ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ภูมิธรรม’ งงย้อนถามใครคือ ‘เบญจามิน’ หลังมีข่าวขอสัญชาติไทย

ล่าสุดมีกระแสข่าวดราม่ากรณีที่นายเบนจามิน เมาเออร์ เบอร์เกอร์ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ได้ยื่นเอกสารขอกำหนดสัญชาติไทย หลังจากที่เคยเป็นตัวละครที่เกี่ยวข้องกับข่าวการซื้อขายเครื่องบินของนายทักษิณ ชินวัตร รัฐมนตรีต่างประเทศในอดีต จนเป็นที่จับตามองของสาธารณชน

‘ภูมิธรรม’ งงย้อนถามใครคือ ‘เบญจามิน’หลังมีข่าวขอสัญชาติไทย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 สิงหาคมที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว แม้ว่าจะมีการรายงานว่ากรมการปกครองได้ส่งเรื่องขอสัญชาติไทยของ “เบญจามิน” มาให้พิจารณา แต่ตนไม่เคยได้ยินหรือเห็นข้อมูลแต่อย่างใด

โดย ‘ภูมิธรรม’ ย้ำว่า วิธีการทำของตนคือประสบตามกฎหมาย หากผู้ใดทำถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องพิจารณา แต่หากมีอะไรผิดกฎหมายก็จะไม่รับพิจารณาแน่นอน เพราะการขอสัญชาติไทยมีขั้นตอนที่เข้มงวด และต้องผ่านการตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกองบัญชาการตำรวจสันติบาล เป็นต้น

ย้ำถ้าผิดกฎหมายไม่รับพิจารณาแน่นอน

เมื่อแยบถามต่อว่า จะมีความเป็นไปได้หรือไม่หากประชาชนรับรู้ว่าเป็นเรื่องเดียวกันตั้งแต่สมัยอดีตรัฐมนตรีอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เคยกล่าวถึง “เบญจามิน” ว่าเคยยื่นเรื่องขอสัญชาติมาแล้ว ‘ภูมิธรรม’ ชี้ว่าหากสมัยก่อนการพิจารณาไม่ผ่าน อาจเป็นเพราะเอกสารไม่ครบถ้วน หรือมีปัญหาทางกฎหมาย แต่หากภายในโปรแกรมคำขอรายละเอียดครบถ้วนและถูกต้อง ก็ยังสามารถพิจารณาใหม่ได้ตามหลักการ

  • พิจารณาตามกฎหมาย
  • ใช้ขั้นตอนที่มีอยู่
  • หากมีข้อผิดพลาด จะไม่รับพิจารณา
  • ต้องผ่านการตรวจสอบหลายหน่วยงาน

ด้านความเชื่อมโยงของ ‘เบญจามิน’ ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร ทางด้าน ‘ภูมิธรรม’ ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยหรือตนโดยตรง “ทุกอย่างอาจถูกโยง แต่ไม่ใช่เรื่องของเรา” นายภูมิธรรมกล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการชี้แจงเพิ่มเติม จะได้เห็นภาพกว้างของกรณีดังกล่าวอย่างมีข้อมูล ไม่หลงเชื่อข่าวลือ ซึ่งในฐานะหน่วยงานราชการก็ยืนยืนยันว่า พิจารณาทุกกรณีอย่างเที่ยงธรรม ผ่านกรอบกฎหมายเสมอ

หากคุณเป็นผู้สนใจเรื่องสัญชาติไทยหรือกฎหมายทรัพยากรของรัฐ อย่าลืมติดตามข่าวสารในวงการราชการอยู่เสมอ เพราะการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายอาจมีกระทบต่อทุกคนได้

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ งงย้อนถามใครคือ ‘เบญจามิน’หลังมีข่าวขอสัญชาติไทย ชี้ หากผิดกฎหมายไม่รับพิจารณา

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวสัญจรชุมชน ปี 2568

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ณ โรงเรียนชุมชนแหลมงอบ (นิเทศก์อุปถัมภ์) จังหวัดตราด นายมนตรี ปรีดา นายอำเภอแหลมงอบ ได้เป็นประธานพิธีเปิด สวนสัตว์เปิดเขาเขียวสัญจรชุมชน ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ครู นักเรียน และประชาชนทั่วไป รวมกว่า 400 คน

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวสัญจรชุมชน

ภายในงานได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ให้กับนักเรียนกว่า 10 โรงเรียน ผ่าน 6 ฐานกิจกรรมที่สร้างสรรค์โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งกิจกรรมแต่ละฐานได้ถ่ายทอดความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่า การอนุรักษ์ และความหลากหลายทางชีวภาพ

