ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

การ์ทเนอร์เผยตลาดคลาวด์สาธารณะโต 22.5% Amazon ยังนำ

จากข้อมูลล่าสุดที่เผยออกมาจากบริษัทวิจัยการ์ทเนอร์ (Gartner) ระบุว่า ตลาดบริการคลาวด์สาธารณะทั่วโลกในปี 2024 เติบโตถึงร้อยละ 22.5 โดยมี Amazon เจ้าใหญ่อันดับหนึ่งที่ยังคงครองตำแหน่งผู้นำในตลาดดังกล่าวต่อเนื่อง

การ์ทเนอร์เผยตลาดคลาวด์สาธารณะโต 22.5% Amazon ยังนำ

Hardeep Singh นักวิเคราะห์หัวหน้าจาก Gartner เปิดเผยว่า องค์กรจำนวนมากยังคงมองหาทางเลือกที่ยืดหยุ่น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับการดำเนินงานที่ทันสมัย ทำให้คลาวด์สาธารณะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการย้ายข้อมูลและอัปเกรดโครงสร้าง IT ขององค์กร

องค์กรต่าง ๆ ชูความสำคัญของแนวทางที่ทันสมัย โดยให้ความสนใจในเรื่องการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม AI หลายรูปแบบ และมุ่งเน้นการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native ที่สามารถทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อมหลากหลาย ทั้งยังเพิ่มความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลในท้องถิ่น อีกทั้งยังมีแนวทางการควบคุมข้อมูลและรักษาอำนาจอธิปไตย์ของข้อมูลอย่างรอบคอบ

องค์กรคลาวด์ลงทุนหนักเพื่อแย่งชิงตลาด AI

บริษัทที่ให้บริการคลาวด์ทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนอย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถด้าน AI เพื่อเป็นผู้นำในตลาด IaaS ที่ปรับให้เหมาะสมกับ AI และคาดหวังว่า AI จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนรายได้หลักในอนาคต

ภาพรวมตลาด IaaS ในปี 2024 ชี้ให้เห็นว่า ผู้ให้บริการ 5 อันดับแรกครองสัดส่วนถึง 82.1% โดย Amazon คว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งของโลก ด้วยรายได้ถึง 64.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 37.7% ตามด้วย Microsoft ที่ครองสัดส่วน 23.9%

ในขณะที่ Google, Alibaba Group และ Huawei ก็รักษาตำแหน่งในตลาดไว้ได้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้จะเผชิญการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทุกปี

  • Amazon เป็นผู้นำด้วยสัดส่วน 37.7%
  • Microsoft ตามมาด้วย 23.9%
  • Google, Alibaba และ Huawei ก็ยังอยู่ในกลุ่มผู้นำ

สำหรับผู้ให้บริการใหม่ที่ไม่ใช่ Hyperscaler หรือผู้ให้บริการ GPU as a Service (GPUaaS) แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในด้านความจุและการประมวลผลประสิทธิภาพสูงที่มีความยืดหยุ่น

ตลาดคลาวด์สาธารณะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปีที่จะมาถึง ด้วยความต้องการขององค์กรแสวงหาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ
และยืดหยุ่นเพื่อใช้รองรับการลงทุนด้านดิจิทัลแบบครบวงจร

คลาวด์สาธารณะไม่ใช่แค่คำตอบสำหรับการจัดเก็บข้อมูล แต่กลายเป็นพลังหนุนสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้องค์กรทั่วโลก

ที่มา – “การ์ทเนอร์”เผยตลาดบริการคลาวด์สาธารณะทั่วโลกโตถึง 22.5%Amazon ยังเป็นผู้นำอันดับ 1

มารี เบรินเนอร์ โดนจับคาด่าน หนุ่มข้างกายคือไฮโซหนุ่มอดีตสามีนักร้อง

กลายเป็นกระทู้ร้อนแรงในโลกโซเชียลเมื่อวานนี้ เมื่อ มารี เบรินเนอร์ ดาราสาวดังถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวหลังถูกพบไม่ยอมเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ขณะเข้าด่านตรวจ อีกทั้งยังมีรายงานว่า เธอยังมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างความฮือฮาและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงบนโลกออนไลน์

