ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รองพ่อเมืองอยุธยา ประชุมคณะกรรมการเปรียบเทียบคดีประจำจังหวัดฯ

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องประชุมมหาธาตุ ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มีการประชุมคณะกรรมการเปรียบเทียบคดีประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งที่ 1/2568 ซึ่งมีการจัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาและดำเนินการเกี่ยวกับการเปรียบเทียบคดีตามกฎหมาย โดยมีนายธีรศักดิ์ โฉมศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมในครั้งนี้

รองพ่อเมืองอยุธยา ประชุมคณะกรรมการเปรียบเทียบคดีประจำจังหวัดฯ

ในการประชุมดังกล่าวมีคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อพิจารณาและรับทราบขั้นตอนการจัดตั้งคณะกรรมการ รวมถึงอำนาจหน้าที่และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องของการกำกับดูแล การอนุญาตสถานพยาบาลรายใหม่ บทบาทของผู้รับอนุญาต และกระบวนการพิจารณาการขออนุมัติโฆษณาสถานพยาบาล

รูปแบบการดำเนินการตามกฎหมาย

คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีประจำจังหวัดฯ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสถานพยาบาลเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม และยุติธรรม โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการดำเนินงานของสถานพยาบาลทุกประเภท

ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางและวิธีการดำเนินการเปรียบเทียบคดีตามกฎหมาย โดยพิจารณาคดีความผิดของสถานพยาบาลจำนวน 5 แห่ง ได้แก่

  • รักไทยคลินิกเวชกรรม
  • เอ็น เอส คลินิกเวชกรรม
  • วิชัญญา คลินิกเวชกรรม สาขาพระนครศรีอยุธยา
  • นาตาลี คลินิกเวชกรรม
  • ทรัสต์มีสหคลินิกเวชกรรม กายภาพบำบัด และแพทย์แผนไทยประยุกต์

การดำเนินการดังกล่าวมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกฎหมายและบทลงโทษที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้สถานพยาบาลดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการเปรียบเทียบคดีประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องสิทธิของประชาชนผู้ใช้บริการด้านสาธารณสุข และยังช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นเจ้าของหรือปฏิบัติงานในสถานพยาบาล การติดตามและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้องค์กรของคุณสามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัยในระยะยาว

ที่มา – รองพ่อเมืองอยุธยา ประชุมคณะกรรมการเปรียบเทียบคดีประจำจังหวัดฯ

ลูกชาย ‘อลงกต พลมุข’ แจ้งความหลังชื่อพ่อซ้ำกับบัญชีบริจาค

เมื่อเร็ว ๆ นี้เกิดเหตุการณ์ชวนให้เกิดความสงสัยเมื่อ ชื่อของหลวงพ่ออลงกต พูลมุข อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับ นายอลงกต พลมุข อดีตข้าราชการชาวอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งยังมีวันเดือนปีเกิดตรงกันด้วย ต่างกันเพียงปีเกิดเท่านั้น

ลูกชาย ‘อลงกต พลมุข’ แจ้งความหลังชื่อพ่อซ้ำกับบัญชีบริจาค

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ผู้สื่อข่าวได้ไปพบกับ นายพจ (นามสมมุติ) ลูกชายของนายอลงกต พลมุข ซึ่งเปิดเผยว่า ตนทราบข่าวดังกล่าวจากสื่อข่าว ระหว่างเดินทางไปทำบุญร้อยวันยายที่จังหวัดราชบุรี จากนั้นจึงรีบเดินทางกลับบ้านอำเภอผักไห่ เพื่อปรึกษากับครอบครัว และตัดสินใจแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน

นายพจ กล่าวว่า เหตุผลที่แจ้งความก็เพราะชื่อของพ่อ รวมไปถึงเลขบัตรประชาชน 13 หลัก มีความเกี่ยวข้องกับบัญชีรับบริจาคของ วัดพระบาทน้ำพุ ภายใต้ชื่อกองทุนอาทรประชานาท ซึ่งหากไม่ดำเนินการก็อาจจะเกิดความเสียหายในอนาคต จึงต้องขอป้องกันไว้ก่อน โดยในวันที่ 26 สิงหาคมนี้จะเดินทางไปแจ้งความที่กองปราบเพิ่มเติมอีกขั้น

สิ่งที่ลูกชาย Escorts ต้องการให้คนรู้

ทั้งนี้ นายพจ เผยว่า พ่อไม่เคยพูดถึงเรื่องเหล่านี้เลยเมื่อยังมีชีวิตอยู่ และสิ่งที่เคยเอะใจคือมีจดหมายเรียกเก็บเงินบริการโทรศัพท์ของพระ ส่งมาที่บ้าน แต่ก็คิดว่าอาจเป็นแค่ชื่อซ้ำกันจึงไม่ได้เอาเป็นเรื่องใหญ่

