ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

หมอสุรัตน์ เตือนลมแดดไม่ใช่แค่หน้าร้อน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท ได้ออกมาเผยเผยกรณีที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับ ภาวะลมแดดขั้นรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นกับหนุ่มไรเดอร์อายุ 21 ปี ที่ถูกพบหมดสติกลางแดดจัดในช่วงเวลาทำงาน

จากกรณีที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยรายนี้มีอาการหลายแบบที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของ โรคลมแดด ไม่ว่าจะเป็น ตับวาย ไตวาย กล้ามเนื้อสลาย (มีค่า CK สูงถึง 90,000) ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนโค้ก เกล็ดเลือดต่ำ และเกิดภาวะ DIC พร้อมกับเลือดออกในกระเพาะอาหาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ลมแดดไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ที่เกิดขึ้นแค่ในช่วงหน้าร้อนเท่านั้น

หมอสุรัตน์ เตือนลมแดดไม่ใช่แค่หน้าร้อน

ในโพสต์ของ “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” ได้ระบุถึงอาการของผู้ป่วยไว้ว่า “Rount ward เช้า ใน ICU รพ.ของเรา ไรเดอร์ค่ายหนึ่ง อายุ 21 ปี ลมแดด อุณหภูมิกาย 40 องศาเซลเซียส คนพบนอนเพลีย ชัก กลางแดดจัด พาส่ง รพ. สิ้นสติ” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น

กระทั่งการตรวจพบว่าอาการแย่ลงไปอีกเมื่อพบว่า มีตับวาย ไตวาย และเกิดภาวะกล้ามเนื้อสลาย จนทำให้ผู้ป่วยมีอาการชักแรกรับ และปัสสาวะสีเข้มมาก ภายหลังยังเกิดภาวะ DIC และเลือดออกในกระเพาะอาหารอีกครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต

การป้องกันโรคลมแดดอย่างถูกวิธี

หลายคนมักคิดว่า ลมแดด เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนจัด แต่ความจริงแล้ว ความเสี่ยงนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นในฤดูร้อนหรือฤดูฝน ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องทำงานกลางแดด เช่น ไรเดอร์

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งวัน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการออกแรงมากเกินไป
  • สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และสวมหมวกหรือร่มเมื่ออยู่ในที่โล่งแจ้ง
  • สังเกตอาการตัวเอง หากมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ หรือหมดสติ ควรรีบไปพักในที่ร่มและดื่มน้ำทันที

อย่าคิดว่าลมแดดมีแต่หน้าร้อน หน้าฝนก็ยังมีโอกาสเกิดได้” นพ.สุรัตน์ กล่าวทิ้งทาย เพื่อเตือนถึงอันตรายของโรคลมแดดที่หลายคนมองข้ามไป

ในที่สุด doctors อยากฝากเตือนถึงไรเดอร์ทุกคน รวมถึงคนทำงานกลางแจ้งทุกประเภท ว่าควรดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีที่สุด เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ ถ้ามีโอกาสให้ช่วยส่งเสริมกันด้วย การให้ TIP กับไรเดอร์ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขาได้พักและดูแลตัวเองในระหว่างการทำงาน

อย่าลืมว่า สุขภาพดีคือหนุนหลังสำคัญในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘หมอสุรัตน์’ เผยเคสหนุ่มไรเดอร์เกิดอาการชัก ย้ำโรคลมแดดอย่าคิดว่ามีแต่หน้าร้อน

พงศ์กวิน แจงกรณีสมาคมโรงแรมจ่อฟ้องศาลค่าแรง 400 บาท

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมาที่กระทรวงแรงงาน นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาชี้แจงกรณีสมาคมโรงแรมไทยเตรียมยื่นฟ้องศาลปกครอง เรื่องการปรับค่าแรงขั้นต่ำในอัตรา 400 บาทต่อวัน ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการไม่มาก

พงศ์กวิน แจงกรณีสมาคมโรงแรมจ่อฟ้องศาลค่าแรง 400 บาท

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ผ่านการพิจารณาโดยคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดไตรภาคี) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทน 3 ฝ่าย ได้แก่ นายจ้าง 5 คน ลูกจ้าง 5 คน และภาครัฐ 5 คน จึงเชื่อว่าเป็นมติที่ผ่านการหารือและตัดสินใจอย่างรอบคอบแล้ว

