ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

คนขับแบ๊กโฮเหยียบระเบิด โจรใต้ป่วนเหมืองแร่

เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลังจากกลุ่ม โจรใต้ เข้าโจมตี เหมืองแร่ ของบริษัทเอเชียเหมืองแร่อุตสาหกรรม จำกัด ที่บ้านไอซือเร๊ะ อ.จะแนะ ด้วยการวางเพลิงทำลายรถยนต์หลายคัน

คนขับแบ๊กโฮเหยียบระเบิด โจรใต้ลอบวางกับดัก

ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุ ก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อนายอัสมี อาแซ พนักงานขับรถแบ๊กโฮ เหยียบกับ ระเบิด ที่คนร้ายฝังซ่อนไว้ ทำให้ขาขวาขาด ส่วนนายซับรี ตาเย๊ะ ผู้ดูแลเหมืองได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด และถูกนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

โจรใต้เรียกค่าคุ้มครองก่อนก่อเหตุ

สอบถามข้อมูลเบื้องต้น ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบส่ง จดหมายเรียกค่าคุ้มครอง ไปยังบริษัทเหมืองแร่ แต่บริษัทไม่ยอมจ่าย จึงเป็นเหตุให้กลุ่มดังกล่าวบุกเข้าโจมตี ทั้งเผารถ ทำลายทรัพย์สิน และข่มขู่ไม่ให้พนักงานเข้าทำงานในพื้นที่

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนข้อมูลเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ยังพบหลุมระเบิดซึ่งมีความลึกประมาณ 1 ฟุต และชิ้นส่วนระเบิดแสวงเครื่องที่ทำมาจากท่อเหล็ก แสดงให้เห็นถึงความอันตรายสูงที่ซ่อนเร้นอยู่ตามพื้นที่

ความเสียหายและความเสี่ยงที่สูง

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโจมตีทั่วไป แต่เกี่ยวข้องกับการวางระเบิดอย่างมีเป้าหมาย ซึ่งส่งผลต่อทั้งชีวิตความปลอดภัยของประชาชน รวมไปถึงทรัพย์สินของบริษัทในพื้นที่ ทำให้แนวโน้มการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้ต้องมีการทบทวนและเสริมมาตรการความปลอดภัยอย่างจริงจัง

ภาพรถยนต์ที่ถูกทำลายจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ต้องรอบคอบระมัดระวัง เพราะกรณีนี้แสดงให้เห็นว่า ภัยคุกคามสามารถแฝงมากับพื้นที่ปกติได้ โดยเฉพาะในจุดที่เคยมีการเกิดเหตุร้ายแรงมาก่อน ดังนั้นการปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

ใครที่กำลังวางแผนลงทุนหรือปฏิบัติงานในพื้นที่ระบาด ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายและเพิ่มระดับความปลอดภัย

หากคุณรู้จักเจ้าของหรือพนักงานในพื้นที่เหมืองแร่ หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่โดยทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – คนขับแบ๊กโฮ ช่วยเคลียร์ที่เกิดเหตุโจรใต้ป่วนเหมืองแร่ เหยียบกับระเบิดขาขาด

อดีตนักข่าวเขมรถูกจับหลังรายงานข่าวชายแดน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สื่อข่าวรายงานว่า นายเมี๊ยส ซารา อดีตนักข่าวชาวเขมร ถูกจับกุมแล้ว หลังจากที่ได้รายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ความเคลื่อนไหวที่พรมแดนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณหมู่บ้านหนองจาน การกระทำของเขาถูกมองว่าเป็นการขัดขวางนโยบายของรัฐบาลกัมพูชา

อดีตนักข่าวเขมรถูกจับหลังรายงานข่าวชายแดน

ข้อมูลที่เผยแพร่โดยแฟนเพจArmy Military Force เปิดเผยว่า “มีรายงานล่าสุด นายเมี๊ยส ซารา อดีตนักข่าวเขมร ที่ถูกกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชาเพิกถอนใบอนุญาต” เนื่องจากการรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความจริงที่หมู่บ้านหนองจานซึ่งเป็นจุดร้อนของความตึงเครียด