มารี เบรินเนอร์ โดนจับคาด่าน หนุ่มข้างกายคือไฮโซหนุ่มอดีตสามีนักร้อง

เพื่อเพิ่มความพิลึกพิลั่นให้กับเหตุการณ์นี้ สื่อต่างๆ ต่างรายงานว่าในรถของ มารี เบรินเนอร์ ยังมี ไฮโซหนุ่มปริศนา ที่นั่งอยู่ จนกระทั่งมีการเปิดเผยว่า ชายคนนี้เป็นอดีตสามีของนักร้องสาวชื่อดังอย่าง “เชอรีน” ทำเอาคนดูไม่คาดคิด และยิ่งทำให้ประเด็นคือว่า ความเป็นมาของทั้งคู่เป็นอย่างไร

สาวกแห่คอมเมนต์เดือด

โดยเฉพาะในโลกโซเชียล เรื่องนี้กลายเป็นแรงผลักสำคัญให้เหล่าเน็ตไอดอลและแฟนคลับแห่เข้ามาแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเพจดังอย่าง “อรรถรส” ได้แห่มาคอมเมนต์ประเด็นร้อนนี้ไว้ว่า

“อ่อ!! อดีตสามีของน้องเชอรีน อ้าวววว เขาไปคบกันตอนไหน รสเพิ่งรู้ อุ้ยตายแล้วววว”

ซึ่งได้สร้างความฮือฮาและแผลงใจในเน็ตizens ทันที

เนื่อนในเหตุการณ์นั้น ทำให้หลายคนพยายามถอดรอยความสัมพันธ์ของทั้งสองคน เริ่มตั้งแต่เคยมีข่าวความรัก ไปจนถึงการมีภาพปรากฏขึ้นในของคนเดียวกัน และจากการโต้ตอบกันบนโซเชียลมีเดียที่เริ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

เกี่ยวกับอดีตสามีของนักร้องดัง

โดยข้อมูลที่เราทราบกันดีนั้น พบว่า ชายคนนี้มีฐานะทางการเงินมั่งคั่งและเคยมีชื่อเสียงเป็นคู่รักของ “เชอรีน” ก่อนจะแยกทางกันอย่างสงบ และในครั้งนี้ ปรากฏตัวเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องของ มารี เบรินเนอร์ ได้เลยทำให้เกิดความคาดเดาอย่างหนักหน่วง

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ ทั้ง มารี เบรินเนอร์ และ “ไฮโซหนุ่ม” ที่นำมาด้วยกัน ยังไม่มีการเปิดปากพูดหรือให้ข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้หลายคนยังคงจับตาดูและรอรอเพิ่มเติม

เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ในอนาคต การเปิดใจจากทั้งสองฝ่ายจะเป็นเช่นไร และจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์หรือทางอาชีพของพวกเขาหรือไม่

หากคุณเป็นแฟนคลับของ มารี เบรินเนอร์ หรือกำลังติดตามคดีนี้อยู่ ต้องติดตามเพจดังที่เรานำเสนอเพื่อไม่พลาดข่าวและกระแสใหม่ๆ ให้คุณได้ทันเหตุการณ์ในทุกๆ วัน

ที่มา – ชาวเน็ตสาดคอมเมนต์เดือด ‘มารี เบรินเนอร์’ โดนจับคาด่าน หนุ่มข้างกายคือ “ไฮโซหนุ่ม” อดีตสามีนักร้องดัง!

‘เศรษฐา’ เผยเจอ ‘นายกฯอิ๊งค์’ โดยบังเอิญพร้อมชวนดื่มกาแฟ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา สื่อออนไลน์และโลกโซเชียลได้ตื่นตากับโพสต์จาก “นายเศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เผยให้เห็นภาพการพบปะอย่างบังเอิญกับ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้แฮชแท็ก ‘เศรษฐา’ เผยเจอ ‘นายกฯอิ๊งค์’ โดยบังเอิญพร้อมชวนดื่มกาแฟ ปรากฏการณ์ครั้งนี้ได้สร้างกระแสตอบรับจากประชาชนเป็นจำนวนมาก

‘เศรษฐา’ เผยเจอ ‘นายกฯอิ๊งค์’ โดยบังเอิญพร้อมชวนดื่มกาแฟ

ในโพสต์ที่เผยแพร่ผ่านแอปพลิเคชัน X (Twitter) อดีตนายกฯ ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งท่านเนรมิตรพบเจอนายกฯอิ๊งค์และคณะอย่างไม่ได้นัดหมายมาก่อน เหตุการณ์นี้ทำให้บรรยากาศเบรกขึ้นทันที และเขาก็เชิญชวนให้มาดื่มกาแฟร่วมกันที่ร้าน Beans ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่เขาเลือกสั่งเครื่องดื่มขายดีอย่าง “Dirty” เป็นจุดสิ้นสุดของการพบปะที่เปี่ยมไปด้วยความสุภาพและเป็นมิตร

