ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เปิดประมูลยูเทิร์นไร้เสาแห่งแรกบนถนนมิตรภาพ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมทางหลวงได้ประกาศเปิดประมูลโครงการก่อสร้าง ยูเทิร์นเกือกม้าไร้เสาแห่งแรก บนถนนมิตรภาพ บริเวณบ้านหลุบเลา จังหวัดสระบุรี ซึ่งถือเป็นโครงการที่ใช้นวัตกรรมใหม่ในการออกแบบสะพานกลับรถรูปแบบ เคเบิลแบบแนวโค้ง (Horizontal Curve Cable-Stayed Bridge) โดยใช้เคเบิลแทนเสาตอม่อกลางในพื้นที่ที่ไม่สามารถสร้างเสาได้

เปิดประมูลยูเทิร์นไร้เสาแห่งแรกบนถนนมิตรภาพ

โครงการนี้มีวงเงินงบประมาณกว่า 400 ล้านบาท และคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น 720 วัน หรือประมาณ 2 ปี หากได้ผู้รับจ้างโครงการ จะดำเนินการลงนามสัญญาและเริ่มก่อสร้างทันที โดยเป้าหมายคือเปิดให้บริการในปี 2570

โดยจุดเด่นของ ยูเทิร์นไร้เสาแห่งแรก นี้ คือการออกแบบที่ไม่ต้องใช้เสาตอม่อกลาง ช่วยลดปัญหาจราจรในระหว่างก่อสร้างและหลังเปิดใช้งาน เนื่องจากไม่ต้องลดช่องทางจราจร รองรับรถยนต์ทุกประเภท รวมถึงรถจักรยานยนต์และผู้ใช้งานเดินเท้าอีกด้วย

นวัตกรรมเด่น ปลอดภัยสูง

โครงสร้างสะพานถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก มีการติดตั้ง กำแพงกันชน รวมถึงระบบ ถ่วงน้ำหนักและกระจายน้ำหนักของเคเบิล เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากการชนกับโครงสร้าง นอกจากนี้ ยังมีการวางระบบเฝ้าระวังความเสถียรของโครงสร้างตลอดเวลา

“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า วันที่ 9 ก.ย. 2568 กรมทางหลวง(ทล.) กำหนดให้เสนอราคาทางระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding ) งานจ้างเหมาโครงการก่อสร้างสะพานกลับรถบนทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) บริเวณ บ.หลุบเลา (ขาเข้าและขาออก) จ. สระบุรี ระหว่าง กม.7+550 – กม. 9+525 ระยะทาง1.7 กม. พื้นที่บ้านหลุบเลา ต.ตาลเดี่ยว อ.แก่งคอย จ.สระบุรี งบประมาณปี 2568 วงเงิน 400 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 720 วัน( 24 เดือน/2 ปี) เมื่อได้ผู้รับจ้างจะเร่งลงนามสัญญา ก่อสร้างให้แล้วเสร็จเปิดบริการประมาณปี 2570

การออกแบบสะพานยูเทิร์นในครั้งนี้เป็นการออกแบบเฉพาะสำหรับพื้นที่ที่มีข้อจำกัดสูง ไม่มีพื้นที่กลางถนนเพียงพอในการวางตอม่อกลางแบบเดิม จึงจำเป็นต้องใช้ เคเบิลรับน้ำหนัก ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในการก่อสร้างโครงสร้างสะพานในประเทศไทย และอาจเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน

หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ กรมทางหลวงมีแผนที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบและสร้างจุดกลับรถในพื้นที่จำกัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปริมาณรถใช้งานหนาแน่นและมีปัญหาการจราจรสูง ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับระบบขนส่งในระยะยาว

โครงการนี้ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของประเทศไทยในด้านวิศวกรรมถนนและสะพาน พร้อมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยและวิศวกรไทยในระดับนานาชาติ

น่าติดตามว่าใครจะได้รับสัญญางานใหญ่ในมูลค่าหลายร้อยล้านนี้ และสามารถส่งมอบโครงการที่มีคุณภาพในระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่

ที่มา – เปิดประมูลแล้ว”ยูเทิร์นเกือกม้าไร้เสาแห่งแรก”ใช้เคเบิลรับน้ำหนักสร้าง400ล้านกลางถนนมิตรภาพรับรถทุกประเภท

‘แม่ทัพภาค2’ ลั่นขอทำเพื่อแผ่นดิน อยู่กับคนไทยจนสิ้นลม

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เวลา 13.15 น. ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีย์กุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับบุคลากรและนิสิตนิสิตเก่าของมหาวิทยาลัย ภายใต้หัวข้อ “เรื่องจริงจากชายแดน” โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความตื่นเต้นจากผู้ร่วมงานที่ต่างตั้งใจฟังคำพูดจากผู้นำทหารรายนี้

