ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อุ๋ม อาภาศิริ โต้ข่าวลือแอลลี่ท้อง 3 เดือนเป็น Fake News

ล่าสุดในงานกาล่าภาพยนตร์เรื่อง ผีใช้ได้ค่ะ A USEFUL GHOST นางเอกสาววัยใสอย่าง “แอลลี่ อชิรญา” ได้เผชิญกับข่าวลือที่ว่าเธอท้อง 3 เดือน ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนระดับประเทศ พร้อมกับครอบครัวที่ต้องออกมาเคลียร์ข่าว และเดินหน้าแจ้งความเอาผิดผู้เผยแพร่ข่าว อุ๋ม อาภาศิริ คุณอาของ แอลลี่ ได้ออกมาเคลื่อนไหว โดยเรียกร้องให้ถือว่าเป็นเรื่อง Fake News อย่างเต็มตัว

อุ๋ม อาภาศิริ ชี้ข่าวข่าวลือเป็น Fake News

อุ๋ม อาภาศิริ ได้เผยว่าเมื่อเห็นข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของ แอลลี่ เขาก็รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ถึงแม้จะไม่ตกใจ แต่ก็เห็นว่าข่าวนี้ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะตรงข้ามกับความจริง และถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายต่อตัว แอลลี่ ทั้งในด้านชื่อเสียงและจิตใจ จึงไม่ลังเลที่จะเข้าไปเคลื่อนไหวร่วมกับครอบครัวในการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่ข่าวดังกล่าว

ตอบโต้ข่าวลือต่อสาธารณชนอย่างถูกต้อง

อุ๋ม กล่าวว่า บางครั้งข่าวที่เป็น Fake News อาจดูน่าเชื่อถือเพราะเขียนในรูปแบบ News ทำให้หลายคนหลงเข้าใจ เช่นเดียวกับข่าวลือที่ว่า แอลลี่ท้อง 3 เดือน นั้น สิ่งที่สำคัญคือผู้บริโภคสารสนเทศควรมีวิจารณญาณ และไม่เชื่อใครง่าย ๆ โดย อุ๋ม ได้ย้ำว่าไม่มีทางเป็นความจริง และครอบครัวก็กำลังดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในวงการบันเทิงที่เรื่องส่วนตัวอาจกลายเป็นเป้าหมายของกลุ่มบุคคลที่ต้องการความนิยมโดยไม่คำนึงถึงผลเสีย หากคุณเป็นแฟนตัวยงของ แอลลี่ หรือไม่อยากให้คนใกล้ตัวตกเป็นเหยื่อเช่นกัน นี่อาจเป็นเวลาที่ดีในการตั้งคำถามว่าเราควรเชื่อข้อมูลแค่ไหน และควรใช้ช่องทางใดในการต่อสู้กับข่าวปลอมเหล่านี้

ข่าวลืออาจไม่ถึงขั้นทำลายชีวิต แต่มันสร้างรอยร้าวในจิตใจได้มากกว่าที่คิด อุ๋ม อาภาศิริ กับท่าทีที่นิ่งแต่เข้มแข็งนั้นเป็นแรงผลักให้ผู้คนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการแสดงความคิดอย่างมีเหตุผลในโลกออนไลน์ และเฉพาะในกรณีนี้ เราควรเป็นกำลังใจให้ แอลลี่ และไม่ให้ข่าวลือกลายเป็นเรื่องจริงในสายตาสังคม

ที่มา – ‘อุ๋ม อาภาศิริ’  สุดทน โต้ข่าวลือ ‘แอลลี่’ ท้อง 3 เดือน ชี้เป็น Fake News ครอบครัวเดินหน้าเอาผิด!