  • ชื่อของบิดาและพระมีความซ้ำกัน
  • เลขบัตรประชาชนเกี่ยวข้องกับบัญชีบริจาค
  • ครอบครัวยังไม่ได้รับการติดต่อจากผู้อื่นนอกเหนือจากสื่อ
  • ดำเนินการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเพื่อความเคลียร์

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวถือเป็นประเด็นที่ควรติดตาม มิใช่แค่ชื่อซ้ำกัน แต่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินเข้าบัญชีบริจาคที่น่าสงสัย และผู้เสียหายก็เริ่มหาทางปกป้องผลงานของบิดาไว้จากข่าวลือหรือการใช้ชื่อที่ไม่เหมาะสม

แม้ยังไม่มีผู้ต้องสงสัยชัดเจน แต่การลงบันทึกประจำวันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดการนำไปใช้ในทางที่ผิด

ความคิดเห็นส่วนตัว: การพิสูจน์ตัวตนและความบริสุทธิ์ใจของครอบครัวในสถานการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะชื่อและความทรงจำของผู้ที่จากไป ควรถูกเคารพและปกป้องเสมอ

ที่มา – ลูกชาย ‘อลงกต พลมุข’ โร่แจ้งความ หลังชื่อพ่อโยงบัญชีบริจาควัดพระบาทน้ำพุ

ซุง ศตาวิน เผย ตลาดเซฟวันโกศรีสมาน ขาดทุนเดือนละล้าน

เมื่อเร็วๆ นี้ ซุง ศตาวิน หรือที่หลายคนรู้จักในนาม TikTok@Sungstarwin ได้ออกมาเปิดเผยสถานการณ์ของ ตลาดเซฟวันโกศรีสมาน ที่กำลังเผชิญปัญหาขาดทุนสูงถึงเดือนละ 1 ล้านบาท โดยเขาได้แชร์คลิปผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมเผยแผนพิเศษที่จะเปิดพื้นที่ให้ขายของมือสองฟรี เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย

ตลาดเซฟวันโกศรีสมาน ขาดทุนเดือนละล้านบาทจริงหรือ?

ซุง ศตาวิน เจ้าของช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ได้อธิบายถึงความเป็นไปของตลาดที่ต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาที่จอดรถไม่เพียงพอ และฤดูฝนที่ท่วมตลาดอย่างหนักมาเป็นเวลา 3 เดือน ส่งผลให้ต้องลดราคาเช่าขายให้กับผู้ค้าถึง 50%

อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานของ ตลาดเซฟวันโกศรีสมาน ยังไม่ยอมแพ้ พวกเขาตัดสินใจจำกัดจำนวนล็อกจาก 1,000 ล็อกเหลือ 500 ล็อก เพื่อเปิดพื้นที่ที่จอดรถให้มากขึ้น พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ค้าในการฟื้นฟูรายได้

เตรียมรับสมัครพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมาก

หากใครคิดว่าตลาดเซฟวันโกศรีสมานกำลังเงียบเหงา คุณซุงบอกว่า “ตอนนี้เศรษฐกิจค่อนข้างซบเซา เราเลยสรุปตัดสินใจขยายล็อกขึ้นจาก 400 ล็อก และจะรับสมัครพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมาก” เพื่อเรียกคืนลูกค้าและเพิ่มรายได้ให้กับตลาด

แม้ว่าสภาพตลาดจะหนักหนา แต่ยังมีชาวเน็ตที่แสดงความคิดเห็นเชิงบวก โดยมีแม่ค้ารายหนึ่งตอบว่า “ลดฮวบเลย แต่ไม่ได้ขาดทุนค่ะ” ซึ่งยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามของผู้ประกอบการรายย่อยในการผ่านพ้นวิกฤต

เปิดพื้นที่ขายของมือสองฟรี

นอกจากจะมีการขยายพื้นที่ขายสินค้าแล้ว ซุง ยังเผยความพร้อมในการเปิดพื้นที่ขายของมือสองฟรี ที่เป็นของใช้ในบ้าน รถยนต์ จักรยานยนต์ หรือสินค้าเก่าๆ เพื่อให้คนทั่วไปสามารถขนของมาSellได้อย่างอิสระ คล้ายกับที่เคยทำที่เซฟวันโคราชมาก่อน

ซุงระบุว่า “เราจะเปิดพื้นที่ให้ขายฟรีด้วย สำหรับของใช้มือสองต่างๆ ก็สามารถขนของมาแบขายกันได้เลย จะเป็นรถจักรยานยนต์อะไรมาจอดขายได้หมดเลย” สิ่งนี้ถือเป็นโอกาสใหม่ในการเคลื่อนไหวทางธุรกิจที่เปิดทางให้ทุกคนเข้าร่วมสร้างรายได้ได้

