ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ด่วน ศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิด คนแพร่คลิป ‘นั่งลงลูก’ บิดเบือนข้อมูล ละเมิดอำนาจศาล

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารอย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งถึงกรณีที่เกิดการบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับการไต่สวนคดีของศาล โดยมีเนื้อหาที่กล่าวอ้างว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพูดกับผู้ถูกร้องว่า “นั่งลงลูก” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คำพูดที่ใช้นั้นคือ “นั่งลงครับ” ซึ่งถือเป็นการตีความและเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดความจริง

ด่วน ศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิด คนแพร่คลิป ‘นั่งลงลูก’ บิดเบือนข้อมูล ละเมิดอำนาจศาล

ในวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้จัดการไต่สวนพยานบุคคลจากคดีที่เป็นประเด็นในการร้องขอวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม โดยมีผู้ให้คำรับปาก ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ผู้ถูกร้อง และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประเด็นคือต้องพิจารณาว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรีนั้น สิ้นสุดลงหรือไม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4)

ความผิดในการเผยแพร่ข้อมูลคลิป

ภายหลังการไต่สวนดังกล่าว ศาลได้มีคำสั่งอย่างชัดเจน โดยห้ามผู้เข้าฟังจากการนำข้อมูลไปเผยแพร่ในลักษณะที่บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าใจผิดของสาธารณชน

การกระทำดังกล่าว ไม่เพียงส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม แต่ยังเป็นการละเมิดอำนาจศาลตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 38 และ 39 รวมทั้งเข้าข่ายความผิดตาม กฏหมายว่าด้วยคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

  • มีการเผยแพร่คลิปที่บิดเบือนข้อเท็จจริง
  • สร้างความเข้าใจผิดต่อกระบวนการยุติธรรม
  • กระทบต่อภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญ
  • กระทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่า การดำเนินคดีครั้งนี้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมและเน้นย้ำถึงความสำคัญในการเคารพต่อกระบวนการของศาล รวมถึงคำสั่งในการไม่เผยแพร่ข้อมูลจากการไต่สวน

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญระบุอย่างชัดเจนว่า จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบกับผู้ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่หรือบิดเบือนคลิปดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดบทบัญญัติทางกฎหมาย

ในการติดตามข่าวสารและประเด็นด้านกฏหมายควรพึงระมัดระวังการนำข่าวใดมาเผยแพร่ต่อ หากไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับศาล เพราะไม่เพียงทำลายความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม อาจทำให้ตัวเองต้องรับผิดทางกฎหมายตามมาด้วย

ที่มา – ด่วน ศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิด คนแพร่คลิป ‘นั่งลงลูก’ บิดเบือนข้อมูล ละเมิดอำนาจศาล

อินโดนีเซียจับมือพันธมิตร 13 ชาติ เปิดฉากซ้อมรบ “ซูเปอร์ การูดา ชิลด์”

อินโดนีเซียได้เปิดฉากการซ้อมรบที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยมีพันธมิตรทางทหาร 13 ประเทศเข้าร่วมงาน ภายใต้ชื่อการซ้อม ซูเปอร์ การูดา ชิลด์ ประจำปี 2568 ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศ และฉวยโอกาสฝึกฝนทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค

อินโดนีเซียจับมือพันธมิตร 13 ชาติ เปิดฉากซ้อมรบ “ซูเปอร์ การูดา ชิลด์”

การซ้อมรบปีนี้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการที่กรุงจาการ์ตา และจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 4 กันยายน ณ สถานที่ต่างๆ ในประเทศ โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตรา และหมู่เกาะรีเยา โดยมีการจัดกิจกรรมหลากหลายหลากหลายรูปแบบทั้งการฝึกสนาม จำลองสถานการณ์ และฝึกปฏิบัติจริงด้วยกระสุน

สร้างความร่วมมือกับชาติพันธมิตร

本次軍演中,印尼派出超過 4,100 名士兵,美國則派出 1,300 名。其他參與國家包括澳洲、紐西蘭、法國、新加坡、日本、韓國、德國、荷蘭、英國,此外還有巴布亞紐幾內亞、東帝汶和印度,則派出觀察員參與。

พล.ร.ต.แซมมวล พาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐ กล่าวว่า การจัดงานซูเปอร์ การูดา ชิลด์ ปีนี้มีความยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และมุ่งสร้างศักยภาพให้กับประเทศสมาชิก ในการรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในระดับภูมิภาค แม้จะไม่ระบุชื่อประเทศใดอย่างตรงไปตรงมา แต่สื่อมวลชนหลายสำนักระบุว่ากิจกรรมนี้มีเป้าหมายทางอ้อมต่อจีน