แม้จะมีการฟ้องร้องศาลปกครองจากสมาคมโรงแรม แต่ก็ยืนยันว่าหากศาลมีคำวินิจฉัยออกมา หน่วยงานรัฐก็พร้อมปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ เพราะถือว่าเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องเคารพ

ค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ ควรมีการพูดคุยในบอร์ดไตรภาคี

ประเด็นที่ถูกหยิบมาตั้งคำถามคือ ว่าการปรับค่าแรงขั้นต่ำในหลายพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน หรือ “ปรับหลายรอบ” ใช่หรือไม่ โดยเฉพาะหากไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างระดับจังหวัด นายพงศ์กวิน กล่าวว่า เนื่องจากบอร์ดไตรภาคมีตัวแทนผู้ประกอบการอยู่แล้ว การพิจารณาในบอร์ดจึงเป็นไปอย่างครอบคลุมและมีความเห็นของกลุ่มต่างๆ ครบถ้วน

ถึงแม้ผู้ประกอบการบางรายที่ไม่ได้เป็นตัวแทนในคณะกรรมการจะเลือกฟ้องศาล แต่ถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการใช้กระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งสุดท้ายผลลัพธ์จะตามกระบวนการของศาล

นอกจากนี้ เมื่อมีการถามถึงความคืบหน้าของมาตรการเยียวยาให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ นายพงศ์กวิน ชี้แจงว่า กระทรวงแรงงานไม่ได้เป็นกระทรวงหลักในการกำหนดนโยบายเยียวยา แต่มีหน้าที่ในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้มีการพิจารณาแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสม

เมื่อถามเพิ่มเติมว่าหากมีการฟ้องร้องเข้ามา กระทรวงแรงงานพร้อมจะสู้หรือไม่ นายรมว.กล่าวว่ากระบวนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากทุกภาคส่วน หากมีการฟ้องร้อง เราก็พร้อมชี้แจงอย่างเต็มที่ตามขั้นตอนกฎหมาย

ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง การขึ้นค่าแรงจึงเป็นเรื่องที่ต้องดูทั้งด้านความเป็นธรรมของลูกจ้างและการคงอยู่ของธุรกิจกิจการในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารและทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์

ที่มา – ‘พงศ์กวิน’ พร้อมแจง ปม สมาคมโรงแรม จ่อฟ้องศาลปกครองล้มค่าแรง 400 บาท ทั่วประเทศ

DSI เตรียมดำเนินคดีพยานคดีฮั้ว ส.ว. ขัดหมายเรียกอาจจำคุก 1 ปี

จากกรณีที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เปิดดำเนินการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 เรื่องการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงิน และความผิดตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อย่างผิดปกติในวงกว้าง และนับวันสถานการณ์ก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับ พยานในคดีฮั้ว ส.ว. ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 1,200 ราย จากความเชื่อมโยงในเส้นทางทางการเงินที่พบว่าเกี่ยวข้องกับผู้สมัคร ส.ว. และนักการเมืองในพื้นที่กว่า 45 จังหวัด

DSI เร่งสอบพยานในคดีฮั้ว ส.ว. ทั่วประเทศ

ล่าสุด ทาง DSI ได้เตรียมออกหมายเรียกพยานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และชัยภูมิ ที่มีผู้ได้รับหมายเรียกในครั้งนี้รวม 72 ราย เพื่อให้มาให้ปากคำระหว่างวันที่ 20 – 22 สิงหาคม 2568 ที่สถานีตำรวจภูธรและศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษในแต่ละพื้นที่

จากจำนวนผู้ได้รับหมายเรียก มีผู้ที่มาให้ข้อมูลตามหมายเรียกเพียง 18 รายในเบื้องต้น ซึ่งส่วนมากเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องโดยตรงในเส้นทางการเงิน หรือเป็นผู้สมัคร ส.ว. ที่ไม่ได้ลงคะแนนเลือกตนเองในกระบวนการคัดเลือก

หากปฏิเสธการให้ข้อมูล อาจต้องรับโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับ 2 หมื่น

ทาง DSI ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า หากบุคคลใดได้รับหมายเรียกในฐานะพยานแล้วไม่มาให้ข้อมูลตามคำสั่งคดี อาจถูกดำเนินคดีตาม มาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การดำเนินคดีในครั้งนี้ถือมีความซับซ้อนและกว้างขวาง ซึ่งต้องรวบรวมหลักฐานและข้อมูลจากหลายภาคส่วน ทั้งกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการจัดโหวต ส.ว. ในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ โดยพบว่ามีการเคลื่อนไหวทางการเงินอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงกับตัวเลขสูงถึง 1,200 คน และกระจายตัวในหลายพื้นที่

