวาง ตำบลกุดสิมคุ้มใหม่ และบ้านโนนศาลา ตำบลภูแล่นช้าง อำเภตนเองู จังหวัดกาฬสินธุ์

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและพบว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำในลำห้วยลำพะยังสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คิดเป็นพื้นที่นาข้าวที่ถูกน้ำท่วมประมาณเกือบ 200 ไร่ ซึ่งอาจขยายวงกว้างเพิ่มขึ้นหากยังมีฝนตกลงอย่างต่อเนื่อง

นายกาย วิลาศรี ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองห้าง อำเภอตนเองู เปิดเผยว่า “ปัจจุบันน้ำในลำห้วยลำพะยังเพิ่มสูงขึ้นทุกชั่วโมง หากยังมีฝนตกเพิ่มเติมในพื้นที่ใกล้เคียง น้ำอาจล้นตลิ่งและท่วมพื้นที่เพิ่มเติมอีก 10-20% ภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า”

  • น้ำเริ่มล้นตลิ่งในหลายพื้นที่อำเภตนเองูและเขาวง
  • พื้นที่นาข้าวเสียหายกว่า 200 ไร่
  • เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาเตือนประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงกับลำน้ำลำพะยังให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนัก เนื่องจากอาจเกิดน้ำป่าไหลหลากหรือน้ำท่วมฉับพลันได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งควรเตรียมการอพยพและขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงเพื่อความปลอดภัย

จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยา คาดว่าฝนมรสุมที่เข้ามามีแนวโน้มจะเคลื่อนตัวไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในอีก 3-5 วันข้างหน้า ส่งผลให้หลายพื้นที่ใกล้ภูพานจะได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน

โครงสร้างพื้นฐานในหลายพื้นที่ยังไม่พร้อมรับมือกับน้ำปริมาณมากที่ไหลลงจากเทือกเขา จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ ฤทธิ์พายุคาจิกิน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่งท่วมนาข้าวพื้นที่ใกล้เขาภูพาน เกิดขึ้นอย่างรุนแรง

เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารท้องถิ่น หน่วยงานสนเทศทางน้ำ ไปจนถึงประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องร่วมกันเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหา

หากคุณมีญาติหรือเพื่อนอยู่ในพื้นที่อันตราย ควรโทรสอบถามและเตือนให้เตรียมตัวล่วงหน้า เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปีเป็นภัยพิบัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากไม่มีการจัดการอย่างจริงจัง

ที่มา – ฤทธิ์พายุคาจิกิน้ำห้วยลำพะยังล้นตลิ่งท่วมนาข้าวพื้นที่ใกล้เขาภูพาน

ครอบครัวโวยเจ้าหน้าที่คลินิกลืมสนิท ปิดสำนักงานโดยปล่อยคนไข้เดินไม่ได้ทิ้งไว้บนเตียงตรวจ

กรณีของนางอันคิตา แมคกิน ผู้ป่วยหญิงที่ต้องใช้รถเข็นมานานกว่าสี่ปี หลังถูกเจ้าหน้าที่คลินิก ลืมสนิท ทิ้งไว้บนเตียงตรวจจนเกือบเป็นเวลานานหลายชั่วโมง จนเธอต้อง กลิ้งตัวลงจากเตียง เพื่อขอความช่วยเหลือ กลายเป็นประเด็นที่สะเทือนวงการสาธารณสุขในสหรัฐอเมริกาและได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อทั่วไป

ครอบครัวโวยเจ้าหน้าที่คลินิกลืมสนิท ปิดสำนักงานโดยปล่อยคนไข้เดินไม่ได้ทิ้งไว้บนเตียงตรวจ

ตามรายงานจากสำนักข่าวดิอินดีเพนเดนซ์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 ส.ค. 2568) นางอันคิตา แมคกิน เดินทางมายังคลินิกแฮงเกอร์ในย่านบัคเฮด ใกล้กับเมืองแอตแลนตา เพื่อรับการตรวจวัดขนาดเท้าเพื่อทำเฝือกดามขา ตามนัดหมายที่แพทย์นัดหมายไว้

