ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ดร.นิยม เวชกามา ตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ช่วยรมต.สุชาติ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ภายใต้การบังคับบัญชาของนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาของผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ โดยนำทีมผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ได้แก่ นักกฎหมาย นักวิชาการ และผู้แทนจากวงการสื่อมวลชน เข้ามาร่วมงานอย่างเป็นทางการ

ดร.นิยม เวชกามา ตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ช่วยรมต.สุชาติ

การแต่งตั้งคณะที่ปรึกษานี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการแต่งตั้ง ดร.นิยม เวชกามา เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 และได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากนางสาวแพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา

เพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

คำสั่งแต่งตั้งคณะที่ปรึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนงานด้านสำนักนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะด้านพระพุทธศาสนา ซึ่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ดร.นิยม เวชกามา ปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด โดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 226/2568

ดร.นิยม กล่าวว่า การได้มีคณะที่ปรึกษาจากหลากหลายสาขาเข้ามาร่วมงาน ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน แต่ยังส่งเสริมการร่วมมืออย่างมีคุณภาพ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างรวดเร็วและโปร่งใส

รายชื่อคณะที่ปรึกษาที่ได้รับการแต่งตั้ง มีดังนี้:

  • นางสาวนิภาภรณ์ เวชกามา
  • นายณพลเดช มณีลังกา
  • นายอุทัย มณี
  • นายธวัชชัย ผลสะอาด
  • นายสำราญ ศรีวรภัทร
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เสถียร วิพรมหา
  • นายกร ศิรินาม
  • นางสาวขจรจันทร์ ค้าข้าว
  • นายรัชพล สุวรรณโชติ
  • นายพรพล สุวรรณมาศ
  • นายฐนน พูนทรัพย์ไพศาล
  • นางวราพร อรรถสุข
  • นายนันทภพ บรรจบพุดชา
  • นายประสิทธิ์ แสงทับ
  • นายยุทธนา เกียรติดำเนินงาม
  • นายกฤตพัฒน์ นิธิจรัสรักษ์
  • นายประสิทธิ์ ประวรรณะ

ทุกท่านมีความเชี่ยวชาญในสาขาของตนเอง และมีประสบการณ์ที่สำคัญที่จะหนุนหน้าที่ของ ดร.นิยม เวชกามา ในการทำงานด้านศาสนาและการบริหารราชการแผ่นดินให้กับรัฐบาล

ดร.นิยม ย้ำด้วยว่าท่านและทีมที่ปรึกษาทุกคนมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะสนับสนุนการวางนโยบายด้านพระพุทธศาสนา และการทำงานด้านสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุด

การจัดตั้งคณะที่ปรึกษาเช่นนี้แสดงถึงความพร้อมของรัฐบาลในการขับเคลื่อนงานอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสนาซึ่งมีผลต่อสังคมโดยตรง

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจเรื่องนโยบายด้านศาสนาหรืองานด้านสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ควรพลาดการติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจากทีมของ ดร.นิยม เวชกามา ตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ช่วยรมต.สุชาติ เพราะอาจเป็นการเริ่มต้นของนโยบายใหม่ๆ ที่จะส่งผลดีต่อสังคมไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – “นิยม เวชกามา” ตั้งคณะที่ปรึกษา ดึงนักกฎหมาย-นักวิชาการ-สื่อมวลชน รวมทีม

อบจ.กาฬสินธุ์ ร่วมงานวันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดกาฬสินธุ์

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ (อบจ.กาฬสินธุ์) โดยนางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล ได้มอบหมายให้ ดร.สุภาพร เกียรติดำเนินงาม เลขานุการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยข้าราชการและพนักงาน เข้าร่วมงาน วันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดกาฬสินธุ์ ประจำปี 2568 ภายใต้ชื่อกิจกรรม “มหกรรมพัฒนาเด็กและเยาวชน”

อบจ.กาฬสินธุ์ ร่วมงานวันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดกาฬสินธุ์

กิจกรรมในครั้งนี้มีนายนพดล จอมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในพิธีอย่างเป็นทางการ และมีดร.จารุวรรณ รัตนมาลี ผู้อำนวยการโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ พร้อมด้วยครู นักเรียน เยาวชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