พายุ ‘คาจิกิ’ อ่อนกำลังลง ระดับน้ำโขง ‘นครพนม’ เพิ่มต่อเนื่อง 8.68 เมตร

ในช่วงบ่ายของวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 จังหวัดนครพนมยังคงเผชิญกับผลกระทบจากพายุ คาจิกิ ซึ่งแม้จะอ่อนกำลังลงจากพายุโซนร้อนเป็นพายุดีเปรสชัน แต่ก็ยังส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และกระตุ้นให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดวัดได้ที่ 8.68 เมตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์วิกฤติเล็กน้อย ทำให้ชุมชนในพื้นที่ริมฝั่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

พายุ ‘คาจิกิ’ อ่อนกำลังลง ระดับน้ำโขง ‘นครพนม’ เพิ่มต่อเนื่อง 8.68 เมตร

จากการรายงานของหน่วยงานอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ช่วงค่ำของวันที่ผ่านมา จ.นครพนม มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในประมาณร้อยละ 60 ของพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตอำเภอโพนสวรรค์ที่มีฝนตกหนักสุดถึง 70.2 มิลลิเมตร และตามมาด้วยอำเภอท่าอุเทน 53.4 มม. อำเภอธาตุพนม 42.0 มม. อำเภอบ้านแพง 37.0 มม. และอำเภอนาแก 26.2 มม. ปริมาณน้ำฝนที่มีมากนี้มีผลทำให้ระดับน้ำแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอยู่ในระดับวิกฤติ

เตรียมความพร้อมด้านสาธารณภัยพื้นที่ใกล้โขง

นายเสกสันต์ ไชยบูลย์ ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยานครพนม เปิดเผยว่า พายุ คาจิกิ ขณะนี้ได้อ่อนกำลังลงไปแล้ว และคาดว่าจะลดระดับเป็นเพียงหย่อมความกดอากาศต่ำขณะเคลื่อนตัวไปทางภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม จังหวัดนครพนมยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 อำเภอที่มีแนวชายฝั่งติดกับแม่น้ำโขง ได้แก่ อำเภอเมืองนครพนม อำเภอท่าอุเทน อำเภอบ้านแพง และอำเภอธาตุพนม เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น

การเตรียมความพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัย และการซ้อมแผนอพยพ เป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำท่วม ทั้งพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ใกล้แม่น้ำ เมื่อใดที่ระดับน้ำโขงมีแนวโน้มสูงเกินขีดจำกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งตรวจสอบและแจ้งเตือนประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการให้ความรู้แก่ชุมชนเกี่ยวกับวิธีการช่วยเหลือตนเองและคนในครอบครัวในช่วงเกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น การเตรียมของใช้จำเป็น การรู้ว่าจะอพยพไปที่ใดหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน และการทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นด้วยความร่วมมืออย่างสูง

ด้วยสถานการณ์น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในแม่น้ำโขง จ.นครพนม จึงเป็นภารกิจสำคัญของทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวังและปฏิบัติตามมาตรการที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

หากคุณพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม ลงทะเบียนรับข่าวสารจากหน่วยงานรัฐ และติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งควรมีแผนฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้เหล่านี้

ที่มา – พายุ ‘คาจิกิ’ อ่อนกำลังลง ระดับน้ำโขง ‘นครพนม’ เพิ่มต่อเนื่อง 8.68 เมตร

อ.บ้านโป่ง จัดแข่งขันหุ่นยนต์ ชิงถ้วยพระราชทาน

ที่โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลกรับใหญ่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ประธาน เปิดตัวการแข่งขันทักษะวิชาการด้านหุ่นยนต์ ชิงถ้วยพระราชทาน โครงการ “Mitr Phol Krabyai Ratchaburi Grand Robotic Championship 2025” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 พฤศจิกายน 2568

อ.บ้านโป่ง จัดแข่งขันหุ่นยนต์ ชิงถ้วยพระราชทาน

การจัดการแข่งขันหุ่นยนต์ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการศึกษาด้านวิทยาการคำนวณและการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึก ทักษะกระบวนการคิด และ การประยุกต์ความรู้ ในการแก้ปัญหาจริง

กิจกรรมแข่งขัน

กิจกรรมประกอบด้วยการแข่งขันในหลายประเภท เช่น หุ่นยนต์บังคับมือ ระบบอัตโนมัติ โครงงาน และอากาศยานไร้คนขับเสมือนจริง

  • ระดับชั้นประถมศึกษา
  • ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
  • ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มมิตรผล ชมรมวิทยาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษา

เป้าหมายของการแข่งขัน

เป้าหมายหลักของการจัด อ.บ้านโป่ง จัดแข่งขันหุ่นยนต์ ชิงถ้วยพระราชทาน คือส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้ umiejętnวัตกรรมเพื่อพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม

กิจกรรมยังช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

รางวัลและเกียรติ

ปี 2568 มีทั้งถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ รวมทั้งสิ้น 18 ถ้วยรางวัล เพื่อเป็นเกียรติแก่นักเรียนที่แสดงศักยภาพโดดเด่น

กิจกรรมไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเรียนรู้ การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายระหว่างโรงเรียนจากทั่วประเทศ

การจัดรหัสให้เป็นการเรียนรู้ที่สนุกสนาน ลดความเครียด และเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยีแก่เยาวชน

หากคุณเป็นครู ผู้ปกครอง หรือนักเรียนที่ชื่นชอบเทคโนโลยี การเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ในครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดโลกทัศน์และพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต

ที่มา – อ.บ้านโป่ง จัดแข่งขันหุ่นยนต์ ชิงถ้วยพระราชทาน ฝึกทักษะกระบวนการคิดประยุกต์ความรู้

“ทวี” หนุนงานยุติธรรมสู่ประชาชน

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น ในกรุงเทพฯ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางมาร่วมประชุมทางวิชาการในหัวข้อ “ทวี” หนุนความร่วมมืองานยุติธรรม พลิกโฉมสู่ยุติธรรมเพื่อประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารและพัฒนากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

“ทวี” หนุนความร่วมมืองานยุติธรรม พลิกโฉมสู่ยุติธรรมเพื่อประชาชน

ในการนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้แจกแจงถึงความสำคัญของหลักนิติธรรม และความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเน้นว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ถือเป็นหลักประกันสูงสุดในการปฏิบัติงานของภาครัฐ โดยมีสาระสำคัญในมาตรา 3, 26 และ 68 ที่ย้ำความจำเป็นในการให้บริการยุติธรรมแก่ประชาชน อย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับแนวคิดนิติธรรมอย่างแท้จริง

แผนแม่บทฯ ลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพ

ในการดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าว พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า แผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ และแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ ถือเป็นเครื่องมือหลักในการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชน โดยมีเป้าหมายร่วมกันในเรื่องของความสะดวก รวดเร็ว และยุติธรรม ที่สำคัญคือประชาชนสามารถเข้าถึงระบบยุติธรรมได้ง่ายขึ้น และมีค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ทวียังระบุว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่นจำนวนผู้ต้องขังที่ยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์สูงถึง 28.84%, ปัญหาหนี้สินคดีเข้าสู่การบังคับคดีและล้มละลายจำนวนมาก รวมไปถึงอาชญากรรมด้านยาเสพติดและอาชญากรรมออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือสู่ความยุติธรรมที่แท้จริง

ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ศาล อัยการ หรือหน่วยงานท้องถิ่น ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาระบบยุติธรรม ให้สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้จริง “ถ้าขาดความร่วมมือ แผนใด ๆ ก็ไม่อาจสำเร็จได้” พ.ต.อ.ทวีย้ำ

เมื่อทุกภาคีร่วมแรงร่วมใจกันอย่างจริงจัง กระบวนการยุติธรรมจะกลายเป็นสิทธิของทุกคน ไม่ใช่เพียงสิทธิของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่ยุติธรรม โปร่งใส และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน

เราเชื่อว่า ด้วยการขับเคลื่อนแผนพัฒนาอย่างมีระบบและการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมและประชาชนมีส่วนร่วม จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบยุติธรรมที่ตอบโจทย์รัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจเรื่องความยุติธรรมสำหรับประชาชน ควรติดตามนโยบายและแผนพัฒนาด้านยุติธรรมอย่างใกล้ชิด เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของภาครัฐ แต่คือหน้าที่ของสังคมร่วมกัน

ที่มา – “ทวี” หนุนความร่วมมืองานยุติธรรม พลิกโฉมสู่ยุติธรรมเพื่อประชาชน

เดินหน้าเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง คุณภาพเพื่อแข่งขันในตลาดโลก

ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งอย่างมหาศาล โดยในปี 2567 สามารถผลิตสัตว์น้ำชายฝั่งได้รวมกว่า 530,271 ตัน มูลค่าสูงถึง 73,311.89 ล้านบาท ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ที่ไม่เพียงแค่ช่วยให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เดินหน้าเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง

อย่างไรก็ตาม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงจากโรคระบาดในสัตว์น้ำ รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มสูงในตลาดโลก ที่ซึ่งมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำมีความเข้มงวดมากขึ้น ทั้งจากนโยบายควบคุมสินค้านำเข้าของประเทศคู่ค้า และการพัฒนาภาคสัตว์น้ำของประเทศอื่นๆ ซึ่งเร่งพัฒนาและนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิต

ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคงความได้เปรียบทางการค้าในตลาดโลกต่อไป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จึงได้กำหนดนโยบายและกลยุทธ์หลายด้านเพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และสร้างศักยภาพให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง โดยเฉพาะในด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรผ่านการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ

อัปเกรดบุคลากร “Smart Inspector for Coastal Aquaculture”

หนึ่งในโครงการสำคัญที่กรมประมงขับเคลื่อน คือ การจัดอบรม Smart Inspector 2025 ต่อเจ้าหน้าที่บุคลากรของกรมประมง ที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการให้คำปรึกษาและบริการเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกษตรกรเผชิญได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังถ่ายทอดนวัตกรรม การเฝ้าระวังโรค การตรวจสอบสารตกค้าง และระบบการติดตามย้อนกลับ เพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งทะเลและสัตว์น้ำชายฝั่งของไทยมีมาตรฐานในระดับโลก

การอบรมนี้เป็นการผสมผสานระหว่างการบรรยายเชิงวิชาการกับการลงมือปฏิบัติจริง ครอบคลุมหัวข้อหลักๆ ดังนี้:

  • แนวทางการขับเคลื่อน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เพื่อก้าวสู่ตลาดโลก
  • ระบบตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมกุ้งทะเล
  • การเฝ้าระวังโรคและสารตกค้างอย่างมีระบบ
  • การจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
  • การเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบคุณภาพสัตว์น้ำ

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์ปัญหาจากแต่ละพื้นที่ และร่วมกันคิดแนวทางแก้ไขที่ตรงจุด เพื่อนำไปสู่การกำหนดแผนปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่มีความชัดเจนและเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

กรมประมงเชื่อมั่นว่า ผู้เข้ารับการอบรม “Smart Inspector” จะกลายเป็นแกนนำในการยกระดับมาตรฐานฟาร์มการเกษตรทางทะเล โดยเฉพาะในเรื่องการผลิตที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และน่าเชื่อถือในสายตาของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของสินค้าสัตว์น้ำไทยในตลาดโลก และลดปัญหาการส่งออกที่อาจติดข้อจำกัดด้านมาตรฐาน ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเกษตรกรไทย และตอกย้ำความเชื่อมั่นด้านอาหารสุดปลอดภัยของ “ไทยแลนด์ คุณภาพระดับโลก”

ในระยะยาว การพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้จะช่วยขับเคลื่อน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน สร้างรายได้แก่เกษตรกร และยกระดับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ร่วมส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคุณภาพ เพื่อการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ที่มา – เดินหน้าเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง คุณภาพเพื่อแข่งขันในตลาดโลก

เปิดเวทีสัมมนา “หญ้าแฝก” ระดมความคิดเพื่อการพัฒนา

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ประกาศจัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “โครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และแนวทางป้องกันกรณีเกิดภัยพิบัติดินถล่ม ประจำปี 2568” ระหว่างวันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

เปิดเวทีสัมมนา “หญ้าแฝก” ระดมความคิดเพื่อการพัฒนา

สัมมนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา รวมถึงเครือข่ายประชาชน เพื่อยกระดับการใช้หญ้าแฝกอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยอิงจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำ และช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติดินถล่ม

เพราะเหตุใด “หญ้าแฝก” ถึงสำคัญ?