ตามข้อมูลที่ระบุ นักข่าวรายนี้ถูกจับกุมในช่วงเวลาเช้าวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่บ้านโสกซาง ตำบลโอเบชอน จังหวัดบันท้ายมีชัย ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ที่เคยเป็นจุดวิวาทระหว่างทหารไทย-กัมพูชา

ข่าวดังกล่าวสะท้อนถึงการควบคุมสื่อในกัมพูชา

อดีตนักข่าวเขมรถูกจับหลังรายงานข่าวชายแดน ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนภาพรวมของความเข้มงวดในการควบคุมข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับพรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมืองและมีความเสี่ยงสูง

การถูกเพิกถอนใบอนุญาตและตามมาด้วยการจับกุมแสดงให้เห็นถึงกลไกของการปราบปรามในวงการสื่หรือผู้สื่อข่าวที่มีเหตุผลว่าเป็นไปไม่ตรงกับแนวทางของรัฐ หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่ให้เสรีภาพในการแสดงออก สื่อในกัมพูชากำลังเผชิญกับความท้าทายที่ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ

แผนที่เพจ Army Military Force มีบทบาทในการติดตามและเปิดเผยสถานการณ์อย่างมีนัยสำคัญในภูมิภาคนี้ และ!!

หากคุณติดตามสถานการณ์แถบพรมแดน คุณคงต้องไม่พลาดการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะข่าวภายในวันหรือสองวันข้างหน้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา

ที่มา – ‘อดีตนักข่าวเขมร’ ถูกจับแล้ว! หลังรายงานข่าวสถานการณ์ชายแดน

‘สมศักดิ์’ ยันไม่ล้วงลูกปมสอบ ‘หมอสุภัทร’ ซื้อ ATK

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า จะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการสอบสวนวินัยของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในข้อหาจัดซื้อชุดตรวจ ATK โดยใช้งบประมาณของโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา

‘สมศักดิ์’ ยันไม่ล้วงลูกปมสอบ ‘หมอสุภัทร’ ซื้อ ATK

กรณีที่ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขทบทวนผลการสอบสวนวินัยของนพ.สุภัทร ซึ่งเธอเห็นว่าไม่เป็นธรรม นายสมศักดิ์กล่าวว่า การทำงานต้องยึดตามกฏหมายและระเบียบราชการเป็นหลัก

คำชี้แจงของ รมว.สาธารณสุข

“สิ่งสำคัญบางคนบอกว่า กฎหมายสามารถทำได้ แต่มีกฎหมายรอง หรือระเบียบมารองรับ ตามมาหรือยัง” นายสมศักดิ์กล่าว และเสริมว่า “หากกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ ก็จะไม่มีปัญหา แต่หากทำเกินขอบเขตก็จะต้องรับผิดชอบตามระเบียบราชการอย่างเต็มรูปแบบ”

นอกจากนี้ รมว.สธ. ได้กล่าวอีกว่า การที่มีประชาชนบางกลุ่มเห็นต่างเกี่ยวกับผลการสอบสวนฯ ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นกระบวนการที่มีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วย ทว่าสิ่งสำคัญคือ ต้องเป็นกระบวนการที่เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่า ตนเองมีความคิดที่จะเข้าไปสอบถามผลสอบจากคณะกรรมการสอบฯ โดยตรงหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า “หากเรื่องเข้ามาถึงตัวเอง ก็จะพิจารณาตามขั้นตอน แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เรื่องของตนเอง และหากจะไป ‘ล้วงลูก’ เพื่อให้หมอสุภัทร อาจจะต้องตอบไม่ได้อีก”

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นว่า นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ ในฐานะประธานกรรมการสอบฯ จะเกษียณราชการในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งทำให้หลายคนคาดเดาว่า รมว.สธ. อาจจะต้องตัดสินใจเร่งด่วนเกี่ยวกับเรื่องนี้

แต่ นายสมศักดิ์ กล่าวตอบกลับว่า “ตัวเองก็อาจเกษียณก่อนใครจะรู้” พร้อมย้ำว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด และการเร่งรีบไม่ได้ช่วยให้ค้นหาข้อเท็จจริงได้มากขึ้น

  • การสอบสวนวินัยของนพ.สุภัทร เป็นเรื่องที่สำคัญทั้งในแง่ของความโปร่งใสและจริยธรรมในการทำงาน
  • ต้องดูว่าการใช้งบประมาณเป็นไปตามระเบียบหรือไม่
  • หากพบความผิดจริง ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