ส่งเสริมเยาวชนสร้างสรรค์และพัฒนาสังคม

วัตถุประสงค์หลักของการจัดงาน วันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดกาฬสินธุ์ นี้ คือ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง สร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และสามารถมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยมีหัวข้อใหญ่ของงานในปีนี้ว่า “4 ทศวรรษ ร่วมแรงแข่งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ”

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการจัดแสดงนิทรรศการ สาธิตทักษะชีวิต การส่งเสริมสุขภาวะทางกายและจิตใจของเยาวชน และกิจกรรมส่งเสริมจิตสำนึกพลเมืองดี

พิเศษในครั้งนี้ นางสาวสสิตา ภักดีรักษ์ นักเรียนโรงเรียนดงมูลวิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับรางวัล “เยาวชนดีเด่นสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย” เกียรติยศแก่ตัวนักเรียนและหน่วยงานของจังหวัดเป็นอย่างยิ่ง

การจัดงาน วันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นโอกาสสำคัญที่เยาวชนจะได้แสดงศักยภาพและการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างแท้จริง หน่วยงานต่าง ๆ ต้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เยาวชนไทยมีโอกาสเติบโตอย่างมีคุณภาพและสมศักดิ์ศรี

การส่งเสริมเยาวชนไม่ใช่แค่หน้าที่ของโรงเรียนหรือหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่ทุกภาคส่วนในชุมชนต้องมีหน้าที่ในการปลูกฝังคุณธรรม มารยาท และทักษะชีวิตที่จำเป็น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ในการก้าวสู่อนาคต

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือครู ควรส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาเยาวชน เช่นนี้ เพราะจะช่วยปลูกฝังจิตใจที่ดี สร้างคนดีของชาติในอนาคต

ที่มา – อบจ.กาฬสินธุ์ ร่วมงานวันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดกาฬสินธุ์

ศึกแห่งศักดิ์ศรี!! สวนกุหลาบวิทยาลัยร่นเวลาเรียนเชียร์นักฟุตบอล

ในวันที่ความตื่นเต้นกำลังจะมาถึงจุดสูงสุด นักเรียนนักศึกษาจากทั่วประเทศต่างเตรียมตัวเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เพื่อเชียร์ทีมที่พวกเขารักในสนามฟุตบอลแห่งศักดิ์ศรี ซึ่งก็คือ “เดลินิวส์ คัพ 2025” สำหรับการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี ฤดูกาลนี้เป็นการชิงชนะเลิศระหว่างสองมหาวิทยาลัยชั้นนำ กับการพบกันของ “เจ้าสัวน้อย” จากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และ “ชมพู-ฟ้า” จากโรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัย ที่สนามกีฬา ศุภชลาศัย ตามกำหนดเวลา 17:00 น. ของวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568

ศึกแห่งศักดิ์ศรี!! สวนกุหลาบวิทยาลัยร่นเวลาเรียนเชียร์นักฟุตบอล

แม้ว่าการแข่งขันจะยังไม่เริ่มขึ้น แต่บรรยากาศรอบๆ สวนกุหลาบวิทยาลัยได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของทั้งคณาจารย์และนักเรียนอย่างชัดเจน โดยทางโรงเรียนได้ประกาศเปลี่ยนแปลงกำหนดการเรียนการสอนในวันแข่งขัน เพื่อให้เหล่นักเรียนสามารถเข้าร่วมสนับสนุนทีมได้อย่างเต็มที่

แทนที่จะใช้ชั่วโมงเรียนปกติที่ 50 นาที ทางโรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัย จะแบ่งช่วงเวลาเรียนเป็นคาบที่สั้นลงเหลือเพียง 40 นาทีเท่านั้น พร้อมทั้งให้เลิกเรียนก่อนเวลาปกติ การกระทำอันจงรักภักดีนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของนักเรียนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีพลัง หากยังส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมเชียร์ขึ้นในสถาบัน

หน้าที่ของผู้ปกครองและนักเรียนร่วมพัฒนาได้อย่างไร?