จุดประสงค์และวิธีการฝึกรบ

การซ้อมรบ “ซูเปอร์ การูดา ชิลด์” เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2550 และได้ขยายขอบเขตการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 ไปสู่การเป็นเวทีฝึกร่วมมือทางทหารระดับนานาชาติ โดยเน้นไปที่การฝึกด้านยุทธวิธีทั้งบนบก ทางเรือ และทางอากาศ ที่มีการใช้อาวุธจริง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการและการจัดจำลองสถานการณ์ที่เน้นความเป็นจริงเพื่อบริหารทักษะการเผชิญวิกฤตเชิงกลยุทธ์

การจัดกิจกรรมเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ต้องการมีความร่วมมือทางทหารที่เข้มแข็งต่อการเผชิญหน้ากับสถานการณ์และความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในด้านความมั่นคง การค้า และทรัพยากรธรรมชาติ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพทางทหารของประเทศสมาชิก และยังเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการวางแผนร่วมกันในระดับนานาชาติ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือทางทหารที่ยั่งยืน

ผู้ติดตามเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ควรเฝ้าสังเกตการดำเนินงานในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการเผชิญหน้าทางมilitarize และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างจีน – สหรัฐ – อินโดนีเซีย

หากคุณสนใจติดตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ อย่าลืมเปิดเว็บไซต์ของเราเพื่อรับข่าวสารล่าสุดในทุกสัปดาห์!

ที่มา – อินโดนีเซียจับมือพันธมิตร 13 ชาติ เปิดฉากซ้อมรบ “ซูเปอร์ การูดา ชิลด์”

ต่างชาติทุนเทาตีตลาดไทย ตัดราคาไม่เป็นธรรม สศช.แนะแนวทางคุมเข้ม

ในช่วงหลังมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการเข้ามาของ ต่างชาติทุนเทา ที่เริ่มก้าวเข้าสู่ตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและอาหาร ซึ่งได้รับผลกระทบจากกลยุทธ์การตัดราคาอย่างไร้ข้อจำกัด และการดำเนินธุรกิจในลักษณะผูกขาด ต่างชาติทุนเทาเหล่านี้มักใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมายึดพื้นที่ธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ทำให้หลายกิจการเกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ต่างชาติทุนเทาตีตลาดไทย ตัดราคาไม่เป็นธรรม สศช.แนะแนวทางคุมเข้ม

จากการสำรวจของ สศช. ร่วมกับบริษัทศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ จำกัด พบว่า 81.5% ของผู้ประกอบการไทยเชื่อว่า ต่างชาติทุนเทาพวกนี้ดำเนินธุรกิจในลักษณะผิดกฎหมาย ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรม เช่น การจัดโปรโมชันบ่อยครั้ง การขายสินค้าในราคาต่ำขึ้นอย่างผิดปกติ และการสร้างเครือข่ายกับธุรกิจท้องถิ่นเพื่อผูกตลาด

ผลกระทบต่อธุรกิจไทย

ธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีขนาดเล็ก ถูกกระทบหนักจากการแข่งขันของ ต่างชาติทุนเทา มากกว่าครึ่งหนึ่งรายงานว่า สูญเสียลูกค้าและส่วนแบ่งการตลาด ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานด้านวัตถุดิบ แรงงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มสูงขึ้น ทำให้สัดส่วนผู้ประกอบการประสบปัญหาการขาดทุน มีความเสี่ยงสูงในการดำเนินธุรกิจ และเกิดความไม่แน่นอนในการอยู่รอดของกิจการ

แม้จะมีผลกระทบในแง่ลบ แต่ก็มีกลุ่มหนึ่งของผู้ประกอบการ 25.2% ที่มองว่า ต่างชาติทุนเทา เป็นแรงสนับสนุนทางการตลาด เพราะช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยว กระตุ้นภาพลักษณ์ของพื้นที่ และเป็นแรงบันดาลใจให้ตนเองพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้น

ข้อเสนอแนะแก้ไขจาก สศช.

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ สศช. เสนอแนวทางที่จะช่วยควบคุมการดำเนินงานของต่างชาติทุนเทาให้มีความโปร่งใสและถูกต้อง ได้แก่ การบังคับให้นิติบุคคลของต่างชาติต้องดำเนินการผ่านบริษัทที่ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย รวมถึงการตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้น กรรมการ และสถานที่ดำเนินธุรกิจอย่างเข้มงวด

  • จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นตามขนาดของกิจการ
  • เชื่อมโยงข้อมูลผู้ได้ประโยชน์แท้จริงกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
  • พัฒนาแหล่งรับแจ้งเบาะแสจากการดำเนินธุรกิจต่างชาติที่ผิดกฎหมาย

หากสามารถบังคับใช้มาตรการเหล่านี้ได้ จะช่วยให้แพลตฟอร์มทางการแข่งขันสำหรับผู้ประกอบการไทยสามารถคืนศูนย์ได้ อีกทั้งยังสร้างความสมดุลในระบบนิเวศทางธุรกิจของประเทศ

การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

ในขณะเดียวกัน ควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการชาวไทยที่ฟื้นฟูและพัฒนาธุรกิจของตนเอง เช่น การพัฒนาทักษะการตลาด การบริหารการเงิน รวมถึงการจัดตั้งศูนย์สนับสนุนธุรกิจตลอดวงจรธุรกิจท่องเที่ยว อีกทั้งต้องมีการประชาสัมพันธ์โครงการและมาตรการของภาครัฐอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจได้

การกำกับดูแลที่เข้มงวดและการสนับสนุนภายในอย่างมีประสิทธิภาพจะสร้างสมดุลให้กับวงการธุรกิจไทย และรักษาเอกลักษณ์ รวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – ต่างชาติทุนเทาตีตลาดไทย ตัดราคาไม่เป็นธรรม สศช.แนะแนวทางคุมเข้ม

มัดรวมดราม่า! “มารี เบิร์นเนอร์” 3 ประเด็นที่ชีวิตวนเวียนแต่มรสุมไม่จบสิ้น

“มารี เบิร์นเนอร์” นักแสดงสาวลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ที่มีผลงานโดดเด่นในวงการบันเทิง แต่ก็มี “ประเด็นดราม่า” ตามตัวตั้งแต่เข้าวงการจนถึงปัจจุบัน 佐藤มารีเบิร์นเนอร์ คือชื่อไทยของเธอบุคคลนี้ ซึ่งถึงแม้จะสร้างชื่อเสียงจากบทบาททางหน้าจอ แต่สิ่งที่ตามหลังความโด่งดังนั้น คือ “เรื่องราวดราม่า” ที่เธอต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำอีกมาตลอดเส้นทาง

มัดรวมดราม่า! “มารี เบิร์นเนอร์” 3 ประเด็นที่ชีวิตวนเวียนแต่มรสุมไม่จบสิ้น

ล่าสุดความวุ่นวายของเธอเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อถูกจับได้ว่า “เมาแล้วขับรถ” พร้อมกับเพื่อนชายซึ่งมีพฤติกรรมขัดขวาง👮 เพื่อนบ้านในแวดวงต่างพากันตั้งคำถามว่า เหตุใดครั้งนี้ถึงกลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย และก่อนหน้านี้มารียังเคยมีปมดราม่าอื่นๆ อีกมากมาย

จุดเริ่มต้นที่ถูกจับตา – ภาพหลุดในวัยรุ่น (ปี 2555-2556)

ช่วงต้น carrera ของ “มารี เบิร์นเนอร์” เริ่มมีประเด็นเมื่ออายุยังน้อย ช่วงที่เธอเปิดตัวในฐานะนางเอกของช่อง 3 แต่กลับมีภาพลับ ๆ จากไนต์คลับถูกเผยแพร่ ทั้งฉากสูบบุหรี่ การจูบกับผู้หญิง และการโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียที่ดูไม่เหมาะสมส่งผลให้โดนวิจารณ์หนักหน่วง

ทำให้ประชาชนมองเธอในมุมที่ไม่ดี และส่งผลถึงภาพลักษณ์ของเธอในฐานะคนหน้าจอ แม้อาจเป็นเพียงวัยรุ่นที่เผลอแสดงพฤติกรรมที่อาจเป็นที่ถกเถียง แต่กลับทรงอิทธิพลและบันทึกไว้ในความทรงจำชุมชนออนไลน์

คำพูดก่อร้ายแรง – คำถามเรื่อง “การผ่อน” (ปี 2566)

ในปี 2566 “มารี เบิร์นเนอร์” ร่วมกับเพื่อนสนิทอย่าง “ลิลลี่ ภัณฑิลา” นำเสนอในรายการ “ว่ามาดิ with Lily and Marie” โดยเธอพูดถึงปัญหาเรื่อง “การซื้อสิ่งของด้วยการผ่อน” ว่า

“คนไทยติดนิสัยผ่อนมาก ซื้อบ้านทำสัญญา 20-30 ปี…ราคา 10 ล้านกลายเป็น 20 ล้าน”

헛คำกล่าวดังกล่าวทำให้มีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก เพราะมีมุมมองว่า ไม่ใช่ทุกคนมีเงินสดสำรอง ฉะนั้น “การผ่อน” จึงเป็นทางเลือกที่จำเป็นในบางช่วง เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดการถกเถียงในโซเชียลและทำให้ความนิยมของเธอ “ดิ่ง” ลงชั่วคราว

ดราม่าล่าสุดครั้งใหญ่ – ถูกจับว่าเมาแล้วขับ (ปี 2568)