บรรยากาศระหว่างพบปะ

บรรยากาศในครั้งนี้มีสมาชิกในครอบครัวเขาร่วมด้วย ได้แก่ น.ส.ชนัญดา ทวีสิน ลูกสาว และเพื่อนๆ ร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมถึง “นายปิฎก สุขสวัสดิ์” สามีของนายกฯอิ๊งค์ ซึ่งภาพถ่ายที่ได้มาถ่ายร่วมกันนั้น สื่อถึงความเป็นส่วนตัวในเชิงมิตรภาพอย่างชัดเจน

  • บรรยากาศที่เป็นกันเอง
  • ความสุภาพในเทียบเชิญดื่มกาแฟ
  • ความบังเอิญที่ไม่คาดคิด

สิ่งที่โดดเด่นในการพบเจอทั้งครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ใจ โดยปราศจากการแสดงออกเชิงการเมือง และเน้นภาพลักษณ์ที่สามารถจะสร้างภาพลักษณ์ในเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ความหมายเบื้องหลังการพบปะ

หากมองในเชิงสัญลักษณ์ การพบกันที่ร้านกาแฟในที่สาธารณะของบุคคลในระดับประเทศเป็นการแสดงถึง “การเปิดใจ” และ “การสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ” ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับผู้นำในวงการเมืองไทย

นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติของการทำงานร่วมกันในสังคมไทย โดยไม่มีอคติหรือคิดแยกแยะ แม้จะเคยดำรงตำแหน่งที่แตกต่างกันมาก่อนก็ตาม

สิ่งนี้มีศักยภาพที่จะส่งเสริมให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวในสังคม และลดความขัดแย้งในเชิงความคิดเห็นทางการเมือง

บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า การพบเจอที่ไม่ได้เตรียมไว้ อาจกลายเป็นโมเมนต์พิเศษที่เปลี่ยนทัศนคติของผู้คนได้ และเป็นแรงบันไดนาในการสื่อสารอย่างมีศีลธรรมในโลกการเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม การแสดงออกครั้งนี้ก็มีคุณค่าทางสังคมอย่างลึกซึ้งในอดีตบุคคลมีบทบาทในประวัติศาสตร์ในระดับประเทศ และเป็นตัวอย่างของความเมตตา รวมทั้งความเท่าเทียมในมนุษยสัมพันธ์

หากคุณชอบเรื่องราวเชิงบวกแบบนี้ ติดตามได้ที่เว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมแชร์ต่อเพื่อส่งต่อพลังบวกให้สังคม!

ที่มา – ‘เศรษฐา’ เผยเจอ ‘นายกฯอิ๊งค์’ โดยบังเอิญพร้อมชวนดื่มกาแฟ

อาจารย์อ๊อดเผยชื่อเดิม ‘หลวงพ่ออลงกต’ พร้อมประวัติการศึกษา

เมื่อเร็ว ๆ นี้สังคมออนไลน์พูดถึงกรณีที่หลวงพ่ออลงกต ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองว่าเคยประสบอุบัติเหตุจนความจำแปรปรวน พร้อมบอกว่าตัวเองไม่เคยจบการศึกษาจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือแม้แต่การไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นความฝันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ทว่าล่าสุดอาจารย์อ๊อด หรือ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อมูลเกี่ยวกับหลวงพ่ออลงกต ในช่วงวัยเรียนว่า เคยศึกษาที่โรงเรียนเกษตรบ้านกร่าง จังหวัดพิษณุโลก เป็นเวลา 3 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2521-2523 (รุ่น 15) และมีชื่อเดิมว่า เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว

อาจารย์อ๊อดเผยชื่อเดิม ‘หลวงพ่ออลงกต’ พร้อมประวัติการศึกษา

แนวคิดของหลวงพ่ออลงกตที่กล่าวว่า “ไม่ชอบเรียนในระบบ สนใจการศึกษาด้วยตนเอง” คลี่คลายข้อสงสัยบางประการเกี่ยวกับเส้นทางชีวิตของท่าน แต่กลับกลายเป็นประเด็นที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ข้อมูลใดเป็นความจริง และมีเอกสารราชการสนับสนุนอย่างไร

หลักฐานที่ยังต้องตรวจสอบ

ปัจจุบันยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง จากกรณีที่ปรากฏข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับเลขบัตรประชาชนของหลวงพ่ออลงกต ที่ไม่สอดคล้องกันและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นมาของตัวตนอย่างลึกซึ้ง