และเพื่อสนับสนุนเหตุการณ์สำคัญในครั้งนี้อย่างเต็มรูปแบบ ทางโรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัย ยังออกหนังสือถึงผู้ปกครองเพื่อแจ้งให้ทราบและเตรียมพร้อมในการบริหารเวลาครอบครัวในวันดังกล่าว เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมนี้ร่วมกันทั้งในฐานะรองรับทีมและส่งเสริมความสามัคคีในชุมชนโรงเรียน

การเคลื่อนไหวนี้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ใช่แค่นักฟุตบอลเท่านั้นที่มีบทบาทในการสร้างแรงบันดาลใจ แต่การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ครู นักเรียน ก่อให้เกิดมูลค่าและความหมายที่แท้จริงของการเล่นฟุตบอลรุ่นเยาวชน

นี่คือศึกแห่งศักดิ์ศรีย์ในการรักษาเอกลักษณ์ของโรงเรียนและอภิปรายทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นความพยายามของผู้เล่น ครู และแม้กระทั่งนักเรียนที่เชียร์ทีม บนพื้นสนามกีฬาจะไม่ใช่เพียงแค่การเผชิญหน้าในเกมฟุตบอล แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของทุกคนภายใต้โลโก้ของสถาบัน

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการเชียร์ทีมของตัวเองในวันนี้ ห้ามพลาดโอกาสในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์แห่งความภาคภูมิใจในการเรียนหนังสือและการใช้ชีวิตที่โรงเรียน

ที่มา – ศึกแห่งศักดิ์ศรี!! “สวนกุหลาบวิทยาลัย” ร่นเวลาเรียน ให้เด็กๆ เข้าไปเชียร์สถาบัน ในนัดชิงลูกหนัง “เดลินิวส์ คัพ 2025”

กัน นภัทร-พิชญ์ กาไชย เผยสาเหตุเลิกรา มารี เบรินเนอร์

ล่าสุดกระแสของนางเอกสาวหน้าหวาน มารี เบรินเนอร์ กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากที่ตกเป็นข่าวใหญ่เรื่องการเมาแล้วขับ ซึ่งแยกระลอกความสนใจไปยังเรื่องราวความรักของเธอกับหนุ่มฮอตในแวดวงบันเทิงอย่าง กัน นภัทร และอดีตแฟนหนุ่ม พิชญ์ กาไชย

กัน นภัทร-พิชญ์ กาไชย เผยสาเหตุเลิกรา มารี เบรินเนอร์

เมื่อนำเรื่องราวที่ผ่านมาขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง หลายคนก็ย้อนกลับไปดูคลิปเก่าๆ ที่ พิชญ์ กาไชย เคยให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความรักในช่วงท้ายความสัมพันธ์กับ มารี เบรินเนอร์ อย่างตรงไปตรงมา โดยเขาสรุปไว้ว่า:

“ตัวเขาเป็นคนดี แต่เราไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากันได้ สิ่งที่เขาเป็นกับวิถีของเราคนละแบบกัน เราไม่สามารถไปบอกว่าให้เขาเปลี่ยนได้ แต่เราพอรู้สึกว่าเราคงยื้อเขาให้แย่ลงกว่านี้”

กัน นภัทร สัมภาษณ์หลังเลิกรา

ด้าน กัน นภัทร ที่เคยเป็นอีกครึ่งของ มารี เบรินเนอร์ ก็เปิดใจหลังจากเลิกราด้วยว่า การตัดสินใจเป็นสิ่งที่ยากลำบาก ไม่ใช่เรื่องของใครแย่เพียงคนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียว:

“เราคงไม่ใช่แค่มีความรัก บางสิ่งบางอย่างมันมากกว่านั้น บางครั้งการเลิกราก็เป็นทางออกที่ดีกว่า ดีกว่าที่จะให้อีกฝ่ายเจ็บใจในอนาคต”

นอกจากนี้ เขายังยอมรับว่าในช่วงเลิกราเรื่องราวถูกขุดคุ้ย เขากลับไปสวดมนต์ทุกวัน และนั่งสมาธิเพื่อจัดการความคิดด้านจิตใจ

“เราก็ไม่เก่งในการตอบคำถาม พอเลิกแล้วก็มีนักข่าวถามเยอะ ความจริงบางอย่างไม่ใช่เพราะเราแย่ แต่มันแค่ไม่ใช่เส้นทางของคนสองคนนี้เท่านั้นเอง”

