ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สตม.เพิกถอนตรวจลงตราให้นศ.ต่างชาติอยู่ไทยที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์อว. เกือบ 10,000 ราย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าประชุมร่วมกับพันตำรวจเอก ยศเอก รักษาสุวรรณ รองผู้บังคับการอำนวยการ รักษาการแทนผู้บังคับการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) สำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติ ตามประกาศของกระทรวง อว. ฉบับปี 2568

สตม.เพิกถอนตรวจลงตราให้นศ.ต่างชาติอยู่ไทย ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์อว.

ในการประชุมร่วมระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว. และ สตม. ได้มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลนักศึกษาชาวต่างชาติที่เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรระยะสั้น เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาต้องรายงานสถานะการเรียนการสอนและการเข้าเรียนของนักศึกษาให้ สป.อว. ทราบ และส่งต่อให้ สตม. ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาการตรวจลงตราและอนุญาตให้นักศึกษาอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว โดยเพื่อป้องกันการใช้ VISA นักศึกษาเพื่อทำงานผิดกฎหมาย

หลักสูตรระยะสั้นที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์

ตั้งแต่ประกาศหลักเกณฑ์และแนวทางการจัดสอนหลักสูตรระยะสั้นสำหรับนักศึกษาต่างชาติของ อว. มีผลบังคับใช้ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งได้นำส่งข้อมูลนักศึกษาต่างชาติที่ลงทะเบียนในหลักสูตรระยะเวลาสั้นซึ่งไม่เป็นไปตามข้อกำหนดดังกล่าวให้กับ สตม. ซึ่งหน่วยงานนี้ได้ดำเนินการเพิกถอน Visa ของนักศึกษาที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ไปแล้วจำนวนเกือบ 10,000 ราย

  • นักศึกษาต่างชาติ
  • หลักสูตรระยะสั้นของอว.
  • การตรวจลงตรา (Visa)
  • แนวทางการจัดการเรียนการสอน

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่าในเดือนกันยายน 2568 จะมีการจัดประชุมเพื่อชี้แจงให้สถาบันอุดมศึกษาเข้าใจระบบทะเบียนนักศึกษาต่างชาติอย่างถูกต้อง โดยต้องส่งข้อมูลการจัดการเรียนการสอนและรายงานความก้าวหน้าของนักศึกษาเป็นประจำผ่านระบบฐานข้อมูลออนไลน์ที่กำหนด

การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นการปฏิรูปที่สำคัญเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาและป้องกันการใช้ระบบวีซ่านักศึกษาเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ไม่ใช่การศึกษาอย่างแท้จริงให้กับนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย

ที่มา – สตม.เพิกถอนตรวจลงตราให้นศ.ต่างชาติอยู่ไทย ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์อว. เกือบ 10,000 ราย

12 คนไทยไปกัมพูชาน่าสงสัย บอกมาทำงานตลาดโรงเกลือ แต่ถูกจับที่ไร่อ้อย จ.สระแก้ว

เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารได้ทำการสกัดจับกลุ่มคนไทยจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยชาย 6 คน และหญิง 6 คน ขณะที่กำลังเดินเท้าอยู่ในไร่อ้อยที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยทั้งหมดมีสัมภาระและบอกว่ากำลังเดินทางไปยังกัมพูชา

12 คนไทยไปกัมพูชาน่าสงสัย

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทั้งหมดอ้างว่าได้รับการชักชวนจากกลุ่มผ่านเพจเฟซบุ๊กว่ามีงานทำในตำแหน่งต่าง ๆ ด้านหลังตลาดโรงเกลือ โดยไม่ต้องเสียค่าเดินทาง ทั้งที่เรื่องราวไม่มีการอธิบายรายละเอียดอย่างชัดเจนมาก่อนเดินทาง

เมื่อมาถึงจุดนัดหมายที่ อ.อรัญประเทศ มีผู้คนมารับและพาไปพักที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง จากนั้นมีรถกระบะมารับและพาเดินทางไปยังแนวชายแดน ก่อนจะสั่งให้พวกเขาเดินเข้าไปในไร่อ้อยเพื่อรอคนมารับส่งข้ามแดน

ว่าการถูกชักชวนไปทำงาน

แต่ไม่ทันจะมีการติดต่อ เจ้าหน้าที่ทหารก็เข้ามาควบคุมตัว คนกลุ่มนี้ ซึ่งขัดกับแผนที่พวกเขาบอกว่าจะทำงานจริง ๆ ที่กัมพูชา นั่นทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความสงสัยว่า เป็นเรื่องของแรงงานผิดกฎหมายหรือกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง

แม้ว่าคนทั้ง 12 จะให้การว่าตัวเองถูกชักชวนไปทำงานที่กัมพูชา แต่สถานที่ที่พวกเขาว่าจะทำงานกลับอยู่ในบริเวณที่ไม่ใช่ตลาดโรงเกลือ ตามที่ให้การไว้ ซึ่งส่อให้เห็นถึงความไม่จริงของข้อความและการวางแผนล่วงหน้าอย่างชัดเจน

  • คนกลุ่มนี้ถูกชักชวนผ่านทางโซเชียลมีเดีย
  • สัญญาว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  • เจ้าหน้าที่สงสัยว่ามีเจตนาร้าย
  • ทั้งหมดถูกสอบสวนโดยกองร้อยทหารพรานที่ 1206

สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนไทยถูกชักชวนไปต่างประเทศภายใต้ข้ออ้างงานง่าย และผลักดันให้เข้าไปในสถานที่ไม่ปลอดภัย หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของกลุ่มที่ไม่ประสงค์ดี

ผู้ที่วางแผนเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ควรตรวจสอบรายละเอียดงานอย่างถี่ถ้วน ตรวจสอบความถูกต้องของแหล่งข้อมูล และระมัดระวังกับข้อเสนอที่ดูน่าสนใจเกินจริง มิฉะนั้นอาจตกเป็นเหยื่อหรือแม้กระทั่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมดไปสอบสวนเพิ่มเติมที่กองร้อยทหารพรานที่ 1206 ก่อนส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีอย่างถูกกฎหมาย เรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุด และขอเตือนให้ประชาชนรอบคอบในการตัดสินใจ

ที่มา – 12 คนไทยอยากไป ‘กัมพูชา’ อ้างทำงานตลาดโรงเกลือ เจอทหารสกัดจับคาไร่อ้อย จ.สระแก้ว

วัดสามัคคีธรรมจัดงานวันกตัญญูบูชา 96 ปี ชาตกาลหลวงปู่หล่ำ

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา วัดสามัคคีธรรม ได้จัดพิธี วันกตัญญูบูชา 96 ปี ชาตกาล ‘หลวงปู่หล่ำ สิริธมฺโม’ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ลูกศิษย์และศาสนิกชนทั่วไปร่วมกันระลึกถึงพระคุณของพระเกจิชื่อดังท่านนี้ โดยมีกำหนดการที่สำคัญดังนี้

วัดสามัคคีธรรมจัดงานวันกตัญญูบูชา 96 ปี ชาตกาลหลวงปู่หล่ำ

ในช่วงเวลา 09.00 น. เริ่มด้วยพิธีมอบทุนการศึกษา ตลอดจนฉลองเปรียญธรรมในเขตบางกะปิและวังทองหลาง ตามด้วยเวลา 10.30 น. เมื่อพระสงฆ์ร่วมกันสวดพระพุทธมนต์ขานรับขวัญบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นเวลา 11.00 น. ร่วมกันถวายภัตตาหารเพล และเสร็จสิ้นพิธีสำคัญเวลา 12.00 น. ด้วยการยกช่อฟ้ามณฑปหลวงปู่หล่ำ พร้อมบรรจุกรุพระของท่านลงบนยอดมณฑป

มณฑปบูรพาจารย์ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม

มณฑปที่วัดสามัคคีธรรมกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่นี้ เป็นอาคาร 3 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีความหมายสำคัญดังนี้ ชั้นบนสุดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ชั้น 2 ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แบบจำลองทั่วประเทศ และชั้นล่างสุดเป็นสถานที่ประดิษฐานสรีระสังขารหลวงปู่หล่ำ ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาสามารถเข้าไปกราบไหว้ได้ทุกวันเวลา 08.00 – 17.00 น.