  • เคยศึกษาที่โรงเรียนเกษตรบ้านกร่าง
  • ชื่อเดิม: เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว
  • จบการศึกษาระดับมัธยมปลาย
  • ไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • มีความฝันที่จะศึกษาที่ประเทศออสเตรเลีย

ประเด็นนี้ยังคงเป็นกระแสแรง และยังมีรายละเอียดบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากทางหลวงพ่ออลงกตเอง ทำให้ทุกคนต่างติดตามอย่างใกล้ชิดว่าในที่สุดความจริงจะออกมาเป็นอย่างไร

จากกรณีนี้ เราได้เห็นว่า ตัวตนของบุคคลสำคัญในสังคมควรได้รับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในวงกว้าง

หากคุณอยากรู้ข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ ติดตามเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – ‘อาจารย์อ๊อด’ เปิดข้อมูลชื่อเดิม พร้อมประวัติการศึกษา ‘หลวงพ่ออลงกต’

‘ปภ.’ ประชุมติดตามสถานการณ์พายุ ‘คาจิกิ’ เตรียมรับมือพายุ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประชุมติดตามสถานการณ์การเฝ้าระวังพายุโซนร้อนกำลังแรง คาจิกิ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 24-27 สิงหาคมนี้

สำนักงาน ปภ. ได้ติดตามสถานการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งรายงานว่า พายุ คาจิกิ ขณะนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย และขอบด้านหน้าของพายุกำลังทำให้เกิดเมฆฝนหนาแน่นในพื้นที่ติดชายฝั่งเวียดนาม สปป.ลาว และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีแนวฝนตกหนักกระจายในหลายจังหวัด

‘ปภ.’ เร่งเตรียมความพร้อมพายุคาจิกิ

เพื่อรับมือกับผลกระทบจากพายุ คาจิกิ นายสหรัฐ ได้กล่าวว่า ปภ. ได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง และเตรียมระบบ Cell Broadcast เพื่อแจ้งสถานการณ์อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังสั่งการให้มีการเตรียมชุดปฏิบัติการฉุกเฉิน พร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยอยู่ในจุดเตรียมการ เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็ว

พื้นที่เสี่ยงสูงเตรียมแผนป้องกัน

“ปภ. ได้สั่งการให้พื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศนำร่องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ชุมชน หรือสถานที่สำคัญ เพื่อให้ลดความเสียหายได้มากที่สุด รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อเตรียมแผนอพยพกลุ่มเปราะบาง และประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ” นายสหรัฐกล่าวเสริม

ด้าน น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากพายุ คาจิกิ ที่ส่งผลกระทบต่อหลายภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ภาคกลาง กทม. และภาคใต้ฝั่งตะวันตก โดยมีลมแรงและฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง

  • ชุดปฏิบัติการปภ. เขตถูกปรับเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง
  • ระบบการเตือนภัยแบบเร่งด่วน Cell Broadcast ถูกเปิดใช้งาน
  • ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด
  • ร่วมมือหน่วยงานท้องถิ่นจัดแผนอพยพกลุ่มเสี่ยง

ทั้งนี้ ปภ. เขต 9 พิษณุโลก ถูกกำหนดให้เป็นศูนย์รวมทรัพยากรสำหรับพื้นที่ภาคเหนือ โดยจะประสานกำลังกับ ปภ. เขต 2 สุพรรณบุรี และเขต 16 ชัยนาท เพื่อลดผลกระทบจากฝนตกหนักในเขตภาคเหนือ

การเตรียมตัวล่วงหน้า และการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรมีส่วนร่วมเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากพายุคาจิกิในช่วงนี้

ที่มา – ‘ปภ.’ ประชุมติดตามสถานการณ์พายุ ‘คาจิกิ’ กำชับพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังรับมือสถานการณ์

“GULF” จับมือ “AIS” ยกระดับสวนเบญจกิติ สำหรับคนเมือง

ในยุคที่คุณภาพชีวิตเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้ร่วมมือกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เพื่อเปิดตัว “GULF x AIS PlaySpace Run” ที่สวนเบญจกิติ หนึ่งในสวนสาธารณะใจกลางเมืองที่มีความสำคัญต่อคนกรุงเทพมหานคร