เพื่อให้การสอบสวนดำเนินอย่างมีประสิทธิภาพ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้ 10 กองคดีภายในกรมร่วมดำเนินการ ได้แก่ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติ กองคดีการเงิน กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา และกองคดีเทคโนโลยี เป็นต้น เนื่องจากพยานที่เกี่ยวข้องมีจำนวนมาก และมีลักษณะซับซ้อนของนิติกรรมทางการเงินซึ่งต้องการผู้เชี่ยวชาญในการสืบสวน

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นสัญญาณสำคัญว่า DSI เร่งดำเนินคดีอย่างจริงจัง เพื่อดึงรายละเอียดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการเลือกตั้ง ส.ว. ที่อาจสร้างผลกระทบต่อระบบประชาธิปไตยในระยะยาว

หากคุณมีความรู้หรือข้อมูลเกี่ยวข้องกับ พยานในคดีฮั้ว ส.ว. ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อความโปร่งใสทางยุติธรรม

ที่มา – DSI จ่อเอาผิด ‘พยาน’ คดีฮั้วสว. เหตุขัดหมายเรียก ชี้โทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่น

‘จองกุก’ ทุบประวัติศาสตร์ K-POP ตอกย้ำ ‘Seven’ ซิงเกิลที่ยอดสตรีมทะลุ 2.5พันล้าน

เมื่อพูดถึงปรากฏการณ์ในวงการเพลง K-POP ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจทั่วโลก เรามาถึงเพลง “Seven (feat. Latto)” ของ จองกุก (Jungkook) สมาชิกวง BTS ที่เพิ่งเขียนชื่อในประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง ด้วยยอดสตรีมเพลงมากกว่า 2.5 พันล้านครั้งบน Spotify ซึ่งถือเป็นผลงานเพลงเดี่ยวของศิลปินเกาหลีที่สร้างสถิติใหม่ของวงการ

‘จองกุก’ ทุบประวัติศาสตร์ K-POP ตอกย้ำ ‘Seven’ ซิงเกิลที่ยอดสตรีมทะลุ 2.5พันล้าน

การเปิดตัวเพลง “Seven” ในปี 2023 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางของจองกุก โดยเพลงดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างมหาศาลตั้งแต่วันแรกที่ปล่อย การครองตำแหน่งอันดับหนึ่งบนชาร์ต Billboard Hot 100 และ Global 200 ต่อเนื่องเป็นเวลานาน พร้อมทั้งสามารถทำสถิติเพลงที่ยอดสตรีมครบ 1 พันล้านครั้งไวที่สุดใน Spotify ด้วยเวลาเพียง 108 วันเท่านั้น

ความสำเร็จที่ต่อเนื่องยาวนาน

ที่น่าทึ่งไม่แพ้กันคือ ความสามารถของจองกุกที่ยังครองอันดับบนชาร์ต Global 200 และ Global (ยกเว้นสหรัฐ) มาแล้วเป็นเวลา 108 และ 109 สัปดาห์ตามลำดับ แม้เพลงจะปล่อยออกมาแล้วมากกว่า 2 ปี แต่ยังคงรักษาความนิยมได้อย่างต่อเนื่อง บอกเล่าถึงความโดดเด่นทั้งในด้านเสียงร้อง สเตจ และเทรนด์การผลิตที่ลงตัว

นอกจากนี้ ผลงานโซโลของเขาในอัลบั้ม “GOLDEN” ยังมียอดสตรีมมิ่งสะสมสูงถึง 6 พันล้านครั้ง ขณะที่ยอดสตรีมทั้งหมดในผลงานเดี่ยวของเขาทะลุ 9.4 พันล้านครั้ง เรียกได้ว่าเป็น “โซโล K-POP ที่มียอดสตรีมสูงสุดในโลก” อย่างแท้จริง

เพลง Seven และภาพลักษณ์ของจองกุกยังได้รับการยอมรับจากเวทีรางวัลระดับโลกมากมาย เช่น MTV Video Music Awards, Billboard Music Awards และ iHeartRadio Music Awards ที่ต่างยกย่องให้เขามีตำแหน่งที่มั่นคงในวงการเพลงสากลว่าเป็น “ป๊อปสตาร์ระดับโลก” อย่างแท้จริง