เป็นโอกาสล่าสุดที่ “มารี เบิร์นเนอร์” ถูกจับตามองจากสถานการณ์จริง เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง ได้เรียกเธอตรวจด่านละเมิดกฎจราจร และเธอก็ปฏิเสธการเป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์ พร้อมกับเพื่อนชายที่ถูกตั้งข้อหาขัดขวางเจ้าหน้าที่

หลังจากนั้นเธอได้บอกกล่าวว่าตัวเอง “เมาแล้วขับ” และยอมรับข้อกล่าวหา ส่งผลให้ต้องใช้เงินประกันตัว 20,000 บาทและนำตัวส่งฟ้องศาลในวันถัดไป เหตุการณ์นี้ทำให้คอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียพุ่งสูง เพราะหลายคนมีสองทศนิยม – ทั้งแบบเสียดายและแบบตัดขาด

ไต่สวน “ตัวชี้” ย้อนอดีตสามี “ไฮโซบอส” และประวัติของเพื่อนผู้ร่วมเหตุการณ์

การที่ “ไฮโซบอส” เงาเชอรีน ณัฐจารี อยู่ด้วย กลายเป็นจุด引爆ให้กับการขุดคุ้ยประวัติของผู้ก่อเหตุ เรียกได้ว่าความ “ปั่น” ของเหตุการณ์นี้ บวกความทรงจำจากดราม่าอดีต “มารี” ทำให้ครั้งนี้กลายเป็นประเด็นระดับใหญ่ที่แผ่วกับทุกมุมของโลกออนไลน์

ความทรงจำที่วนเวียน – จากสาวน้อยถึงดาราวาไร้หยุด

มองโดยรวม “มารี เบิร์นเนอร์” เหมือนกับเป็นตัวอย่างของความ “ซ้ำจังหวะเดิม” ในเส้นทางชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ในวัยใส, การถูกมองว่า “ไม่เข้าใจสังคม” หรือความผิดพลาดในตอน “มีน้ำหนักตัว” ของชีวิต

แต่ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะย้อนกี่ครั้ง คนแสดงหนุ่มสาวในบ้านเราäล้วนมี “ด้าน” ของตนเอง และสิ่งสำคัญคือ “เราเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา” เพื่อก้าวข้ามสิ่งผิดพลาดในอดีต และ blockIdx ดูแลภาพลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งได้ผิดพลาดมากน้อยแค่ไหน

ไม่ว่าจะดราม่าแล้วดราม่าอีก “มารี เบิร์นเนอร์” คงยังมีฉากต่อไปให้เราติดตามอีกแน่นอน เพราะในวงการบันเทิง, ดราม่าไม่เคยจบทุกวัน

ที่มา – มัดรวมดราม่า! “มารี เบิร์นเนอร์” 3 ประเด็นที่ชีวิตวนเวียนแต่มรสุมไม่จบสิ้น

‘สมศักดิ์’ ไม่ขัด ‘สว.วีระพันธ์’ ชงออกกฎหมายกำหนดชั่วโมงทำงานคนสธ.

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีของนพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ที่ประกาศขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติกำหนดชั่วโมงการทำงานบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเกิดปัญหาภาระงานสูงและมีบุคลากรลาออกจำนวนมากในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งอยู่ในอันดับต้น ๆ ของทุกกระทรวง พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประชาชนเลือกพรรคที่มีนโยบายแก้ปัญหาสาธารณสุขอย่างจริงจังในอนาคต

‘สมศักดิ์’ ไม่ขัด ‘สว.วีระพันธ์’ ชงออกกฎหมายกำหนดชั่วโมงทำงานคนสธ.

นายสมศักดิ์กล่าวว่า เขารับฟังแนวทางต่าง ๆ และพร้อมสนับสนุนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดชั่วโมงทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ เพราะถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ดี แม้กฎหมายนี้จะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีคณะกรรมการช่วยพิจารณาต่อไป แต่ในภาพรวม เขาไม่ได้ขัดแย้ง และยินดีต่อแนวทางที่จะทำให้ระบบสาธารณสุขดีขึ้น

คุณภาพงานสำคัญกว่าเวลางาน

เมื่อถูกถามว่าในฐานะผู้กำหนดนโยบายจะมีการดำเนินการอย่างไร นายสมศักดิ์กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนเรื่องเวลาการทำงานไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญคือคุณภาพของงานและการให้บริการประชาชน ซึ่งควรคำนึงถึงประโยชน์ต่อประชาชนเป็นหลัก นอกจากนี้ นโยบายเรื่องการป้องกันโรคนั้นก็เป็นแก่นสำคัญ เพราะหากคนไข้มีสุขภาพดีขึ้น ก็จะช่วยลดภาระงานในโรงพยาบาลและทำให้บุคลากรมีเวลาทำงานน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขมีความพยายามผลักดัน (ร่าง)พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการสาธารณสุข พ.ศ. ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่จะแยกตัวออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) แต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ทำให้จำเป็นต้องใช้มาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติมมาช่วยเสริม