สุดท้าย รมว.สธ. ได้เผยว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ส่งผลต่อการรักษาพยาบาลของประชาชนโดยตรง แต่เป็นการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการที่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ ต้องทำด้วยความรอบคอบและถี่ถ้วน”

หากคุณติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด แล้วสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมข้าราชการหรือขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง การติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องและเชื่อถือได้ มีความสำคัญมากยิ่ง

ที่มา – ‘สมศักดิ์’ ยันไม่ล้วงลูกปมสอบ ‘หมอสุภัทร’ ซื้อ ATK

ครม.อนุมัติงบกลาง 139.93 ล้านเยียวยาผู้รับผลกระทบไฟใต้ 279 ราย

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 139.93 ล้านบาท

วงเงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการช่วยเหลือเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบไฟใต้ จำนวน 279 ราย ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเบิกจ่ายภายใต้งบรายจ่ายอื่น และจะดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติงานพร้อมทั้งแผนการใช้จ่ายงบประมาณต่อไป เพื่อตกลงกับสำนักงบประมาณตามขั้นตอนที่กำหนด

ครม.อนุมัติงบกลาง 139.93 ล้านบาท เยียวยาผู้รับผลกระทบไฟใต้ 279 ราย

นายอนุกูล กล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้รับการจัดสรรงบประมาณภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ฯ จำนวน 70 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบไฟใต้ ตามที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไม่สงบในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2568 ศอ.บต. ใช้จ่ายไปแล้วจำนวน 63.35 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอต่อการคืนเงินทดรองราชการให้กับจังหวัดในพื้นที่ จึงมีการเสนอขอรับงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 279 ราย จากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว

วงเงิน139.93 ล้านบาทสำหรับเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ดังนั้น เพื่อกำหนดแนวทางในการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม ศอ.บต. จึงเสนอขอรับการอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจาก ครม. ซึ่งในที่ประชุมได้มีการพิจารณาและให้ความเห็นชอบ โดย allocate วงเงินรวมทั้งสิ้น 139.93 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายในการเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบไฟใต้ ในด้านร่างกายและทรัพย์สิน ตามมติครม.ที่เกี่ยวข้อง

หนึ่งในเป้าหมายของงบประมาณนี้คือการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด และยังช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

การจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่รัฐบาลยังคงยึดมั่นในแนวทางสวัสดิการสาธารณะ และการเข้าไปเยียวยาประชาชนที่ประสบปัญหาจากสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชน

การติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าทรัพยากรที่ได้จัดสรรมานั้น จะนำไปใช้ในทางที่เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง

ในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งดำเนินการจัดทำแผนงานอย่างละเอียด และการประชาสัมพันธ์อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ทราบถึงกระบวนการขอรับการเยียวยาตั้งแต่ต้นทาง

ทั้งนี้ คาดว่ากระบวนการจ่ายเยียวยาจะเริ่มต้นขึ้นภายในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ทั้งประชาชนและหน่วยงานรัฐควรร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเวียนของงบประมาณเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงในระดับท้องถิ่น

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ หรือความมั่นคงของสังคม การเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบไฟใต้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างสรรค์ประเทศไทยที่เท่าเทียมและยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

หากคุณมีคนรู้จักที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไฟใต้ ควรเตรียมเอกสารเพื่อทำการร้องขอการเยียวยาฯ ได้ตั้งแต่วันนี้

ที่มา – ครม.อนุมัติงบกลาง 139.93 ล้านบาท เยียวยาผู้รับผลกระทบไฟใต้ 279 ราย

โมเดอร์นฟอร์มปลูกป่าชายเลน 1,000 ต้น สานภารกิจรักษ์โลกปีที่ 2

ปีที่ 2 ต่อเนื่องของภารกิจรักษ์โลกจากบริษัท โมเดอร์นฟอร์ม ที่กลับมาอีกครั้งด้วยกิจกรรมที่เปี่ยมด้วยความหมาย “ปลูกป่า บางปู ดูนก” ณ อุทยานมรดกแห่งอาเซียนลำดับที่ 63 ที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยได้รับการประกาศเมื่อปลายปี 2567 ภายใต้การนำของนายโยธิน เนื่องจำนงค์ ประธานกรรมการ ที่ชวนพนักงานร่วมจิตอาสาเพื่อสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม

โมเดอร์นฟอร์มปลูกป่าชายเลน 1,000 ต้น

ต่อยอดจากปีก่อนที่ได้ปลูกต้นโกงกางจำนวน 200 ต้นที่บางขุนเทียน ปีนี้ โมเดอร์นฟอร์ม ขยายการปลูกเป็นต้นโกงกางใบใหญ่และแสมขาว โดยมีเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 1,000 ต้น ซึ่งเป็นจำนวนที่มากพอที่จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนได้ถึง 300 ตัน CO₂ ตลอดอายุการใช้งานของต้นไม้ 25 ปี ตามข้อมูลจาก Eden Reforestation Projects

ผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

การปลูกป่าชายเลนไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่การลดคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศของชายฝั่ง เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยให้กับสัตว์น้ำ และยังช่วยลดการกัดเซาะของดินบริเวณใกล้เคียง ทั้งนี้ ยังเป็นการเสริมทัพป่าธรรมชาติเพื่อรองรับพลังแห่งธรรมชาติอย่างยั่งยืน

  • ลด CO₂ ในบรรยากาศ
  • ฟื้นฟูที่อยู่อาศัยสัตว์ป่าชายเลน
  • ลดการกัดเซาะของชายฝั่ง
  • เสริมความหลากหลายทางชีวภาพ

นอกจากนี้ พนักงานยังได้ร่วมมือกันเก็บขยะ沿ทะเลเพื่อคืนธรรมชาติให้สะอาด โดยสื่อสารถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับคนรุ่นใหม่ที่ร่วมกิจกรรมอีกด้วย

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังในการดำเนินงานภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของ โมเดอร์นฟอร์ม ที่ไม่เพียงแค่คำพูด แต่เป็นการลงมือทำจริง มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

หากทุกองค์กรได้ร่วมมือกันในลักษณะเดียวกันนี้ เราเชื่อว่าจะเป็นพลังสำคัญในการรับมือกับวิกฤตสภาพอากาศในระยะยาว

ที่มา – โมเดอร์นฟอร์ม สานต่อภารกิจรักษ์โลกปีที่ 2 ปลูกป่าชายเลน 1,000 ต้น เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดคาร์บอนสู่ความยั่งยืน

HIGHLIGHT ส่งคำรักถึงไลท์ กรุงเทพฯ ก่อนคอนเสิร์ต RIDE OR DIE 2025

วันธรรมดาของ LIGHTs ชาวไทยกำลังจะกลายเป็นวันที่เต็มไปด้วยความพิเศษอีกครั้ง เมื่อ HIGHLIGHT มาระเบิดความสุดยอดบนเวทีคอนเสิร์ต HIGHLIGHT LIVE 2025 [RIDE OR DIE] IN BANGKOK ในวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2568 ณ แจ้งวัฒนะฮอลล์ เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ โดยคอนเสิร์ตในครั้งนี้มาพร้อมกับเซ็ตลิสต์ที่ใกล้เคียงกับเวอร์ชันในกรุงโซลถึง 99% พร้อมโชว์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นตาตื่นใจจากสมาชิกทั้ง 4 คน ได้แก่ ยุน ดูจุน, ยัง โยซอบ, อี กิกวัง และ ซน ดงอุน

HIGHLIGHT ส่งคำรักถึงไลท์ กรุงเทพฯ

ก่อนคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบปี 2025 ที่กำลังจะมาถึง HIGHLIGHT ไม่ลืมที่จะส่งข้อความรักไปยังแฟนคลับชาวไทย ด้วยใจที่อุ่นและความตั้งใจที่จะมอบความประทับใจสุดพิเศษให้กับไลท์ทุกคนในกรุงเทพฯ “สวัสดีครับ พวกเรา HIGHLIGHT ครับ! ไลท์ทุกคนในประเทศไทย พวกเราจะไปเจอทุกคนอีกครั้งที่คอนเสิร์ต HIGHLIGHT LIVE 2025 [RIDE OR DIE] IN BANGKOK ปีที่แล้วเราได้เห็นรอยยิ้ม แรงเชียร์ และความอบอุ่นจากทุกคน เราก็รู้สึกดีใจที่ได้แบ่งปันเวทีกับไลท์ทุกคน และในปีนี้ เราก็พร้อมจะเติมความมันส์ และความตื่นเต้นอย่างเต็มที่อีกครั้ง!”