“GULF” จับมือ “AIS” ยกระดับสวนเบญจกิติ สำหรับคนเมือง

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เน้นการออกกำลังกาย แต่ยังเป็นการส่งมอบพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพให้แก่ชุมชน เมื่อวันที่ผ่านมา นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF พร้อมด้วยนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS ได้ร่วมกันร่วมเปิดกิจกรรมวิ่ง 3 กิโลเมตร ขณะที่มีเหล่าพนักงานจากทั้งสองบริษัท ลูกค้า พาร์ทเนอร์ และประชาชนทั่วไปร่วมเข้าร่วมจำนวนมาก

ออกแบบเพื่อทุกกลุ่มวัย

GULF Playscape ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันให้เหมาะสมกับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ ด้วยพื้นยางมาตรฐานสากล EPDM ที่ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ พื้นที่แบบ Free Form พร้อมที่นั่งอเนกประสงค์ และสวนหินเพื่อสุขภาพ ช่วยให้ทุกคนสามารถพักผ่อนและออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

  • สนามเด็กเล่นมาตรฐานสากล EPDM
  • พื้นที่ Free Form สำหรับกิจกรรมอิสระ
  • ไฟพลังงานแสงอาทิตย์แบบอัตโนมัติ
  • จุดชาร์จมือถือแบบไร้สาย (Wireless Charger)
  • ชิงช้าโซลาร์เปิดไฟกลางคืน

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ กล่าวว่า AIS มองว่าการพัฒนาพื้นที่สาธารณะคือโอกาสที่จะ “เชื่อมต่อ” ทั้งโลกจริงและโลกดิจิทัล ผ่าน AIS SUPER WiFi บนเทคโนโลยี WiFi6 ให้บริการฟรีตลอด 24 ชม. ที่สวนเบญจกิติ

สวนเบญจกิติ หัวใจสีเขียวของเมือง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เห็นได้ชัดว่าสวนเบญจกิติกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมของคนเมืองที่รักสุขภาพ โดยมีผู้ใช้บริการมากทุกช่วงเวลา ทั้งเดินเล่น พาเด็กเล่น หรือวิ่งออกกำลังกาย

เนื่องจากความสำเร็จและความต้องการจากประชาชน “GULF” จับมือ “AIS” ได้ร่วมสร้าง AIS Play Space เป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่ผนวกรวมระหว่างธรรมชาติ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้บริการ

คุณสามารถเข้าใช้บริการ GULF Playscape ได้ตั้งแต่เวลา 04:30 – 22:00 น. ทุกวัน ตามเวลาเปิด-ปิดของสวนเบญจกิติ ทำให้เหมาะสำหรับคนทำงาน เด็ก และผู้สูงอายุที่มองหาพื้นที่พักผ่อนและออกกำลังกาย

มาเริ่มเปลี่ยนวันธรรมดาของคุณให้มีคุณภาพดีขึ้นที่สวนเบญจกิติ แลนด์มาร์กใหม่ที่จะช่วยเติมพลังทั้งกายและใจให้กับคนเมืองได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “GULF” จับมือ “AIS ” ส่งมอบแลนด์มาร์กใหม่สวนเบญจกิติ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง

มารี เบรินเนอร์ ขับรถหรูไม่ยอมเป่าเมา แฟนหนุ่มอ้างรู้จัก ตร.ใหญ่

เมื่อคืนวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาในแวดวงบันเทิงและโลกโซเชียล เมื่อ มารี เบรินเนอร์ ดาราดังลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ขับรถหรู PORSCHE สีเขียวเข้าด่านตรวจในพื้นที่ถนนประดิษฐ์มนูธรรม แขวงวังทองหลาง กทม. พร้อมด้วยแฟนหนุ่มไฮโซชื่อดังและเพื่อนสาวอีกหนึ่งคน

มารี เบรินเนอร์ ขับรถหรูเข้าด่าน ไม่ยอมเป่าเมา

ขณะที่ตำรวจ สว.จร.สน.วังทองหลาง ตั้งจุดตรวจเพื่อตรวจวัดแอลกอฮอล์และกวดขันวินัยจราจร เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นพฤติกรรมของน.ส.มารี เบรินเนอร์ ที่มีอาการคล้ายเมาสุรา จึงส่งสัญญาณให้รถคันดังกล่าวจอดเพื่อตรวจ

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับไม่เป็นไปตามขั้นตอน เจ้าหน้าที่ขอวัดแอลกอฮอล์ของมารี แต่แฟนหนุ่มได้ขัดขวาง พร้อมพูดโวยวายว่า “แฟนผมปวดฉี่ให้ไปฉี่ก่อนได้หรือไม่” และยังโปะข่าวว่า “ผมรู้จักตร.ใหญ่” จึงเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดและกระทบกระเทือนภาพลักษณ์ของมารีในครั้งนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้น