ฐานกิจกรรมน่าสนใจ

  • Why Zoo : ทำไมต้องมีสวนสัตว์
  • Who am I : ฉันคือใคร
  • สัตว์ป่าสงวน 21 ชนิดของประเทศไทย
  • การอนุรักษ์สัตว์ป่าหายาก
  • จากยอดเขาสู่ท้องสมุทร
  • ไขปริศนาสัตว์โลกใต้ทะเล

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวสัญจรชุมชน นี้มีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนตั้งแต่เนื่อนๆ โดยการให้เด็กได้ใกล้ชิดกับสัตว์ป่า ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง พร้อมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และสัตว์ป่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยส่งเสริมการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมนอกห้องเรียน

โครงการนี้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนทั่วประเทศผ่านการเดินทางของ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เข้าไปสัมผัสและเรียนรู้กับชุมชนและโรงเรียนในจังหวัดต่าง ๆ ด้วยวิธีการที่น่าสนใจ สนุก และมีประโยชน์ เป็นการสนับสนุนแนวคิด “เรียนรู้ได้ทุกที่ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียน”

หากคุณเป็นครู ผู้ปกครอง หรือผู้ที่สนใจอยากให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ของคุณ ควรติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและส่งเสริมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ให้กับเยาวชนในชุมชนของคุณ

ที่มา – สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดโครงการฯสัญจรสู่ชุมชน ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568

ภูมิธรรม เรียกยุทธนา แพรดำ สอบคดีเขากระโดง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ารายงานเรื่องเขากระโดงเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยระบุว่าการจะให้ดีเอสไอยกคดีเขากระโดงเป็นคดีพิเศษหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับอธิบดีดีเอสไอ

ภูมิธรรม เรียกยุทธนา แพรดำ สอบคดีเขากระโดง

หากอยู่ในเงื่อนไขก็สามารถพิจารณาและดำเนินการได้ทันที แต่หากต้องการความชัดเจนหรือการอนุมัติจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ต้องนัดหมายเพิ่มเติมอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม อธิบดีดีเอสไอยังไม่มีการเสนอข้อใดข้อหนึ่งในตอนนี้

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ตนเรียก อธิบดียุทธนา แพรดำ เข้ารายงานเพื่อฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีเขากระโดง และเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเป็นจริงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งกำชับว่า อย่าคิดกลั่นแกล้งใคร และต้องยึดหลักข้อเท็จจริง ถ้าพบว่าผิดกฎหมายต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่หากไม่มีมูลก็ไม่ควรทำตามอารมณ์

ความคืบหน้าคดีเขากระโดง

เมื่อถูกถามถึงความคืบหน้าเรื่องการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง นายภูมิธรรม ระบุว่า ยังไม่มีการรายงานชัดเจนในขณะนี้ แม้เจ้าหน้าที่จะอยู่ในหน้าที่อย่างเต็มที่ หากมีความชัดเจนจะมีการประกาศให้ประชาชนทราบ ในขณะเดียวกันก็กล่าวว่าการดำเนินการเกี่ยวกับคดีเขากระโดง มีความคืบหน้าไปมาก ในตอนนี้ยังอยู่ในกระบวนการและตนไม่ได้เข้าไปแทรกแซงแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องเขากระโดงได้รับความ关注อย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิที่ดินและอาจกระทบต่อประชาชนหลายฝ่าย การให้ความโปร่งใสและความชัดเจนในการดำเนินคดีจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

การที่ นายภูมิธรรม เรียก อธิบดียุทธนา แพรดำ เข้ารายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีเขากระโดง เป็นการยืนยันถึงความจริงจังของรัฐบาลในการดำเนินงานตรวจสอบ รวมถึงยืนยันว่ากรณีนี้จะดำเนินต่อไปตามกติกาของกฎหมายอย่างสมบูรณ์

แม้ว่าขั้นตอนต่อไปอาจจะต้องใช้เวลาในการรวบรวมหลักฐานและรอการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา และตรวจสอบได้อย่างเที่ยงธรรม

ติดตามพัฒนาการของคดีเขากระโดง เพื่อให้นโยบายรัฐมีความโปร่งใสเป็นธรรม และไม่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นการเมืองและสังคมในประเทศไทยได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ แจงเรียก ‘ยุทธนา แพรดำ’ อยากทราบความคืบหน้าคดีเขากระโดง ชี้ เป็นอำนาจดีเอสไอยกเป็นคดีพิเศษหรือไม่