‘แม่ทัพภาค2’ ลั่นขอทำเพื่อแผ่นดิน อยู่กับคนไทยจนสิ้นลม

ในการพูดคุยในครั้งนี้ พล.ท.บุญสิน กล่าวอย่างจริงใจว่า “อยากขอให้วงซิมโฟนีเกษตรศาสตร์บรรเลงเพลงชาติไทย เพราะเพลงนี้คือสิ่งที่แสดงถึงความเป็นชาติของเรา บางคนอาจรู้สึกอาย หรือไม่กล้าร้อง เพราะกลัวถูกมอง แต่พวกเรามีแผ่นดิน เราไม่ควรอายที่จะร้องเพลงชาติของตนเอง ถ้าไม่มีแผ่นดิน เราก็ไม่มีอะไรจะร้องเลย”

ไม่เล่นการเมือง สนใจแต่แผ่นดิน

พันธสัญญาอย่างชัดเจนของเขาคือ “ผมไม่เล่นการเมือง อยู่ตรงไหนก็ไม่ขอตำแหน่ง ไม่ขอผลประโยชน์ คำพูดนี้คงสื่อถึงหลายคนที่ชักชวนผมไปเล่นการเมือง แต่ผมไม่ถนัด ถนัดแต่จะปกป้องแผ่นดินเพื่อประเทศชาติ ผมมาวันนี้ไม่ได้มาทอล์คโชว์ แม้จะเกษียณจากตำแหน่งแม่ทัพแล้ว แต่ไม่ได้เกษียณความเป็นคนไทย และจะอยู่กับพี่น้องคนไทยจนสิ้นลมแน่นอน”

  • รักษาศักดิ์ศรีของแผ่นดิน
  • เคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์
  • ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

พล.ท.บุญสินกล่าวอีกว่า อยากให้ทุกคนดูแลแถบสีธงชาติให้ดี ซึ่งได้มาจากการเสียสละของบรรพบุรุษและพระมหากษัตริย์ในอดีต ท่านต่อสู้ด้วยความยากลำบากเพื่อความเป็นชาติและความอยู่รอดของแผ่นดินไทย ส่วนในยุคของพวกเรา ไม่ควรทะเลาะกัน ขอให้เราเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และถามผู้ที่ด่าแม่ทัพในโลกโซเชียลอย่าง “คุณเป็นคนไทยจริงๆ หรือเปล่า?” เพราะคนไทยที่แท้จริงจะไม่ตอบโต้ หากเป็นชาติอื่นที่ตอบกลับก็ไร้ประโยชน์

ที่สำคัญเขาได้ชี้ให้เห็นว่า “พระมหากษัตริย์ คือหลักชัยของประเทศชาติ ท่านเป็นกลางในทุกเรื่อง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลย ท่านเป็นจอมทัพไทยที่ดูแลเสาหลักแห่งชาติ ผู้ที่ใกล้ชิดท่านต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองในทุกรูปแบบ” และในฐานะแม่ทัพภาค 2 ที่มีหน้าที่ปกป้อง ไม่ว่าจะเป็นใครหรือมาจากไหน หากมาบุกรุกขอบเขตของเขาก็จะไม่อนุญาตเด็ดขาด

จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนของ ‘แม่ทัพภาค2’ ลั่นขอทำเพื่อแผ่นดิน อยู่กับคนไทยจนสิ้นลม ทำให้เห็นถึงความจริงใจ ความจงรักภักดี และจิตอาสาของผู้นำที่อยากมีคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินโดยไม่หวังผลตอบแทน หากแต่เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติที่เรารัก

อย่าลืมรักษาความเป็นไทยไว้ในทุกๆ วัน เพราะความสงบสุขวันนี้คือผลงานจากผู้เฝ้าระวังชายแดนอย่าง ‘แม่ทัพภาค2’ ผู้เสียสละเพื่อแผ่นดินโดยไม่หวังผลตอบแทน

ที่มา – ‘แม่ทัพภาค2’ลั่นขอทำเพื่อแผ่นดิน อยู่กับคนไทยจนสิ้นลม

มารี เผยคิดยังไงถ้าเพื่อนคบแฟนเก่า หลังพบข้างกายอดีตสามีเชอรีน

วงการบันเทิงกำลังฮือฮาหลังจากที่ “บอส-อัศม์กรณ์ สิงห์สีกรกุล” อดีตสามีของนักร้องดัง “เชอรีน ณัฐจารี” กลายเป็นหนุ่มข้างกายของนักแสดงสาวชื่อดัง “มารี เบรินเนอร์” หลังถูกจับได้ว่าเมาแล้วขับรถผ่านด่านตรวจแอลกอฮอล์ ทำเอาชาวเน็ตต่างแห่พากันขุดคุ้ยเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่อย่างดุเดือด