แนวทางลดภาระงานบุคลากรทางการแพทย์

รัฐมนตรีสาธารณสุขกล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาความขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ควรทำหลายแนวทางควบคู่กัน ทั้งการผลิตบุคลากรเพิ่ม ซึ่งใช้เวลานาน และการใช้มาตรการสนับสนุนอื่น เพื่อลดภาระงาน โดยเฉพาะลดจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งคิดเป็น 3 ใน 4 ของผู้ป่วยนอกทั้งหมด หากสามารถลดจำนวนผู้ป่วยเหล่านี้ได้ ก็จะช่วยลดภาระการดูแลรักษาได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางเพิ่มเติมอย่างการจัดตั้ง “มินิคลินิก” และการขยายบริการการแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine เพื่อรองรับข้อจำกัดของบุคลากร โดยนายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนเคยพบอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร หรือ อสส. ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัญหาการเข้าถึงบริการทางการแพทย์มีอยู่จริง และการใช้เทคโนโลยีในการดูแลสาธารณสุขจะช่วยลดภาระนี้ได้ รวมไปถึงการนำหมอเกษียณคืนมามีบทบาท และเชิญเอกชนร่วมลงทุนก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก

เร่งพิจารณากฎหมายอสม. เพื่ออุดช่องว่างการดูแล

เมื่อถูกถามถึงการขยายบริการ Telemedicine นั้น นายสมศักดิ์ยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ภายในกรุงเทพฯ จะมีการนำร่องก่อน และจะพิจารณานำไปใช้ทั่วประเทศ ในขณะที่สภาฯ จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ เพื่อให้เกิดกระบวนการทางกฎหมายที่ชัดเจนมากขึ้น

การกำหนดชั่วโมงทำงานคนสธ.ในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการแบ่งชั่วโมง แต่เป็นกระบวนการปรับระบบให้สมดุลระหว่างบุคลากรกับภาระงาน การจัดบริการที่มีประสิทธิภาพ และการดูแลประชาชนให้มีสุขภาพดีในระยะยาว

การเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่าย คือ รัฐมนตรีสมศักดิ์ และ สว.วีระพันธ์ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหาระบบสาธารณสุขที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะการบริหารบุคลากรที่ต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของระบบ

ที่มา – ‘สมศักดิ์’ ไม่ขัด ‘สว.วีระพันธ์’ ชงออกกฎหมายกำหนดชั่วโมงทำงานคนสธ.

สมาคมศิษย์เก่าเพาะช่างจัดคอนเสิร์ต ‘คนวาดรูป’ วันวาน…วันนี้ 15 พ.ย.68

สมาคมศิษย์เก่าเพาะช่าง ในพระอุปถัมภ์ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา ร่วมกับศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และผู้ที่สนใจ ร่วมแสดงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการศึกษาผ่านงานคอนเสิร์ต “คนวาดรูป” ตอน วันวาน…วันนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. ณ หอประชุม NT Auditorium ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

สมาคมศิษย์เก่าเพาะช่างจัดคอนเสิร์ต ‘คนวาดรูป’ วันวาน…วันนี้ 15 พ.ย.68

งานคอนเสิร์ตในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาทุนสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมศิษย์เก่าเพาะช่าง และกิจกรรมพัฒนานักศึกษาวิทยาลัยเพาะช่าง โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนโครงการบูรณะซ่อมแซมปิดทององค์พระครู (พระวิษณุกรรม) ซึ่งถือเป็นกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ที่เชื่อมโยงความตั้งใจดีของผู้ร่วมงานและผู้เข้าร่วมฟัง

ศิลปินร่วมงานและรายละเอียดคอนเสิร์ต

ในงานคอนเสิร์ต “คนวาดรูป” ตอน วันวาน…วันนี้ จะมีการแสดงดนตรีจากศิลปินนักร้องที่หลากหลาย เช่น หรั่ง ร็อกเคสตร้า, ป้อม ออโต้บาห์น, ชมพู ฟรุ้ตตี้, ชัยรัตน์ เทียบเทียม, เทวัญ ทรัพย์แสนยากร และ อำนาจ ศรีมา ซึ่งศิลปินแต่ละคนจะมาร่วมเติมสีสันให้กับงานด้วยเสียงเพลงที่โดดเด่นในสไตล์ของตนเอง

การจัดงานครั้งนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงแค่ความบันเทิง แต่ยังเป็นโอกาสในการทำบุญร่วมกัน ทั้งสำหรับศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และผู้ชมทั่วไป โดยผลงานดนตรีที่นำเสนอจะสะท้อนภาพ “วันวาน” ในอดีต และ “วันนี้” ในปัจจุบัน ผ่านมุมมองของศิลปินที่สื่อสารความรู้สึกด้วยบทเพลงที่เน้นภาพลักษณ์ของ ‘คนวาดรูป’ ทั้งในเชิงศิลปะและชีวิตจริง