ในแง่ของดนตรี เพลง “Seven” ใช้การผสมผสานระหว่างกีตาร์อะคูสติกส์อบอุ่น เสียงร้องที่มีความลึกและอารมณ์ รวมถึงริทึม UK Garage ที่ทำให้เพลงมีฟีลริมสระอย่างแท้จริง นับเป็นงานที่สะท้อนการคัดสรรและดีไซน์เสียงอย่างพิถีพิถันของทีมโปรดักชันอย่างชัดเจน

ความสำเร็จของจองกุกที่พิสูจน์ด้วยตัวเลขและรางวัลคือแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นใหม่ ทั้งในและนอกวงการ K-POP ที่มุ่งสู่ความสำเร็จในเวทีโลก ด้วยการผสานระหว่างงานดีไซน์ ความสามารถ และหาความแปลกใหม่ในเสียงเพลง

หากคุณยังไม่ได้ฟังเพลง “Seven” ของจองกุก อย่ารอช้า! เปิด Spotify แล้วไปสัมผัสความสุดยอดของเสียงร้องอันไพเราะที่กวาดสถิติระดับโลกกันเลย

ที่มา – ‘จองกุก’ ทุบประวัติศาสตร์ K-POP ตอกย้ำ ‘Seven’ ซิงเกิลที่ยอดสตรีมทะลุ 2.5พันล้าน

ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินถล่มจังหวัดสุพรรณบุรี ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี ได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ครั้งที่ 3 โดยมีนายกลวัชร ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุพรรณบุรี กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย

ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินถล่มจังหวัดสุพรรณบุรี ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ

ในการประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามการดำเนินงานตามข้อสั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีในการประชุมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นในด้านต่าง ๆ ดังนี้:

  • การประสานงานของหน่วยราชการ: สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุพรรณบุรีจะทำหน้าที่ประสานงานในการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  • ระบบการจราจรน้ำ: ให้ชลประทานจังหวัดและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามีระบบการจราจรน้ำที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ
  • การประสานงบประมาณ: ท้องถิ่นในจังหวัดต้องประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อขอความช่วยเหลือด้านงบประมาณ
  • การสนับสนุนทรัพยากร: ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 2 สุพรรณบุรี จะสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักร และบุคลากรในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  • การกำจัดวัชพืช: องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรีจะสนับสนุนเครื่องมือเครื่องจักร บุคลากรในการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมทั้งเครื่องสูบน้ำ และน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่เสี่ยง
  • ตรวจสอบและรายงานสถานการณ์: ทุกอำเภอจะต้องตรวจสอบพื้นที่ประสบภัยและรายงานให้จังหวัดทราบทันที โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบางที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
  • การประชาสัมพันธ์: ขอให้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติให้ง่ายต่อการเข้าใจและเข้าถึงได้ทุกกลุ่มประชาชน

แผนฉุกเฉินและแนวทางป้องกันน้ำท่วม

ที่ประชุมยังได้รับทราบโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการกรณีฉุกเฉิน (EAP) เขื่อนกระเสียว ซึ่งจะมีการฝึกซ้อมในวันที่ 10-11 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นแผนที่สำคัญต่อการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจากน้ำท่วมในพื้นที่ รวมทั้งรายงานการเตรียมความพร้อมด้านน้ำและการป้องกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง

ข้อมูลจากสถานีอุตุนิยมวิทยาสุพรรณบุรีและการติดตามแนวโน้มน้ำจากโครงการชลประทานสุพรรณบุรี ต่างยืนยันว่าขณะนี้มีการปรับระดับน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น 1,200-1,500 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง

โดยสรุป ที่ประชุมได้ตกลงในประเด็นสำคัญ เช่น การบริหารจัดการน้ำในเชิงพื้นที่ การช่วยเหลือเกษตรกร การเสริมคันดิน และการขุดลอกผักตบชวา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ พร้อมกับเตรียมแผนและทรัพยากรให้พร้อมช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

การเตรียมพร้อมรับมือสาธารณภัยควรเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน เพราะเช่นเดียวกับพื้นที่สุพรรณบุรีที่เดินหน้าอย่างเป็นระบบเพื่อรับมือกับปัญหาน้ำท่วม

ที่มา – ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินถล่มจังหวัดสุพรรณบุรี ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ

‘ธีรรัตน์’ เผย ดูแลประชาชนตามชายแดนทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวานิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเต็มที่ และไม่หยุดนิ่งในการดูแล ‘ดูแลประชาชนตามชายแดนทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ’ อย่างครอบคลุม