มารี เผยคิดยังไงถ้าเพื่อนคบแฟนเก่า

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน มารี เบรินเนอร์ และ “ลิลลี่ ภัณฑิลา” เคยพูดคุยในรายการ “ว่ามาดิ with Lily and Marie” เรื่องของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนแบบนี้ โดยมีคำถามว่า “ถ้าเพื่อนไปเป็นแฟนกับแฟนเก่าของเรา เราจะรับได้ไหม” ซึ่งคำตอบจากมารีคือ “ถ้าเป็น X ก็รับไม่ได้อยู่แล้ว”

มารีไม่คิดว่าจะเป็นเพื่อนกับแฟนเก่าได้

มารีเผยว่า “เป็นเพื่อนกับแฟนเก่าได้ไหม บางคนเป็นได้ แต่สำหรับเรามันยากอยู่แล้ว เพราะไม่มีอะไรที่รู้สึกว่าเขาไม่ทำผิดอะไร แต่ถ้าเพื่อนสนิทเราไปคบกับแฟนเก่าเรา นั่นเราก็รับไม่ได้เหมือนกัน”

เธอเล่าต่อว่า “ถ้าเลิกกันแล้วจะอะไรอีก มันก็จะทำให้เรารู้สึกว่า เช่นเดิมระหว่างที่เขาคบกับเรา แล้วจะไปชอบกันตอนไหนวะ มันก็เป็นคำถามที่เรากลับไปคิดย้อนหลัง ทำให้การที่จะเป็นเพื่อนกับคนที่เคยเป็นคู่กับเรา ยากมาก”

ด้านลิลลี่ได้ตั้งคำถามเพิ่มเติมว่า “ถ้า A กับ B เคยเป็นแฟนกัน แล้วเพื่อนกลุ่มเดียวกันมาคุยกับอีกคนในกลุ่ม จะทำยังไง” ซึ่งมารีตอบว่า “ถ้าเป็นผู้ชายเขาก็คงเXี้ยในระดับนึง แล้วก็รู้สึกว่า ถ้า X เป็นผู้หญิง ก็ไม่เอา เพราะเขารู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นคนดีแล้วที่จะมาคุยกับเรา”

ถึงแม้มารีจะเห็นว่า “บางคน” อาจอยู่กับคนที่ทำให้เพื่อนแตก แต่ “เราคงเลือกแล้วว่าเราจะรับมันไว้หรือไม่” นั่นสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของเธอที่ซื่อสัตย์และชัดเจน

มารี เผยถ้าเป็นเพื่อนจะรับไม่ได้

คำพูดที่มารีเคยพูดไว้ในอดีตทำให้หลายคนเข้าใจถึงมุมมองของเธอที่มีต่อเรื่องความสัมพันธ์ซับซ้อน ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่เธอกำลังอยู่ในกระแสกับ “บอส อดีตสามีของเชอรีน” ดูเหมือนจะยิ่งทำให้คนสนใจมากขึ้นว่าเธอจะมีมุมมองเปลี่ยนไปหรือไม่

ท่ามกลางกระแสต่างๆ คงต้องให้เวลาเป็นตัวตัดสิน แต่สิ่งที่ชัดเจนคือมารีมีความจริงใจในการเปิดใจทั้งในอดีตและตอนนี้ ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งคุณค่าในตัวของวงการบันเทิง

ที่มา – ขุดคำพูด ‘มารี’ ลั่นรับไม่ได้ถ้าเพื่อนคบแฟนเก่า ก่อนพบหนุ่มข้างกายคืออดีตสามี ‘เชอรีน’!

ความสำคัญของเลข 13 หลัก ต่อการบวชเป็นพระภิกษุสามเณร

ในช่วงไม่นานมานี้ มีการกล่าวถึงความสำคัญของเลข 13 หลัก ที่เกี่ยวข้องกับการเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุสามเณร โดยเฉพาะกรณีของหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งถูกนำมาตรวจสอบจากข่าวลือว่าเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ตรงกับผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว อย่างไรก็ตาม กรมการปกครองได้ออกมาชี้แจงว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบความผิดปกติ และจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

ความสำคัญของเลข 13 หลัก

เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุ หรือสามเณร เนื่องจากเป็นตัวระบุตัวตนที่ชัดเจน ป้องกันไม่ให้บุคคลที่กำลังหลบหนีคดีสามารถเข้ามาอยู่ในพระภิกษุสงฆ์ได้ โดยในปี 2562 ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ได้กำหนด แนวทางอย่างชัดเจน เกี่ยวกับการตรวจสอบเลข 13 หลัก เหล่านี้