ทว่าหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจแล้ว เจ้าหน้าที่กลับไม่มีการโทรเตือนหรือช่วยเหลือเธอ จนทำให้เธอถูกทิ้งอยู่บนเตียงตรวจอย่างไร้ผู้ดูแลเป็นเวลานาน ซึ่งในขณะนั้นเธอแทบไม่สามารถ เคลื่อนไหวหรือลุกนั่งได้ด้วยตนเอง

คำพูดของผู้ป่วยและครอบครัว

นางแมคกินเล่าให้สื่อฟังว่า ตอนนั้นเธออยู่บนเตียงตรวจและ ต้องคอยรอนานถึงหลายชั่วโมง โดยไม่มีใครมารับหรือตรวจสอบสถานะ ทั้งที่ประตูของห้องเปิดอยู่และมองเห็นเจ้าหน้าที่เดินผ่านไปมาตลอด เธอเผลอหลับไปแล้วมาตื่นอีกทีก็บ่ายสี่กว่าแล้ว คิดจะลุกขึ้นมาก็ไม่สามารถทำได้ จึงต้องกลิ้งตัวลงจากเตียงและคลานเพื่อหาความช่วยเหลือ

ลูกสาวของนางแมคกิน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในแอตแลนตา ได้ตัดสินใจโทรหาตำรวจด่วน และเจ้าหน้าที่ดับเพลิง แพทย์ฉุกเฉิน ได้เข้ามาช่วยเหลือตามลำดับ เธอทั้งหลายตกใจเมื่อเห็นสภาพของนางแมคกินที่ถูก ทิ้งไว้ขณะเจ็บป่วยและไม่มีใครดูแล

  • ผู้ป่วยถูกทิ้งไว้บนเตียงตรวจอย่างไร้ผู้ดูแล
  • เจ้าหน้าที่ปิดสำนักงานโดยไม่ตรวจสอบสถานะผู้ป่วย
  • ครอบครัวถูกกระตุกตกใจและโวยวายกับเหตุการณ์

ขณะนี้ครอบครัวของนางแมคกินกำลัง เรียกร้องขอความชี้แจงจากทางคลินิก เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งการไม่การตรวจสอบสถานะของผู้ป่วยก่อนปิดงาน และการละเลยหน้าที่โดยไม่มีการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง

จากกรณีนี้เป็นอีกหนึ่งเตือนใจว่า ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์แม้จะดูเหมือนเล็กน้อย แต่ก็อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตและความปลอดภัยของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด

เราควรมองให้ลึกกว่าความผิดครั้งนี้ คือการทบทวนมาตรการปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุไม่ให้เกิดขึ้นอีก และให้ความเคารพต่อความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วยในทุกรูปแบบ

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? ควรให้โทษเจ้าหน้าที่อย่างหนักหรือไม่?

ที่มา – ครอบครัวโวยเจ้าหน้าที่คลินิกลืมสนิท ปิดสำนักงานโดยปล่อยคนไข้เดินไม่ได้ทิ้งไว้บนเตียงตรวจ

‘ผบ.สูงสุด’หนุน‘กองทัพบก’สร้างรั้วแข็งแรง บ้านหนองจาน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้ให้สัมภาษณ์หลังเข้าร่วมการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ประจำปี 2568 ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี โดยให้ความเห็นว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาสันติภาพและขับเคลื่อนความเจริญทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ

พล.อ.ทรงวิทย์ กล่าวว่า การรักษาความเป็นกลางของไทยมีบทบาทสำคัญในการเป็นคนกลางที่ขับเคลื่อนการเจรจาและการลดความตึงเครียดในภูมิภาค รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางการต่อสู้กับภัยคุกคามหลากหลายมิติ เช่น ภัยไซเบอร์และภัยในอวกาศ ซึ่งถือเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

‘ผบ.สูงสุด’หนุน‘กองทัพบก’สร้างรั้วแข็งแรง บ้านหนองจาน

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดยังได้เปิดเผยว่า ในการประชุมนี้ มีหลายประเทศสอบถามถึงสถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทางทหารไทยได้ใช้โอกาสในการชี้แจงข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงแนวทางการปฏิบัติของไทยอย่างถูกต้องและโปร่งใส