รายได้เพื่อสมทบทุนโครงการบูรณะปิดทององค์พระครู

รายได้ที่ได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมงานคอนเสิร์ตจะนำไปใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมศิษย์เก่าเพาะช่าง และนำไปสมทบทุนสำหรับโครงการบูรณะซ่อมแซมปิดทององค์พระครู ซึ่งถือเป็นมรดกทางศาสนาและวัฒนธรรมที่มีคุณค่าจากคณาอาจารย์และศิษย์เก่าของวิทยาลัยเพาะช่าง

  • วันที่จัดคอนเสิร์ต: 15 พฤศจิกายน 2568
  • เวลา: 14.00 น.
  • สถานที่: หอประชุม NT Auditorium ถนนแจ้งวัฒนะ
  • ศิลปินร่วมงาน: หรั่ง ร็อกเคสตร้า, ป้อม ออโต้บาห์น, ชมพู ฟรุ้ตตี้, ชัยรัตน์ เทียบเทียม, เทวัญ ทรัพย์แสนยากร, อำนาจ ศรีมา

ผู้สนใจสามารถซื้อบัตรเข้าชมงานตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจแฟนเพจ “สมาคมศิษย์เก่าเพาะช่าง”

งานคอนเสิร์ตในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ความบันเทิง แต่ยังเป็นแรงผลักดันหนึ่งที่ทำให้เราได้ย้อนมอง “วันวาน” และสัมผัส “วันนี้” ด้วยศิลปะและการแบ่งปัน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำดี ๆ ผ่านงาน “คนวาดรูป” ตอน วันวาน…วันนี้ แล้วคุณจะได้ไม่พลาดฉากที่มีแต่หัวใจและศิลปะ

ที่มา – ‘สมาคมศิษย์เก่าเพาะช่าง’ จัดคอนเสิร์ต ‘คนวาดรูป’ ตอน วันวาน…วันนี้ 15 พ.ย.68

ตั้งแต่2ต.ค.รถรับจ้างผ่านแอปต้องจดทะเบียนเป็นป้ายเหลือง

ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันจะต้องจดทะเบียนเป็นป้ายเหลือง รวมถึงต้องมีใบขับขี่สาธารณะ และห้ามใช้รถส่วนบุคคลในการให้บริการรับจ้าง เนื่องจาก ตั้งแต่2ต.ค.รถรับจ้างผ่านแอปต้องจดทะเบียนเป็นป้ายเหลือง ตามประกาศของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีผลบังคับใช้เพื่อรักษาความเรียบร้อยและมาตรฐานในการให้บริการรถยนต์สาธารณะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

ตั้งแต่2ต.ค.รถรับจ้างผ่านแอปต้องจดทะเบียนเป็นป้ายเหลือง

กรมการขนส่งทางบกได้ออกประกาศให้แอปพลิเคชันที่ให้บริการรถรับจ้างต้องดำเนินการให้ผู้ขับรถรับจ้างทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการจดทะเบียนรถในรูปแบบ ตั้งแต่2ต.ค.รถรับจ้างผ่านแอปต้องจดทะเบียนเป็นป้ายเหลือง ให้ถูกต้องก่อนเริ่มให้บริการ มิเช่นนั้นจะถือว่าผิดกฎหมายและไม่สามารถให้บริการได้

ข้อกำหนดสำคัญสำหรับผู้ขับรถรับจ้าง

ข้อกำหนดของกฎหมายที่เจ้าของรถและผู้ขับต้องปฏิบัติตาม มีดังนี้:

  • ต้องจดทะเบียนรถเป็นรถสาธารณะและติดสติกเกอร์ป้ายเหลือง
  • รถต้องมีอายุไม่เกิน 9 ปีนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก
  • ต้องมีประกันภัยรถยนต์สาธารณะ
  • ผู้ขับต้องมีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ
  • ห้ามใช้รถส่วนตัวให้บริการรับจ้างผ่านแอป
  • ห้ามเก็บค่าบริการเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

เมื่อผ่านการจดทะเบียนแล้ว ผู้ขับจะได้รับสติกเกอร์ป้ายเหลืองที่ต้องนำมาติดบนกระจกกันลมด้านหน้าและด้านหลังอย่างชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ในระหว่างให้บริการ

การให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง

สำหรับแอปพลิเคชันที่ให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง ต้องให้บริการด้วยรถจักรยานยนต์สาธารณะที่จดทะเบียนถูกต้อง มีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ จัดเก็บค่าบริการไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และต้องมีวิน (จุดจอด) อย่างเป็นทางการ รองรับการให้บริการทั้งในรูปแบบเรียกผ่านแอปฯ และในรูปแบบวินโดยสารทั่วไป