ขั้นตอนการตรวจสอบเลขบัตรประชาชน

ขั้นตอนการตรวจสอบเริ่มจากการที่เจ้าอาวาสหรือพระอุปัชฌาย์ จะต้องตรวจคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ประสงค์จะบวช จากนั้นรวบรวมเอกสารส่งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนา ซึ่งจะดำเนินการส่งข้อมูลให้กองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด เพื่อตรวจสอบประวัติผ่านเลขบัตรประชาชน 13 หลัก อย่างถี่ถ้วน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ

  • เจ้าอาวาสหรือพระอุปัชฌาย์ ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น
  • ส่งข้อมูลไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนา
  • ส่งต่อให้หน่วยงานตำรวจตรวจสอบประวัติ
  • รับผลการตรวจสอบภายใน 15 วัน
  • แจ้งผลให้วัดทราบภายใน 7 วัน

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้การเข้ามาบวชเป็นเรื่องที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสถาบันพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

สะดวกด้วยการตรวจสอบออนไลน์

ปัจจุบัน สำนักงานตำรวจได้เปิดช่องทางให้ผู้สนใจสามารถตรวจสอบประวัติของตนเอง ได้ผ่านระบบออนไลน์ โดยค้นหาจากชื่อ-นามสกุล ทำให้ลดขั้นตอนและเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้ประสงค์จะบวช นำไปสู่การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนก่อนเข้าพิธีบวชอย่างเหมาะสม

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่า ปัจจุบันมีวัดทั่วประเทศทั้งสิ้น 44,076 แห่ง โดยมีพระภิกษุจำนวน 245,978 รูป และสามเณร 32,273 รูป ซึ่งสัดส่วนนี้สะท้อนถึงความสำคัญของคุณภาพบุคลากรในพระภิกษุสงฆ์อย่างยิ่ง

การใช้เลข 13 หลัก เป็นการรับประกันว่าผู้ที่เข้ารับตำแหน่งในศาสนาจะปลอดโปร่ง ไม่มีประวัติที่อาจทำลายภาพลักษณ์ของวิถีชีวิตในศาสนา การตรวจสอบข้อมูลด้วยระบบออนไลน์และการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ จึงเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้ระบบศาสนาไทยอย่างแท้จริง

หากคุณมีความตั้งใจที่จะบวช อย่าลืมเตรียมเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และตรวจสอบข้อมูลตนเองล่วงหน้าเพื่อความสะดวก

ที่มา – เปิดความสำคัญ ‘เลข 13 หลัก’ กับการเข้ามาบวชเป็น ‘พระภิกษุสามเณร’ ของคณะสงฆ์ไทย

Lee ปลุกตำนานยีนส์อีกครั้ง พร้อมดึง Zhang Linghe เป็น Brand Ambassador ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC)

Lee กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในวงการแฟชั่น ด้วยแคมเปญใหม่ “The Best Stories Happen in Jeans” ที่ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความทรงจำ ความกล้าหาญ และแรงบันดาลใจผ่านกางเกงยีนส์ ไอเท็มคู่ใจที่อยู่เคียงข้างผู้คนในทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต พร้อมดึงคอลเลกชัน Lee Riders และยีนส์ รุ่น Zed, Ramone, Chicago ที่เป็น Best Selling Items เสริมทัพความแข็งแกร่ง พร้อมสร้างสีสันด้วย Collaboration คอลเลกชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับแบรนด์ดังอย่าง Mighty Jaxx, Saucony และ รวมถึงศิลปิน Artist อย่าง Akid from yesterday ที่มอบความแปลกใหม่และความสร้างสรรค์ให้กับแฟชั่นยีนส์อย่างมีเอกลักษณ์

Lee ปลุกตำนานยีนส์อีกครั้ง พร้อมดึง Zhang Linghe เป็น Brand Ambassador ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC)

ภายใต้แคมเปญนี้ Lee นำเสนอคอลเลกชันสุดฮอตอย่าง Lee Riders ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความคลาสสิกของแบรนด์ และพัฒนาให้เข้ากับยุคปัจจุบัน ทั้งรุ่นยอดฮิตอย่าง “Easy Rider 761” ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งด้านดีไซน์และความสวมใส่สบาย รวมถึง Best Selling Items ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Zed ทรง Slim Regular Straight, Ramone ทรง Slim Narrow, Chicago ทรง Regular Straight ที่ครอบคลุมหลากหลายสไตล์ เพื่อตอบสนองแฟนๆ ทุกกลุ่ม

