ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

“ดีอี”ยืนยัน “แม่ทัพภาคที่ 2 เลื่อนยศขึ้นพลเอก” เป็นข่าวปลอม

จากสถานการณ์ความมั่นคงและความตื่นตัวของประชาชนในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาชี้แจงข่าวที่กำลังแพร่กระจายอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเนื้อหาที่อ้างว่า “แม่ทัพภาคที่ 2 เลื่อนยศขึ้นเป็นพลเอก” ซึ่ง “ดีอี”ยืนยันแล้วว่าเป็นข่าวปลอม ชาวเน็ตจึงควรหลีกเลี่ยงการแชร์เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

“ดีอี”ยืนยัน “แม่ทัพภาคที่ 2 เลื่อนยศขึ้นพลเอก” เป็นข่าวปลอม

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 15–21 สิงหาคม 2568 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้รับข่าวร้องเรียนและแจ้งเบาะแสผ่านหลากหลายช่องทางรวมกว่า 880,000 ข้อความ โดยมีเรื่องที่ต้องตรวจสอบอย่างจริงจังจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ เริ่มต้นที่เรื่อง “แม่ทัพภาคที่ 2 เลื่อนยศขึ้นเป็นพลเอก” ซึ่งคิวให้ติดอันดับลำดับที่หนึ่ง

การตรวจสอบFOUNDข่าวปลอมเรื่องกองทัพ

เมื่อดำเนินการตรวจสอบร่วมกับ “กองทัพภาคที่ 2 กองทัพบก” พบว่าข่าวดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จอย่างสิ้นเชิง โดยยืนยันว่าไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใด ๆ เกิดขึ้นจริง สำหรับนักข่าวหรือผู้ที่สนใจในกระบวนการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ตามระเบียบราชการควรปฏิบัติ ดังนี้:

  • คณะกรรมการกลาโหมเป็นผู้พิจารณาและเสนอรายชื่อ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงนามรับรองตามระเบียบ
  • ทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อโปรดเกล้าฯ
  • ต้องมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงถือว่าสมบูรณ์

ดังนั้น การเผยแพร่ข่าวที่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ถือว่าเป็นข่าวfakerที่อาจสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน กระทรวงดีอีขอเน้นย้ำว่าประชาชนควรตรวจสอบจากแหล่งข่าวอย่างเป็นทางการ เช่น เพจ “ทีมโฆษกกองทัพบก”, เพจ “กองทัพบก” และเพจ “กองทัพภาคที่ 2” เพื่อป้องกันผลกระทบในวงกว้าง

ความเสี่ยงจากการเชื่อและแชร์ข่าวปลอม

หากประชาชนขาดความรู้เท่าทันข่าวสาร อาจถูกข่าวปลอมหลอกลวงอย่างง่ายดาย ทำให้เกิดความตื่นตระหนก ความเข้าใจผิด รวมไปถึงความเสียหายที่อาจส่งผลต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล กระทรวงดีอีจึงเร่งรณรงค์และขอความร่วมมือประชาชนในทุกกลุ่มให้อยู่หมั่นตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากแหล่งจริงก่อนเผยแพร่

อย่าลืม! หากพบข่าวที่ดูผิดปกติหรือต้องสงสัย ควรเลิกแชร์ หยุดต่อ และเน้นย้ำให้ผู้อื่นระมัดระวังเช่นกัน ความใส่ใจของทุกคนสามารถร่วมเป็นกำลังสำคัญในการลดอันตรายจากข้อมูลเท็จได้ อย่าให้เจตนาหลายของผู้ไม่หวังดี ทำลายความมั่นคงของสังคม ชาติ และครอบครัวของเรา

ท่านสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับข่าวปลอมและมาตรการต่อต้านได้ที่ช่องทางทางการของกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “ดีอี”ตรวจสอบแล้ว “แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับการเลื่อนยศขึ้นเป็น “พลเอก”” เป็นข่าวปลอม อย่าแชร์สร้างความเข้าใจผิด

วิสุทธิ์ยันอิ๊งค์สู้ต่อจนถึงวันศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และประธานสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญจะนัดฟังคำวินิจฉัยกรณีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้

เมื่อถามว่าพรรคมีการเตรียมวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์หรือไม่ นายวิสุทธิ์ระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีการจัดเตรียมอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม สส.ในพรรคอยู่ในรั้วสภาฯ ยังคงให้ความเชื่อมั่นและกำลังใจแก่นายกฯ

วิสุทธิ์ยันอิ๊งค์สู้ต่อจนถึงวันศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน

การให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ วิสุทธิ์ยืนยันว่าไม่เคยมีข้อมูลเลยว่าน.ส.แพทองธารจะลาออกก่อนวันตัดสิน ซึ่งถือว่าเป็นการเยิ่นยันข่าวลือที่บางกลุ่มพยายามสร้างกระแสเพื่อกระตุ้นการเมืองให้เกิดความผันผวน