แผนรักษาความมั่นคงชายแดน

เรื่องของการเสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวรักษาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พล.อ.ทรงวิทย์ ระบุชัดเจนว่า กองทัพบกได้เริ่มดำเนินการจริงจัง ไปที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้เคียงกับบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว

  • มีการส่งเสนาธิการลงไปตรวจสอบสถานการณ์พื้นที่อย่างใกล้ชิด
  • ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นดินแดนของไทยอย่างแน่นอน
  • ได้รับคำรับรองจากผู้บัญชาการสูงสุดว่าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ในวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น และได้ให้คำสั่งชัดเจนว่าจะต้องมีการสร้างรั้วหรือกำแพงที่แข็งแรงขึ้น เพื่อป้องกันการบุกรุกจากฝั่งด้านกัมพูชา รวมถึงเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มวงจร

การปฏิบัติดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของกองทัพบกที่มุ่งเน้นการป้องกันชายแดนอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะในพื้นที่จุดร้อนอย่าง_district_ สระแก้ว ซึ่งอยู่ใกล้กับด่านผ่านแดนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและรักษาความมั่นคงเชิงกลยุทธ์อย่างมาก

นอกจากนี้ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหาร เช่น กำแพงหรือแนวป้องกัน ยังเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของไทยต่อการปกป้องผลประโยชน์เชิงชาติอย่างมีระเบียบวินัยตามหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ

ในภาพรวมแล้ว คำสั่งจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดสะท้อนถึงความพร้อมของกองทัพบกที่จะรับมือกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอย่างรอบด้าน ภายใต้กรอบของความรับผิดชอบและบทบาทในฐานะผู้รักษาความเป็นสันติของประเทศ

จากการลงพื้นที่อย่างจริงจังในจังหวัดสระแก้วแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการสร้างแนวรั้วแข็งแรงเพื่อคุ้มครองและปกป้องประชาชนและดินแดน ไม่ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์ใดก็ตาม

ผู้เขียนมีความเห็นว่า: การสร้างรั้วแข็งแรงในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นเพียงหนึ่งในหลายขั้นตอนในการรักษาความมั่นคงของประเทศ หากต้องการให้ยั่งยืน ควรมีการลงทุนในระบบรักษาความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ และการประสานความร่วมมือระหว่างชาติเพื่อนบ้านอย่างเป็นระบบ

ที่มา – ‘ผบ.สูงสุด’หนุน‘กองทัพบก’สร้างรั้วแข็งแรง บ้านหนองจาน

อสส.อุทธรณ์ยกฟ้อง 6 จำเลยคดีบอสอยู่วิทยา

สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ได้ออกคำสั่งอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่ได้ยกฟ้องจำเลย 6 รายในคดีที่เกี่ยวข้องกับ อสส.อุทธรณ์ยกฟ้อง 6 จำเลย ทุจริตเปลี่ยนแปลงความเร็ว “บอส อยู่วิทยา” โดยคำสั่งดังกล่าวเป็นการพิจารณาคดีตามหนังสือแจ้งมติคณะกรรมการป.ป.ช. ที่มีต่อกรณีความเร็วรถในคดีที่นายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถยนต์ชนท้ายรถจักรยานยนต์ ทำให้ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐเสียชีวิต

อสส.อุทธรณ์ยกฟ้อง 6 จำเลย ทุจริตเปลี่ยนแปลงความเร็ว “บอส อยู่วิทยา”

ในการดำเนินคดีครั้งนี้ อัยการสูงสุดได้มอบอำนาจให้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ เพื่อดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 และร่วมกับจำเลยอีก 7 คน ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชอบธรรม แล้วกลายเป็นการมีส่วนช่วยให้ผู้กระทำผิดถูกตัดโทษ หรือมีโทษน้อยลง