Collaboration คอลเลกชันสุดพิเศษจาก Lee

นอกจากนั้น Lee ยังเดินหน้าสร้างความตื่นเต้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจับมือร่วมกับแบรนด์ดังในรูปแบบ Collaboration คอลเลกชันสุดพิเศษ ได้แก่ Mighty Jaxx แบรนด์สุดพิเศษจากสิงคโปร์ที่เน้นงาน Art Toy รวมถึงศิลปินคุณเปาโล Akid From Yesterday แนววินเทจสุดเท่จากไทย และ Saucony แบรนด์รองเท้าวิ่งสายสปอร์ตระดับตำนานจากอเมริกา

การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ Lee ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพียงการเปิดตัวแคมเปญใหม่ แต่เป็นการยืนยันว่า Lee ยังเป็นผู้นำในวงการยีนส์ที่พร้อมผลักดันวัฒนธรรมและแฟชั่นให้ก้าวไกลไปทั่วโลก เพราะทุกเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นได้ในยีนส์ “The Best Stories Happen in Jeans”

ถ้าคุณกำลังมองหาชุดแต่งตัวที่ก้าวล้ำแต่ยังคงความคลาสสิก ต้องลองคอลเลกชัน Lee ที่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับสายแฟทุกคน

ที่มา – Lee ปลุกตำนานยีนส์อีกครั้ง พร้อมดึง Zhang Linghe เป็น Brand Ambassador ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC)

เรื่องราวสุดประทับใจ! ‘จ่าจ๊อด’ หมานักรบปราสาทตาเมือนธม ได้รับเสื้อเกราะ-ติดยศ

เรื่องราวของ จ่าจ๊อด หมานักรบปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ กำลังเป็นที่กล่าวถึงอย่างล้นหลามบนโลกโซเชียล หลังจากมีเจ้าของเฟซบุ๊กชื่อดัง Juthathip Sriratdeejaras ออกมาเล่าเรื่องราวความน่ารักและกล้าหาญของหมาตัวนี้อย่างน่าประทับใจ

ในวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568 มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กได้โพสต์คลิปและภาพของจ่าจ๊อด ซึ่งเป็นหมาสายพันธุ์ที่ถูกเลี้ยงไว้ที่ปราสาทตาเมือนธม พร้อมข้อความที่บอกเล่าความรู้สึกเชิงความรักและความเป็นห่วงของตนเองต่อเจ้าหมาตัวนี้

เรื่องราวสุดประทับใจ! ‘จ่าจ๊อด’ หมานักรบปราสาทตาเมือนธม ได้รับเสื้อเกราะ-ติดยศ

เจ้าของโพสต์ระบุว่า “นาทีติดยศและหุ้มเสื้อเกราะให้จ่าจ๊อด หมาปราสาทตาเมือนธม” โดยในวันจริงของเหตุการณ์ คือวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่มีการรับมือสถานการณ์อย่างจริงจัง จ่าจ๊อด ก็ยังสามารถเดินอย่างกล้าหาญโดยไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวใดๆ แม้จะอยู่ในบริเวณที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวนและความตึงเครียด

ความรักของแฟนคลับต่อจ่าจ๊อด

แฟนคลับรายหนึ่งของ จ่าจ๊อด ได้เปิดเผยว่า “ทำไมถึงรักจ่าจ๊อด หมานักรบตาเมือนธม เพราะวันนั้นเขารบกันจริงๆ นางเดินในปราสาทแบบไม่มีอาการหวาดกลัวเลย และยังชอบที่ทหารต่างพากันหาตะกรุดใส่ให้นาง มันน่ารักมากๆ เพราะมันแสดงถึงความรักและความห่วงใย ฉันเป็นแฟนคลับของนางตั้งแต่แรกแล้ว วันที่ไปหา นางยังวิ่งมาหาเราเลย อยากให้จ่าจ๊อดหล่อขึ้นเลย เลยไปหามาเสื้อให้ใส่ให้เท่ๆ สมกับเป็นหมาแนวหน้าจริงๆ”

นอกจากนี้ แฟนคลับรายดังกล่าวยังบอกอีกว่า “เวลาส่งมอบเสื้อเกราะให้ทหารเราไม่เคยถ่ายรูปเลย แต่เสื้อของหมาขอถ่ายหน่อยแล้วกัน เราตั้งใจหาให้นางมากจริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหมาแนวหน้าตามที่อื่นๆ ก็มีเยอะนะคะ แต่เราไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้มาก เพราะกลัวโดนกัด ก็เลยทำได้แค่เอาอาหารไปให้เท่านั้น”