อิ๊งค์ไม่ลามือ ตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง

นายวิสุทธิ์กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ท่านแพทองธารได้ไปพบสภาฯ และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสมาชิกพรรคอย่างเปิดใจ โดยมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมาก แสดงให้เห็นว่า ท่านไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อบ้านเมือง ถือเป็นห่วงชาติอย่างแท้จริง

  • ยืนยันไม่มีข่าวการลาออกของนายกฯ ก่อนศาลฟังคดี
  • พรรคเพื่อไทยยังมั่นใจในศักยภาพของผู้นำ
  • สส.ทุกคนพร้อมให้กำลังใจและสนับสนุนเต็มที่

ข่าวลือเรื่องการลาออกของนายกฯ ถือเป็นเพียงการโจมตีทางการเมือง และควบคุมสื่อที่บางฝ่ายใช้เพื่อปั่นประเด็น โดยไม่พิจารณาเหตุผลและพื้นฐานใดๆ จากที่ผ่านมาน.ส.แพทองธารได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างแน่วแน่

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังเน้นย้ำประเด็นเรื่อง การใช้คลิปเสียงที่ว่าเป็นข้อมูลสำคัญของรัฐ เพื่อผลักดันให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ผ่านการตีความผิดเพี้ยน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการสู้ทางการเมืองที่ไม่เที่ยงธรรม

สิ่งที่พรรคเพื่อไทยยืนยันมายืนยันมาคือ ความจงรักภักดีต่อสถาบันและการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ยอมรับว่าการเผชิญหน้ากับคดีคือสิ่งจำเป็น แต่ไม่ใช่จุดจบของความมุ่งมั่น มีเพียงความจริงเท่านั้นที่จะพิสูจน์เสมอ

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรรับรู้คือ วันที่ 29 สิงหาคมนี้ เป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านผลคำวินิจฉัย หากพรรคเพื่อไทยมั่นในความบริสุทธิ์ใจของผู้นำ ก็พร้อมที่จะรับฟังผลอย่างเป็นทางการเช่นเดียวกัน

และแน่นอนว่า ‘วิสุทธิ์ยืนยันว่าอิ๊งค์’ จะสู้ต่อจนถึงวันตัดสินอย่างไม่ลามือ

จากประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ความมั่นคงทางการเมืองไม่ได้เกิดจากการถอยหรือการหนีความรับผิดชอบ แต่เป็นการปกป้องความจริง อธิบายด้วยข้อมูล และได้รับการยอมรับจากศาล

ที่มา – ‘วิสุทธิ์‘ยัน‘อิ๊งค์’สู้ต่อจนถึงวันศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ไม่ลาออกก่อนออก

มข.เปิดตัวนวัตกรรม ‘เครื่องพ่นอัตโนมัติ’ พ่วงท้ายแทรกเตอร์

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดย รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ คนใหญ่ ได้เปิดตัว เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยและพัฒนาเพื่อรองรับการเกษตรอัจฉริยะ ลดต้นทุนแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลแปลงอ้อยและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ

เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์ นวัตกรรมเพื่อเกษตรอัจฉริยะ

งานดังกล่าวถูกพัฒนาผ่านความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายภาคที่ 2 จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อสนองตอบความต้องการของเกษตรกรที่ต้องการระบบฉีดปุ๋ยน้ำและสารเคมีที่มีฟังก์ชันการทำงานอัตโนมัติ และใช้งานร่วมกับรถแทรกเตอร์ขนาดเล็กที่แพร่หลายในภาคเกษตร

จุดเด่นของนวัตกรรมเครื่องพ่นอัตโนมัติ

รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ เปิดเผยว่า เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์ แต่ละชิ้นถูกออกแบบให้มีแขนพ่นที่สามารถกางออกได้กว้าง 180 องศา และสามารถปรับขึ้น-ลงในแนวระดับเพื่อให้เหมาะสมกับความสูงของพืชได้ นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมจากที่นั่งผู้ขับ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรใช้งานได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องสัมผัสสารเคมีตรงๆ และช่วยลดความเมื่อยล้าจากการปฏิบัติงาน

อีกทั้งชุดควบคุมการพ่นสามารถแยกการทำงานทั้งด้านซ้ายและขวาได้อย่างอิสระ มีความยืดหยุ่นสูง โดยสามารถหมุนส่วนแขนพ่นกลับด้านหลังได้ถึง 60 องศา พร้อมทั้งมีการปรับระดับความสูงและระยะหัวฉีดให้เหมาะสมกับพื้นที่และชนิดของพืชอีกด้วย