เตรียมพบกับเวทีที่เข้มข้นและสนุกยิ่งกว่าเดิม

ภายใต้คอนเซ็ปต์ “RIDE OR DIE” ถือเป็นคำมั่นที่ HIGHLIGHT มีต่อกับแฟนคลับ โดยพวกเขาเตรียมโชว์พิเศษหลากหลายรูปแบบ ทั้งการร้อง เต้น และสื่อสารกับไลท์ พร้อมกับการตกแต่งเวทีที่ล้ำสมัย และเพลย์ลิสต์ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ช่วยให้ทุกคนได้สัมผัสถึงพลังแห่งความรักและความทุ่มเทที่ HIGHLIGHT มีให้แฟนๆ อย่างแท้จริง

  • วันที่แสดง: 20 กันยายน 2568
  • สถานที่: แจ้งวัฒนะฮอลล์, เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ
  • ผู้จัดฯ: O.N worldwide
  • คอน셉ต์คอนเสิร์ต: RIDE OR DIE

“เรารู้นะครับว่าคุณกำลังรอชมพวกเราอยู่ แล้วพวกเราก็ตั้งตารอที่จะกลับมาพบทุกคนในวันที่เราเติบโตขึ้นอีกหนึ่งก้าว จะเป็นวันที่ไม่มีใครลืมแน่นอน” นั่นคือคำพูดจากฮีโร่แห่งเวทีที่แฟนคลับทั้งหลายรอคอยมานาน

นอกจากความตื่นเต้นจากเวทีการแสดงแล้ว HIGHLIGHT ยังเตรียมเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ สำหรับไลท์ที่จะได้สัมผัสความใกล้ชิดอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเซ็นต์ของที่ระลึก หรือโอกาสพิเศษในการถ่ายรูปร่วมกับสมาชิกทั้ง 4 คน เพราะสำหรับพวกเขา ไลท์คือแรงผลักดันที่สำคัญที่สุด

HIGHLIGHT ส่งคำรักถึงไลท์ กรุงเทพฯ ก่อนคอนเสิร์ต

ปิดท้ายด้วยคำพูดที่ทุกคนรอคอย “ผมรักคุณ ไลท์ กรุงเทพฯ” อาการคลั่งไคล้ย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยากเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ของ HIGHLIGHT และ admired LIGHTs โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพลังแฟนคลับหนักแน่นที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

หากคุณเป็นหนึ่งในไลท์ ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลามหัศจรรย์ที่คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนที่จะได้พบกับความสุดยอดของความบันเทิงบนเวทีและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำอันล้ำค่าอีกครั้งในวันที่ 20 กันยายนนี้

ที่มา – “HIGHTLIGHT ส่งข้อความรักถึงแฟนๆพร้อมส่งคำรัก “ผมรักคุณ ไลท์ กรุงเทพฯ” เช็กความตื่นเต้นก่อนเจอกัน

วุฒิสภา’ถกลับญัตติตั้งกรรมาธิการฯศึกษายกเลิก‘เอ็มโอยู 43-44’

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภาได้มีการประชุมวุฒิสภาภายใต้การเป็นประธานของนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง โดยมีวาระสำคัญในการพิจารณาญัตติขอให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU ปี 2543 และ MOU ปี 2544 ซึ่งเป็นข้อตกลงเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. เป็นผู้เสนอ

วุฒิสภา’ถกลับญัตติตั้งกรรมาธิการฯศึกษายกเลิก‘เอ็มโอยู 43-44’

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒน์นาพงศ์ สว. ได้ลุกขึ้นเสนอให้การพิจารณาญัตติดังกล่าวเป็นการประชุมลับ เนื่องจากเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตย ความมั่นคงของชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งมีความละเอียดอ่อนสูง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เหมาะสม