ปัจจุบันสถานการณ์ภัยพิบัติดินถล่มมีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักและน้ำท่วม ซึ่งแปลว่าดินไม่สามารถอุ้มน้ำได้ ส่งผลให้เกิดการพังถล่มและส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยงมากมาย

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สำนักงาน กปร. จึงได้จัดงานสัมมนาฯ ประจำปีโดยเน้นย้ำถึงแนวทางป้องกันและการประยุกต์ใช้หญ้าแฝกในแง่ของวิชาการและนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้เกิดการนำหญ้าแฝกไปใช้ในหลากหลายมิติ

วาระแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

การประชุมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการรวบรวมข้อมูลสำหรับการประชุมหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 8 (The Eighth International Conference on Vetiver: ICV-8) ที่จะจัดขึ้นในสาธารณรัฐอินเดีย ในเดือนเมษายน 2570

  • “แนวพระราชดำริการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดย นายสุเมธ ตันติเวชกุล
  • “ความก้าวหน้าการดำเนินเงินโครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” โดยเลขาธิการ กปร.
  • “บทบาทหญ้าแฝกต่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ” โดยนายอาทิตย์ ศุชเกษม
  • “ความสำเร็จของการประกวดโครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” โดย ผู้ช่วยกรรมการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กร ปตท.

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยที่หลากหลาย เช่น วิธีการอนุรักษ์ดิน-น้ำ, การฟื้นฟูทรัพยากรดิน, การป้องกันภัยพิบัติ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากหญ้าแฝก

เสวนาพิเศษ “หญ้าแฝก…จากพื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้”

เป็นเวทีเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอภิปรายในประเด็นต่าง ๆ ที่ครอบคลุมทั้งเชิงเกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม วิศวกรรมชีวภาพ ไปจนถึงการป้องกันภัยพิบัติ

งานสัมมนา เปิดเวทีสัมมนา “หญ้าแฝก” ระดมความคิดเพื่อการพัฒนา ถือเป็นเวทีที่ตอกย้ำความสำคัญของพระราชดำริ และเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในประเทศไทยต่อไป

หากคุณสนใจเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติหรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน อย่าลืมติดตามแนวทางและนวัตกรรมใหม่ๆ จากการใช้ “หญ้าแฝก” ซึ่งอาจเป็นคำตอบหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกในอนาคต

ที่มา – เปิดเวทีสัมมนา “หญ้าแฝก” ระดมความคิดเพื่อการพัฒนา

‘ดร.ตฤณห์’ โพสต์ถึงใคร ปมด้อยระบบการศึกษา

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ได้มีข่าวเผยแพร่เกี่ยวกับ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร ที่ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Aj. Trynh Phoraksa” พร้อมระบุข้อความว่า “ที่สองคนมีร่วมกัน คือ ปมด้อย เรื่องการศึกษา และการอยากมีตัวตน นักศึกษาเทอมนี้” ซึ่งทำเอาชาวเน็ตแห่เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

‘ดร.ตฤณห์’ โพสต์ถึงใคร ปมด้อยระบบการศึกษา

จากการโพสต์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นลึกๆ ที่มักถูกมองข้ามในวงการการศึกษาไทย ซึ่งคือ “ปมด้อยเรื่องการศึกษา” และ “ความอยากมีตัวตน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของนักเรียนนักศึกษาโดยเฉพาะในยุคที่สื่อสังคมเข้าถึงง่าย ยิ่งขยายอิทธิพลไปยังจิตใจของเยาวชนอย่างมาก

ทฤษฎีพื้นฐานจาก อ.ตฤณห์

นอกจากนี้ ดร.ตฤณห์ ยังได้กล่าวอีกว่า “เตรียมตัวเขียนสอบวิชาอาจารย์นะครับ Learning by doing กับ อ.ตฤณห์” ซึ่งอาจดูเป็นเพียงคำพูดธรรมดา แต่แฝงไปด้วยปรัชญาของการเรียนรู้ผ่านการทำจริง และการมองเห็นปัญหาภายในระบบการศึกษาไทยว่ามีความซับซ้อนมากเพียงใด