  • ความกล้าหาญของจ่าจ๊อดที่ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์
  • ความรักของแฟนคลับที่ตั้งใจหาเสื้อเกราะให้เจ้าหมา
  • ความน่ารักของจ่าจ๊อดที่วิ่งมาหาคนที่รัก

เรื่องราวของจ่าจ๊อดหมานักรบปราสาทตาเมือนธมได้สร้างความประทับใจให้กับหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนคลับที่ต่างชื่นชมในความกล้าหาญและความน่ารักของเจ้าหมาตัวนี้ ความตั้งใจในการหาเสื้อเกราะให้จ่าจ๊อดก็แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความรักที่มีต่อนางจากแฟนคลับที่แท้จริง

การที่จ่าจ๊อดได้รับเสื้อเกราะและติดยศนั้นเป็นการแสดงความเคารพและความรักจากแฟนคลับที่มีต่อเจ้าหมา ความกล้าหาญของจ่าจ๊อดในวันที่เกิดสถานการณ์รุนแรงก็ยิ่งทำให้ทุกคนประทับใจมากยิ่งขึ้น

เรื่องราวนี้เป็นการเตือนใจเราว่า ความรักและความห่วงใยสามารถส่งเสริมพลังบวกและแรงบันดาลใจให้กับทุกคนได้ แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงที่เข้าใจความรู้สึกของเรา

ที่มา – เรื่องราวสุดประทับใจ! ‘จ่าจ๊อด’ หมานักรบปราสาทตาเมือนธม ได้รับเสื้อเกราะ-ติดยศ

พ่อเมืองสระแก้ว แจงขอเท็จจริงปมที่ดิน ‘บ้านหนองจาน’

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดประชุมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพื้นที่ บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ที่ถูกกล่าวถึงกรณีมีพื้นที่กัมพูชารุกล้ำเข้ามา ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก

พ่อเมืองสระแก้ว แจงปมข้อเท็จจริงพื้นที่บ้านหนองจาน

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้อธิบายว่า กรณีที่ตนให้ข้อมูลกับคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ประจำประเทศไทย (IOT) เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เรื่อง “ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่บ้านหนองจานนั้น” สิ่งที่กล่าวไปนั้น เพื่อบอกเฉพาะพื้นที่ที่ทหารกองกำลังบูรภาคพื้นที่ชายแดน (กกล.บูรพา) เข้าดำเนินการอยู่ โดยเป็นพื้นที่ที่ชาว กัมพูชา ได้เข้ารุกล้ำเข้ามาตั้งหลักแหล่งมากกว่า 6 ครัวเรือน หรือประมาณ 27 ไร่ ซึ่งพื้นที่นี้ไม่ได้เป็นของประชาชนในบ้านหนองจานแต่อย่างใด

พื้นที่บ้านหนองจาน ไม่มีการรุกล้ำจากกัมพูชา

ทั้งนี้ บ้านหนองจาน เป็นพื้นที่ที่ประชาชนถือครองและทำกินอยู่ตามปกติ และมีหลักฐานเพียงพอในการแสดงสิทธิ เช่น สค.1, นส.2, นส.3 และ ภบท.5 จังหวัดได้ตั้งโต๊ะรับเรื่องเพื่อให้ประชาชนมาเตรียมเอกสารเพื่อดำเนินการขอยื่นโฉนดที่ดินภายใต้นโยบายเร่งด่วน ตลอดจนส่งเจ้าหน้าที่ 3 ชุดเข้าสำรวจพื้นที่เขตชายแดน ได้แก่ อ.อรัญประเทศ, โคกสูง และตาพระยา เพื่อช่วยเร่งแก้ไขปัญหาในเร็ววัน

พันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในพื้นที่อรัญประเทศ กล่าวว่า พื้นที่ดำเนินการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยที่มีปัญหาหนักคือพื้นที่หมายเลข 2 ซึ่งชาว กัมพูชารุกล้ำเข้ามา ตั้งแต่ช่วงสงครามกลางเมือง และนับเป็นเวลา 30-40 ปีที่พวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลประเมินว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าไม้ตั้งแต่ปี 2484 ไม่มีเอกสารสำคัญใด ๆ มาแสดงการถือครองอย่างถูกกฎหมาย พร้อมมีความมุ่งมั่นจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืนอธิปไตยพื้นที่นี้ให้ได้

ส่วนพื้นที่หมายเลข 3 นั้น อยู่ในเขต บ้านหนองจาน และถือเป็นอธิปไตยของไทยอย่างแท้จริง โดยประชาชนสามารถทำกินและใช้ประโยชน์จากที่ดินได้ตามปกติ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จังหวัดสระแก้วพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ถือครองที่ดินในการจัดการข้อมูลเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ จนเกิดนโยบายที่ยั่งยืนและยุติธรรมต่อทุกฝ่าย