ตามรายงานของผู้สื่อข่าว ระหว่างที่เจ้าหน้าที่พยายามเรียกรถของมารีให้หยุดเพื่อตรวจ แต่คนในรถปิดกระจกไม่ยอมร่วมมือ และเลี่ยงเลี่ยงไม่ให้ลงจากรถ จนกระทั่งถูกตำรวจเชิญเข้าสำนักงานฯ เพื่อดำเนินคดีต่อ

ต่อมาภายหลังจากถูกดำเนินคดีในข้อหา “เมาแล้วขับ” มารียอมประกันตัวออกไปด้วยวงเงิน 20,000 บาท และนัดหมายส่งฟ้องศาลแขวงรัชดาในวันจันทร์ที่ 25 ส.ค. ส่วนแฟนหนุ่มก็ถูกแจ้งข้อหาดูหมิ่นและขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ ถึงขั้นต้องตั้งข้อสอบสวนตำรวจใหญ่ในเหตุการณ์ครั้งนี้

  • เวลา 03.00 น. – พ.ต.ท.เฉลิมพล ผาชะลา สว.จร.สน.วังทองหลาง ตั้งจุดตรวจ
  • รถ PORSCHE สีเขียว – เปิดกระจกพบมารีและแฟนหนุ่ม
  • แฟนหนุ่มขัดขวาง – ไม่ยอมให้เป่าและถ่ายภาพ
  • ตั้งข้อหา – มารีเมาแล้วขับ ส่วนแฟนขัดขวางเจ้าหน้าที่
  • วงเงินประกัน – 20,000 บาท สำหรับมารี

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งในโซเชียลและสื่อมวลชน เหตุการณ์ครั้งนี้เผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ชื่อเสียง” กับ “ความรับผิดชอบ” ของนางแบบดังที่เป็นทั้งภาพลักษณ์และแรงบันดาลใจต่อบางกลุ่มคน โดยเฉพาะเยาวชน

ถ้าคุณเป็นแฟนตัวยงของนักแสดงหรือบุคคลดัง คุณคิดว่าพวกเขาควรใช้ชื่อเสียงอย่างไรเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี? พฤติกรรมของ “มารี เบรินเนอร์” ครั้งนี้ถือว่าน่ากังวลจริงหรือไม่?

ที่มา – “มารี เบรินเนอร์” นางเอกดัง ขับรถหรูเข้าด่าน ไม่ยอมเป่าเมา ไฮโซหนุ่มโวย รู้จักตร.ใหญ่

อินเดียเตรียมพัฒนาเครื่องยนต์เครื่องบินขับไล่ ร่วมกับบริษัทฝรั่งเศส

อินเดียเตรียมก้าวข้ามขีดจำกัดด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์เครื่องบินขับไล่ร่วมกับพันธมิตรจากฝรั่งเศส โดยมีเป้าหมายในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันด้านอากาศของกองทัพอินเดียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อินเดียเตรียมพัฒนาเครื่องยนต์เครื่องบินขับไล่ ร่วมกับบริษัทฝรั่งเศส

เมื่อเร็วๆ นี้ นายราชนาถ สิงห์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอินเดีย ได้ประกาศอนุมัติการผลิตต้นแบบเครื่องบินรบขนาดกลางขั้นสูง (AMCA) รุ่นที่ 5 ซึ่งถือเป็นการฉลองความก้าวหน้าสำคัญในการสร้างระบำอาวุธภายในประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมกับเปิดเผยว่าขณะนี้อินเดียอยู่ในขั้นตอนการผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินขับไล่ด้วยตนเอง โดยมีการร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากฝรั่งเศส

การร่วมมือกับบริษัทซาฟราน

แม้ว่านายราชนาถ สิงห์ จะไม่ระบุชื่อบริษัทในคำแถลงอย่างเป็นทางการ แต่แหล่งข่าวในวงการการป้องกันประเทศรายงานว่าอินเดียได้ปรับแผนร่วมมือกับ บริษัทซาฟราน บริษัทชั้นแนวหน้าของฝรั่งเศสในด้านอุตสาหกรรมการบินและการป้องกัน ซึ่งมีประสบการณ์การดำเนินงานในอินเดียมายาวนานกว่าหลายสิบปี และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและผลิตอุปกรณ์ทางทหารที่ใช้ เทคโนโลยีขั้นสูง