  • ความตั้งใจของเจ้าของตลาดในการไม่ปล่อยให้ตลาดตกต่ำ
  • การเปิดพื้นที่ฟรีเพื่อให้คนทั่วไปมีโอกาสทำธุรกิจ
  • การรับฟังความคิดเห็นจากผู้ค้าราคาปลีกจริงๆ

ไม่ว่าจะผ่านวิกฤตอย่างไร ตลาดเซฟวันโกศรีสมานยังไม่ยอมแพ้ เพราะยังมีผู้บริหารหนุ่มมีวิสัยทัศน์อย่าง ‘ซุง ศตาวิน’ ที่พร้อมเปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นโอกาส การทำตลาดในวันนี้ไม่ใช่แค่ขายสินค้า แต่คือการสร้างพื้นที่ในการแบ่งปันและเติบโตด้วยกัน

หากคุณกำลังมองหาช่องทางทำธุรกิจเล็กๆ ในย่านนครราชสีมา หรือมีสินค้ามือสองที่อยากขาย อย่าพลาดโอกาสในครั้งนี้ เพราะตลาดเซฟวันโกศรีสมานกับการเปิดพื้นที่ขายของมือสองฟรี คือโอกาสใหม่ที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้

ที่มา – ‘ซุง ศตาวิน’ เผย ‘ตลาดเซฟวันโกศรีสมาน’ ขาดทุนเดือนละล้าน พร้อมเปิดพื้นที่ขายของมือสองฟรี

ชาวบ้านร้องขอไฟสปอร์ตไลท์-เสื้อชูชีพช่วยคนโดดสะพาน

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวได้รับการประสานจากชาวบ้านหมู่ 4 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ขอความช่วยเหลือในการจัดหา ไฟสปอร์ตไลท์ และเสื้อชูชีพ เพื่อมาช่วยแก้ปัญหาคนที่มาโดดสะพานฆ่าตัวตาย ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกเดือน

ระบุว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีคนพยายามโดดสะพานฆ่าตัวตายเกือบทุกเดือน ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยเฉพาะในช่วงปลายปีนี้มีอัตราเพิ่มมากขึ้น ถี่เฉลี่ยเกือบทุก 2 สัปดาห์ มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเฝ้าสังเกตบนสะพานตลอดเวลา หากมีพฤติกรรมน่าสงสัยก็จะเข้าไปช่วยเหลือทันที

ชาวบ้านร้องขอไฟสปอร์ตไลท์-เสื้อชูชีพช่วยคนโดดสะพาน

ชาวบ้านให้ข้อมูลว่า แม้จะโดดสะพานฆ่าตัวตายแต่ยังมีผู้โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือไว้ชีวิตหลายราย เพราะชุมชนมีความร่วมมือและฉวยโอกาสจากที่ตั้งใกล้กับสะพาน จึงช่วยกันสังเกตเหตุตั้งแต่เช้าตรู่ อย่างไรก็ตามเพื่อให้ช่วยเหลือได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนอุปกรณ์ เช่น ไฟสปอร์ตไลท์ จำนวน 2-3 ชุด และเสื้อชูชีพ จำนวน 4-5 ตัว

เพื่อให้การออกช่วยเหลือกลางแจ้งโดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืนมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพราะมีความเสี่ยงจากคลื่นลมแรงและน้ำลึกเป็นอย่างยิ่ง

สะพานติณสูลานนท์จุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

จากการตรวจสอบพบว่า จุดเสี่ยงคือบริเวณสะพานติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นสะพานคอนกรีตสองช่องทางเชื่อมอำเภอเมืองสงขลากับอำเภอสิงหนคร บริเวณเกาะยอ โดยมีช่วงที่มีคนโดดสะพานฆ่าตัวตายบ่อยอยู่กลางสะพานฝั่งหนึ่ง ซึ่งมองเห็นได้ชัดจากบ้านเรือนและศาลาริมทะเลใกล้เคียง

นายภานุรักษ์ แก้วเกลี้ยง อายุ 40 ปี อาชีพทำประมง เป็นหนึ่งในประชาชนที่มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ บอกว่าช่วงที่ผ่านมามีคนโดดสะพานฆ่าตัวตายรอดเป็นรายต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่เผชิญปัญหาส่วนตัว เช่น สุขภาพ ครอบครัว และความกดดันจากหนี้สิน

เขากล่าวว่า “บางรายว่ายน้ำไม่เป็น หรือมาตกกลางน้ำวนลึก ความช่วยเหลือเลยยาก บางทีคนก็จมน้ำ ถ้ามีเสื้อชูชีพกับไฟส่องสว่างดีๆ เราอาจช่วยได้มากขึ้น”