แง่มุมของการเลิกที่ไม่ใช่เฉพาะความรัก

จากทั้งสองฝ่าย จะเห็นว่าความรักของ มารี เบรินเนอร์ กับทั้ง กัน นภัทร และ พิชญ์ กาไชย ล้วนมีปัจจัยที่มากกว่าแค่ความรักเสียอีก ทั้งเรื่องของวิถีชีวิต ความเข้ากันได้ และอิทธิพลจากโลกภายนอก ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ต้องจบลงในตอนท้าย

ความรักอาจไม่ใช่สิ่งที่วัดได้ด้วยคำว่าดีหรือแย่เท่านั้น แต่ยังต้องมีความ “เข้ากันได้” และ “พร้อมต่อความสัมพันธ์ในระยะยาว” ด้วย ไม่ว่าใครจะเจอสถานการณ์แบบไหน อย่างน้อยการตัดสินใจของผู้ที่เกี่ยวข้องควรเป็นไปเพื่อความสุขในระยะยาวของทุกฝ่าย

ที่มา – ‘กัน นภัทร-พิชญ์ กาไชย’ เผยสาเหตุเลิกรา ‘มารี เบรินเนอร์’ ชี้ปัญหาที่ต้องขอถอยห่างความสัมพันธ์!

วุฒิสภาเห็นชอบตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษายกเลิกเอ็มโอยู 43-44

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ รัฐสภา ได้เกิดมติสำคัญจากที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีการประชุมลับเพื่อพิจารณาญัตติที่เสนอโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ส.ว. เรื่องการขอตั้งคณะกรรมการวิสามัญ (กมธ.วิสามัญ) เพื่อพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ที่เคยลงนามระหว่างไทยกับกัมพูชา เรื่องการแก้ไขปัญหาชายแดน

วุฒิสภาเห็นชอบตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษายกเลิกเอ็มโอยู 43-44

เนื้อหาจากการประชุมเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในประเด็นดังกล่าว โดยเห็นพ้องกันว่าควรศึกษาผลกระทบของการยกเลิก เอ็มโอยู 43-44 อย่างรอบด้าน เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องจะไม่ส่งผลเสียต่อประเทศในระยะยาว

หลังจากการอภิปรายแล้ว ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญ จำนวน 25 คน โดยแบ่งออกเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายในวุฒิสภา 15 คน และบุคคลภายนอกอีก 10 คน เพื่อให้การศึกษาเป็นไปอย่างครอบคลุม

รายชื่อกรรมการที่ได้รับการเสนอชื่อ

คณะกรรมการจากวุฒิสภา ได้แก่

  • น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย
  • นายชินโชติ แสงสังข์
  • นายชิบ จิตนิยม
  • นายนพดล อินนา
  • นายนิฟาริด ระเด่นอาหมัด
  • นายชวภณ วัธนเวคิน
  • นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์
  • นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย
  • นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
  • นายชัยธัช เพราะสุนทร
  • พ.ต.อ. กอบ อัจนากิตติ
  • นายนิรัตน์ อยู่ภักดี
  • นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว
  • นางสุมิตรา จารุกำเนิดกนก
  • พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา

ส่วนกรรมการจากบุคคลภายนอก ได้แก่

  • พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์
  • พล.อ.บัณฑิต สุวัฑฒน
  • พล.ร.อ. วีระพันธ์ สุขก้อน
  • พล.ท. ชาคร บุญภักดี
  • นายดุลยภาค ปรีชารัชช
  • นายเทพมนตรี ลิมปพยอม
  • นายวีรพันธ์ มาไลยพันธ์
  • นายคำนูณ สิทธิสมาน
  • นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์
  • นายวีระ ธีระภัทรานนท์

การดำเนินงานของคณะกรรมการนี้มีกำหนดเวลา 90 วัน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้การวิเคราะห์ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การยกเลิก MOU 43-44 มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของความสัมพันธ์ทางการทูต การเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่ชายแดน และผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