ประเด็นนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงในโลกออนไลน์อย่างคึกคัก โดยมีชาวเน็ตบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า “ทำไมผิดแค่ 2 คน ทั้งที่มีทีมงานมากมาย, อาสาก็เยอะแยะ, คณะกรรมการก็มีอีกเพียบ” สื่อให้เห็นว่าการศึกษาในประเทศไทยคือระบบที่ซับซ้อนมาก และผลกระทบอาจเกิดขึ้นให้หลายคน ไม่ใช่แค่ 1-2 คนเท่านั้น

  • ความแตกต่างในระบบการศึกษา
  • คนที่แอบซ่อนตัวตนในกลุ่ม
  • คนที่ต้องการโชว์ความมีตัวตน
  • การสอนแบบ hands-on ของ อ.ตฤณห์

บทความนี้อาจไม่ได้บอกเราว่าใครผิดหรือถูก แต่เปิดประเด็นว่าเราควรจะมองเห็น “ปมด้อยเรื่องการศึกษา” และ “ความต้องการมีตัวตนของนักศึกษา” อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะต้นตอของพฤติกรรมหลายอย่างอาจเริ่มต้นจากจุดนี้ก็ได้

หากคุณเป็นนักศึกษาหรือผู้ที่ทำงานด้านการศึกษา ลองมองมุมนี้เพิ่มเติมดู แล้วคุณอาจจะเห็นมุมมองใหม่ๆ ที่ช่วยปรับปรุงระบบได้ดีกว่าเดิม

ที่มา – ‘ดร.ตฤณห์’ โพสต์ถึงใครกัน ปมด้อยระบบการศึกษา กับความอยากมีตัวตน

คุมส่งศาล ‘ทิดจอร์จ’ ยิ้มแย้มห่มผ้าสีส้ม ‘หมอบี’ นุ่งชุดเดิมหน้านิ่งปัดตอบสื่อ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ กองบังคับการกองปราบปราม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว “ทิดจอร์จ” อดีตพระราชวิสุทธิประชานาถ และ “หมอบี” นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล ออกจากห้องคุมขัง เพื่อนำตัวส่งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เจ้าหน้าที่ใช้รถยนต์แยกกันขนผู้ต้องหาทั้งสองราย

คุมส่งศาล ‘ทิดจอร์จ’ ยิ้มแย้มห่มผ้าสีส้ม ‘หมอบี’ นุ่งชุดเดิมหน้านิ่งปัดตอบสื่อ

สำหรับ “ทิดจอร์จ” แต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีน้ำตาล กางเกงขาสั้นสีน้ำตาลเข้ม พร้อมใช้ผ้าเช็ดตัวสีส้มห่มร่างกายขณะออกสื่อ ถูกประคองโดยศิษย์ยานุศิษย์ มีผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามหลายคำถาม ทั้งความรู้สึกหลังลาสิกขา หรือสิ่งที่ต้องการชี้แจง แต่ “ทิดจอร์จ” เพียงยิ้มแย้มและยกมือปฏิเสธการให้สัมภาษณ์

ทิดจอร์จตอบสั้นว่า “ไปศาล”

เมื่อถูกถามว่า “ไปศาลใช่หรือไม่” “ทิดจอร์จ” ตอบสั้นๆ ว่า “ไปศาล” แล้วเดินขึ้นรถไปโดยไม่มีการแสดงท่าทีกังวลใจ แม้จะเป็นกรณีที่มีความรุนแรงหรือต้องเผชิญกับข้อกล่าวหา serious ก็ตาม

ในขณะที่ “หมอบี” ยังคงสวมชุดเดิม คือเสื้อแขนสั้นสีครีมกับกางเกงขายาวสีน้ำตาล หน้าตาสงบ ไม่กล่าวอะไรกับสื่อมวลชน เพียงแต่ยิ้มเล็กน้อยก่อนเดินขึ้นรถยนต์คุมขังแยกต่างหาก

ทั้งสองคนถูกกล่าวหาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งและความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สิน มีความยุ่งเหยิงเกี่ยวกับการเงินและการดำเนินชีวิตของทั้งสองที่สังคมให้ความสนใจมาก