เมืองไทยประกันภัย ได้รับการเชิดชู ESG DNA จาก SET

เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับการยกย่องจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จากความสำเร็จในการเข้าร่วม ‘โครงการ ESG DNA ชุดความรู้ด้านความยั่งยืน สำหรับบุคลากรทุกระดับ’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน โดยการสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ ESG ให้แก่บุคลากรในทุกระดับภายในองค์กร

เมืองไทยประกันภัย ได้รับการเชิดชู ESG DNA จาก SET

นางสาวนวลวรรณ ล่ำซำ ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล ได้เป็นตัวแทนเข้ารับเกียรติบัตรจาก ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ซึ่งเป็นการรับประกันว่า เมืองไทยประกันภัย ได้ดำเนินการตามแนวทางความยั่งยืนอย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรม

การส่งเสริมความรู้ผ่านระบบ E-Learning

โครงการ ESG DNA จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ ESG ให้แก่พนักงานในองค์กร โดยใช้ระบบ E-Learning ซึ่งช่วยให้บุคลากรทุกคนสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

  • การส่งเสริมความเข้าใจด้าน ESG อย่างแท้จริง
  • การพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
  • การสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรในเชิงบวก

เมืองไทยประกันภัย ถือเป็นหนึ่งในบริษัทประกันภัยที่ให้ความสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืน และได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในวงการประกันภัยไทย ทั้งในด้านการบริหารจัดการองค์กร และการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการขับเคลื่อน ESG

การได้รับรางวัลเชิดชูเกียรตินี้ถือเป็นแรงบันดาลใจให้กับทีมงานเมืองไทยประกันภัย ในการยังคงพัฒนาและขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติตามมารยาทสากลในเรื่อง ESG ยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ และความแข็งแกร่งขององค์กรในระยะยาว

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจเรื่อง ESG และการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน เมืองไทยประกันภัย ถือเป็นองค์กรหนึ่งที่คุณควรติดตามแนวทางปฏิบัติ เนื่องจากมีการลงทุนจริงจังในด้านนี้มาอย่างยาวนาน

ที่มา – เมืองไทยประกันภัย ได้รับการเชิดชู ESG DNA จาก SET สะท้อนการมีส่วนร่วมของบุคลากร เพื่อพัฒนาองค์กรยั่งยืน

ระวังให้ดี! อาดูเตือนยามาลต้องโฟกัสผลงานไม่ใช่เดท

เมื่อเร็วๆ นี้ เฟรดดี อาดู อดีตนักเตะดาวรุ่งจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยได้รับฉายาว่า “นิว เปเปเล” ออกมาให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับพฤติกรรมของ ยามาล ดาวรุ่งวัย 18 ปีของ บาร์เซโลนา ที่กำลังเป็นที่จับตามองในวงการฟุตบอลโลก อาดู เตือนว่า ยามาล ควรจะตั้งใจพัฒนาฝีเท้าและให้ความสำคัญกับผลงานในสนามให้มากกว่าการออกไปออกเดทกับผู้หญิงที่อายุมากกว่า

ระวังให้ดี! อาดูเตือนยามาลต้องโฟกัสผลงานไม่ใช่เดท

จากคำพูดของ เฟรดดี อาดู นั้น เขากล่าวว่า ยามาล กำลังเล่นให้กับสโมสรที่มีชื่อเสียงระดับโลก จึงต้องเข้าใจว่าทุกครั้งที่เขาออกไปข้างนอก ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะถูกติดตามจับจ้องอย่างหนัก ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากสำหรับวัยรุ่นที่ยังไม่มีประสบการณ์มากนัก อาดู แนะนำว่าควรจะ โฟกัสกับการฝึกซ้อม และมุ่งมั่นในการทำผลงานบนสนาม เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จะนำพาเขาไปสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ฉันเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ว่า เขายังไปออกเดทกับผู้หญิงที่อายุมากกว่าตัวเขาเอง ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะหากคุณเป็นดาวรุ่งที่มีชื่อเสียง คนทั่วไปก็จะสนใจทุกๆ เรื่องที่คุณทำ ดังนั้นการไปอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง ถ้าไม่ใช่แม่ของคุณ ควรจะระมัดระวังมากขึ้น”

ข้อคิดจากอดีตผู้ผ่านสถานการณ์เหมือนกัน

สำหรับ เฟรดดี อาดู เอง เคยมีประสบการณ์ลุกล้ำเมื่อยังเป็นดาวรุ่ง โดยเคยไปทดสอบฝีเท้าที่ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และเคยมีข่าวออกมาหลังจากไปงานปาร์ตี้กับเพื่อน รูปภาพของเขาได้แพร่กระจายออกไปจนกลายเป็นประเด็นใหญ่โตในทันที ซึ่งเขาไม่อยากให้ ยามาล เจอกับสถานการณ์แบบเดียวกัน เพราะอาจส่งผลให้เสียทั้งชื่อเสียงและสมาธิในการเล่นฟุตบอล