หากคุณเป็นผู้ที่มีที่ดินใน บ้านหนองจาน หรือใกล้เคียง ควรติดตามประกาศจากทางจังหวัดและเตรียมเอกสารสิทธิ์ของตนเองให้พร้อม เพื่อประโยชน์ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ผิดเป็นถูก เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายจริง ๆ

ที่มา – พ่อเมืองสระแก้ว แจงขอเท็จจริงปมที่ดิน ‘บ้านหนองจาน’ พื้นที่พิพาท ‘กัมพูชา’

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 24 เตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนจากพายุคาจิกิ

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นาวาอากาศเอก เชิดชู ชูเสน ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 24 (สองสี่) สำนักงานพัฒนาภาค 2 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพายุไต้ฝุ่น คาจิกิ ที่มีแนวโน้มเคลื่อนผ่านประเทศไทย

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 24 พร้อมปฏิบัติภารกิจ

หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 24 ได้เตรียมทีมช่วยเหลือฉุกเฉินที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี พร้อมด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อให้การช่วยเหลือสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว โดยหลังจากได้รับแจ้งเหตุภายใน 1 ชั่วโมง ทีมสามารถเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ทันที

ความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

หน่วยยืนยันย้ำว่าจะพร้อมให้ความช่วยเหลือ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุคาจิกิ อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ประชาชนสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่โทรศัพท์ 042-635450

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเตือนแล้วว่า พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ได้พัฒนาเป็นพายุไต้ฝุ่นอย่างเต็มตัว และขณะนี้มีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองวิญ ประเทศเวียดนาม ด้วยความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

  • พายุมีแนวโน้มเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนไปทางเหนือ
  • เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองวิญในช่วงบ่ายของวันที่ 25 ส.ค. 68
  • หลังจากอ่อนกำลังเข้าสู่ประเทศลาวในช่วงเช้าของวันที่ 26 ส.ค. 68
  • เป็นหย่อมความกดอากาศต่ำที่เคลื่อนเข้าสู่จังหวัดน่านในช่วงเย็นของวันที่ 26 ส.ค. 68

บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร นครราชสีมา และอุบลราชธานี จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยคาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงฝนตกหนักมาก และมีลมแรงตลอดช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคม 68

ขอให้ประชาชนเตรียมตัวล่วงหน้า รับมือกับผลกระทบจากพายุคาจิกิ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร เป็นต้น

หากคุณมีเพื่อนหรือครอบครัวอาศัยอยู่ใน พื้นที่เสี่ยงจากพายุคาจิกิ อย่าลืมโทรไปเตือนให้เตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย คุณสามารถช่วยให้พวกเขาปลอดภัยได้เพียงการสื่อสารอย่างทันท่วงที

ที่มา – ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 24 เตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนจากพายุคาจิกิ

พี่สาวพระอลงกตยืนยันชื่อน้องชายคือเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของพี่สาว พระอลงกต พูลมุข ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับน้องชายของเธอ

จากข้อมูลที่ได้รับ พี่สาวของพระอลงกต เปิดเผยว่า น้องชายของเธอมีชื่อเดิมว่า นายเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ซึ่งเป็นนามสกุลของพ่อ “เราจำได้ว่าน้องชายเกิดในปี พ.ศ. 2503 แต่ไม่แน่ใจเรื่องวันเดือนปีเกิด ตอนที่น้องชายบวชก็ไม่ได้บอกครอบครัว แต่มีญาติพาไปบวชเพราะเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตราบรื่นขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการทำมาหากินในกรุงเทพฯ”

พี่สาวพระอลงกตยืนยันชื่อน้องชายคือเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว

ทางพี่สาวกล่าวต่อว่า ตนเองเป็นพี่สาวคนที่สอง และ พระอลงกต เป็นน้องชายคนที่ห้า ในครอบครัวที่มีทั้งหมด 6 คน ซึ่งไม่มีใครเสียชีวิต “เราอยากให้สื่อรายงานข่าวตามความเป็นจริง เพราะพอมีข่าวออกมา เห็นว่าข้อมูลหลายอย่างไม่ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องจำนวนพี่น้อง”

สำหรับเรื่องการเปลี่ยนชื่อ พี่สาวของพระอลงกต ระบุว่ายังไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดน้องชายจึงเปลี่ยนชื่อมาจากชื่อเดิม “เราไม่รู้ว่า พระอลงกต พูลมุข ได้เปลี่ยนชื่อเมื่อไหร่ หรือเปลี่ยนเพราะอะไร เพราะไม่มีใครมานั่งอธิบายให้ฟัง มีเพียงคุณเฉลิมพล ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ซึ่งเคยบวชมาด้วยกันเท่านั้นที่จะชี้แจงเรื่องนี้ต่อไป”