ข้อมูลทางเทคนิคและสมรรถนะ

เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์ มาพร้อมถังบรรจุสารขนาด 200 ลิตร ซึ่งสามารถพ่นได้สูงสุดถึง 5 ไร่ต่อการเติม 1 ครั้ง ระบบขับเคลื่อนจาก PTO ที่ 540 รอบต่อนาที และรอบเครื่องยนต์ที่ 2,600 รอบต่อนาที มีหัวพ่น 2 ขนาด (1.0 และ 1.2 มม.) ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในแปลงเล็กและใหญ่ อัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 6.5 ลิตรต่อชั่วโมง และความเร็วในการพ่นที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 5–10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบปั๊มควบคุมแรงดันที่สามารถใช้งานได้จากที่นั่งของคนขับ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานและลดภาระในการเดินทางเครื่องจักรไปมาระหว่างแปลง พิเศษด้วยการแนะนำใช้งานผ่านการศึกษาดูงานและการทดลองจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในจังหวัด กาญจนบุรี กำแพงเพชร ชลบุรี และอุดรธานี

เป้าหมายเพื่อเกษตรแบบยั่งยืน

รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นวัตกรรมนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนภาคส่วนอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยให้เดินหน้าสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะที่ปลอดภัย คุ้มค่า และยั่งยืน เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้จริง โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่สร้างประโยชน์ให้สูงสุด

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้สนใจเทคโนโลยีด้านการเกษตร สามารถติดต่อศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในพื้นที่ของคุณ เพื่อสอบถามรายละเอียดและเข้าชมต้นแบบเครื่องพ่นอัตโนมัติในสภาพแวดล้อมงานจริง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะได้ง่ายๆ

การใช้ เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์ อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยขับเคลื่อนวงการเกษตรไทยให้ก้าวไกลในทิศทางที่ยั่งยืน และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังกลายเป็นดิจิทัลอย่างรวดเร็ว

ที่มา – มข.เปิดตัวนวัตกรรม ‘เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์’ ต่อยอดเกษตรอัจฉริยะ

สะพานข้ามโกรกธารยอนฮวาเจียง สะพานสูงสุดในโลก

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองกุ้ยหยาง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา ว่าทีมวิศวกรของจีนได้ดำเนินการทดสอบการรับน้ำหนักของ “สะพานข้ามโกรกธารยอนฮวาเจียง” หรือที่รู้จักในชื่อ แกรนด์แคนยอนฮวาเจียง ซึ่งตั้งอยู่ที่มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ สะพานแห่งนี้เมื่อสร้างเสร็จแล้ว จะครองตำแหน่ง “สะพานสูงสุดในโลก”

สะพานข้ามโกรกธารยอนฮวาเจียง สะพานสูงสุดในโลก

โครงสร้างของสะพานแห่งนี้เป็นสะพานแขวนแบบพิเศษที่ออกแบบมาอย่างประณีต มีความสูงแนวดิ่งจากพื้นสะพานไปยังผิวน้ำด้านล่างถึง 625 เมตร ซึ่งสูงกว่าตึกใบแอลเอ็มไออีอีกัปตูร์ ที่มีความสูง 601 เมตรถึง 24 เมตร ความยาวของตัวสะพานรวมทั้งหมดคือ 2,890 เมตร และช่วงสะพานหลักยาว 1,420 เมตร เป็นสะพานขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่สร้างขึ้นบนพื้นที่ภูเขา

ทดสอบรับน้ำหนักเฉียบคม

ทีมวิศวกรได้เตรียมการทดสอบปริมาณการรับน้ำหนักอย่างครอบคลุม เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในระยะยาว โดยใช้รถบรรทุกจำนวนหลายคัน ที่มีน้ำหนักรวมถึงขีดจำกัดสูงสุดที่สะพานสามารถรับได้ คาดว่าการทดสอบนี้จะสรุปผลและเปิดเผยต่อสาธารณชนในอีกไม่ช้า

นอกจากความท้าทายด้านวิศวกรรมแล้ว โครงการนี้ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งในมณฑลกุ้ยโจวอย่างมาก และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีทิวทัศน์อลังการอย่างแกรนด์แคนยอนฮวาเจียง

ด้วยความพิเศษในด้านความสูงและความยาว ทำให้ “สะพานข้ามโกรกธารยอนฮวาเจียง” กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่หลงใหลในธรรมชาติอันสวยงามและความประหลาดใจของโครงสร้างสมัยใหม่

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักความท้าทายและหลงใหลในความงามของธรรมชาติ การแวะเยือนสะพานแห่งนี้ถือเป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาด แค่การยืนบนพื้นสะพาน และมองลงไปยังแม่น้ำลึกด้านล่าง ก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างความประทับใจ และเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ไม่มีวันจางหายไป