การลงมติแบบลับของวุฒิสภา

“ผมเชื่อว่า สว. ทุกท่านต่างห่วงใยอธิปไตยของประเทศและประชาชนไทยมากกว่าสิ่งอื่นใด จึงขอให้ท่านประธานให้มีการลงมติเพื่อให้การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมลับ” นายพิสิษฐ์กล่าว

ผลการลงมติของที่ประชุมวุฒิสภาปรากฏว่า มีเสียงเห็นชอบจำนวน 71 เสียง ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับที่กำหนดไว้ว่า ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของสมาชิกทั้งหมดของวุฒิสภา เพื่อเสนอให้มีการประชุมแบบลับ หลังจากการลงมติแล้ว ที่ประชุมได้เข้าสู่วาระการประชุมลับทันที

  • เสนอโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว.
  • ผลักดันโดย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒน์นาพงศ์ สว.
  • การลงมติเห็นชอบ: 71 เสียง
  • ประเด็นหลัก: การยกเลิก MOU ปี 2543 และ 2544

ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ยังได้เปิดเผยว่า ท่านจะมีแถลงการณ์ผลการพิจารณาของวุฒิสภาในเวลา 13.00 น. วันที่ 27 สิงหาคมนี้ ซึ่งประชาชนสามารถติดตามข่าวสารและผลการประชุมได้อย่างใกล้ชิด

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในครั้งนี้มีผลกระทบต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สระแก้ว และจ.อุบลราชธานี ซึ่งประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่

การตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมของการรักษาหรือยกเลิกข้อตกลง MOU ปี 2543-2544 จึงเป็นการดำเนินการที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบของวุฒิสภาที่ต้องใส่ใจในเรื่องสำคัญอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นที่มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย

ข้อคิด: การตัดสินใจเช่นนี้จากวุฒิสภาสามารถส่งผลต่ออนาคตของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลึกซึ้ง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องติดตามผลในขั้นตอนต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ‘วุฒิสภา’ถกลับญัตติตั้งกรรมาธิการฯศึกษายกเลิก‘เอ็มโอยู 43-44’

อบจ.แม่กลองอบรมสร้างอาชีพใหม่ หนุนผู้สูงอายุ ผู้พิการขายของออนไลน์

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสงคราม หรือที่เรียกกันว่า “อบจ.แม่กลอง” ได้จัดกิจกรรมอบรมสร้างอาชีพใหม่ให้กับกลุ่มเปราะบางในสังคม โดยเน้นเฉพาะ ผู้สูงอายุและผู้พิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการประกอบอาชีพผ่านระบบออนไลน์

อบจ.แม่กลองอบรมสร้างอาชีพใหม่ หนุนผู้สูงอายุ ผู้พิการขายของออนไลน์

งานอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมพิพัฒน์มงคล โดยมี นายเจษฎา ญาณประภาศิริ นายก อบจ.สมุทรสงคราม เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วยนางนิลุบล เดชเกตุ ปลัด อบจ. ที่กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างชัดเจน

ผู้เข้าร่วมโครงการมีจำนวน 60 คนแบ่งเป็นผู้สูงอายุและผู้พิการ ซึ่งได้รับการฝึกอบรมใน 3 หลักสูตร ได้แก่ การทำกระเป๋าจากเชือกฟอก (26-28 ส.ค.) การทำดอกไม้จากลวดกำมะหยี่ (26-27 ส.ค.) และการขายสินค้าผ่านสื่อออนไลน์ (28-29 ส.ค.) หลักสูตรเหล่านี้ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะที่สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพเสริมได้จริง

เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยอาชีพออนไลน์

นางนิลุบล เดชเกตุ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมอบรมในครั้งนี้เป็นไปตามบทบาทหน้าที่ของ อบจ. ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประกอบอาชีพ ลดภาระในครอบครัว และทำให้เกิดการใช้วัสดุเหลือใช้ให้เป็นประโยชน์ในรูปแบบผลิตภัณฑ์