ข้อหากล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา

ทั้ง 8 จำเลยถูกกล่าวหาหลากหลายข้อ โดยอ้างอิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 157, 200 วรรค 1 รวมถึงมาตราต่างๆ ภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554 และพ.ศ. 2561 ที่บางข้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสนับสนุนหรือช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการดำเนินคดีอย่างไม่ถูกต้อง

  • ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
  • ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ
  • ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการดำเนินคดีอย่างทุจริต

อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องก่อนศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งศาลรับไว้พิจารณาภายใต้คดีหมายเลขดำ อท 131/2567 ส่งผลให้เกิดคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ที่ยกฟ้องจำเลยจำนวน 6 ราย (จำเลยที่ 1 – 3 และ 5 – 7) พร้อมทั้งให้หมายขังไว้ระหว่างอุทธรณ์ และลงโทษจำเลยอีก 2 ราย คือ จำเลยที่ 4 และ 8 ด้วยโทษจำคุกตามข้อหา

อสส.มีคำสั่งอุทธรณ์กรณีที่ศาลยกฟ้อง

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 อัยการสูงสุดได้พิจารณาเห็นว่า การที่ศาลอาญายกฟ้อง อสส.อุทธรณ์ยกฟ้อง 6 จำเลย ทุจริตเปลี่ยนแปลงความเร็ว “บอส อยู่วิทยา” โดยไม่พิจารณาฐานความผิดอย่างเพียงพอ จึงมีคำสั่งอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยใหม่ และขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 6 และ 7 ตามฐานความผิด เนื่องจากเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่สมควรได้รับการลงโทษอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม สำหรับจำเลยที่ 4 และ 8 อัยการสูงสุดจะไม่ดำเนินการอุทธรณ์อีก แต่จะดำเนินการหารือกับคณะกรรมการป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามมาตรา 61 ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และส่งสำนวนคดีให้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 รับการดำเนินการต่อไป

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายของอัยการสูงสุดอย่างเป็นระบบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ในการสืบสวนติดตามข้อเท็จจริง และยังสื่อถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินคดีตามหลักความยุติธรรมอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในประเด็นคดีที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคม

คดีนี้ยังเป็นกรณีศึกษาต้นแบบที่สื่อถึงความสำคัญของความโปร่งใสและการไม่ละเมิดอำนาจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และอาจเป็นเมนูกฎหมายที่ประชาชนให้ความสนใจติดตามผลอย่างใกล้ชิดในอนาคตอันใกล้

ที่มา – อสส.มีคำสั่งอุทธรณ์คดียกฟ้อง 6 จำเลย ทุจริตเปลี่ยนแปลงความเร็ว “บอส อยู่วิทยา”

ห่วง!ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาก-หากปรับค่าเงินบาทให้เหมาะสม เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น

ราสินค้าเกษตรในประเทศไทยตกต่ำมากในขณะนี้จนเป็นปัญหาหนักหน่วง หลายชนิดมีราคาตกลงกว่า 20% โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา ที่ได้รับผลกระทบหนัก ทำให้เกษตรกรหลายคนประสบปัญหารายได้ลดลง เหนื่อยยากโดยได้ไม่คุ้มค่า

ห่วง!ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาก-หากปรับค่าเงินบาทให้เหมาะสม เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น

ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีการคลังกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำกว่า 12 ปีที่ผ่านมา คือ “ค่าเงินบาทที่แข็งเกินไป”

ค่าเงินบาทแข็งเกินไป ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุน

เหตุการณ์ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างประเทศถึง 15% ในรอบ 1 ปี ทำให้สินค้าเกษตรไทยมีราคาแพงขึ้นเมื่อขายออกไปยังต่างประเทศ แม้จะได้เงินดอลลาร์เต็มจำนวนแต่เมื่อเอากลับมายอดเงินบาทกลับน้อยลงอย่างมาก

นี่คือข้อจำกัดที่เกิดจากการบริหารนโยบายเศรษฐกิจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โลก

  • ผลผลิตทางการเกษตรลดลง
  • รายได้เกษตรกรลดตามลง
  • หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น
  • การจ้างงานในภาคเกษตรน้อยลง

หาก ห่วง!ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาก-หากปรับค่าเงินบาทให้เหมาะสม เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญ และการพึ่งพารายจ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยตรง

แนวทางแก้ไข: ปรับค่าเงินบาทลงเพื่อช่วยเกษตรกร

การปรับค่าเงินบาทให้เหมาะสม ไม่ใช่การให้ความอ่อนค่า แต่เป็นการปรับให้เป็นกลางตามภาวะเศรษฐกิจโลกจริง ซึ่งจะช่วยให้ราคาผลผลิตเกษตรเพิ่มขึ้นทันที

เมื่อเกษตรกรขายได้ราคาดีขึ้น รายได้ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม เช่น รายได้จากการท่องเที่ยว และส่งออกสินค้าอื่นๆ

ท่านผู้เชี่ยวชาญมองว่าหากใช้นโยบายดังกล่าวจะเห็นผลใน 3 เดือนและชัดเจนในปีถัดไป การเติบโตของ GDP และรายได้ประชาชนจะเป็นไปได้อย่างมั่นคงยั่งยืน

เพื่อสังคมเกษตรกรและอนาคตของประเทศ เราควรมองการเงินโลกอย่างลึกซึ้ง ปรับแนวทางการดูแลเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับภูมิภาคโลก ใกล้เคียงกับประเทศที่กำลังพัฒนา

ที่มา – ห่วง!ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาก-หากปรับค่าเงินบาทให้เหมาะสม เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น

สหรัฐยันผู้ป่วยปรสิตหนอนกินเนื้อไม่เสี่ยงต่อภาคเกษตรกรรม

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีรายงานเกี่ยวกับการระบาดของปรสิตหนอนกินเนื้อหรือที่เรียกว่า “สกรูเวิร์ม” ซึ่งเป็นปรสิตที่อาศัยอยู่ในร่างกายของสัตว์เลือดอุ่น เช่น วัว สุกร และแม้กระทั่งมนุษย์ โดยการระบาดครั้งนี้มีแนวโน้มแพร่กระจายไปทางภาคเหนือของอเมริกากลางและภาคใต้ของเม็กซิโก ส่งผลให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ของสหรัฐต้องเร่งเฝ้าระวังและป้องกันอย่างเข้มงวด

สหรัฐยันผู้ป่วยปรสิตหนอนกินเนื้อไม่เสี่ยงต่อภาคเกษตรกรรม

ล่าสุด ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ได้ยืนยันว่า มีผู้ป่วยรายหนึ่งที่ติดปรสิตหนอนกินเนื้อมาจากเอลซัลวาดอร์ เดินทางเข้ามายังสหรัฐเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงเกษตรสหรัฐรวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของสหรัฐโดยตรง

นายสตีเฟน เวเดน รองรัฐมนตรีเกษตรสหรัฐ ได้อธิบายเพิ่มเติมระหว่างการเข้าร่วมงาน “ฟาร์ม โพรเกรส โชว์” ที่เมืองดีเคเตอร์ รัฐอิลลินอยส์ ว่า การประกาศข่าวล่าช้านั้นเกิดจากความไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนการประกาศของ CDC แต่ในความเป็นจริง หากผู้ป่วยไม่มีอาการทางคลินิกหรือไม่แพร่เชื้อให้สัตว์ ความเสี่ยงที่จะกระทบต่อภาคเกษตรกรรมก็แทบไม่มีเลย

สถานการณ์ในพื้นที่

กระทรวงเกษตรสหรัฐได้เริ่มดำเนินการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดในพื้นที่รัศมี 32 กิโลเมตร รอบเขตวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงบางพื้นที่ของรัฐแมริแลนด์และเวอร์จิเนีย โดยใช้วิธีการตรวจสอบแบบเฉพาะจุด มีการตั้งจุดสังเกตต่างๆ ในการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์สังเกตพฤติกรรมของสัตว์ปศุสัตว์ในพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อจนกระทบผลผลิตปศุสัตว์ในระดับประเทศ

  • ปรสิตสกรูเวิร์มมีวงแพร่กระจายกว้างขึ้นในอเมริกากลาง
  • สำนักงาน CDC เป็นผู้รับผิดชอบติดตามผู้ป่วยรายที่พบ
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงต่อภาคเกษตร
  • มีการเฝ้าระวังในรัศมี 32 กิโลเมตร รอบวอชิงตัน ดี.ซี.