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ถือเป็นมาตรการช่วยให้บริการรถผ่านแอปฯ ในประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นทั้งในด้านผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ หากผู้ให้บริการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะถูกดำเนินคดีและไม่สามารถให้บริการได้

สุดท้ายนี้ การเตรียมความพร้อมและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้คุณสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องและไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมาย

ที่มา – ตั้งแต่2ต.ค.รถรับจ้างผ่านแอปต้องจดทะเบียนเป็นป้ายเหลือง/มีใบขับขี่สาธารณะ/ห้ามใช้รถส่วนบุคคลรับจ้าง

“ประเสริฐ” สั่ง กรมอุตุฯ เกาะติดสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ”

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม ที่ กรมอุตุนิยมวิทยา บางนา นาย ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เป็นประธานเปิดศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ที่ศูนย์ปฏิบัติการพยากรณ์อากาศ ชั้น 11 อาคาร 50 ปี อุตุนิยมวิทยา

“ประเสริฐ” สั่ง กรมอุตุฯ เกาะติดสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ”

การเปิดศูนย์ปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฝ้าระวัง วิเคราะห์ และแจ้งเตือนสถานการณ์อย่างทันท่วงที โดยมี น.ส. สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมให้ข้อมูล เพื่อเป็นศูนย์กลางสื่อสารสถานการณ์แบบเรียลไทม์และเตือนภัยแก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ส่งผลกระทบหลายพื้นที่

นาย ประเสริฐ กล่าวว่า พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” เริ่มมีอิทธิพลต่อประเทศไทย โดยส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและความเป็นอยู่ของประชาชน กระทรวงดีอีจึงร่วมมือกับกรมอุตุนิยมวิทยาเปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

“ศูนย์ปฏิบัติการนี้จะเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันเวลาแก่ประชาชน” นายประเสริฐกล่าว

ด้าน น.ส. สุกันยาณี ระบุว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 25 ส.ค. พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” อยู่ห่างจากเมืองวิญ ประเทศเวียดนาม ประมาณ 120 กิโลเมตร มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 150 กม./ชม. และเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 20 กม./ชม. พายุคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งในเวียดนามในวันเดียวกัน และหลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชัน

พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ

  • ภาคเหนือ: เชียงราย, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, ลำปาง, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์
  • ภาคอีสาน: เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม
  • ภาคกลาง และกรุงเทพฯ: ลพบุรี, สระบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, นครปฐม
  • ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่

ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควรเตรียมตัวรับมือ โดยเฉพาะฝนตกหนัก ลมแรง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากมีแนวโน้มว่าจะเกิดฝนที่ตกสะสมในหลายพื้นที่

คำแนะนำสำหรับประชาชน

กรมอุตุนิยมวิทยาขอแนะนำให้ประชาชน:

  • ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากช่องทางทางการ
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
  • สำหรับชาวเรือควรระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือ
  • ประชาชนในบริเวณชายฝั่งต้องระวังคลื่นลมแรง

ด้วยการเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นจากภาครัฐและประชาชน ประเทศไทยจะสามารถรับมือกับพายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ได้อย่างคล่องแคล่วและปลอดภัย

เตรียมความพร้อมก่อนพายุมา ช่วยกันลดความเสี่ยงได้ ขอเชิญร่วมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางของกรมอุตุนิยมวิทยา

ที่มา – “ประเสริฐ” สั่ง กรมอุตุฯ เกาะติดสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ใกล้ชิด เปิดศูนย์ปฏิบัติการ 24 ชม.

สศก.เผยเกษตรกรกว่า40% ได้มาตรฐาน GAP หนุนกุ้งแวนนาไมส่งออก

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย โดยเฉพาะกุ้งขาวแวนนาไมที่ได้มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันระดับโลก

สศก.เผยเกษตรกรกว่า40% ได้มาตรฐาน GAP

จากข้อมูลที่ศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า ในปี 2568 มีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งแวนนาไมในจังหวัดสมุทรสาครจำนวน 397 ฟาร์ม โดยมี 161 ฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมประมง คิดเป็นกว่า 40.55% และอีก 47 ฟาร์มได้รับการรับรอง GAP (มกษ.) จากกระทรวงเกษตรฯ

ผลิตกุ้งได้คุณภาพ ราคาดี

ฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP มีความได้เปรียบหลายด้าน ทั้งในเรื่องของคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้สามารถเข้าถึงตลาดส่งออกและลูกค้ารายใหญ่ได้มากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับฟาร์มที่ยังไม่มีมาตรฐาน ซึ่งมักจำกัดอยู่แค่ตลาดท้องถิ่น