  • จุดเสี่ยง: กลางสะพานติณสูลานนท์ 1
  • เวลาเสี่ยง: 19.00 – 20.00 น.
  • ปัญหาหลัก: น้ำลึก คลื่นแรง แสงสว่างไม่เพียงพอ
  • อุปกรณ์ที่ต้องการ: ไฟสปอร์ตไลท์ และเสื้อชูชีพ

ในช่วงที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามารับเรื่องอย่างเป็นทางการ ทำให้ชาวบ้านต้องดูแลกันเองแบบจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์โดดสะพานฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น ความจำเป็นในการสนับสนุนจึงเร่งด่วน

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับปัญหาในชีวิต อยากให้หาวิธีอื่นที่ปลอดภัยกว่าเสมอ เพราะทุกชีวิตมีค่าและสามารถฝ่าว crisis นี้ไปได้ด้วยการพูดคุยกับคนรอบข้างหรือติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต

ที่มา – ชาวบ้านร้องขอ ‘ไฟสปอร์ตไลท์-เสื้อชูชีพ’ แก้ปัญหาช่วยคนโดดสะพานฆ่าตัวตาย

มช. ผนึกร่วมกับเอกชน ผลักดันนวัตกรรมสมุนไพร ‘สเปรย์นาโนขะจาว’ ยกระดับผลิตภัณฑ์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมกับภาคเอกชนเพื่อผลักดันนวัตกรรมสมุนไพร “สเปรย์นาโนขะจาว” ขึ้นแท่นเป็นนวัตกรรมที่มีคุณภาพในระดับสากล โดยมีการลงนามข้อตกลงสิทธิการใช้เทคโนโลยีและ MOU ที่ NSP Exhibition Hall จ.เชียงใหม่ ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และนักวิจัยชั้นนำ

มช. ผนึกร่วมกับเอกชน ผลักดันนวัตกรรมสมุนไพร ‘สเปรย์นาโนขะจาว’ ยกระดับผลิตภัณฑ์

ในการนี้ ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดี มช. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้กำหนดนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมให้งานวิจัยสามารถอยู่ในห้วงการพาณิชย์จริง โดยใช้กลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างบริษัทสตาร์ทอัพที่มาจากงานวิจัย (Tech Spin-Off) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม” อย่างแท้จริง

ผลงานวิจัยจากภูมิปัญญาไทยสู่เวทีโลก

สเปรย์นาโนขะจาว เป็นผลงานวิจัยที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดลำปาง โดยดำเนินการวิจัยมาตลอด 7 ปี ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดจากขะจาวมีคุณสมบัติเด่นในการต้านการอักเสบ สมานแผล และยับยั้งจุลชีพอย่างมีประสิทธิภาพ พิสูจน์แล้วว่าปราศจากสารเคมีรุนแรง ปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยงและสิ่งแวดล้อม

รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มช. กล่าวว่า อุทยานวิทย์ฯ ได้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงนักวิจัยกับภาคธุรกิจ ผ่านการส่งเสริมให้เกิดภาคีในระบบ “ระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์” โดยโฟกัสตั้งแต่การวิจัย การพัฒนาสารสกัด ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ

ปัจจุบันบริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด เป็นหนึ่งในบริษัท Spin-Off ที่เกิดขึ้นจากมหาวิทยาลัย และได้ร่วมมือกับ บริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อขยายตลาดในประเทศไทยและต่างประเทศ ยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยสู่เวทีสากล

ผศ.ดร.หทัยชนก ปันดิษฐ์ ผู้พัฒนา สเปรย์นาโนขะจาว เปิดเผยว่า ผลงานนี้ได้รับรางวัลมากมายทั้งในและต่างประเทศ เช่น ถ้วยพระราชทาน และรางวัลจาก Geneva Internatinal Exhibition of Innovation 2025 อีกทั้งยังได้รับรางวัลพิเศษจากสมาคมนักประดิษฐ์เกาหลี (KIPA)

นายรัชชานนท์ แก้วมณี กรรมการบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวถึงแนวทางการตลาดว่า พวกเขาตั้งเป้าส่งผลิตภัณฑ์ไปยังโรงพยาบาลสัตว์ เพ็ทช็อป และแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นกลยุทธ์การจำหน่ายแบบ B2B และบริหารตลาดผ่านดิจิทัลมาเก็ตติ้ง

  • ยกระดับนวัตกรรมสมุนไพรไทย
  • เชื่อมโยงภาคธุรกิจและนักวิจัย
  • สร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน
  • ส่งเสริมสุขภาพสัตว์เลี้ยงและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ไม่เพียงแค่ผลักดันนวัตกรรมใหม่ให้เติบโต แต่ยังก่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่าง สเปรย์นาโนขะจาว สะท้อนถึงศักยภาพของนวัตกรรมไทยที่สามารถเป็นสินทรัพย์แห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงหรือสนใจด้านสินค้าสุขภาพจากธรรมชาติ อย่าพลาดให้ความสนใจกับสินค้าที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาไทยอย่าง สเปรย์นาโนขะจาว ที่จะนำพาสุขภาพสัตว์เลี้ยงของคุณไปสู่อีกระดับใหม่