แม้แผนการเฝ้าระวังจะถือว่าเข้มงวด แต่ทางกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่าผู้ป่วยปรสิตหนอนกินเนื้อรายนี้ไม่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศหรือผลผลิตภาคเกษตรกรรมของสหรัฐแต่อย่างใด เพียงแต่มีความจำเป็นต้องรายงานต่อสาธารณชนเพื่อสร้างความโปร่งใสและมั่นใจต่อชุมชน

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อุตสาหกรรมสัตว์และเกษตรกรรมในสหรัฐยังคงมีความมั่นคง ไม่เกิดความเสียหายมหาศาลในเชิงเศรษฐกิจ ฉะนั้น การเฝ้าระวังในระยะสั้นจึงเป็นมาตรการที่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และหากมีความกังวลควรปรึกษาแพทย์หรือหน่วยงานสาธารณสุขที่เชื่อถือได้

ที่มา – สหรัฐยัน ผู้ป่วยปรสิตหนอนกินเนื้อไม่เสี่ยงต่อภาคเกษตรกรรม

อุตรดิตถ์จัด Uttaradit Green Fest 2025 ครั้งที่ 2

อุตรดิตถ์เตรียมจัดงาน Uttaradit Green Fest 2025 ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “เกษตรปลอดภัย ผู้บริโภคมั่นใจ เมืองสดใส ประชาชนสุขภาพดี” เพื่อส่งเสริมและยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยในพื้นที่ ตลอดจนเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในจังหวัด

อุตรดิตถ์จัด Uttaradit Green Fest 2025 ครั้งที่ 2

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมฟรายเดย์ อุตรดิตถ์ นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมด้วยนางสาวกนกอร แสงอรุณ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ และนายธวัช บุญสาร ประธานประชาคมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน Uttaradit Green Fest 2025 ครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ โดยงานนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 14 กันยายน 2568 ณ ลานจอดรถห้างฟรายเดย์สรรพสินค้า อุตรดิตถ์

กิจกรรมภายในงานที่น่าสนใจ

ภายในงาน Uttaradit Green Fest 2025 จะจัดกิจกรรมให้ผู้เข้าชมได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย เช่น นิทรรศการความรู้เกี่ยวกับเกษตรปลอดภัย บริการตรวจสุขภาพและตรวจสารตกค้างในผลผลิตทางการเกษตรฟรี ตลอดจนโซนจำหน่ายสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัยจากผู้ประกอบการกว่า 80 ราย ซึ่งถือเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงอุปสงค์-อุปทานผ่านกิจกรรม Business Matching และการสาธิตการทำอาหาร (Cooking Show) โดยเชฟมืออาชีพจากพื้นที่

  • นิทรรศการเกษตรปลอดภัย
  • ตรวจสุขภาพและสารตกค้างฟรี
  • โซนสินค้าเกษตรและ OTOP กว่า 80 คูหา
  • กิจกรรม Business Matching
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรมและคอนเสิร์ต

ทั้งยังมีพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้สนุกสนานกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมจังหวัดร่วมกับคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังทุ่งเสาร์ของแต่ละวัน

ศิลปินร่วมแสดงแต่ละวัน

  • 10 กันยายน 2568: หนุ่ม The Voice
  • 11 กันยายน 2568: จิมมี่ The Voice
  • 12 กันยายน 2568: จ่อย ไมค์ทองคำ
  • 13 กันยายน 2568: ไอพี ไหทองคำ
  • 14 กันยายน 2568: เอิร์น เดอะสตาร์

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังสามารถชมการแสดงไฟร์โชว์ทุกวันเวลา 19.00 น. เป็นไฮไลท์อีกหนึ่งกิจกรรมที่เติมความสนุกและตื่นเต้นให้กับงาน