นางสาวธีรรัตน์ กล่าวว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ รัฐบาลได้ทบทวนสถานการณ์และเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันที ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยา ซ่อมแซมบ้านเรือน และสนับสนุนสิ่งจำเป็นต่อชีวิต เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่แตกต่างจากภัยธรรมชาติโดยทั่วไป

‘ดูแลประชาชนตามชายแดนทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ’ อย่างเป็นรูปธรรม

จากการสำรวจความเสียหายในหลายพื้นที่ชายแดน เช่น สุรินทร์ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายหลายร้อยหลัง กระทรวงมหาดไทยได้ประสานงานกับภาคเอกชนเพื่อจัดหาบ้านน็อคดาวน์ให้ประชาชนในพื้นที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว พร้อมทั้งเร่งดำเนินการซ่อมแซมบ้านให้เสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น

มาตรการช่วยเหลือตามสถานการณ์

“นอกจากการซ่อมแซมบ้านแล้ว รัฐบาลยังได้อนุมัติวงเงินช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม สำหรับครัวเรือนที่ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิง เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ยากลำบาก” นางสาวธีรรัตน์ กล่าวเสริม พร้อมทั้งแจ้งว่าหากมีการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าย้อนหลัง ทางราชการก็จะทำงานร่วมกับการไฟฟ้าเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักลบหนี้ในเดือนถัดไปได้

นางสาวธีรรัตน์ กล่าวอีกว่ารัฐบาลตระหนักดีว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้แตกต่างจากภัยพิบัติธรรมชาติทั่วไป เนื่องจากมีลักษณะการอพยพของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถใช้เกณฑ์การเยียวยาเดิมได้อย่างแท้จริง จึงได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเยียวยาเป็นกรณีพิเศษ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

  • ช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ สำหรับครัวเรือนที่อพยพ
  • ซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายจากเหตุการณ์
  • ให้ที่อยู่อาศัยชั่วคราวกับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ
  • เปลี่ยนแปลงเกณฑ์ช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ทั้งนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนว่า ‘ดูแลประชาชนตามชายแดนทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ’ ต้องไม่มีใครตกขบวน และทุกคนจะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม รวดเร็ว ยุติธรรม และเป็นธรรม

การดูแลประชาชนในยามยากเป็นภารกิจที่สำคัญของภาครัฐ ซึ่งในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความรับผิดชอบของรัฐบาลในการจัดการกับสถานการณ์ภัยรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘ธีรรัตน์’ เผย ดูแลประชาชนตามชายแดนทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ

Lifestyle Asia 50 Icons ยกย่อง 50 ไอคอนคนดังแห่งปี

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สำหรับการประกาศรางวัล “Lifestyle Asia 50 Icons” ซึ่งจัดขึ้นโดย Lifestyle Asia Thailand เพื่อเชิดชู 50 บุคคลชาวไทยที่สร้างอิทธิพลทั้งในและต่างประเทศ โดยคัดเลือกอย่างพิถีพิถันจากทีมบรรณาธิการ แบ่งเป็น 7 หมวดหมู่ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์, ความทุ่มเท และแรงบันดาลใจในระดับโลก

Lifestyle Asia 50 Icons คืออะไร?

Lifestyle Asia 50 Icons เป็นงานที่จัดขึ้นมาเพื่อระดมรวมผู้สร้างแรงบันดาลใจในหลากหลายวงการ ทั้งบันเทิง เพลง อาหาร และอินฟลูเอนเซอร์ระบบรางวัลดีไซน์เพื่อโชว์ศักยภาพรุ่นใหม่ ที่มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นไอคอนระดับโลก ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Bridging Worlds, Breaking Boundaries” ที่เน้นให้เห็นอิทธิพลทางวัฒนธรรมและผลกระทบในวงกว้าง

บรรยากาศงานประกาศรางวัล Lifestyle Asia 50 Icons

งานจัดในวันที่ 19 สิงหาคม ณ 515 Victory โดยร่วมฉลองความสำเร็จของเหล่าไอคอน ภายใต้การดำเนินรายการของพิธีกรมากความสามารถอย่าง “โก้ – วศิน อัศวนฤนาท” และมีการแสดงต้อนรับจาก “จีน่า – ญีนา ซาลาส” และ “แอม – สรรเพชญ์ คุณากร” ก่อนประกาศรางวัลในแต่ละหมวดหมู่