ที่มา – งานทดสอบรับน้ำหนัก “สะพานข้ามโกรกธารยอนฮวาเจียง” ว่าที่สะพานสูงสุดในโลก

น่าน-หลวงพระบาง เส้นทางแห่งอัตลักษณ์เพื่อ Soft Power อย่างยั่งยืน

ยุคของการท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้จำกัดแค่เพียงการเดินทาง แต่เป็นการเรียนรู้ ซึมซับ และส่งต่อพลังสร้างสรรค์จากวัฒนธรรมและผู้คนในท้องถิ่น หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญอย่าง องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เริ่มขับเคลื่อนเส้นทางท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร ด้วยแนวคิด Soft Power ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพท้องถิ่นผ่านวัฒนธรรมแท้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพสูง

น่าน-หลวงพระบาง เส้นทางแห่งอัตลักษณ์เพื่อ Soft Power อย่างยั่งยืน

อพท. โดยการริเริ่มในปีงบประมาณ 2568 ได้ดำเนินการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว Soft Power น่าน-หลวงพระบาง ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและลาว ให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจและท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นการเดินทางผ่านความเชื่อมโยงของชุมชน มรดกทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เปี่ยมด้วยคุณค่า

เส้นทางคุณค่าที่ข้ามพรมแดนวัฒนธรรม

กิจกรรมหลักประกอบด้วยการประชุมระดมความคิดเห็น การสำรวจ และการทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวเมื่อวันที่ 16–19 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ร่วมทดสอบเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งผู้ประกอบการ พ่อค้า แม่ค้าอาหาร และมัคคุเทศก์จากจังหวัดน่าน ที่ต่างมีบทบาทสำคัญในการยกระดับเส้นทางท่องเที่ยวข้ามพรมแดนระหว่างน่านกับหลวงพระบาง

เส้นทางเริ่มต้นจาก เมืองเก่าน่าน ภายในจังหวัดน่าน ซึ่งมีจุดเยี่ยมชมสำคัญต่างๆ เช่น วัดภูมินทร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน และการสัมผัสอาหารพื้นถิ่นของชาวไทลื้อในชุมชนบ้านหนองบัว ที่อำเภอท่าวังผา รวมถึงกิจกรรม การทำดอกไม้ปันโดง หรือดอกไม้พันดวงที่สะท้อนคติแห่งวิถีชีวิตและแนวคิดทางพุทธศาสนาของชุมชน

จากนั้นเดินทางข้ามแดนไปยัง หลวงพระบาง ผ่านด่าน ห้วยโก๋น-น้ำเงิน ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปยัง “เมืองเงิน เมืองหงสา และเมืองไชยบุรี” ภายใต้การดูแลของ สปป.ลาว ก่อนจะมุ่งหน้าสู่บ้านเชียงแมน และสำรวจบทบาททางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง

ในหลวงพระบาง มีการเยี่ยมชม วัดเชียงแมน ซึ่งมีเรื่องราวโบราณที่เชื่อมโยงกับชาวไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงการ ตักบาตรข้าวเหนียว และตลาดมืด “ถนนคนเดินของลาว” ซึ่งมีทั้งอาหาร ศิลปะ และวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบ 100% พร้อมเยี่ยมชมศูนย์แสดงสินค้าท้องถิ่น Ock Pop Tok ศูนย์สืบสานเทคนิคด้านสิ่งทอและการทอผ้าแบบดั้งเดิมของลาว

การพัฒนาเส้นทางสู่ความยั่งยืน

หลังจากการทดสอบเส้นทาง มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐทั้งในและต่างประเทศ เพื่อหาแนวทางร่วมในการพัฒนาเส้นทางให้มีคุณภาพ สร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น มีความยั่งยืน ผ่านการสร้างความเข้าใจในวัฒนธรรมที่เหมือนกันของ น่าน และ หลวงพระบาง ทั้งด้านอาหาร ประเพณี และงานหัตถกรรม

  • มีโอกาสเชื่อมโยงธุรกิจท้องถิ่น
  • สร้างตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง
  • เป็นเส้นทางที่สะท้อน Soft Power ของประเทศไทย

เส้นทาง “น่าน-หลวงพระบาง” จึงไม่ใช่เพียงเส้นทางท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นสะพานเชื่อมแห่งวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และความภาคภูมิใจของผู้คนในท้องถิ่น พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของพลังสร้างสรรค์เพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ วัฒนธรรม และมิตรภาพข้ามพรมแดน เส้นทางนี้คือคำตอบที่คุณต้องไม่พลาด

ที่มา – “น่าน-หลวงพระบาง” เส้นทางแห่งอัตลักษณ์ สู่พลังสร้างสรรค์ Soft Power ที่ยั่งยืน

‘ลิณธิภรณ์’ เยี่ยม สกร.เชียงราย สร้างโอกาสการศึกษาอย่างทั่วถึง

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนักศึกษาของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ระดับอำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ น่าประทับใจ และมีคุณภาพสูง โดยผลงานที่นำเสนอประกอบด้วยงานฝีมือ งานศิลปะ งานอาหาร และงานสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่สามารถต่อยอดพัฒนาให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคงในอนาคต

‘ลิณธิภรณ์’ เยี่ยม สกร.เชียงราย สร้างโอกาสการศึกษาอย่างทั่วถึง

ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ รมช.ศึกษาธิการ ได้กล่าวชื่นชมถึงความหลากหลายของนักเรียน สกร.เชียงราย ซึ่งมีนักเรียนจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 30 กลุ่ม แสดงให้เห็นว่าการศึกษาผ่านระบบ สกร. ช่วยให้เด็กและวัยรุ่นจากพื้นที่ห่างไกลหรือกลุ่มชนเผ่าสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม

สกร. ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคตที่มั่นคง

ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ ได้กล่าวเสริมว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของระบบ สกร. คือการสร้างโอกาสการศึกษาอย่างทั่วถึง โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถได้เรียนและมีทักษะที่สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้จริง เช่นเดียวกับในจังหวัดเชียงรายที่นักเรียนหลายรายประสบความสำเร็จในการเริ่มต้นอาชีพของตนเองได้เป็นอย่างดี

ในโอกาสเดียวกัน รมช.ศึกษาธิการยังได้พบปะพูดคุยและให้กำลังใจแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาของจังหวัดเชียงราย เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ของทุกคน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์

นอกจากนี้ ยังมีการเยี่ยมชมห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นห้องสมุดที่มีการใช้งานสูงสุดในประเทศไทยอันดับที่ 3 โดยได้มีการแนะนำแนวทางการจัดการห้องสมุด ทั้งในด้านเทคโนโลยี การบริการ รวมถึงการยกระดับพื้นที่เพื่อให้กลายเป็นCo-Learning Space หรือพื้นที่เรียนร่วมสมัย ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเรียน แลกเปลี่ยน และพัฒนาฝีมืออาชีพได้อย่างต่อเนื่อง

  • สกร. สร้างโอกาสการศึกษาอย่างทั่วถึง
  • นักเรียนที่โชคดีคือผู้ได้เรียนตามระบบ สกร.
  • ห้องสมุดประชาชนเชียงรายมีการใช้งานสูงสุดในประเทศ
  • Co-Learning Space คือแนวทางพัฒนาห้องสมุดในอนาคต

จากกิจกรรมทั้งหมด อ.ดร.ลิณธิภรณ์ ย้ำเตือนว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการภูมิใจในตัวเอง เมื่อได้รับโอกาสในการเรียนจาก สกร. เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่มีคุณค่าและมีรายได้ที่มั่นคง

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นแรงผลักดันอย่างยิ่งต่อการพัฒนา ระบบ สกร. ในจังหวัดเชียงราย และสร้างแรงบันดาลใจให้กับครู บุคลากร และนักเรียนให้เดินหน้าฝ่าฟันต่อไปอย่างมีเป้าหมาย

ทั้งนี้ การพัฒนาองค์ความรู้ สำนักงาน เครือข่าย และพื้นที่เรียนรู้ ถือเป็นเส้นทางที่”>ทำให้การศึกษาเข้าถึงทุกคนอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า การศึกษาแบบ สกร. เป็นสะพานเชื่อมฝันแห่งอนาคตให้เด็กทุกคนในภาคพื้นที่ห่างไกล

ที่มา – ‘ลิณธิภรณ์’ เยี่ยม สกร.เชียงราย สร้างโอกาสการศึกษาอย่างทั่วถึง

พายุดีเปรสชันฝนตกหนักถึงหนักมาก ระวังท่วมฉับพลัน-น้ำป่าหลาก

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 3 เตือนประชาชนเกี่ยวกับ พายุดีเปรสชัน ที่อาจส่งผลกระทบให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคม 2568 โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

พายุดีเปรสชันฝนตกหนักถึงหนักมาก ระวังท่วมฉับพลัน-น้ำป่าหลาก

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 23 สิงหาคม 2568 พายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 17.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 117.0 องศาตะวันออก มีลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กม./ชม. พายุเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 30 กม./ชม. และคาดว่าจะทวีกำลังเป็นพายุโซนร้อนก่อนขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามและลาวตอนบนในช่วง 25-26 ส.ค. 68

ผลกระทบจากพายุและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

ขณะเดียวกัน ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่านทะเลอันดามัน อ่าวไทย และประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ในช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคมนี้ ประเทศไทยประสบกับฝนที่เพิ่มมากขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ พร้อมลมแรงในหลายภาค ประชาชนควรระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ที่อาจเกิดขึ้นได้ทันที โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำ และพื้นที่ลุ่ม

พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่

  • ภาคเหนือ
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
  • ภาคกลาง
  • ภาคตะวันออก
  • ภาคใต้ฝั่งตะวันตก
  • กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ส่วนบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรืออย่างระมัดระวัง และเรือเล็กไม่ควรออกจากฝั่ง

กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนประชาชนให้ติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด ผ่านเว็บไซต์ www.tmd.go.th หรือโทร. 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในช่วงสถานการณ์ฝนตกหนัก

การเฝ้าระวัง พายุดีเปรสชันฝนตกหนักถึงหนักมาก ระวังท่วมฉับพลัน-น้ำป่าหลาก เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงฤดูมรสุม เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ทุกคนให้ความสำคัญกับข้อมูลจาก.sources อย่างกรมอุตุฯ และเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – เตือนฉบับ 3 ‘พายุดีเปรสชัน’ ฝนตกหนักถึงหนักมาก ระวังท่วมฉับพลัน-น้ำป่าหลาก

เดนมาร์กเตรียมให้นักเรียนมัธยมปลายใช้ ‘เอไอ’ ในการสอบภาษาอังกฤษ

การศึกษาในประเทศเดนมาร์กกำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะเริ่มให้นักเรียนระดับมัธยมปลายได้ใช้ เอไอ (AI) ในการสอบวิชาภาษาอังกฤษ ข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่จากสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุชัดเจนว่าการนำเอไอมาใช้นี้จะเริ่มในปี 2569 เป็นการทดลองเฉพาะการสอบภาคปฏิบัติ (สอบปากเปล่า) เท่านั้น

การสอบครั้งนี้มีขั้นตอนใหม่ที่น่าสนใจ นักเรียนจะได้รับหัวข้อจากคณะกรรมการ และมีเวลาเตรียมตัว 1 ชั่วโมงก่อนเข้าสอบ ในช่วงเวลาดังกล่าวพวกเขาจะสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ รวมทั้ง เอไอเชิงสร้างสรรค์ ช่วยจัดโครงสร้างเนื้อหา เพื่อตอบคำถามหรือนำเสนอผลงานต่อหน้ากรรมการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เดนมาร์กเตรียมให้นักเรียนมัธยมปลายใช้ ‘เอไอ’ ในการสอบภาษาอังกฤษ

รัฐมนตรีศึกษาธิการของเดนมาร์ก นายมัตเทียส เทสเฟย์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า วิธีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับการเรียนรู้เข้ากับโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขากล่าวว่า “เราต้องเตรียมเด็กนักเรียนให้พร้อมสำหรับอนาคต ที่พวกเขาจะเติบโตอยู่ทั้งในโลกดิจิทัลและอนาล็อกไปพร้อมกัน”

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบ

แม้ว่าในภาคปฏิบัติจะอนุญาตให้ใช้เอไอได้ แต่ในส่วนการสอบภาคทฤษฎีหรือข้อเขียน ทางการกำหนดให้นักเรียนต้องเขียนด้วยลายมือ เนื่องจากต้องการให้เด็กยังคงสามารถแสดงออกทางภาษาได้อย่างแท้จริง โดยไม่พึ่งพาระบบอัตโนมัติ ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากแบบเก่าที่ให้นักเรียนพิมพ์คำตอบลงในคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ เทสเฟย์ยังกล่าวว่า “การสอบภาคทฤษฎีที่ไม่ใช่ดิจิทัลช่วยลดโอกาสในการโกง และทำให้นักเรียนได้ฝึกการใช้ภาษาอย่างลึกซึ้งมากขึ้น”

  • เป้าหมาย: เตรียมเด็กให้พร้อมในโลกดิจิทัล
  • การสอบ: สามารถใช้เอไอเฉพาะภาคปฏิบัติ
  • เปลี่ยนรูปแบบ: ภาคทฤษฎีต้องใช้ลายมือ
  • เข้าร่วม: โรงเรียนต้องสมัครใจ
  • ปีเริ่มต้น: ปีการศึกษา 2569

น่าสนใจว่าเดนมาร์กเลือกที่จะทดลองแนวคิดนี้บนวิชาภาษาอังกฤษก่อน เพราะเป็นหนึ่งในวิชาหลักที่เชื่อมโยงกับทักษะอนาคต และยังสามารถประเมินผลได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งการนำเอไอเข้ามามีบทบาทในกระบวนการสอบเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงการเปิดโอกาสให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ แทนที่จะเป็นสิ่งที่ต้องเกรงกลัว

การเปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมปลายได้ใช้ เอไอ ในการสอบวิชาภาษาอังกฤษนั้น เป็นวิธีหนึ่งที่ประเทศ发达ประเทศอย่างเดนมาร์กเลือกใช้เพื่อปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มใหม่ในการจัดการศึกษาในระดับโลก คุณคิดอย่างไรกับการใช้เอไอในห้องเรียน? มันคือโอกาส หรือความเสี่ยง?