ในส่วนของนายเจษฎา ญาณประภาศิริ นายก อบจ. กล่าวเสริมว่า โครงการนี้สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง โดยเริ่มตั้งแต่ระดับการผลิตใช้วัสดุในท้องถิ่น พร้อมทั้งการจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม ออนไลน์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุและผู้พิการสามารถเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น “การเรียนรู้การตลาดออนไลน์ไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป ขอเพียงพื้นฐานและความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้ว อบจ.ก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่” นายเจษฎาอธิบาย

จังหวัดสมุทรสงครามเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง ทำให้กลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนำเสนอสินค้าผ่านช่องทาง ออนไลน์ เข้าถึงลูกค้าได้จากทั่วประเทศ

  • อบรมทักษะการทำกระเป๋าจากเชือก
  • ส่งเสริมการสร้างผลิตภัณฑ์ด้วยวัสดุรีไซเคิล
  • เรียนรู้การขายสินค้าผ่านออนไลน์อย่างมืออาชีพ
  • จุดประกายโอกาสใหม่ให้กับผู้พิการและผู้สูงอายุ

การอบรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดทักษะทางอาชีพ แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางได้มีรายได้อย่างยั่งยืน โดยสามารถพึ่งพาตนเองและยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง การสนับสนุนจาก อบจ.แม่กลอง คือบทใหม่ของการเริ่มต้นที่หวังว่าจะมอบโอกาสให้ทุกชีวิตมีคุณค่า

หากคุณเป็นผู้สนใจลงทุนเริ่มต้นอาชีพใหม่ หรือสนับสนุนหน่วยงานท้องถิ่น อย่าลืมติดตามและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมที่ดีขึ้นไปด้วยกัน

ที่มา – อบจ.แม่กลองอบรมสร้างอาชีพใหม่ หนุนผู้สูงอายุ ผู้พิการขายของออนไลน์ หวังยกระดับคุณภาพชีวิต

คมนาคมลุยแก้สัญญาฯ รถไฟฟ้า แบ่งรายได้ “รถไฟฟ้า 20 บาท” เข้ากองทุนตั๋วร่วม 25%

กระทรวงคมนาคมเตรียมดำเนินการแก้ไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า 4 สาย ได้แก่ สายสีเขียว สายสีน้ำเงิน สายสีชมพู และสายสีเหลือง เพื่อให้ผู้รับสัมปทานแบ่งรายได้เข้ากองทุนตั๋วร่วมเพิ่มเป็น 25% จากเดิม 15% เพื่อรองรับมาตรการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่จะเริ่มใช้ในช่วงปลายปีนี้

คมนาคมลุยแก้สัญญาฯ รถไฟฟ้า แบ่งรายได้ “รถไฟฟ้า 20 บาท” เข้ากองทุนตั๋วร่วม 25%

ตามที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในระหว่างที่กระทรวงฯ รอการพิจารณากฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และ พ.ร.บ. การขนส่งทางราง ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 15 พ.ย.2568 กระทรวงคมนาคมจะเร่งดำเนินการแก้ไขสัญญาสัมปทานเพื่อรองรับมาตรการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย อย่างมีประสิทธิภาพ

แผนขั้นตอนแก้ไขสัญญาฯ

รฟม.จะสรุปรายละเอียดการแก้ไขสัญญาฯ ภายในวันที่ 31 ส.ค.2568 และเสนอคณะกรรมการรฟม.พิจารณาในวันที่ 9 ก.ย.2568 จากนั้นจะเสนอคณะกรรมการกำกับแก้ไขสัญญาภายในวันที่ 16 ก.ย.2568 พร้อมส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบภายใน 45 วัน หรือหากเร่งได้ภายใน 30 วัน ก็จะสามารถเริ่มดำเนินมาตรการตามแผนในต้น พ.ย.2568

  • ขั้นตอนการเจรจา: เจรจาไม่เป็นทางการกับผู้รับสัมปทานทุกราย
  • ข้อยกเว้น: สายสีม่วง สีแดง และแอร์พอร์ตลิงก์ไม่ต้องแก้ไขสัญญา
  • สายพิเศษ: สายสีเขียวจะต้องประสานกทม.ดำเนินการ

ทั้งนี้เดิมกระทรวงฯ ใช้วิธีให้เอกชนบริจาคเข้ากองทุน แต่เนื่องจากต้องให้มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจึงต้องมีการแก้ไขสัญญาอย่างเป็นทางการ มีเป้าหมายให้ทุกฝ่ายมีความพร้อมและโปร่งใส

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะเริ่มต้นเมื่อไร?