การตั้งคณะกรรมการในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบของวุฒิสภาในการจัดการกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมืองและกฎหมาย การศึกษาอย่างละเอียดจะช่วยให้สามารถตัดสินใจในอนาคตได้อย่างมีข้อมูลรองรับ ทั้งนี้ ทุกฝ่ายต่างหวังว่าผลการศึกษาจะช่วยให้ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชามีแนวทางการแก้ไขที่ดีขึ้น

หากคุณติดตามเรื่องความเคลื่อนไหวทางการเมือง ประเด็นนี้อาจส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้านในระยะยาว ดังนั้นต้องเฝ้าดูว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดในขั้นตอนต่อไป

เนื้อหานี้คุ้มค่าต่อการติดตาม เพราะเกี่ยวข้องกับหนึ่งในประเด็นความมั่นคงและสนธิสัญญาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คนไทยต้องเข้าใจให้ลึกซึ้งไว้

ที่มา – ‘วุฒิสภา’มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษายกเลิก’เอ็มโอยู 43-44′

ภูมิธรรมเรียกประชุมบิ๊ก ‘มท.–ยุติธรรม–ดีเอสไอ’ ถกงานใหญ่

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เกิดขึ้นการประชุมสำคัญภายใต้การนำของภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เพื่อติดตามประเด็นงานสำคัญหลายด้าน ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างครบถ้วน

ภูมิธรรมเรียกประชุมบิ๊ก ‘มท.–ยุติธรรม–ดีเอสไอ’ ถกงานใหญ่

ในการประชุมครั้งนี้ ได้เชิญผู้บริหารจากหน่วยงานหลักของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), อธิบดีกรมที่ดิน, อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และอธิบดีกรมโยธาธิการฯ เข้าร่วมการหารือในประเด็นสำคัญหลายประการ

ประเด็นการประชุมที่น่าจับตามอง

แหล่งข่าวระบุว่า การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ความคืบหน้าของงบประมาณ รวมถึงการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริหารระดับประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก

นายเดชอิศม์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการตามความคืบหน้าตามที่ตั้งไว้ โดยเรื่องงบประมาณและกระบวนการกระจายอำนาจยังอยู่ในกรอบที่คาดหวัง ส่วนประเด็นอื่น ๆ จะมีการเปิดเผยเพิ่มเติมภายหลัง โดย นายภูมิธรรม จะเป็นผู้ให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชน

ดีเอสไอและประเด็นดินแดนที่จับตามอง

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า การประชุมในครั้งนี้มีการพูดถึงประเด็นดินแดนที่เกิดความขัดแย้ง เช่น กรณีเขากระโดง ที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างสูง ซึ่งขณะนี้หน่วยงานอยู่ระหว่างการพิจารณา หากจะรับมาเป็นคดีพิเศษหรือไม่ คาดว่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

จากภาพการประชุมที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าภูมิธรรม เรียกประชุมบิ๊ก ‘มท.–ยุติธรรม–ดีเอสไอ’ ถกงานใหญ่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนงานด้านบริหารและการบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายของภาครัฐ สิ่งที่น่าจับตาคือแนวโน้มของนโยบายที่จะคลี่คลายหรือส่งเสริมทางเลือกใหม่ ๆ ทางการบริหารในอนาคต

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางการบริหารราชการแผ่นดินในระยะต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นที่มีผลกระทบต่อประชาชนและสังคมโดยตรง ประชาชนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามแนวทางและนโยบายที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ เรียกประชุมบิ๊ก ’มท.–ยุติธรรม–ดีเอสไอ’ ถกงานใหญ่

เครื่องพิมพ์ยังไม่ตาย แคนนอนเปิด 4 รุ่นใหม่ลุยตลาด

แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล แต่เครื่องพิมพ์ยังคงมีบทบาทสำคัญในโลกธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแบรนด์ใหญ่อย่าง แคนนอน ออกมาเปิดตัวเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันรุ่นใหม่ทั้งหมด 4 รุ่นภายใต้ตระกูล imageFORCE Series ที่ผสานนวัตกรรม AI และแนวคิดความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