วัดพระบาทน้ำพุมีพี่ชายของพระอลงกตอยู่ด้วย

พี่สาวเล่าต่อว่า ที่วัดพระบาทน้ำพุมีพี่ชายของพระอลงกตอยู่ที่วัดเช่นกัน “เป็นพี่ชายคนโต และช่วงที่เพิ่งคุยกันล่าสุดคือในเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ไม่ได้คุยกันอะไรมาก ถามไถ่เรื่องทั่วไป และเมื่อเกิดข่าวขึ้นก็รู้สึกตกใจ ก็ไม่รู้ว่าเรื่องเก่าๆ ที่เคยมีในวัดกลับกลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง”

“ส่วนเรื่องการศึกษา น้องชายเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย และเคยมีส่วนร่วมในการสร้างอาคารเรียนหลายแห่ง แต่เราไม่รู้ว่าน้องจบเมื่อไหร่ และเรื่องเงินทองส่วนตัวก็ไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะไม่มีใครมาอธิบายหรือแจ้งให้ตระหนัก ตอนนี้รู้เพียงว่าน้องมาช่วยงานสร้างเท่านั้น”

  • ชื่อเดิม: นายเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว
  • วันเกิด: ปี พ.ศ. 2503
  • พี่น้องทั้งหมดในครอบครัว: 6 คน
  • ตำแหน่ง: อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ
  • ปัจจุบัน: อยู่ในข่าวที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพย์สินและการบริจาค

พี่สาวกล่าวในท้ายที่ว่า “ที่ผ่านมา พระอลงกต เคยทำแต่เรื่องดีเรื่องใหญ่ เช่น การสร้างอาคารเรียน และเคยจัดเตรียมพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ไว้ดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ แต่ข่าวที่เผยแพร่ออกมาตอนนี้มีแต่การโจมตี ทำให้หลายคนเข้าใจผิด แต่ในฐานะพี่สาว เราไม่ได้ห่วง น้องเขาเป็นคนเก่ง ถ้าพูดอะไร ผมก็พูดตามความจริงเท่านั้น”

เชื่อหรือไม่ว่าบางครั้ง “ชื่อ” อาจไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่สิ่งที่ผู้คนจำได้คือมนุษยคุณ และการกระทำที่ดี “อย่าหยุดแสวงหาความจริง และอย่าลืมให้เกียรติความจริงที่ถูกต้องเสมอ”

ที่มา – ‘พี่สาวพระอลงกต’ ยังงงเปลี่ยนชื่อทำไม ยืนยันชื่อน้องชาย ‘เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว’

รองพ่อเมืองอยุธยา ประชุมคณะฯ พิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย

ที่ห้องประชุมมหาธาตุ อาคาร 1 ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายประพันธ์ ตรีบุบผา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับมอบหมายจาก นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งที่ 10/2568

รองพ่อเมืองอยุธยา ประชุมคณะฯ พิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย

ในการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งผลการเบิกจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา ซึ่งเป็นผลจากการประชุมครั้งที่ 9/2568 ที่ผ่านมา โดยมีคณะอนุกรรมการเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียงเพื่อร่วมกันพิจารณาคดีและข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ

การประชุมเพื่อสร้างความยุติธรรม

ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณากรณีของผู้เสียหายและค่าตอบแทนให้กับจำเลยในคดีอาญาจำนวน 17 เรื่อง ซึ่งแต่ละกรณีได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าผลการพิจารณาเป็นไปอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ

  • พิจารณาคดีผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม
  • ส่งเสริมระบบค่าตอบแทนที่โปร่งใส
  • เน้นหลักสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองประชาชน

กระบวนการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นส่วนสำคัญของระบบเสริมสร้างความยุติธรรมในระดับท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน และให้การสนับสนุนแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีอาญา อย่างเข้าถึงได้และเท่าเทียม

การประชุมครั้งนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม และส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประชาชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังเป็นการน้อมนำหลักการของรัฐธรรมนูญในการปกป้องผู้เสียหายและส่งเสริมสิทธิของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

หากคุณต้องการความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการพิจารณาค่าตอบแทนในคดีอาญา หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เราเชื่อว่าการติดตามการประชุมเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างความรู้ในประเด็นเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

ที่มา – รองพ่อเมืองอยุธยา ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายแก่จำเลยคดีอาญา