  • อย่าให้ความสนใจกับเรื่องนอกสนามมากเกินไป
  • โฟกัสกับฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาฝีเท้า
  • ระมัดระวังภาพลักษณ์ด้านส่วนตัว
  • เรียนรู้จากอดีตประสบการณ์ของนักเตะรุ่นก่อน

การเติบโตของดาวรุ่งนักเตะหนุ่มไม่ใช่แค่เรื่องของฝีเท้าแต่เป็นเรื่องของจิตใจ ความรับผิดชอบ และการบริหารจัดการตัวเองในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ยามาล ถูกจับตามองจากทั่วโลก เขาจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว เพราะจากประสบการณ์ของ เฟรดดี อาดู แล้ว ความผิดพลาดหนึ่งครั้งอาจเกิดผลกระทบระยะยาวได้

หากคุณเป็นแฟนบอล ยามาล หรือชื่นชอบการพัฒนาดาวรุ่งในวงการฟุตบอล เราเชื่อว่าเรื่องราวครั้งนี้มีคุณค่าและข้อคิดให้ทุกคนได้ตั้งใจใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น

ที่มา – ระวังให้ดี! “อาดู” ออกโรงเตือน “ยามาล” ต้องมีสมาธิกับผลงานในสนาม ไม่ใช่ไปออกเดทกับผู้หญิง

ภูมิธรรม เชื่อบ้านหนองจานไม่บานปลาย ตำรวจพร้อมดำเนินการหากผิดกฎหมาย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังเกิดเหตุการณ์ม็อบชนม็อบระหว่างกลุ่มคนไทยกับกลุ่มชาวกัมพูชา ว่าสถานการณ์ขณะนี้ไม่น่าจะบานปลายไปกว่านี้

ภูมิธรรม เชื่อบ้านหนองจานไม่บานปลาย

นายภูมิธรรม กล่าวว่า รัฐบาลมีมาตรการตามกฎหมายที่กำหนดไว้ หากมีการละเมิดหรือทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะดำเนินการตามขั้นตอน ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงทั้งในพื้นที่และชายแดนถูกประเมินอย่างใกล้ชิด โดยมีทหารและตำรวจเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลุกลาม

การจัดการตามหลักกฎหมาย

เมื่อถามถึงแนวทางการใช้กำลังของตำรวจในการควบคุมพื้นที่บ้านหนองจาน รองนายกฯ ชี้แจงว่า อย่าคิดอะไรมาก เพราะสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นที่ต้องใช้措施过激(overly aggressive measures)。ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ระวังและแก้ปัญหาเบื้องต้นไปแล้ว อย่างไรก็ตาม หากมีการกระทำที่ผิดกฎหมาย ย่อมต้องได้รับการจัดการอย่างเข้มงวด

กรณีที่มีข้อเสนอจากนายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี เรื่องการให้เงินชดเชยชาวบ้านชาวกัมพูชาเพื่อขอให้ออกจากพื้นที่ นายนภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ ต้องดูข้อเท็จจริงและความเป็นไปได้ตามกฎหมาย

สถานการณ์บ้านหนองจานและมุมมองระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เผยอีกว่า ทางรัฐบาลก็ได้รับข้อเสนอหลายแนวทางจากหลายภาคส่วน ทั้งแบบรุนแรงหรือเบาบาง ซึ่งรัฐบาลก็สามารถรับฟังและนำไปพิจารณาอย่างรอบคอบ

นอกจากนี้ กรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เคยระบุว่าบ้านหนองจานเป็นพื้นที่ป่าและไม่มีโฉนด นายนภูมิธรรม ชี้แจงว่า ขณะนี้ปัญหานี้ได้คลี่คลายแล้ว โดยผู้ว่าฯ ได้ออกมาชี้แจงว่าเมื่อข้อมูลเบื้องต้นอาจเข้าใจผิด จากการอ้างถึงโฉนด ทว่าจริงๆ แล้วสิทธิในการครอบครองที่ดินมีหลายประเภท เช่น น.ส.3 และ ส.ค.1 ทำให้เกิดความสับสน ซึ่งหลังจากได้รับแจ้งแล้ว ผู้ว่าฯ ก็ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ

สำหรับสถานการณ์ในอนาคต นายนภูมิธรรม เชื่อว่า สถานการณ์ที่บ้านหนองจานจะไม่บานปลาย เพราะไทยยึดมั่นในหลักกฎหมายและยังมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน (ไอโอที) เฝ้าดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เจตจำนงของรัฐบาลไทยที่เข้าใจได้ระดับนานาชาติ