เครื่องพิมพ์ยังไม่ตาย แคนนอนยังอยู่ในเกม

นายฮิโรชิ โยโกตะ ประธานบริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า แคนนอนยังมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการพิมพ์อย่างแท้จริง โดยให้ความสำคัญกับโซลูชันการพิมพ์ครบวงจรที่ตอบโจทย์ธุรกิจในยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และการเชื่อมต่อออนไลน์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

นวัตกรรมที่สร้างความแตกต่าง

การเปิดตัวเครื่องพิมพ์ 4 รุ่นใหม่ในตระกูล imageFORCE Series ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การอัปเกรดฮาร์ดแวร์ธรรมดา แต่ยังบูรณาการนวัตกรรม AI ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งยังออกแบบด้วยแนวคิดความยั่งยืน ตั้งแต่วัสดุ การประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในระยะยาว เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีความพร้อมรับมือกับความต้องการที่หลากหลาย

ด้านนายพงศพร กรอบสนิท ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ส่วนงานบิสซิเนส อิมเมจจิ้ง โซลูชั่น บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวเสริมว่า ความต้องการขององค์กรในยุคใหม่เปลี่ยนไปมาก ไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ “ความร่วมมือในสำนักงาน”, “ความปลอดภัยของข้อมูล”, “ความยั่งยืน”, และการนำ AI เข้ามาช่วยเหลือในการทำงาน แคนนอนจึงปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งมอบโซลูชันที่เข้ากับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ

ตลาดยังให้โอกาสกับเครื่องพิมพ์

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าแคนนอนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดกลุ่มเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันได้อย่างแข็งแกร่ง ทั้งในกลุ่มเครื่องถ่ายเอกสารขาวดำที่สูงถึง 28% และกลุ่มสีเกิน 20% โดยแม้พฤติกรรมของผู้ใช้จะเปลี่ยนไป แต่ตลาดกลับยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องถ่ายเอกสารสี ซึ่งคาดว่าจะมียอดจำหน่ายสูงถึง 25,000 เครื่องในปี 68 เพิ่มขึ้นกว่า 127% จากปี 62

  • กว่า 60% ของผู้ใช้งานมองว่าการพิมพ์ยังจำเป็นในการสื่อสารกับลูกค้า
  • 57% เชื่อว่าข้อมูลสำคัญควรจัดทำในรูปแบบสิ่งพิมพ์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
  • ความต้องการด้านความยั่งยืนและความปลอดภัยยังคงเป็นประเด็นหลักในตลาด

ในท้ายที่สุด ยังมีความต้องการในอุปกรณ์คุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ซึ่งแคนนอนสามารถตอบสนองได้อย่างครอบคลุม ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและแนวคิดออกแบบที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น

สรุปได้ว่า เครื่องพิมพ์ยังไม่ตาย เพียงแต่ได้ถูกปรับให้เหมาะสมกับโลกที่เปลี่ยนไปเท่านั้น หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือกำลังมองหาเครื่องพิมพ์ที่ตอบโจทย์ยุคใหม่ อย่าลืมพิจารณาตระกูล imageFORCE Series จากแคนนอนที่สามารถเปลี่ยนวิธีการทำงานของคุณไปสู่อีกขั้นใหม่

ที่มา – เครื่องพิมพ์ยังไม่ตาย “แคนนอน” ออก 4 รุ่นใหม่ลุยตลาด

รองผู้การจันทบุรีลุยรื้อถอนสวนทุเรียนใน ‘ป่าตกพรม’

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ต.อ.ธาราเทพ ตูพานิช รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี นำทัพเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่บุกรุก ป่าสงวนแห่งชาติป่าตกพรม ต.ตกพรม อ.ขลุง จ.จันทบุรี การดำเนินการในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามข้อกฎหมายหลังจากที่มีการแจ้งความดำเนินคดีเมื่อสองเดือนก่อนหน้านี้

รองผู้การจันทบุรีลุยรื้อถอนสวนทุเรียนใน ‘ป่าตกพรม’