สำหรับสายสีแดงและสายสีม่วง ไม่ต้องรอกฎหมายผ่านสภาฯ ก็สามารถดำเนินมาตรการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2568 ถึง 30 ก.ย.2569 ซึ่งกระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะขยายออกไปเป็นรายปีเหมือนเดิม หากมีความพร้อมทั้งด้านกฎหมายและสัญญาสัมปทาน

การดำเนินการในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดภาระเดินทางให้ประชาชน และให้บริการขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพสูงขึ้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการปรับปรุงระบบขนส่ง

หากคุณเป็นผู้ใช้บริการรถเมล์หรือรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้น่าจะส่งผลดีต่อคุณโดยตรง

ที่มา – “คมนาคม” ลุยแก้สัญญาฯ รถไฟฟ้า แบ่งรายได้ “รถไฟฟ้า 20 บาท” เข้ากองทุนตั๋วร่วม 25%

“จอมเตะไทย” ลุยชิงแชมป์ “มูจู กรังด์ปรีซ์” แดนโสมขาว

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย หรือที่เรียกกันว่า “จอมเตะไทย” ได้ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันเทควันโดชั้นนำระดับโลกรายการ “Muju Taekwondo 2025 World Taekwondo Grand Prix Challenge” ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมูจู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 28-31 สิงหาคม 2568

“จอมเตะไทย” ลุยชิงแชมป์ “มูจู กรังด์ปรีซ์” แดนโสมขาว

สำหรับศึก “มูจู กรังด์ปรีซ์” ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักกีฬาทั่วโลกได้แสดงศักยภาพในรูปแบบการแข่งขันแบบ Poomsae และ Kyorugi อันดุเดือด โดยทีมชาติไทยในครั้งนี้มาในรูปแบบ “ชุดใหญ่” ด้วยนักกีฬาทั้งหมด 11 คน

รายชื่อนักกีฬาชาย

  • ธนัช เตชะรัตนวิบูลย์ (รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 58 กก.)
  • สิรวิชญ์ มะหะหมัด (รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 58 กก.)
  • ณภัทร ศรีติมงคล (รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 68 กก.)
  • บัลลังก์ ทับทิมแดง (รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 68 กก.)
  • ธนาธร แซ่โจ (รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 80 กก.)
  • แจ็ค วูดี้ เมอร์เซอร์ (รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 80 กก.)

รายชื่อนักกีฬาหญิง

  • พัชรกัญน์ พูลเกิด (รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 49 กก.)
  • กมลชนก สีเคน (รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 49 กก.)
  • ชุติกาญจน์ จงกลรัตนวัฒนา (รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 57 กก.)
  • ณัฐกมล วาสนา (รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 57 กก.)
  • ศศิกานต์ ทองจันทร์ (รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 67 กก.)

โดยทีม “จอมเตะไทย” จะได้รับการฝึกปรือจาก “โค้ชเช” ชัชชัย เช หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมเทควันโดไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและความสามารถในการพัฒนานักกีฬาระดับโลกมายาวนาน

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองที่จะพิสูจน์ฝีเท้าและความแกร่งของ “จอมเตะไทย” บนเวทีระดับนานาชาติอีกครั้ง แฟนกีฬาชาวไทยร่วมเชียร์ และร่วมติดตามผลงานของเหล่านักกีฬาไทยได้จากประเทศไทยผ่านการถ่ายทอดสดและรายงานข่าวอย่างใกล้ชิด

การแข่งขันเทควันโด “มูจู กรังด์ปรีซ์” จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่นักกีฬาไทยจะได้เก็บประสบการณ์ระดับโลก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่สูงขึ้นในอนาคต

ติดตามผลงานของเหล่า “จอมเตะไทย” ได้ในเร็วๆ นี้ และอย่าลืมให้กำลังใจนักกีฬาไทยที่ขุนเขาแดนโสมขาวนะคะ

ที่มา – “จอมเตะไทย” จัดชุดทัพใหญ่ ล่าแชมป์เทควันโด “มูจู กรังด์ปรีซ์” แดนโสมขาว