ที่มา – มช. ผนึกร่วมกับเอกชน ผลักดันนวัตกรรมสมุนไพร ‘สเปรย์นาโนขะจาว’ ยกระดับผลิตภัณฑ์

ไมโครเวฟควรเลือกอย่างไรให้คุ้มค่า

ไมโครเวฟเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีบทบาทสำคัญในครัวของใครหลายบ้าน เนื่องจากมีความสะดวกในการใช้งานและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการอุ่นอาหารอย่างรวดเร็ว ละลายน้ำแข็งจากอาหารแช่แข็ง หรือแม้กระทั่งทำเมนูพิเศษได้ในเวลาอันสั้น ด้วยการเลือกใช้งาน ไมโครเวฟควรเลือกอย่างไรให้คุ้มค่า จึงเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ

ไมโครเวฟควรเลือกอย่างไรให้คุ้มค่า

การเลือกไมโครเวฟให้เหมาะกับการใช้งาน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาด ฟังก์ชัน และดีไซน์ที่เข้ากับพื้นที่ภายในบ้าน สำหรับใครที่มีงบจำกัด รุ่นประหยัดที่เน้นฟังก์ชันการอุ่นอาหารก็เพียงพอแล้ว แต่หากต้องการความหลากหลายในการทำอาหาร รุ่นที่มีระบบอบ ย่าง นึ่ง หรืออื่นๆ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับเมนูในครัวของคุณได้มากขึ้น

หลักการทำงานของไมโครเวฟ

ไมโครเวฟทำงานโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูง ประมาณ 2,450 MHz ซึ่งเรียกว่า “คลื่นไมโครเวฟ” โดยคลื่นจะถูกสร้างขึ้นจากแมกนีตรอน (Magnetron) ซึ่งแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อคลื่นถูกปล่อยออกมาในเตา มันจะทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของน้ำในอาหาร ทำให้โมเลกุลสั่นสะเทือนและเกิดความร้อนขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ไมโครเวฟถูกออกแบบมาให้มีความปลอดภัย โดยมีแผ่นกั้นภายนอกที่ป้องกันไม่ให้คลื่นไมโครเวฟรั่วไหลออกมา นั่นหมายความว่าผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจว่าไม่มีอันตรายต่อร่างกาย

วิธีเลือกไมโครเวฟที่คุ้มค่าสำหรับบ้านคุณ

  • พิจารณาความจุ: ขนาดความจุของไมโครเวฟควรเข้ากับพื้นที่วางและการใช้งาน เช่น ห้องเช่าหรือคอนโดเลือกรุ่นเล็ก ครัวใหญ่เหมาะกับรุ่นขนาดใหญ่
  • ฟังก์ชันการใช้งาน: เลือกไมโครเวฟที่มีฟังก์ชันตามความต้องการ อย่างรุ่นทั่วไปสำหรับอุ่นอาหาร หรือรุ่นที่มีระบบอบ/นึ่ง สำหรับการทำอาหารได้หลายแบบ
  • ดีไซน์และเนื้อหาภายใน: เลือกแบบที่ดูทันสมัยเพื่อความสวยงาม และมีถาดหมุน แผ่นรองที่ทำความสะอาดง่าย

เคล็ดลับการใช้งานไมโครเวฟอย่างปลอดภัย

เพื่อความปลอดภัยและความยืดอายุใช้งานของไมโครเวฟ ควรใช้งานอย่างถูกวิธี เช่น

  • ใช้ภาชนะที่ปลอดภัยต่อไมโครเวฟ เช่น แก้ว หรือพลาสติกที่มีสัญลักษณ์การใช้งานกับไมโครเวฟ
  • วางอาหารให้ตรงกลางของถาดหมุน เพื่อให้ความร้อนกระจายทั่วถึง
  • เลือกเวลาและกำลังไฟตามชนิดและปริมาณของอาหาร
  • ทำความสะอาดภายในเครื่องอย่างสม่ำเสมอ หลังจากใช้งานทุกครั้ง

หากต้องการเครื่องที่ปลอดภัย ใช้งานง่าย และถอดทำความสะอาดได้ง่าย ขอแนะนำไมโครเวฟจาก LG ซึ่งมีเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำ ช่วยให้อาหารร้อนสม่ำเสมอ พร้อมสารเคลือบที่สามารถกำจัดแบคทีเรียได้ถึง 99.99% ช่วยให้การทำความสะอาดภายในเครื่องเป็นเรื่องง่าย