จากกรณีดังกล่าว ปรากฏว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการใช้ประโยชน์โดยชาวบ้านตั้งแต่หลายรุ่นก่อน และมีการพัฒนาให้กลายเป็นสวนเกษตรผสมผสานกับกิจกรรมท่องเที่ยวโดยปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองรวมทั้งหมด 173 ต้น โดยนายเพลิง อายุ 45 ปี ตัวแทนเจ้าของสวนยอมรับว่า พื้นที่ดังกล่าวมีมาตั้งแต่ยุคปู่ย่าตายาย และแม้จะได้ลงทุนไปแล้วหลายล้านบาท ก็พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่หลังจากการตรวจสอบโดยยืนยันว่าพื้นที่บุกรุกเขตป่าสงวน

แนวทางใหม่ลดปัญหาความขัดแย้ง

พ.ต.อ.ธาราเทพ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวเขาเรียกว่าเป็นแนวทางที่ดีในการแก้ไขปัญหาตามกฎหมายโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการฟ้องร้องรอเวลาอันยาวนาน ขณะเดียวกันยังคงเหลือแปลงอื่นๆ อีกกว่า 80 แปลงในพื้นที่ ป่าตกพรม ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และอยู่ระหว่างครบกำหนดภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ

ในส่วนของการบริหารพื้นที่และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ รองผู้การฯ ย้ำอีกว่า “ป่าไม้เป็นสิ่งสำคัญ หากเราดูแลป่า ป่าก็จะดูแลเรา” โดยเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นับเป็นบทใหม่ของการจัดการพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่จันทบุรี ที่ไม่เพียงเน้นกระบวนการทางกฎหมาย แต่ยังให้เกียรติกับความร่วมมือจากประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อมุ่งสู่การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และเป็นธรรม

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจติดตามเรื่องราวที่สำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้และแนวทางรักษาทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย อย่าลืมกดติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดบทความดี ๆ เช่นนี้

ที่มา – รองผู้การจันทบุรี นำทัพลุยรื้อถอนสวนทุเรียน บุกรุกป่าสงวน ‘ป่าตกพรม’

เทคโนโลยีลดต้นทุนเพิ่มรายได้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ผลักดันโครงการที่มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์สามารถลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย

เทคโนโลยีลดต้นทุนเพิ่มรายได้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์

นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ที่ต้องเผชิญกับปัญหาค่าใช้จ่ายสูง ด้วยการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงในอาชีพ กระทรวงฯ จึงได้ผลักดันโครงการผลิตอาหารหยาบคุณภาพสูงจากพื้นที่ของกรมปศุสัตว์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อยที่ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ

อาหารหมักคุณภาพสูงลดต้นทุนได้จริง

โครงการ “ถ่ายทอดเทคโนโลยีอาหารหยาบลดต้นทุนเพื่อเกษตรกร” เริ่มต้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคเนื้อ อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีพื้นที่กว่า 5,500 ไร่ทั่วประเทศ ใช้ปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดและข้าวฟ่าง แล้วนำไปแปรรูปเป็นอาหารหยาบคุณภาพสูงด้วยวิธีการหมัก ช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากผลการดำเนินงานในช่วงตุลาคม 2567 ถึงสิงหาคม 2568 พบว่าการปลูกข้าวโพดในศูนย์วิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ้น 5,037 ไร่ หรือ 91.58% ของเป้าหมาย และได้ผลผลิตข้าวโพดพร้อมฝักสับหมักจำนวน 25,185 ตัน โดยอาหารหมักประเภทนี้สามารถช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมในวัวได้จริง ซึ่งเป็นการยืนยันถึงคุณภาพและศักยภาพของเทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิต

  • ลดต้นทุนอาหารสัตว์
  • เพิ่มผลผลิตและรายได้
  • ส่งเสริมความมั่นคงในอาชีพเกษตรกร
  • เผยเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนในอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ โดยใช้พืชอาหารสัตว์คุณภาพสูง เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง และมันสำปะหลัง ในการผลิตอาหารหยาบให้กับโคเนื้อ โคนม แพะ และกระบือ

เพราะฉะนั้น การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในฟาร์มของตนเอง ถือเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์สามารถบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น

อย่าลืมติดตามและเข้าร่วมโครงการจากภาครัฐ เพราะเป็นโอกาสที่ดีในการเปลี่ยนแปลงอาชีพเลี้ยงสัตว์ให้เติบโตในทิศทางที่ดีและยั่งยืน