ในปัจจุบันราคาขายกุ้งแวนนาไมที่ได้มาตรฐานอยู่ที่ 180 – 230 บาทต่อกิโลกรัม และสามารถผลิตได้สูงสุด 3 รอบต่อปี ถ้าได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

ปัญหาโรคและทางออก

  • โรคขี้ขาว (WFS) และ โรค EMS/AHPNS เป็นปัญหาสำคัญที่ฟาร์มต้องเผชิญ
  • ส่งเสริมการใช้ โปรไบโอติก และการจัดการชีวภาพเพื่อลดการใช้ยา
  • ส่งเสริมการเลี้ยงแบบระบบปิดและน้ำหมุนเวียน

นอกจากนี้ กรมประมงยังมีแนวทางพัฒนาอย่างรอบด้าน โดยเน้นการลดต้นทุนจากการเกิดโรค การส่งเสริมลูกกุ้งคุณภาพ และการพัฒนาเครือข่ายห้องปฏิบัติการวินิจฉัยโรค

สศก. มีแผนจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังเน้นย้ำว่าการได้รับมาตรฐาน GAP จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์กุ้งไทย และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าในตลาดต่างประเทศ

ด้วยการส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การมีฟาร์มที่ได้มาตรฐาน GAP มากกว่า 40% ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมกุ้งแวนนาไมที่กลายเป็นสินค้าส่งออกชั้นนำของประเทศ

เพราะมาตรฐาน GAP คือความเชื่อมั่นที่เปิดประตูสู่ตลาดโลก

ที่มา – สศก.ชี้ เกษตรกรมหาชัยกว่า40% ได้มาตรฐานGAP ดัน’กุ้งแวนนาไม’ส่งออก

TSB คว้ารางวัลใหญ่ระดับภูมิภาคเอเชีย APEA 2025

ในปี 2025 บริษัท TSB หรือ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นจากการได้รับรางวัลระดับภูมิภาคเอเชียจากงาน Asia Pacific Enterprise Awards (APEA) 2025 ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่ยกย่ององค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

TSB คว้ารางวัลใหญ่ระดับภูมิภาคเอเชีย APEA 2025

นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ได้เปิดเผยว่า การได้รับรางวัลในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงพันธกิจขององค์กรในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านมาตรฐานความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเข้าถึงของประชาชนทั่วไป

รางวัลที่ได้รับจากงาน APEA 2025

TSB ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลเกียรติยศระดับภูมิภาคเอเชีย ในหมวด Corporate Excellence Award หรือรางวัลองค์กรยอดเยี่ยม ภายใต้กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมขนส่งสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลที่สำคัญที่สุดในงาน APEA โดยเป็นการยอมรับศักยภาพองค์กรที่สอดคล้องกับแนวโน้มโลกด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล)

รางวัลดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นเครื่องยืนยันความทุ่มเทของทีมงาน แต่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ TSB ได้เดินหน้าต่อยอดแผนงานในอนาคต ด้วยเป้าหมายที่จะขยายโครงข่ายระบบขนส่งสีเขียว พัฒนาแอปพลิเคชันและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการเดินทางของประชาชนอย่างสะดวกยั่งยืน

เป้าหมายสู่คาร์บอนนิวทรัล

เป้าหมายก้าวหน้าของ TSB คือการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนนิวทรัล ผ่านการใช้พลังงานสะอาด นวัตกรรมการขนส่ง และการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งตอกย้ำว่า ธุรกิจภาครัฐและเอกชนสามารถร่วมมือกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

งานประกาศรางวัล APEA 2025 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล กรุงเทพมหานคร โดยมี Enterprise Asia เป็นองค์กรจัดงาน ซึ่งเป็นองค์กรอิสระระดับภูมิภาคเอเชียที่มุ่งพัฒนาเสริมศักยภาพของภาคธุรกิจในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยแต่ละปีจะมีการคัดเลือกองค์กรที่โดดเด่นจากกว่า 16 ประเทศในภูมิภาคเอเชียมาเป็นตัวอย่างที่ดี

ไม่ว่าจะด้านใด รางวัลที่ได้รับนี้คือแรงผลักดันสำคัญให้ TSB ได้เดินหน้าต่อยอดการทำงานด้านนวัตกรรมและยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะที่เท่าเทียมและปลอดภัยยิ่งขึ้น

หากคุณให้ความสำคัญกับการเดินทางที่เป็นมิตรกับโลก อย่าลืมสนใจและติดตามแนวทางของ TSB ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งสมัยใหม่ที่ยั่งยืน TSB คว้ารางวัลใหญ่ระดับภูมิภาคเอเชีย APEA 2025 เป็นตัวอย่างที่ดีของความเป็นเลิศและจิตวิญญาณการขับเคลื่อนเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – TSB คว้ารางวัลใหญ่ระดับภูมิภาคเอเชีย Asia Pacific Enterprise Awards (APEA) 2025