  • ทิดจอร์จเคยลาสิกขาในข้อหา
  • หมอบีเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีหลายประเด็น
  • สื่อมวลชนต่างจับตาดูพฤติกรรมของทั้งคู่อย่างใกล้ชิด

การเดินทางในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของคดีที่ประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิด เรื่องนี้อาจนำไปสู่ข้อมูลใหม่ๆ หรือการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ซ่อนเร้นมายาวนาน

หากคุณติดตามคดีนี้อยู่ ขอบอกไว้เลยว่าอย่าพลาดเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะทุกการเคลื่อนไหวของผู้ถูกกล่าวหาคือหัวใจของคดีที่กำลังเป็นประเด็นร้อน

คุณคิดว่า “ทิดจอร์จ” และ “หมอบี” จะมีการเปิดเผยสิ่งใดในศาลหรือไม่? ติดตามข่าวกับเราได้ที่นี่

ที่มา – คุมส่งศาล ‘ทิดจอร์จ’ ยิ้มแย้มห่มผ้าสีส้ม ‘หมอบี’ นุ่งชุดเดิมหน้านิ่งปัดตอบสื่อ

รัฐบาลเตือน! สแกนม่านตาแลกรับเงิน อันตรายได้ไม่คุ้มเสีย

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไกลอย่างรวดเร็ว รัฐบาลไทยออกมาเตือนประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงอันตรายจากการ สแกนม่านตาแลกรับเงิน ซึ่งกำลังเป็นข่าวลือและแพร่หลายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ด้วยข้อเสนอที่ดูน่าสนใจ เช่น ให้เงิน 500-1,000 บาทหากยินยอมให้สแกนม่านตา และอีก 500 บาทต่อคนที่แนะนำเพื่อนเข้าร่วม

รัฐบาลเตือน! สแกนม่านตาแลกรับเงิน อันตรายได้ไม่คุ้มเสีย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเผยว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและธุรกิจในทุกด้าน โดยเฉพาะการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือ สแกนหน้า และล่าสุดคือ “การสแกนม่านตา” ที่กำลังถูกนำมาใช้ในหลายแพลตฟอร์ม ทั้งในด้านความปลอดภัยและการให้บริการ

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้โดยไม่มีระบบควบคุมหรือความเข้าใจที่เพียงพอ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงอันตราย ล่าสุดมีรายงานจากสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) ว่า มีกลุ่มบุคคลหรือองค์กรที่จงใจชักชวนให้ประชาชนยอมให้สแกนม่านตา โดยสัญญาว่าจะได้เงินตอบแทนภายใน 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งสิทธิพิเศษในการได้รับเหรียญสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี)

ข้อมูลม่านตาน่าล้ำค่ากว่ารหัสผ่าน

สแกนม่านตาแลกรับเงิน” อาจดูแปลกใหม่และน่าสนใจ แต่สิ่งที่ประชาชนควรรู้คือ “ข้อมูลม่านตา” หรือ Iris Code เป็นข้อมูลชีวภาพขั้นสูงสุดที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือกู้คืนได้ หากถูกรั่วไหลก็จะมีความเสี่ยงสูงในการถูกขโมยตัวตน และนำไปใช้ในทางที่ผิดได้อย่างไร้ขีดจำกัด เช่น การใช้ข้อมูลไปเปิดบัญชีใหม่ หรือทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายอนุกูล ย้ำว่า “การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลทางชีวภาพต้องมีความเข้มงวดเป็นพิเศษ เพราะในหลายประเทศ ยังไม่อนุญาตให้เก็บหรือใช้งานข้อมูลจากม่านตาในลักษณะนี้เลย การที่ประชาชนยอมแลกข้อมูลสำคัญเพียงเพื่อรับเงินจำนวนน้อย ถือว่าได้ไม่คุ้มเสียอย่างมาก”

  • ข้อมูลม่านตา ไม่สามารถเปลี่ยนได้หากถูกโจมตี
  • เหมาะสำหรับการยืนยันตัวตนในระบบธนาคารและหน่วยงานสำคัญ
  • หากถูกแฮกจะมีความเสี่ยงสูงในการสวมรอยบุคคล