เมื่อ ไมโครเวฟควรเลือกอย่างไรให้คุ้มค่า คุณจะสามารถเลือกไมโครเวฟที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องฟังก์ชัน ความปลอดภัย และความสวยงามได้อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในครัวเล็ก ห้องเช่า หรือครัวบ้านหลังใหญ่ ก็สามารถใช้ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ไมโครเวฟ (Microwave) ควรเลือกอย่างไรให้คุ้มค่า

‘แม่ทัพภาค2’ ไฟเขียวยิงตอบโต้ ‘เขมร’ หากรุกอธิปไตย

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท.บุญสิน พลาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – กัมพูชา หรือ Regional Border Committee (RBC) ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ในวันที่ 27 ส.ค. นี้ โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การรักษาอธิปไตย และการประสานความเข้าใจระหว่างฝ่ายทหารทั้งสองฝ่าย

‘แม่ทัพภาค2’ เตรียมรับมือหาก ‘เขมร’ รุกล้ำ

แม่ทัพภาค 2 กล่าวว่า ข้อเสนอในการหารือไม่ได้แตกต่างจากพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพเรือ แต่ข้อสำคัญคือ หากมีข้อเสนอจากฝ่ายกัมพูชาให้ร่วมเก็บกู้วัตถุระเบิดกับไทย จะต้องครอบคลุมพื้นที่ทั้งแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่มีการปักปันเขตที่ชัดเจน

หากฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยของไทย ไม่ว่าจะด้วยการลาดตระเวนหรือวางทุ่นระเบิด กองทัพไทยพร้อมขยับสายตาและ ไฟเขียวให้ตอบโต้ทันที นอกจากนี้ยังได้มอบนโยบายชัดเจนแก่กำลังพลว่าหากพบการกระทำดังกล่าว ต้องดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้ทันที

การเจรจาต้องขึ้นอยู่กับนโยบายผู้นำกัมพูชา

แม่ทัพภาค 2 ระบุว่า แม้การประชุม RBC จะเป็นโอกาสหนึ่งในการคลี่คลายปัญหา แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่จะนำไปสู่ผลสำเร็จคือ นโยบายจากฝ่ายบริหารกัมพูชา หากผู้นำกัมพูชายังไม่แสดงเจตจำนงที่ชัดเจน ก็อาจไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์เชิงบวกได้

  • คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา
  • คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (JBC)
  • การใกล้เข้าสู่การตัดสินคดีคลิปสนทนาของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุนเซน

แม้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอยู่บ้าง แต่ทหารไทยก็พร้อมรักษาความสงบปลอดภัยและปกป้อง อธิปไตยของชาติ อย่างเต็มความสามารถ

สงครามเย็นบนแนวชายแดนต้องพึ่งความรอบคอบและการจัดการอย่างมืออาชีพจากทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเผลอเริ่มก่อน ก็อาจส่งผลเสียต่อชีวิตทหารและประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในที่สุด สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการเจรจาอย่างจริงจังและเป็นมืออาชีพของทั้งสองฝ่าย ซึ่งขณะนี้ ‘แม่ทัพภาค2’ มีไฟเขียวเต็มรูปแบบในการรับมือกับการรุกล้ำของ ‘เขมร’ ไม่ว่าจะด้วยการลาดตระเวน หรือแม้กระทั่งการวางทุ่นระเบิดลับ

การรักษาอธิปไตยไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่คือหน้าที่รัก ที่ทุกคนต้องทำร่วมกันอย่างมีสติและระมัดระวัง.

ที่มา – ‘แม่ทัพภาค2’ ไฟเขียวยิงตอบโต้ ‘เขมร’ ทันที หากรุกอธิปไตย-วางทุ่นระเบิด

รมช.เกษตรฯ แจกต้นพันธุ์กว่า 6.6 หมื่นต้น ยกระดับ ‘กาแฟไทย’ สู่สากล

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงาน “กาแฟไทย เติบโตกับป่า สร้างคุณค่าให้โลก” เพื่อยกระดับกาแฟไทยสู่ความยั่งยืนและสากล โดยเน้นย้ำถึงการผลิต การวิจัย และตลาดที่เข้มแข็ง.