นอกจากนี้ยังมีการแสดงช่วงพักครึ่งจาก Yourmood ที่ได้รับรางวัล Artist Award ปี 2024 และปิดงานอย่างสุดยิ่งใหญ่ด้วย DJ set สุดพิเศษจาก DJ Tiito มอบบรรยากาศแห่งความบันเทิงให้แก่แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน

  • Global Icons – นักแสดงและศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก
  • Entertainment Leaders – ผู้นำวงการบันเทิงไทย
  • Rising Icons – ดาวรุ่งที่เตรียมก้าวสู่ระดับโลก
  • Music Innovators – นักดนตรีและศิลปินที่ขับเคลื่อนวงการเพลง
  • Creative Pioneers – อินฟลูเอนเซอร์และผู้สร้างเนื้อหาที่โดดเด่น
  • Next-Gen Changemakers – วัยรุ่นผู้มีอิทธิพลในยุคใหม่
  • Culinary Masters – เชฟและผู้สร้างแรงบันดาลใจด้านอาหาร

ใครเป็นผู้กำหนด 50 ไอคอนคนดัง?

ผู้ที่คัดเลือก Lifestyle Asia 50 Icons ในปีนี้คือทีมบรรณาธิการของ Lifestyle Asia Thailand ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีความสมดุลย์และเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เป็นอย่างดี สำหรับบางหมวด เช่น Global Icons ทางบริษัทมีตัวชี้วัดจากผลงานและความนิยมในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน

“บียอร์น เรททิก” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบอร์ด้า ลักซ์ชัวรี่ กล่าวว่า “Lifestyle Asia 50 Icons ไม่ใช่แค่การยกย่องคนดัง แต่เป็นการเปิดพื้นที่เพื่อพัฒนารุ่นใหม่ สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ให้สามารถเดินหน้าสู่ความสำเร็จได้ในอนาคต”

เรามองเห็นความแตกต่างของวงการความบันเทิงในปัจจุบัน และเข้าใจว่าอินฟลูเอนเซอร์ยุคใหม่ไม่ได้จำกัดวงการเพียงใด แต่กำลังเติบโตข้ามสายงานจนเกือบไม่มีขอบเขตระหว่างดาราและ KOL ต่อกันเลย ดังนั้น Lifestyle Asia 50 Icons จึงมีความหมายอย่างยิ่งในฐานะเวทีสร้างแรงบันดาลใจในเอเชีย

ผลงานของเหล่าผู้ได้รับรางวัลในครั้งนี้น่าทึ่งทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เชฟที่เปิดร้านอาหารสุดฮิต มีแรงสนับสนุนจากลูกค้าจำนวนมาก หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามนับล้านและกลายเป็นผู้ผลิตเนื้อหาที่สร้างอิทธิพลทางสังคมอย่างแท้จริง

สิ่งนี้ยืนยันว่า Lifestyle Asia 50 Icons ไม่เพียงรวบรวมคนดังเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักสำคัญให้พวกเขาเติบโตและมีบทบาทมากขึ้นในวงกว้างทั้งในไทยและเอเชีย

หากคุณยังไม่ได้ตามผลงานของเหล่า ICONS รุ่นล่าสุด เราขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารและกิจกรรมจาก Lifestyle Asia เพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวของเหล่าผู้สร้างแรงบันดาลใจในปีนี้และอนาคตอันใกล้

ที่มา – ‘Lifestyle Asia 50 Icons’ ยกย่อง 50 ไอคอนคนดังแห่งปี บุคคลต้นแบบผู้สร้างแรงบันดาลใจ

เสี่ยอ้วนส่งทนายแจ้งเอาผิดหมอวรงค์ฐานหมิ่นประมาท

กรณี ‘เสี่ยอ้วน’ หรือนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบอำนาจให้ทนายธงชัย พรเศรษฐ์ และทนายกณวรรธน์ อรัญ เข้าพบพ.ต.อ.ธนพล กลิ่นเกษร ผู้กำกับกองสน.พญาไท เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษนายวรงค์ เดชกิจวิกรม หรือหมอวรงค์ ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และข้อหาเกี่ยวกับพรบ.คอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นั้น ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและมีความซับซ้อนภายใต้กรอบของกฎหมายและสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างยิ่ง

เสี่ยอ้วนส่งทนายแจ้งเอาผิดหมอวรงค์ฐานหมิ่นประมาท

จากเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กทม. ซึ่งหมอวรงค์ เคยขึ้นปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์ นายภูมิธรรม ในหลายประเด็น รวมถึงเรื่องส่วนตัวและสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