ความร่วมมือดังกล่าวจะส่งผลให้อินเดียสามารถเร่งการผลิตเครื่องยนต์ขั้นสูงสำหรับเครื่องบินขับไล่ภายในประเทศ ซึ่งเป็นความพยายามของรัฐบาลเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเครื่องบินจากต่างประเทศ และพัฒนาความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีด้านการบินเชิงทหารให้อยู่ในประเทศ

  • ลดการพึ่งพานักวิจัยภายนอก
  • เพิ่มการสร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงกลยุทธ์
  • เสริมความมั่นคงทางอากาศ
  • เปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมท้องถิ่นมีส่วนในโครงสร้างอาคาร โดยการใช้วัสดุที่ผลิตในประเทศไทย

อินเดียเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้นการกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมการผลิตอาวุธในประเทศจึงเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลภายใต้แผน Make in India ทำให้ความร่วมมือกับบริษัทชาติพันธมิตรอย่าง ซานฟราน กลายเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างสำคัญในภารกิจนี้

ภายในแผนการแบบบูรณาการนี้ อินเดียมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบำพลังงานตนเองในระดับสูง โดยเฉพาะในด้านการป้องกันความมั่นคง ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการยกระดับของ TIER-1 TEAM ของอินเดีย ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถของทหารในภูมิภาคเอเชียใต้

นี่ถือเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางทหารของเอเชียใต้ภายในอีกสองถึงสามทศวรรษข้างหน้า ถ้าอินเดียสามารถก้าวผ่านข้อจำกัดหลายประการภายใต้แผนพัฒนาแบบบูรณาการที่กำลังจะเริ่มดำเนินการ

เนื่องจากสถานการณ์ความมั่นคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องจากประเทศใกล้เคียงอย่างปากีสถาน การมีความสามารถในการผลิตอาวุธราดับโลกจึงไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่ออนาคตความมั่นคงของชาติ

ที่มา – อินเดียเตรียมพัฒนาเครื่องยนต์เครื่องบินขับไล่ ร่วมกับบริษัทฝรั่งเศส

ผ่านฉลุย ธอส.GO LIVE GHB System ยกระดับบริการลูกค้า

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในการ GO LIVE GHB System ภายใต้แนวคิด “Change for Sustainability เปลี่ยน…เพื่อความยั่งยืน” เพื่อยกระดับระบบ CORE BANK ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในด้านความเสถียรและความปลอดภัยของระบบ

GO LIVE GHB System ประสบความสำเร็จในครั้งแรก

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เวลา 09.15 น. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ทำ ธุรกรรมแรก (1st Transaction) ด้วย Application ใหม่ที่มีชื่อว่า GHB ALL GEN อย่างลื่นไหลและไม่มีสะดุด ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของระบบทดแทน และความร่วมมือของทีมงานภายในองค์กร

เทคโนโลยีระดับธนาคารดิจิทัลที่เติบโตอย่างยั่งยืน

กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงแค่การอัปเกรดระบบเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการนำพาธนาคารเข้าสู่การดำเนินงานอย่างยั่งยืน และพร้อมรับอนาคตในรูปแบบ ธนาคารดิจิทัลครบวงจร โดย GHB System จะเป็นแก่นสำคัญที่ช่วยยกระดับการให้บริการ ทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้เร็วขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น รวดเร็วทันใจทุกการทำธุรกรรม

  • เพิ่มความเร็วในการประมวลผล
  • ลดข้อผิดพลาดของระบบ
  • รองรับฟีเจอร์ดิจิทัลใหม่ๆ ครบวงจร
  • บริการสโมสรสมาชิก GHB ALL GEN ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

แฟรงค์ ยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า การดำเนินการนี้เป็นกระบวนการที่ต้องการความร่วมมือจากพันธมิตรหลายภาคส่วน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมงานภายในธนาคาร ซึ่งต่างมีส่วนร่วมในการวางระบบและการทดสอบทุกช่วงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าระบบใหม่จะตอบโจทย์ความต้องการของทั้งลูกค้าองค์กรและลูกค้ารายย่อย

ปรับเปลี่ยนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

การ Go Live ระบบ GHB System นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของธนาคารที่จะปรับเปลี่ยนและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต และทำให้ลูกค้ามั่นใจในระบบของธนาคารที่มีมาตรฐานตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาทางการเงินในการซื้อบ้าน หรือมองหาช่องทางการลงทุนที่ปลอดภัย ธอส. พร้อมยื่นมือช่วยเหลือ โดยระบบ GHB System ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวนี้จะช่วยให้คุณเข้าถึงบริการของธนาคารได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

อย่ารอช้า ลองมาสัมผัสระบบการให้บริการระดับโลกจากธนาคารอาคารสงเคราะห์กันเลยวันนี้!