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ได้พบปะพูดคุยกับทูตสหรัฐอเมริกา ซึ่งแสดงถึงความเข้าใจในแนวทางของรัฐบาลไทยอย่างชัดเจน และยังได้เชิญประธานาธิบดีโทรมป์ และรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐมาเยือนประเทศไทยในโอกาสที่เหมาะสม นับเป็นการแสดงมิตรไมตรีและเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

จากเนื้อหาราชการในวันที่ผ่านมา สื่อให้เห็นถึงจุดยืนชัดเจนของรัฐบาลไทยในการจัดการกับสถานการณ์ที่บ้านหนองจาน ทั้งในเรื่องหลักกฎหมาย การเคารพสิทธิ และเจตจำนงสันติ รวมถึงได้รับความเข้าใจจากนานาชาติ

เหตุการณ์บ้านหนองจานไม่ใช่แค่เรื่องของพรมแดน แต่เป็นเรื่องที่ทบทวนความเข้าใจในกฎหมาย การสื่อสาร และความสงบสุขของประชาชนอย่างแท้จริง หากทุกฝ่ายทำงานอย่างรับผิดชอบและมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน เรื่องนี้ก็มีแนวทางในการแก้ไขได้โดยไม่ต้องบานปลาย

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ เชื่อสถานการณ์บ้านหนองจานไม่บานปลาย หลังม็อบชนม็อบ บอกหากทำผิดกฎหมายตำรวจพร้อมดำเนินการ

ทูตไทยส่งหลักฐานเพิ่มให้เลขาฯ UN ย้ำ ‘กัมพูชา’ ใช้ทุ่นระเบิด

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม กระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสหประชาชาติ ได้ส่งหนังสือถึงนายอันโตนิอู กูแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เพื่อจัดส่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณี ‘ทูตไทยส่งหลักฐานเพิ่มให้เลขาฯ UN ย้ำ ‘กัมพูชา’ ใช้ทุ่นระเบิด’ ภายในพื้นที่อาณาเขตของประเทศไทย

ทูตไทยส่งหลักฐานเพิ่มให้เลขาฯ UN ย้ำ ‘กัมพูชา’ ใช้ทุ่นระเบิด

ในหนังสือฉบับดังกล่าว ทูตไทยได้ย้ำถึงการกระทำของกัมพูชาที่ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา หรืออนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมเสนอข้อมูลและการรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ต่าง ๆ เพื่อยืนยันว่ามีการใช้ทุ่นระเบิดทางทหารในพื้นที่ใกล้เคียงชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลเสียต่อความปลอดภัยของประชาชนชาวบ้านในพื้นที่

การใช้ทุ่นระเบิดและผลกระทบต่อความมั่นคง

ปัญหาการใช้ทุ่นระเบิดไม่เพียงแต่เป็นอุปสรรคต่อความสงบสุขของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา มีความมุ่งมั่นสูงสุดในการต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิดประเภทต่าง ๆ และย้ำความร่วมมือในเชิงสันติภาพเพื่อแก้ไขสถานการณ์

ตามข้อมูลที่ว่า การใช้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุจากการขัดแย้งด้านการเมืองและการเคลื่อนไหวทางทหาร ทั้งยังสร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาค และขัดขวางความพยายามในการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงการท่องเที่ยวและการค้า

  • การสูญเสียชีวิตจากทุ่นระเบิด
  • ผลกระทบต่อเด็กและชุมชนในพื้นที่
  • ความไม่สงบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศต่อปัญหาทุ่นระเบิด

กระทรวงการต่างประเทศยังระบุว่าการกระทำของกัมพูชานั้นก่อให้เกิดความเสียหายในเชิงโครงสร้างและความปลอดภัยในระยะยาว ในการดำเนินการครั้งนี้ ไทยมุ่งเน้นการแก้ไขผ่านบทสนทนาทางการทูตและยืนยันความพร้อมในการหาทางออกอย่างสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง

บทบาทของสหประชาชาติ

การมารวมตัวกันของไทยกับเลขาธิการสหประชาชาติในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างแรงผลักดันให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเป็นระบบ ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกและการระดมความคิดเห็นของนานาชาติในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจขยายวงกว้างออกไปได้

หากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ดังกล่าวได้ อาจส่งผลในเชิงยุทธศาสตร์ทั้งในมิติความมั่นคงและการทูต ทำให้การบริหารพรมแดนของไทยเป็นเรื่องซับซ้อนมากขึ้น