ที่มา – เดนมาร์กเตรียมให้นักเรียนมัธยมปลายใช้ ‘เอไอ’ ในการสอบภาษาอังกฤษ

ทีมส่งวัตถุดิบขอโทษที่ขายปูให้ ‘เจ๊ไฝ’ แพง

เรื่องราวที่แพร่หลายในโลกโซเชียลเกี่ยวกับกรณีของร้าน ไข่เจียวปู เจ๊ไฝ ที่ไม่ได้ป้ายราคาไว้ล่วงหน้า และทำให้ต้องถูกปรับตามกฎหมาย เป็นประเด็นที่ยังเปิดให้มีการถกเถียงอยู่หลายแง่มุม แต่ล่าสุด “ทีมส่งวัตถุดิบ” ได้ออกมาเปิดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ โดยให้ความเคารพและขอบคุณ เจ๊ไฝ อย่างลึกซึ้ง

ทีมส่งวัตถุดิบขอโทษที่ขายปูให้ ‘เจ๊ไฝ’ แพง

สมาชิกเฟซบุ๊ก Stang Hst Srisuk ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพระบุชัดเจนว่า “ขอโทษที่ขายปูให้เจ๊ไฝแพงครับ起初 ผมคิดว่าจะไม่พูดอะไร แต่เห็นว่ามีคนเข้ามากล่าวโทษกันมากไปหน่อย เลยอยากออกมาพูดเพื่อปกป้องคนที่มีพระคุณกับพวกเรา หลายคนอาจมองว่าผมขี้หิว เพราะพูดออกมาแบบนี้ แต่จริง ๆ แล้ว เราทุกคนใน Bird Market ต่างรู้ดีว่าเจ๊ไฝไม่ใช่แค่ลูกค้าทั่วไป แต่คือผู้ที่สนับสนุนเรากับชุมชนชาวประมงทั้งหมด

เบื้องหลังไข่เจียวปูเจ๊ไฝกับคุณค่าของปูพื้นบ้าน

ข้อมูลจากผู้ส่งวัตถุดิบระบุว่า ปูที่นำมาทำ ไข่เจียวปู เจ๊ไฝ เป็นปูคุณภาพสูงที่ได้มาจากชุมชนตีหลัง ซึ่งเป็นประมงพื้นบ้านหรือเรืออวนลอยที่อาศัยการทำประมงวันต่อวัน ซึ่งปูที่ได้แต่ละกิโลกรัม มีอัตราส่วนการprocessable เพียง 10 กิโลกรัมต่อกิโลกรัมเดียว เนื่องจากการจัดการเนื้อปูบริสุทธิ์ การคัดแยก และการพัฒณาคุณภาพ ทำให้ต้นทุนสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ปูที่มาใช้มีแหล่งที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช้สารกันเสีย และไม่ก่อให้เกิดผลเสียแก่สิ่งแวดล้อม จึงทำให้ราคาสินค้าไม่มีวัน “ถูก” และ เจ๊ไฝ ต้องยอมรับราคาตามค่าต้นทุนจริงในทุกสถานการณ์ แม้มีกิจกรรมเปลี่ยนแปลงในตลาดหรือจำนวนผลผลิตน้อยลงในบางฤดูกาล

  • เจ๊ไฝเป็นลูกค้าที่ยอมจ่ายราคาสูงโดยไม่มีคำถาม
  • คุณค่าของปูก้อนต้องใช้ปูสด 10 กิโลกรัม ต่อการผลิต 1 กก.
  • การประมงพื้นบ้านไม่ใส่สารกันเสีย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การที่สินค้าไม่มีป้ายราคาก่อนได้นั้น ทีมส่งวัตถุดิบยอมรับว่าผิดพลาด และจะปรับปรุงในอนาคต แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการแบ่งปันความจริงเกี่ยวกับค่าแรงและชีวิตของชุมชนชาวประมงที่ เจ๊ไฝ ช่วยให้อยู่ได้

เพราะฉะนั้นหากใครกำลังมองหาอาหารไทยที่มากไปด้วยความใส่ใจและการให้คุณค่าแก่มาหากิน “ไข่เจียวปูเจ๊ไฝ” ถือเป็นร้านหนึ่งที่ยังคงไว้ซึ่งหลักจริยธรรม และความเชื่อมั่นระหว่างผู้บริโภคกับชุมชน

หากคุณเคยลิ้มลองรสชาติความอร่อยจากไข่เจียวปูของเจ๊ไฝ คุณจะเห็นได้ถึงความตั้งใจในทุกรายละเอียดที่ไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่คือเรื่องของศักดิ์ศรีของ Street Food ไทยในระดับโลก

อย่าลืมสนับสนุนร้านดี ๆ อย่าง ไข่เจียวปู เจ๊ไฝ ที่ไม่เพียงเสิร์ฟความอร่อย แต่ยังส่งเสริมความยั่งยืนแก่สังคมไทยอีกด้วย

ที่มา – ทีมส่งวัตถุดิบขอโทษที่ขายปูให้ ‘เจ๊ไฝ’ แพง ขอบคุณเห็นคุณค่า-กว่าจะได้ไม่ง่ายเลย