ที่มา – ผ่านฉลุย ธอส.ประสบความสำเร็จ ทดสอบ GO LIVE GHB System ยกระดับบริการลูกค้า

82 แข่งเยาวชนไทย สุดเจ๋ง ลุ้นทุนการศึกษาโครงการ Know You Can

โครงการ “KTAXA Know You Can Football Youth (U-15) Academy Season 5” ได้จัดการแข่งขันคัดเลือกเยาวชนนักฟุตบอลเพื่อชิงโอกาสในการรับทุนการศึกษาและพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับนักเตะรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งการแข่งขันรอบสุดท้ายได้มีขึ้นในวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จำนวนนักเตะเยาวชนที่มาร่วมประลองฝีเท้ากันถึงมากกว่า 600 คน และคัดเลือกเหลือเพียง 82 แข่งเยาวชนไทย สุดเจ๋ง ที่มีสิทธิ์ลุ้นรับทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท

82 แข่งเยาวชนไทย สุดเจ๋ง ลุ้นทุนการศึกษาโครงการ Know You Can

สถานที่จัดการแข่งขันรอบไฟนอลของโครงการนี้ ถือเป็นเวทีที่เยาวชนได้แสดงศักยภาพเต็มพิกัด อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำหรับน้อง ๆ ในการเข้าถึงทุนการศึกษาและโอกาสในการก้าวเข้าสู่เส้นทางสายอาชีพนักกีฬาในอนาคต โดยในพิธีปิดครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณบุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมในพิธีมอบทุนให้กับเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือก

ทั้งนี้ ผู้มีเกียรติ โค้ชเก๋ วรชัย สุรินทร์ศิริรัฐ ผู้ฝึกสอนระดับ A License และอดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินและช่วยพัฒนาความสามารถของเยาวชนให้สามารถเติบโตในเส้นทางการกีฬาอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมแนวคิด “Know You Can” อย่างเต็มรูปแบบ

โอกาสในการก้าวสู่จุดสูงสุดของเยาวชนไทย

เยาวชนที่ได้รับโอกาสผ่านการคัดเลือกครั้งนี้ ต่างมีความพร้อมทั้งในด้านทักษะและจิตใจ ตัวแทนเยาวชนที่ได้รับเลือก เช่น วิภูสิทธิ์ ศรีจันทร์, ศิรวิชญ์ คงประเสริฐ และธีรวัฒน์ ศรีหาบุตร ได้แสดงความสามารถผ่านคลิปสั้น 3 นาที อย่างโดดเด่น ทั้งยังได้รับโอกาสพิเศษในการเข้าร่วมการพัฒนาฝีเท้าในรูปแบบแคมป์ฝึกพิเศษ

  • ทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท
  • กรมธรรม์ประกันโรคร้ายแรงมูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท
  • โอกาสในการเข้าร่วมแคมป์ฝึกพัฒนาฟุตบอลระดับสูง

โครงการ “KTAXA Know You Can Football Youth Academy” ส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีความมั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้นผ่านกีฬาฟุตบอล อีกทั้งเป็นช่องทางให้เยาวชนได้แสดงความสามารถและไขว้เขว่ตามความฝัน ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะที่ดีและความเชื่อมั่นในตนเอง

ในฐานะที่เป็นโครงการที่เน้นย้ำถึงบทบาทของเยาวชนในการพัฒนาตัวเอง โครงการนี้ช่วยฝึกให้เด็กนักกีฬารุ่นใหม่มีวินัย ความรับผิดชอบ และพร้อมก้าวสู่เส้นทางสายอาชีพ รวมไปถึงเป็นเวทีสำหรับนักเตะรุ่นเยาว์ในการพัฒนาศักยภาพเพื่อไปสู่เวทีระดับนานาชาติ

หากคุณเป็นหนึ่งในเยาวชนที่มีฝันอยากเป็นนักกีฬา ไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอลหรืออาชีพอื่น ๆ การมีโอกาสแบบที่ “82 แข่งเยาวชนไทย สุดเจ๋ง ลุ้นทุนการศึกษาโครงการ Know You Can” เป็นโอกาสระดับทองที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – 82 แข่งเยาวชนไทย สุดเจ๋ง ลุ้นทุนการศึกษา โครงการ “Know You Can”