ดังนั้น การออกมายืนยันและส่ง ทูตไทยส่งหลักฐานเพิ่มให้เลขาฯ UN ย้ำ ‘กัมพูชา’ ใช้ทุ่นระเบิด เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือถึงบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบและร่วมมืออย่างจริงจังต่อปัญหาที่มีความซับซ้อนสูง

การแก้ไขปัญหาต้องใช้ความร่วมมือทั้งในระดับชาติและนานาชาติ การเปิดเผยข้อมูล เช่น กรณีของ ทูตไทยส่งหลักฐานเพิ่มให้เลขาฯ UN ย้ำ ‘กัมพูชา’ ใช้ทุ่นระเบิด คือกุญแจสำคัญในการผลักดันให้สถานการณ์ได้รับการตรวจสอบและแก้ไขอย่างยุติธรรม

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงยืนหยัดในหลักการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกจะต้องเริ่มจากการเคารพต่อกฎระหว่างประเทศ รวมถึงการคุ้มครองสิทธิของมนุษย์ ไม่ใช่การกระทำด้วยอาวุธที่ไร้จุดหมายและไร้มนุษยธรรม

เซเว่นฯ หนุนเกษตรกรกล้วยหอมทอง สร้างอาชีพยั่งยืน

ในยุคที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหลายประการ เช่น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น การเพาะปลูกพืชผลแล้วส่งขายอย่างเดียวไม่เพียงพอ เมื่อผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่ต้องการความ “สะดวกทาน” กล้วยหอมทอง จึงเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมใน เซเว่น อีเลฟเว่น ด้วยรสชาติหวานหอม เนื้อนุ่มแน่น และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรักสุขภาพ

เซเว่นฯ หนุนเกษตรกรกล้วยหอมทอง สร้างอาชีพยั่งยืน

เบื้องหลังความอร่อยนี้ยังมีเรื่องราวที่น่าภาคภูมิใจ เมื่อ เซเว่น อีเลฟเว่น ดำเนินการสนับสนุนเกษตรกรไทยทั่วประเทศกว่า 2,010 ราย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงระหว่างสวนผลไม้ โรงแพ็ค และผู้บริโภค ช่วยสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และเกษตรกรในกระบวนการปลูก การดูแล ไปจนถึงการจัดจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

เอ็น แอนด์ เอ็น ฟรุทส์ กับความสำเร็จจากกล้วยหอมทอง

หนึ่งในตัวอย่างของความประสบความสำเร็จคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น แอนด์ เอ็น ฟรุทส์ ผู้ประกอบการชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี ที่จัดส่งกล้วยหอมทองเข้าร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น สูงถึง 90,000 ลูกต่อวัน โดยมีเกษตรกรกว่า 400 ราย และพนักงานมากถึง 150 คน ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกทั้งสิ้น 2,000 ไร่ ครอบคลุมทั้งพื้นที่เพชรบุรีและจังหวัดใกล้เคียง

“เริ่มจากการรวมกลุ่มเกษตรกรเพียง 10 ราย เมื่อปี 2558 วันนี้เราเติบโตกว่า 40 เท่า และมีพนักงานทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่า กล้วยหอมทองทุกลูกได้มาตรฐาน ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก การเก็บเกี่ยว การบ่ม การแพ็ค ไปจนถึงการจัดส่งถึงสาขา เซเว่นฯ” คุณอาคม คงกะเรียน ผู้ก่อตั้งบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น ฟรุทส์ กล่าว

ขั้นตอนการผลิตเพื่อคุณภาพระดับประเทศ

  • ขั้นตอนการปลูก-เก็บเกี่ยว – พร้อมส่งใน 9-12 เดือน ตั้งแต่การเพาะจนเติบโตเต็มที่
  • ล้างและทำความสะอาด – ใช้ระบบล้างด้วยน้ำสะอาดเพื่อกำจัดฝุ่นละออง
  • บ่มแบบควบคุมอุณหภูมิ – เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและรักษาคุณภาพผลผลิต
  • แพ็คในถุงระบายอากาศ – ป้องกันผิวกล้วยดำและเนื้อเละ
  • จัดส่งรวดเร็วไปทั่วประเทศ – ผ่านระบบโลจิสติกส์ของ เซเว่น อีเลฟเว่น

ไม่เพียงแต่ส่งเสริมอาชีพเกษตรกร เอ็น แอนด์ เอ็น ฟรุทส์ ยังมีโครงการสนับสนุนสังคม เช่น เสนอกล้วยหอมทองแก่โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะกล้วยที่ไม่ผ่านเกรด ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรและเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกในชุมชน

อนาคตของเอสเอ็มอีกับกล้วยหอมทอง

สำหรับอนาคต คุณอาคมมีแผนต่อยอดธุรกิจโดยการ แปรรูปกล้วยหอมทอง เพื่อเพิ่มมูลค่าและรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเสนอกลยุทธ์สำคัญแก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ว่า “ศึกษาและเข้าใจธุรกิจของคุณให้ดี รักษาคุณภาพและมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ ความอดทนและความตั้งใจคือกุญแจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ ความริเริ่มและภูมิใจนี้เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องเนื่องจาก บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเครือ เซเว่น อีเลฟเว่น และ เซเว่น เดลิเวอรี่ ผ่านแนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” และดำเนินการด้านการตลาด การผลิต และการเชื่อมโยงเครือข่ายอย่างใกล้ชิดกับผู้ประกอบการ

กล้วยหอมทองไม่ใช่แค่สินค้าที่ขายดีในเซเว่น เท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสร้างรายได้ ก่อให้เกิดอาชีพ และยกระดับเศรษฐกิจในชุมชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือเกษตรกรรายย่อย เราเชื่อว่าการเริ่มต้นจากความรักในสิ่งที่ทำ พร้อมการพัฒนาอย่างมีระบบ และการเข้าร่วมมือกับพันธมิตรที่มีคุณภาพอย่าง เซเว่น อีเลฟเว่น สามารถสร้างโอกาสใหม่ให้กับชีวิตและชุมชนได้เช่นกัน

ที่มา – ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ เดินหน้าหนุนเกษตรกร ‘กล้วยหอมทอง’ ต่อเนื่อง ‘เชื่อมโยงสวน-โรงแพ็ค-ผู้บริโภค’ สร้างอาชีพให้เกษตรกร 2,010 ราย

มาแน่! Apple จัดงานเปิดตัว iPhone 17 9 ก.ย. นี้

_Apple_ ยืนยันแล้วว่าจะจัดงาน _Apple Event_ อย่างเป็นทางการเพื่อเปิดตัว iPhone 17 รุ่นใหม่ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 10:00 น. ตามเวลาแปซิฟิก หรือเท่ากับ 00:00 น. ของวันที่ 10 กันยายน ตามเวลาในประเทศไทย ณ โรงละคร Steve Jobs ที่เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

มาแน่! Apple จัดงานเปิดตัว iPhone 17 9 ก.ย. นี้

งานนี้นอกจากจะครอบคลุมทั้งรุ่นปกติและรุ่น Pro ที่เราคุ้นเคยแล้ว ยังคาดว่าจะมีรุ่นใหม่ล่าสุดแทนที่ iPhone 17 Plus ที่มีชื่อว่า iPhone 17 Air ซึ่งจะมาพร้อมกับดีไซน์ที่บางเป็นพิเศษโดยมีความหนาเพียง 5.5 มม. และหน้าจอขนาด 6.6 นิ้ว ซึ่งบางกว่ารุ่นเดิมถึง 0.08 นิ้ว ทำให้การพกพาง่ายสุดๆ

ฟีเจอร์เด่นของ iPhone 17 Series

สำหรับรุ่นพื้นฐานอย่าง iPhone 17 จะมีหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้นถึง 6.3 นิ้ว และรองรับอัตราการรีเฟรชหน้าจอที่ 120Hz ขจัดความล่าช้าในการเลื่อนหน้าจอ และเพิ่มความลื่นไหลในการใช้งานเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าที่ใช้แค่ 60Hz เท่านั้น

อีกหนึ่ง亮点ของการเปิดตัวในครั้งนี้คือการอัปเดตผลิตภัณฑ์วงในอีโคซิสเต็มของ Apple อื่นๆ ด้วย โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัว Apple Watch Series 11, Ultra 3 และ SE 3 โดยเฉพาะรุ่น Ultra 3 ที่จะมีหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้นและระบบชาร์จที่เร็วขึ้นจากการอัปเกรดหลายด้าน

  • iPhone 17 Air บางเบาดีไซน์ล้ำ
  • iPhone 17 หน้าจอใหญ่ 120Hz
  • Apple Watch Ultra 3 หน้าจอกว้างขึ้น ชาร์จเร็ว
  • AirPods Pro 3 ชิปใหม่ ตัดเสียงดีขึ้น

ก่อนหน้านี้คาดว่า Apple จะเปิดตัว AirPods Pro 3 ซึ่งเป็นรุ่นหลังจากรุ่นก่อนหน้าที่วางขายมาแล้วถึง 3 ปี เหตุผลที่คาดนี้เป็นรุ่นที่มีการออกแบบที่กะทัดรัดขึ้น พร้อมด้วยชิปประมวลผลเสียงที่ใหม่กว่า ทำให้การตัดเสียงรบกวนดียิ่งขึ้น มีระบบควบคุมเทคโนโลยีสัมผัสละเอียดมากขึ้น