อุตรดิตถ์เชิญชวนประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยว รวมถึงผู้สนใจทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ มาร่วมสนับสนุนสินค้าเกษตรคุณภาพ พร้อมสนุกไปกับกิจกรรมที่จัดมาอย่างจุใจในงาน Uttaradit Green Fest 2025 ครั้งที่ 2 ช่วยกันขับเคลื่อนจังหวัดสู่ “เมืองเกษตรและอาหารปลอดภัย” อย่างยั่งยืน

ที่มา – อุตรดิตถ์ เตรียมจัดงาน “Uttaradit Green Fest 2025” ครั้งที่ 2 มหกรรมสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย

มารี เบรินเนอร์ เมาแล้วขับ ภาพลักษณ์พัง ตอกย้ำดราม่าสายปาร์ตี้

ล่าสุดคุณมารี เบรินเนอร์ กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลหลังมีข่าวเกี่ยวกับการเมาแล้วขับ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงทำให้เธอเผชิญกับข้อหาทางอาญา แต่ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ที่เคยใสสะอาดและเป็นที่รักของแฟนคลับอย่างหนัก

มารี เบรินเนอร์ สาวปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำ

หลายคนอาจยังจำกันได้ถึงภาพในอดีตของมารี เบรินเนอร์ ที่ชอบแชร์ไลฟ์สไตล์การดื่มไวน์ริมสระว่ายน้ำบนอินสตาแกรม เพื่อสร้างภาพลักษณ์วัยรุ่นที่มีสไตล์ มีทั้งความมั่นใจและความเป็นตัวของตัวเอง

การรับรู้ใหม่ผ่านคดีเมาแล้วขับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อภาพเหล่านั้นถูกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ล่าสุด ทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยหลายคนมองว่านี่คือ “ตอกย้ำ” ถึงไลฟ์สไตล์ สายปาร์ตี้ อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่โมเมนต์สนุกๆ ตามที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ปี 2025 ซึ่งมารี ต้องรับสารภาพข้อหาขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน และขับรถในขณะเมาสุรา ขณะที่ไฮโซบอส อีกฝ่าย ต้องรับสารภาพข้อหาดูหมิ่นหน้าที่เจ้าหน้าที่ และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่

ศาลแขวงพระนครเหนือได้พิพากษาลงโทษ ให้มารี ต้องจำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท แต่รอลงอาญา 2 ปี พร้อมงานบริการสังคม 12 ชั่วโมง และคุมประพฤติ 1 ปี ส่วนไฮโซบอส ได้รับโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท พร้อมรอลงอาญา 1 ปี

ภาพลักษณ์หลังคดี — พังหรือฟื้นได้?

ไม่ว่าจะสรุปยังไง อิทธิพลจากกรณีนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของมารี เบรินเนอร์ หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าเธอจะสามารถกลับมาเป็น “นางเอกหน้าเหวี่ยงในใจแฟนๆ” ได้อีกหรือไม่ หรือการเป็นสายปาร์ตี้ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนในวงการบันเทิงของเธอโดยไม่รู้ตัว

  • ภาพลักษณ์ของดาราในยุคดิจิทัลเสี่ยงต่อถูกจับผิดได้ตลอดเวลา
  • การเมาแล้วขับเป็นประเด็นที่สังคมไม่ยอมอภัยง่าย ๆ
  • อดีตไลฟ์สไตล์กลับมาถูกขุดขึ้นเพื่อตีความอีกครั้ง

เรื่องของมารี เบรินเนอร์ สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อใดความดังเข้ามา มันก็อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ทำลายทุกอย่างได้ ไม่ใช่แค่ชื่อเสียง แต่อาจรวมถึงอนาคตในวงการบันเทิงด้วย ไม่ว่าอย่างไร การมีภาพลักษณ์ที่ดีกับความรับผิดชอบย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมี ไม่ใช่เฉพาะคนในวงการบันเทิงเท่านั้น

ใครที่ยังไม่มีประกันรถยนต์ ก็อย่าลืมตรวจเช็กและเตรียมพร้อมก่อนจะสายเกิน เพราะอุบัติเหตุไม่มีใครรู้มาก่อน