ทนายธงชัย พรเศรษฐ์ เผยว่า การปราศรัยของหมอวรงค์ มีเนื้อหาที่เกินขอบเขตการวิพากษ์วิจารณ์ จนอาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และมีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จผ่านระบบคอมพิวเตอร์ จึงได้มอบหมายให้ทีมทนายดำเนินการทางกฎหมายทันที โดยยื่นความร้องทุกข์ทั้งในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

การฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท

ในส่วนของข้อหาหมิ่นประมาทในเชิงส่วนตัวนั้น ขึ้นอยู่กับดุลตัดสินของนายภูมิธรรม ว่าจะดำเนินคดีต่อหรือไม่ ขณะที่ในส่วนข้อหาพรบ.คอมพิวเตอร์ เป็นอาญาแผ่นดิน ขึ้นอยู่กับดุลตัดสินของพนักงานสอบสวน ทนายธงชัย กล่าวว่า การวิพากษ์วิจารณ์ใครบางคนเป็นเรื่องปกติ แต่หากทำเกินจริงหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ก็จำเป็นต้องมีการปกป้องสิทธิตามกฎหมาย

  • ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
  • ข้อหาเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ

ทนายระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งความเพิ่มเติมกับบุคคลอื่น แม้ก่อนหน้านี้จะมีหลายแกนนำและนักเคลื่อนไหวที่ขึ้นปราศรัยร่วมกันในบริเวณเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเป็นผู้ร่วมสนับสนุนหรือกระทำความผิดร่วมกัน ก็จะต้องดำเนินคดีต่อไปตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการใช้กฎหมายเพื่อปกป้องประชาชนในความเชื่อมั่นต่อผู้มีอำนาจ และการชั่งน้ำหนักระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการแพร่ข่าวที่เป็นเท็จหรือร้ายแรง มันเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรระมัดระวังและให้ความสำคัญกับจริยธรรมสื่อ

หากคุณคิดจะแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย อย่าลืมตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ดี และเคารพสิทธิของผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อสังคมจะทำให้สังคมนี้ดีขึ้น

ที่มา – ‘เสี่ยอ้วน’ ส่งทนายแจ้งเอาผิด ‘หมอวรงค์’ หมิ่นประมาท หลังร่วมปราศรัย ‘กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ’

แผ่นดินไหว 7.5 แมกนิจูดที่ช่องแคบเดรก ชิลีเฝ้าระวังสึนามิ

เมื่อไม่นานมานี้ โลกได้สั่นสะเทือนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่มีขนาดถึง 7.5 แมกนิจูด บริเวณช่องแคบเดรก (Drake Passage) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เชื่อมระหว่างมหาสมุตรแอตแลนติกใต้กับมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวตั้งอยู่ลึกลงไปใต้พิภพทะเลราว 10.8 กิโลเมตร สร้างความหวั่นไหวให้แก่ประเทศชิลีที่อยู่ใกล้เคียง

แผ่นดินไหว 7.5 แมกนิจูดที่ช่องแคบเดรก ชิลีเฝ้าระวังสึนามิ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา (USGS) ได้รายงานอย่างเป็นทางการถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวดังกล่าวที่เกิดขึ้นในเวลา 22.16 น. ตามเวลาท้องถิ่นของชิลี หรือประมาณ 09.16 น. ของวันศุกร์ตามเวลาประเทศไทย การสั่นสะเทือนครั้งนี้เป็นเหตุให้ศูนย์เตือนภัยสึนามิในมหาสมุทรแปซิฟิก (PTWC) เร่งดำเนินการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เหตุผลที่ต้องเฝ้าระวัง

แม้ว่าช่องแคบเดรกจะเป็นเพียงทางแคบที่เชื่อมต่อระหว่างสองมหาสมุทร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสน้ำของโลกทั้งใบ หากมีการเปลี่ยนแปลง เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ อาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการไหลของน้ำมหาสมุทร จนกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโดยรวมได้

ปัจจุบัน หลายหน่วยงานทั้งในประเทศชิลีและระดับนานาชาติกำลังติดตามพฤติกรรมของโอเชียนและการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก โดยเฉพาะบริเวณที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดสึนามิ การระวังภัยล่วงหน้าถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