งานนี้เป็นโอกาสสำคัญของแฟน iPhone และผู้ติดตามวงการเทคโนโลยีทั่วโลก จะได้เข้าถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ จาก Apple ภายใน лишьไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด คงอดใจรอไม่ไหวที่จะมีประสบการณ์ล้ำยุคใหม่บนอุปกรณ์อัจฉริยะจากแบรนด์ระดับโลกไปเลย

อย่าลืมตั้งเตือนกันไว้ เพราะอาจพลาดความพิเศษสุดกับการเปิดตัว iPhone 17 รุ่นใหม่กันได้ง่ายๆ

ที่มา – มาแน่ ! “ Apple” ประกาศจัดงาน “Apple Event” เปิดตัว “ iPhone 17”   9 ก.ย. นี้

ย้อนรอยรักมารี เบรินเนอร์ หลังเลิก ‘กัน-พิชญ์’ สู่รักซับซ้อน

ความรักของนางเอกหน้าหวาน “มารี เบรินเนอร์” เป็นประเด็นที่หลายคนติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงที่เธอเลิกแฟนหนุ่มในวงการอย่าง “กัน นภัทร” และ “พิชญ์ กาไชย” ซึ่งในช่วงเวลานั้น มารี เคยให้สัมภาษณ์อย่างเปิดใจถึงสาเหตุของความล่มสลายในความสัมพันธ์ทั้งสองที่ผ่านมา

ย้อนรอยรักมารี เบรินเนอร์ หลังเลิก ‘กัน-พิชญ์’

จากคำให้สัมภาษณ์เมื่อปีที่ผ่านมา มารี กล่าวว่า ความรักกับ กัน นภัทร คือความรักที่เธอทุ่มเทอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถไปด้วยกันได้ “เราเชื่อว่าความรักต้องสู้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่สถานการณ์ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นคล้ำ

“ความรักไม่สำคัญ ถ้าคนใดคนหนึ่งไปต่อไม่ไหว”

มารี ย้ำว่าไม่มีใครผิดในความล่มสลาย แต่ความโตมาต่างวิถีของทั้งสองคนคือจุดเปลี่ยนสำคัญ “มันไม่ใช่เรื่องแย่เลยค่ะ เพราะมันสอนให้รับรู้ว่าบางทีการรักของเราก็อาจจะเร็วเกิน หรือมากเกินไป ซึ่งในอนาคตเราจะปรับตัวใหม่

ขณะที่เรื่องความรักกับหนุ่มพิชญ์ เธอเผยว่า “ตอนนี้เรากำลังเปิดใจให้โอกาสตัวเอง ทั้งในเรื่องงานและมุมใหม่ๆ ถ้ามี缘分จริง ใครก็ตามที่เข้ามา เราก็ยินดี

  • มารี ย้ำว่าไม่ปิดหัวใจ พร้อมเปิดใจรับความรักใหม่เสมอ
  • ยอมรับว่าเคยรัก “กัน-พิชญ์” อย่างเต็มที่จนจบทางเท่านั้น
  • มองว่าความล่มสลายเป็นเรื่องของการเติบโต ไม่ใช่คำว่า “ผิด”

นอกจากเส้นทางความรักที่ซับซ้อน เธอยังเปิดโอกาสในโลกธุรกิจที่อยู่นอกเหนือวงการบันเทิง มารี เผยว่าตอนนี้ชีวิตเธอดูมีความสุขและเต็มที่กับสิ่งที่ทำ เพราะเธอเชื่อว่าโอกาสใหม่ๆ อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ความรักซับซ้อน ของมารี เบรินเนอร์ อาจยังคงสร้างแรงดึงดูดให้กับแฟนคลับ แต่เธอเองได้เติบโตจากความรักอย่างสวยงาม พร้อมหันหน้าไปสู่ความรักและชีวิตใหม่อย่างมั่นคง

หากคุณกำลังมองย้อนอดีตความรัก อย่าลืมมองไปข้างหน้า เพราะทุกความล้มเหลว คือบทเรียนเพื่อพบเจอสิ่งที่ดีกว่า

ที่มา – ย้อนรอยรักฉบับ ‘มารี เบรินเนอร์’ เปิดคำพูดหลังเลิก ‘กัน-พิชญ์’ จากรักพังสู่รักครั้งใหม่ที่ซับซ้อน!