ที่มา – ‘มารี เบรินเนอร์’ จากไวน์ริมสระสู่คดีเมาแล้วขับ ภาพลักษณ์พัง ตอกย้ำดราม่าสายปาร์ตี้

ขอนแก่นเยือนเวียงจันทน์ ฉลองเมืองคู่มิตร

เมื่อเร็วๆ นี้ จังหวัดขอนแก่นได้จัดคณะผู้แทนซึ่งประกอบด้วยภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 30 ราย เดินทางไปเยือน นครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อเข้าประชุมและเจรจาธุรกิจ พร้อมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองคู่มิตรระหว่างขอนแก่นและเวียงจันทน์ ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพความร่วมมือในหลากหลายด้าน

ขอนแก่นเยือนเวียงจันทน์ ฉลองเมืองคู่มิตร

นายภพพล เกษมสันต์ ณ อยุธยา ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า คณะผู้แทนจากขอนแก่นที่นำโดย นายนิริวัฒน์ พินิจพานิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้เดินทางไปเยี่ยมคำนับ นายอาดสะพังทอง สีพันดอน เจ้าครองนครหลวงเวียงจันทน์ ณ สํานักงานปกครองนครหลวงเวียงจันทน์ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากฝ่ายลาว

เชื่อมโยงธุรกิจ ขอนแก่น – เวียงจันทน์

ในโอกาสดังกล่าว สมาคมท่องเที่ยวและไมซ์ขอนแก่น ได้นำนักธุรกิจในหลากหลายสาขาของจังหวัดขอนแก่น เช่น การท่องเที่ยว การค้าการลงทุน การศึกษา การแพทย์ การดูแลสุขภาพ รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรม รถเช่า สมุนไพรไทย และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เข้าร่วมประชุมและเจรจาเชื่อมโยงกับสมาคมนักธุรกิจแห่งชาติลาว ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูล และทำความตกลงในการร่วมมือเพื่อดำเนินโครงการต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

กิจกรรมใน本次แลกเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานภายใต้การเป็นเมืองคู่มิตร ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งจังหวัดขอนแก่นและนครหลวงเวียงจันทน์ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน โดยเน้นการทำงานร่วมกันในกลุ่มด้านการค้า การลงทุน อุตสาหกรรม การศึกษา การท่องเที่ยว การเกษตร แรงงาน สวัสดิการ สุขภาพ เทคโนโลยี และการขนส่ง พร้อมกับพัฒนาเมืองอัจฉริยะร่วมกันอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมเชื่อมโยงทางธุรกิจครั้งนี้เป็นการแปลงแผนงานให้เป็นรูปธรรม โดยเน้นไปที่การสร้างเครือข่ายใหม่ๆ ระหว่างนักธุรกิจบนพื้นที่ทั้งสองฝั่ง อีกทั้งได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับความเข้าใจและการเจริญเติบโตร่วมกันของประชาชนทั้งในจังหวัดขอนแก่นและนครหลวงเวียงจันทน์

ทั้งนี้ การดำเนินงานร่วมกันของทั้งสองเมืองมิตรภาพ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของจังหวัดขอนแก่นในฐานะศูนย์กลางการจัดประชุม สัมมนา และนิทรรศการ (MICE) ตลอดจนการเป็นศูนย์กลางทางด้านการค้าของภูมิภาคอีสาน ที่มีศักยภาพล้นเหลือเพื่อรองรับความร่วมมือในมิติและความลึกขึ้นเรื่อยๆ

ในอนาคตหากการร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายดำเนินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถเป็นแรงผลักดันสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน และเพิ่มศักยภาพของทั้งสองเมืองให้โดดเด่นในระดับภูมิภาคและนานาชาติ

หากคุณเป็นผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวหรือธุรกิจใดๆ ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เราเชื่อว่า ขอนแก่นเยือนเวียงจันทน์ ฉลองเมืองคู่มิตร นี้คือจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่สำหรับคุณ

ที่มา – ขอนแก่น นำนักธุรกิจกว่า 30 ราย เยี่ยมเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ ฉลองสถาปนาเมืองคู่มิตร ผนึกพลังรัฐ-เอกชน