ดังนั้น ประชาชนควรระมัดระวังและมองให้ไกลว่าข้อมูลชีวภาพเหล่านี้คือ “กุญแจทอง” ที่หากหลุดไปในมือคนอื่น จะทำให้สูญเสียมากกว่าเงินรางวัลที่ได้รับแน่นอน

อย่าเสี่ยงสแกนม่านตาแลกรับเงิน เพราะอันตรายในอนาคตอาจล้นหลามกว่าที่คุณคาด

ที่มา – ‘รัฐบาล’ เตือนประชาชนสแกนม่านตาแลกรับเงินอันตราย ได้ไม่คุ้มเสีย

เลิกเชียร์!! ฟิวรีลั่น ดูแข่งม้า ยังสนุกกว่าดู “ผีแดง” ลงเตะ

ไทสัน ฟิวรี อดีตแชมป์มวยโลกรุ่นเฮฟวี่เวต ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อเกี่ยวกับทีม “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมที่เขาเคยให้ความสนใจและเป็นแฟนบอลอย่างลึกซึ้ง แต่ในช่วงที่ผ่านมาฟอร์มการเล่นของทีมช่างน่าผิดหวังอย่างมาก

เลิกเชียร์!! ฟิวรีลั่น ดูแข่งม้า ยังสนุกกว่าดู “ผีแดง” ลงเตะ

ฟิวรี กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าให้สารภาพตามตรงเลย ผมไม่ได้เชียร์ฟุตบอลแล้วนะ เพราะผมเคยเชียร์ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่ตอนนี้พวกเขาเล่นกันห่วยแตกสิ้นดี ผมเลยเลือกที่จะเลิกเชียร์ไปก่อนเพราะดูแล้วมันน่าเบื่อ”

ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ความผิดหวังจากผลงานของทีมในช่วงหลังเท่านั้นที่ทำให้เขาเลิกเชียร์ฟุตบอล แต่ยังมีความทรงจำในฤดูยูโร 2016 เมื่ออังกฤษแพ้ให้ไอซ์แลนด์ และตกรอบใน 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งส่งผลให้เขาตัดสินใจห่างไกลจากวงการบอลไปเสียแล้ว

ปัจจุบันดูแข่งม้ายังน่าติดตามกว่า

เขาเผยว่า “ใช่ ผมติดใจกับการดูแข่งม้ามากกว่าเสียอีก เพราะถ้าดู แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นตอนนี้ มันเหมือนดูหนังเรื่องซ้ำที่ไม่มีจุดเปลี่ยน” ซึ่งชัดเจนว่าเขามีความไม่พอใจอย่างมากกับทิศทางของทีมในช่วงที่ผ่านมา

ความล้มเหลวของ “ผีแดง” ไม่ใช่แค่เรื่องการวิจารณ์จากแฟนบอลทั่วไป แต่กลับกลายเป็นความคิดเห็นของนักกีฬาชื่อดังระดับโลกเช่น ไทสัน ฟิวรี ที่ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าทีมนี้ไม่มีความน่าสนใจอีกต่อไป

  • ฟอร์มการเล่นของทีมย่ำแย่
  • สื่อและแฟนบอลไม่พอใจ
  • นักกีฬาชื่อดังก็ยังแสดงความเห็น

สถานการณ์แบบนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ว่าจะในแง่ของการบริหารจัดการทีม ผู้เล่น รวมถึงการวางกลยุทธ์จากโค้ช ซึ่งหากพวกเขาไม่เร่งปรับปรุง จนกว่าผลงานจะได้รับการเปลี่ยนแปลง ก็คงต้องเจอเสียงวิจารณ์จากทั้งแฟนบอลภายในและต่างประเทศอีกยาวๆ

ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “ผีแดง” อาจเป็นบทเรียนสำคัญว่า การชนะและการคว้าแชมป์คือจุดเดียวที่จะทำให้ความภักดีของแฟนบอลกลับมาอย่างแท้จริง

ที่มา – เลิกเชียร์!! “ฟิวรี” ลั่น ดูแข่งม้า ยังสนุกกว่าดู “ผีแดง” ลงเตะ