DSI จับตาโฉนดเขากระโดง พิรุธนิติกรรมอำพรางที่ดิน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การนำของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี ได้เร่งสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีพบ พิรุธนิติกรรมอำพรางโฉนดเขากระโดง ซึ่งมีความน่าสงสัยว่านักการเมืองบางคนอาจมีการครอบครองและโอนที่ดินกลับไปกลับมาอย่างผิดปกติก่อนช่วงเลือกตั้งปี 2566

DSI เร่งตรวจสอบโฉนดเขากระโดง

รายงานล่าสุดจาก DSI เปิดเผยว่า พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 19-21 สิงหาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินที่อาจเป็นของรัฐ

ในการดำเนินการ ทีมเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานกับสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ และสำนักงานยุติธรรมในพื้นที่ เพื่อขอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงได้รับรายงานว่าเคยมีชาวบ้านสูงวัยกว่า 300 รายมายื่นคำร้องขอกลับคืนที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว

ค้นพบการวัดพื้นที่ไม่ตรงกับเอกสาร

สถานการณ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ พื้นที่ที่เคยแสดงในระวางแผนที่ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ระบุไว้ว่ามีขนาด 5,083 ไร่ แต่เมื่อนำมาตรวจสอบโดยใช้ระบบวัดที่ทันสมัยในปี 2567 กลับวัดได้เพียง 4,414 ไร่ ซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัยว่าโฉนดเดิมมีการระบุพื้นที่เกินจริงหรือไม่ และมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร

การวัดในครั้งนี้ทำตามคำสั่งศาลปกครองที่มีมติให้เพิกถอนโฉนดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่การรถไฟโดยไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ปฏิบัติงานทั้งจากกองทุนรถไฟและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นร่วมกันตรวจสอบภาคสนาม และได้ผลตามที่ระบุ

เอนเชียท่ามกลางเรื่องราวคือปัญหา ระวางของแผนที่ ที่อาจอยู่บนพื้นที่สาธารณะ เช่น สนามฟุตบอลขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างอยู่บนผืนแผ่นดินที่เป็นของ การรถไฟ ทั้งที่ไม่มีโฉนด ไม่มีสิทธิ์ก่อสร้าง และยังไม่มีการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐ

พบการทำนิติกรรมอำพรางโฉนด

ที่น่าจับตามองคือ DSI พบเบาะแสเกี่ยวกับโฉนดหลายแปลงในพื้นที่เขากระโดง ที่มีพฤติกรรมการโอนที่ดินกลับไปกลับมาอย่าง ผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงปี 2565-2566 ซึ่งใกล้ช่วงเลือกตั้ง โดยพบว่ามีกลุ่มบุคคลได้รับการโอนโฉนดในรูปแบบที่อาจมีลักษณะเป็นนิติกรรมอำพราง มีจุดประสงค์เพื่อซ่อนความเป็นเจ้าของที่แท้จริง

ข้อมูลจากรายงานภายในยังชี้ว่า ในปี พ.ศ. 2513-2539 เคยมีเจ้าหน้าที่ การรถไฟ ลงนามรับรองโฉนดให้กับประชาชนในบางพื้นที่ แม้ว่าจริง ๆ แล้วโฉนดเหล่านั้นอยู่บนที่ดินขององค์กร จำนวน 513 ไร่

อาจเข้าข่ายคดีพิเศษ หากยืนยันความผิด

หากพิสูจน์ได้ว่าการออกโฉนดในพื้นที่ 4,414 ไร่ เป็นการ ออกโฉนดโดยมิชอบ และครอบครองที่ดินเกิน 50 ไร่ ทั้งยังมีการฟอกเงินเกี่ยวข้อง จะเข้าข่ายเป็น คดีพิเศษ ตามประกาศ กคพ. ฉบับที่ 8 เรื่องลักษณะคดีมูลฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง DSI ได้กล่าวชัดเจนว่ากำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจดำเนินคดีอย่างเต็มรูปแบบ

จากกรณีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาการครอบครองที่ดินในพื้นที่สาธารณะที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์ เช่น บริเวณเขากระโดง ซึ่งหากขาดการตรวจสอบอย่างละเอียดและเข้มงวด อาจเกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมในระดับกว้างขวางได้

จากการติดตามของ DSI ยังไม่มีการสรุปตัวตนผู้ที่เกี่ยวข้องในรายละเอียด แต่กล่าวว่าจะมีการเรียกสอบปากคำพยานและรวบรวมเอกสารอย่างเต็มรูปแบบในขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ มั่นใจว่าจะหาข้อเท็จจริงให้ได้เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรม

ที่มา – DSI พบพิรุธนิติกรรมอำพรางโฉนดเขากระโดง นักการเมืองครอบครอง-โอนที่ดินกลับไปกลับมา