  • แผ่นดินไหวขนาด 7.5 แมกนิจูดถือว่ารุนแรง
  • จุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปใต้ทะเล 10.8 กิโลเมตร
  • บริเวณช่องแคบเดรกเป็นเส้นทางสำคัญของกระแสน้ำโลก
  • ระบบเฝ้าระวังสึนามิอยู่ในสภาวะพร้อมปฏิบัติการ

เหตุการณ์ในครั้งนี้เตือนใจให้เราได้ตระหนักถึงพลังของธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมความพร้อมทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อความอยู่รอด

ความเข้าใจเกี่ยวกับแผ่นดินไหวและการป้องกันภัยจากสึนามิควรเป็นเรื่องสำคัญของทุกคนที่อยู่อาศัยใกล้ชายฝั่ง รวมถึงประชาชนที่สนใจเรื่องธรณีวิทยาและสิ่งแวดล้อมด้วย

หากคุณวางแผนไปเยือนหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงพื้นที่เสี่ยง ควรศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิ เพื่อรักษาความปลอดภัยของตนเองและคนรอบข้างไว้เสมอ

ช่องแคบเดรก แม้จะดูเป็นพื้นที่ห่างไกล แต่ก็สามารถส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสภาพอากาศทั่วโลกได้ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับข่าวสารและความเคลื่อนไหวจากธรรมชาติในพื้นที่เหล่านี้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ

ที่มา – แผ่นดินไหว 7.5 แมกนิจูดที่ช่องแคบเดรก ชิลีเฝ้าระวังสึนามิ

สกสค.จับมือแจ่มจันทร์ เสริมสวัสดิการลดค่าครองชีพให้ครู

เมื่อวันที่ 22 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จังหวัดกรุงเทพมหานคร นำโดย นางดารุณี ดงทอง ศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และกรรมการ สกสค.กรุงเทพมหานคร รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค.กรุงเทพมหานคร ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท แจ่มจันทร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและสปาเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ทั้งหมดของแจ่มจันทร์สมุนไพร เพื่อมอบสิทธิพิเศษส่วนลด 20% สำหรับสินค้าและบริการ แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ

สกสค.จับมือแจ่มจันทร์ เสริมสวัสดิการให้ครู

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้โครงการ “จัดสวัสดิการส่วนลดค่าครองชีพ” ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของ สกสค. ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วย减轻ภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ โดยปัจจุบัน สกสค. มีสวัสดิการครอบคลุมกว่า 16 รายการ รวมถึงร้านค้าสวัสดิการกว่า 1,300 แห่งที่ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 50% ตลอดจนหอพักสวัสดิการในใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีผู้เข้าพักปีละนับแสนคน

นอกจากนี้ยังมีโครงการ ช.พ.ค.–ช.พ.ส. ที่ให้ความช่วยเหลือครอบครัวครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสียชีวิตด้วยเงินสงเคราะห์ขั้นต่ำ 9 แสนบาท โดยในปี 2568 เพียงปีเดียว มีการจ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วกว่า 4,160 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สกสค. ในการ สกสค.จับมือแจ่มจันทร์ เพื่อสร้างสวัสดิการที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

แจ่มจันทร์เปิดให้บริการสุขภาพสำหรับครู

นางธนิดา เจิมประไพ ประธานบริหาร บริษัท แจ่มจันทร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความตั้งใจที่จะสนับสนุนครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วยบริการที่มีคุณภาพและราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้ครูผู้เป็นกำลังสำคัญของชาติ ได้ดูแลสุขภาพกายใจอย่างเต็มที่ “เราเชื่อว่าครูที่มีสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี จะสามารถส่งเสริมการศึกษาของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

ด้วยการ สกสค.จับมือแจ่มจันทร์ นี้ จึงเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของครูไทยในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ พักผ่อน หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

สกสค. ย้ำพันธกิจตามสโลแกน “ลดภาระ ดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความสุข” และพร้อมเดินหน้าสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนต่อไป เพื่อให้ครูไทยทั่วประเทศได้รับสวัสดิการที่ครอบคลุมและยั่งยืน

หากคุณเป็นครูหรือบุคลากรทางการศึกษา อย่าพลาดโอกาสใช้สิทธิประโยชน์จากความร่วมมือระหว่าง สกสค. และแจ่มจันทร์ โดยสามารถใช้ส่วนลด 20% นี้ได้ที่สาขาแจ่มจันทร์ทั่วประเทศ

ที่มา – สกสค.จับมือ ‘แจ่มจันทร์’ เสริมทัพสวัสดิการ มอบส่วนลดค่าครองชีพแก่ครูทั่วประเทศ