ที่มา – หนุนเทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

มิสตี้ มิงซ์ เผยแฟชั่นสะท้อนแนวคิด Sexy = Power

มิสตี้ มิงซ์ (Misty Mynx) แบรนด์แฟชั่นที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ ผู้เต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งความเฟมินีนและกล้าหาญในการแสดงออก ภายใต้การบริหารของ JASPAL GROUP ได้เปิดฉากคอลเลกชันล่าสุดที่สะท้อนแนวคิด Sexy = Power อย่างเต็มตัว ซึ่งไม่ได้หมายถึงความเซ็กซี่ในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่คือพลังแห่งความมั่นใจ การเป็นตัวของตัวเอง และการกล้าแสดงออกของผู้หญิงในทุกบทบาท

มิสตี้ มิงซ์ เผยแฟชั่นสะท้อนแนวคิด Sexy = Power

คุณ วิลาสินี สิงห์สัจจเทศ ผู้จัดการทั่วไปแบรนด์ มิสตี้ มิงซ์ จากบริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) อธิบายถึงแนวคิดของแบรนด์ว่า ปัจจุบันผู้หญิงมีหลายบทบาทในสังคม โดยเฉพาะในโลกดิจิทัลที่她们ต้องเผชิญกับความท้าทายในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการทำงาน สังคม การเงิน และภาพลักษณ์ มิสตี้ มิงซ์ จึงออกแบบมาเพื่อให้เสื้อผ้าสามารถนำเสนอตัวตนของผู้หญิงได้อย่างมั่นใจ สื่อถึงพลัง และยังคงความสวยงามในทุกสถานการณ์

แฟชั่นที่สื่อถึงพลังและความมั่นใจ

การจัดคอลเลกชัน Autumn/Winter 2025 ของ มิสตี้ มิงซ์ ถือเป็นการบูรณาการแนวคิดแฟชั่นกับพลังแห่งการสื่อสาร เสื้อผ้าได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด Empowered Femininity โดยเน้นดีไซน์ Power Silhouettes ที่ให้ความรู้สึกมั่นคงและสบายผ่านวัสดุคุณภาพพรีเมียม ได้แก่ เส้นโค้งที่กลมกลืนเป็นธรรมชาติ ผสานกับโทนสีคลาสสิกอย่าง สีดำ สีเทา และสีขาว เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยกิจกรรมหลากหลาย

อีกหนึ่งจุดเด่นของ มิสตี้ มิงซ์ คือการรีดีไซน์ โลโก้ใหม่ ที่ตีความความเร้าใจของผู้หญิงยุคใหม่ผ่านตัวหนังสือที่ดูเฉียบคมและทรงพลัง ซึ่งสื่อถึงพลังแห่งความมั่นใจและความกล้าหาญ ตลอดจนการตัดเย็บอย่างประณีตโดยผู้เชี่ยวชาญในทุกชิ้น เพื่อให้คุณภาพของเสื้อผ้าสอดคล้องกับจิตวิญญาณของแบรนด์

ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ในร้านแฟลกชิพที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ มิสตี้ มิงซ์ เผยโฉมร้านดีไซน์สไตล์มินิมอลผสมผสานวัสดุไฮเอนด์อย่างโลหะ หิน และไม้เคลือบเงา ที่เพิ่มพูนบรรยากาศที่หรูหราแต่ยังคงความอบอุ่น ให้ผู้เข้าชมสัมผัสประสบการณ์การช็อปปิ้งอย่างล้ำค่า

“เราต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงทุกคนที่จะ Be Bold. Be Brave. Be the woman you want to be, be mynx เพราะไลฟ์สไตล์ของเธอไม่ได้หมายถึงการซ่อนตัว แต่เป็นเวทีให้เฉิดฉายอย่างเต็มที่” คุณวิลาสินีกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามเทรนด์แฟชั่นล่าสุดของ “MISTY MYNX” ได้ที่:

  • Instagram: @mistymynx
  • Facebook: www.facebook.com/mistymynxofficial
  • LINE OA: @mistymynx
  • TikTok: @mistymynxofficial

ที่มา – มิสตี้ มิงซ์ เผยแฟชั่นสะท้อนแนวคิด Sexy = Power