รมช.เกษตรฯ แจกต้นพันธุ์กว่า 6.6 หมื่นต้น

ในงานดังกล่าว มีการแจกต้นพันธุ์กาแฟคุณภาพพันธุ์อะราบิกา จำนวนกว่า 66,900 ต้น ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนโครงการ เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าถึงองค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย

นายอัครา เปิดเผยว่า การยกระดับกาแฟไทยไม่ใช่แค่การเพิ่มปริมาณผลผลิต แต่เป็นการส่งเสริมให้มีระบบเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อย ทั้งทางด้านการวิจัย พัฒนา และการตลาด ให้สามารถสร้างรายได้แบบยั่งยืน

แนวทางการขับเคลื่อน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่นำร่องกว่า 1,000 ไร่ พร้อมสนับสนุนให้เกิดระบบจัดการทั้งห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาดิน การจัดการน้ำ ไปจนถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้าหลังการเก็บเกี่ยว

ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันพัฒนารูปแบบศูนย์กาแฟชุมชนในทำนองเดียวกับศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ ตลอดจนผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

  • แจกต้นกาแฟพันธุ์ดีมากกว่า 66,900 ต้น
  • เรียนรู้เทคนิคการเพาะกล้าและดูแลกาแฟ
  • อบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรบาริสต้า
  • พัฒนาแหล่งน้ำและการตลาด

โครงการฯ จะมุ่งเน้นพัฒนาอำเภอแม่แจ่ม และอำเภอแม่วางในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟบนที่สูงที่มีศักยภาพสูงของประเทศ โดยมีแผนพัฒนาเกษตรกรกว่า 12,000 ครัวเรือนภายในระยะเวลา 3 ปี

การขับเคลื่อนกาแฟไทยในครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อการขยายตลาด แต่ยังเป็นการกำหนดมาตรฐานเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ รวมถึงการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการลดข้อบกพร่องของเมล็ดกาแฟ

กาแฟไทยหากมีคุณภาพ ควบคู่กับการตลาดที่ชาญฉลาด จะกลายเป็นสินค้าไทยที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติในอนาคตอันใกล้

ที่มา – รมช.เกษตรฯ แจกต้นพันธุ์กว่า 6.6 หมื่นต้น ยกระดับ ‘กาแฟไทย’ สู่สากล

ฝรั่งเศสเรียกทูตสหรัฐพบ ชี้แจงกล่าวหารัฐบาล ‘ล้มเหลว’ ปราบกระแสต้านชาวยิว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่า รัฐบาลฝรั่งเศสได้เรียก นายชาร์ลส์ คุชเนอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศฝรั่งเศส เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการ ล้มเหลว ในการปราบกระแสต้านชาวยิว โดยในจดหมายเปิดผนึกที่ตีพิมพ์ลงใน The Wall Street Journal คุชเนอร์ได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง บังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมจากความเกลียดชังอย่างเร่งด่วน และลดการวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอล

ฝรั่งเศสเรียกทูตสหรัฐพบ ชี้แจงกล่าวหารัฐบาล ‘ล้มเหลว’ ปราบกระแสต้านชาวยิว

จดหมายดังกล่าวระบุว่า การประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ของฝรั่งเศสเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดกระแสต่อต้านชาวยิวในประเทศ โดยคุชเนอร์กล่าวว่า “ถ้อยแถลงที่โจมตีอิสราเอล และแสดงท่าทีสนับสนุนการยอมรับรัฐปาเลสไตน์ เป็นการปลุกปั่นความรุนแรง และคุกคามชีวิตของชาวยิวในฝรั่งเศส”

ปฏิกิริยาจากรัฐบาลฝรั่งเศส

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสได้เผยว่า รัฐบาลรับทราบข้อร้องเรียนจากคุชเนอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐที่ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของการต่อต้านชาวยิวในฝรั่งเศส และตำหนิว่าฝรั่งเศสไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อปราบปราม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลฝรั่งเศสยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว “เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้” และพร้อมจัดการชี้แจงอย่างเป็นทางการ

ประเด็นนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีมาครงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยใช้ข้อกล่าวหาในลักษณะเดียวกันว่า ฝรั่งเศสมีส่วนสนับสนุนการต่อต้านชาวยิวด้วยแนวทางการเมืองต่างประเทศที่เอียงข้าง

สถานการณ์ด้านความมั่นคงของชาวยิวในฝรั่งเศส

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์ที่แสดงเจตนาต่อต้านชาวยิว ทั้งในรูปแบบของการกล่าวถึง “ลัทธิไซออนิสต์” ซึ่งบางครั้งถูกใช้ในการเปลี่ยนทิศทางให้กลายเป็นความเกลียดชาวยิว (Antisemitism) คุชเนอร์เน้นว่า ในโลกปัจจุบัน การต่อต้านลัทธิไซออนิสต์ คือการต่อต้านชาวยิวโดยตรง

รัฐบาลฝรั่งเศสรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสำคัญ จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับการใช้กฎหมายที่ชัดเจนเพื่อต่อสู้กับความรุนแรงทางความคิดและการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านชาวยิว

มุมมองทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ข้อโต้ตอบระหว่างสหรัฐฯ กับฝรั่งเศสในครั้งนี้สะท้อนความไม่ลงรอยกันทางการเมืองระหว่างประเทศภายใต้เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ท่าทีของคุชเนอร์แสดงถึงการสนับสนุนอย่างชัดเจนต่ออิสราเอล ส่วนฝรั่งเศสพยายามหาจุดสมดุลมาระหว่างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และการเมืองระหว่างประเทศ

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ความสัมพันธ์บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและความเชื่อทางศาสนา ว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อภาพลักษณ์ของฝรั่งเศสในสายตาของชาวยิวทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคที่การเฝ้าระวังการกล่าวถึงความเกลียดกลัวทางชาติพันธุ์ต้องถูกตั้งคำถามอยู่เสมอ

สำหรับประชาชนชาวฝรั่งเศส ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านการกระทำด้านนโยบายต่างประเทศของภาครัฐ ความตึงเครียดในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการทูต แต่เป็นการสะท้อนความขัดแย้งทางความคิดที่มีผลต่อสังคมโดยตรง

จากเหตุการณ์นี้ เป็นที่น่าจับตามองว่า ฝรั่งเศสจะปรับนโยบายต่างประเทศอย่างไรในอนาคต และจะสามารถรักษาความสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับชุมชนชาวยิวในประเทศกับสถานการณ์ทางการเมืองระดับโลกได้หรือไม่

หากคุณเป็นผู้ติดตามเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ การติดตามการเคลื่อนไหวของประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้คุณเข้าใจถึงการเชื่อมโยงระหว่างความสัมพันธ์ชาติพันธมิตรกับความมั่นคงของผู้บริโภคในสังคมพลเมืองได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – ฝรั่งเศสเรียกทูตสหรัฐพบ ชี้แจงกล่าวหารัฐบาล ‘ล้มเหลว’ ปราบกระแสต้านชาวยิว

The Niya Corporation ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบริการครบวงจร

The Niya Corporation เริ่มต้นจากธุรกิจน้ำยาทำความสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สู่การเป็นผู้ให้บริการครบวงจรที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วประเทศ นับเป็นการพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

The Niya Corporation ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบริการครบวงจร

ภายใต้การนำของ คุณณิญารัตน์ วินิจธัญนันต์ ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท The Niya Corporation ดำเนินการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องกว่า 15 ปี เริ่มจากการให้บริการทำความสะอาด และขยายสาขาเพื่อครอบคลุมหลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม โรงแรม การท่องเที่ยว และการจัดการทรัพยากรบุคคล

การเติบโตสู่ความหลากหลาย

การขยายตัวของ The Niya Corporation เริ่มต้นจากธุรกิจ Natural Clean Products ซึ่งผลิตสินค้าทำความสะอาดปลอดภัย โดยทันทีได้รับความนิยมอย่างมาก จากนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็วสู่การให้บริการด้านการทำความสะอาดและการจัดการบุคลากร ภายใต้แบรนด์ Clean for Green

ปัจจุบัน The Niya Corporation มีพนักงานกว่า 4,500 คนที่พร้อมดูแลลูกค้าในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น โรงพยาบาล โรงแรม และองค์กรขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ทั้งยังสร้างโอกาสให้กับบุคลากรภายในองค์กรผ่านธุรกิจร้านอาหารและการบริการ

โครงการใหม่เพื่ออนาคต

The Niya Corporation ได้เปิดตัวโครงการใหม่ๆ ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น Niya Chicken Rice ซึ่งเป็นร้านข้าวมันไก่รสเลิศ และ NIYA CAZA HOTEL AND RESORT โรงแรมใหญ่สไตล์มินิมอลในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ พร้อมร้านสะดวกซื้อในชุมชน เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น

องค์กรมีนโยบายพัฒนานวัตกรรมและความร่วมมือในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น Niya Travel & Tours สำหรับการเดินทางครบวงจร, Niya Hotel Management สำหรับการบริหารโรงแรมในรูปแบบมืออาชีพ และ NGS Recruitment Agency ให้บริการจัดหางานคุณภาพ

จากการเติบโตอย่างต่อเนื่อง The Niya Corporation ถือเป็นองค์กรที่สร้างผลกระทบอย่างแท้จริง โดยมีรากฐานที่มั่นคงพร้อมกลยุทธ์การกระจายพอร์ตที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบ ทำให้บริษัทสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และสร้างโอกาสทางธุรกิจในหลายด้าน

ปรัชญา C.A.R.E. คือหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน ที่เน้นการใส่ใจ รับผิดชอบ ให้ความเคารพ และพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พนักงานและลูกค้า

The Niya Corporation นับเป็นองค์กรที่สร้างความแตกต่างในตลาดบริการไทยแบบครบวงจร หากคุณกำลังมองหาพาร์ทเนอร์ที่มุ่งมั่นและใส่ใจในทุกรายละเอียด ทางเราพร้อมรับใช้

ที่มา – The Niya Corporation ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบริการครบวงจร ด้วยประสบการณ์และวิสัยทัศน์อันยาวนาน