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมพิธีหรือกราบบูชา สามารถเตรียมสิ่งที่ลูกศิษย์ทั่วไปมักนำมาถวาย เช่น พานขันธ์ 5 พร้อมน้ำมันดอกไม้ขาว (แป๊ะฮวยอิ้ว) เพื่อแสดงความศรัทธา นอกจากนี้ หากมีความต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับวัตถุมงคลที่หลวงปู่หล่ำได้เสกสร้างไว้ สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 02-5387-4259, 086-882-4851 ไลน์ samakkee1 หรือติดตามเพจวัดสามัคคีธรรมหลวงปู่หล่ำ

หลวงปู่หล่ำ สิริธมฺโม หรือชื่อเดิม พระครูสิริธรรมรัตน เป็นพระเกจิผู้ทรงคุณูปการอย่างยิ่งต่อวงการพุทธศาสนา พระท่านเคยเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเผย วัดบางหญ้าแพรก และสืบทอดวิชาพิเศษจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อีกทั้งยังเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อครื้น วัดสังโฆ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวิทยาคมในการสร้างเครื่องรางของขลัง ไม่ว่าจะเป็นยันต์ ผ้าประเจียด และตะกรุด โดยเฉพาะการสร้างตุ๊กแกที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากวิชาของหลวงพ่อครื้น

วัดสามัคคีธรรมไม่เพียงแค่เป็นสถานที่บูชาทางศาสนา แต่ยังเป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณและความศรัทธาของประชาชนผู้มีจิตศรัทธาหลายพันชีวิต ไม่ว่าจะตามโอกาสพิธีสำคัญ เช่น พิธีกตัญญูบูชาในปีนี้ หรือการเข้ากราบสรีระสังขารของหลวงปู่หล่ำตลอดทั้งปี

หากคุณมีโอกาสผ่านไปทางวังทองหลาง หรือต้องการสักการะบูชาองค์พระเกจิท่านสำคัญ อยากให้ลองแวะไปสักการะ วัดสามัคคีธรรม และสัมผัสความศักดิ์สิทธิ์ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยศรัทธาและความสงบ เพราะหากแต่ละครั้งที่คุณมาเยือน ท่านจะตอบแทนด้วยพรและเมตตาอย่างแน่นอน

ที่มา – ‘วัดสามัคคีธรรม’ จัดงานวันกตัญญูบูชา 96 ปี ชาตกาล ‘หลวงปู่หล่ำ สิริธมฺโม’

เมืองไทยเจอกับด่านใหญ่แอนตาร์ศึกONEลุมพินี126

เตรียมลุ้นกันให้ดี เพราะศึก ONE ลุมพินี 126 ที่จะมาแรงในวันศุกร์ที่ 26 กันยายนนี้ ถือเป็นด่านใหญ่ครั้งสำคัญของ เมืองไทย พีเค.แสนชัย เมื่อเจอกับ แอนตาร์ คาเซม นักชกฝรั่งเศส/เบลารุส ที่มีท่าทางจ๋าและอาวุธหนักอย่างเห็นได้ชัด

เมืองไทยเจอกับด่านใหญ่แอนตาร์ศึกONEลุมพินี126

เมืองไทย หรือ “ขุนศอกผีดิบ” ที่มีอายุ 31 ปี เป็นนักชกบุรีรัมย์ผู้มีประสบการณ์สูง และเคยเก็บชัยชนะต่อเนื่องมาหลายไฟต์ แถมบางไฟต์ยังจบไว้ก่อนครบยก อย่างเช่น การเอาชนะ “เสกสรร อ.ขวัญเมือง” เรียกได้ว่าเวิร์กหนักไม่แพ้กัน

แม้ชื่อเสียงจะสูง แต่ในไฟต์นี้เป็นการเผชิญหน้ากับ แอนตาร์ ที่สูงถึง 183 ซม. และเพิ่งโชว์ฟอร์มร้อนแรงจากการน็อก พันฤทธิ์ ได้สำเร็จ การที่ทั้งสองอยู่ในฟอร์มดี ไม่มีใครเป็นรองใคร ยิ่งทำให้ไฟต์นี้ดูอร่อยและตื่นเต้นมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่าย

ด้าน เมืองไทย ตอนนี้มีสถิติชนะถึง 10 จาก 14 ไฟต์ในศึก ONE กับการฝ่าฟันนักชกต่างชาติได้ 6 ครั้ง แม้จะไม่ได้เสมอต้นเสมอปลาย แต่ความสามารถในการปิดเกมถึง 2 ครั้งที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความเฉียบขาดของเขามากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่น

โดย แอนตาร์ เองก็ไม่ใช่ตัวเล่นเล็ก เพราะถึง 6 ชัยชนะจาก 9 ไฟต์ และมีการน็อกคู่ต่อสู้ชาวไทย 3 ราย ล่าสุดเขาปิดเกมน็อก พันฤทธิ์ สะท้านเวที ทำสถิติไร้พ่าย 4 ไฟต์รวดอย่างน่าทึ่ง หากเขาสามารถเอาชนะ เมืองไทย ได้ จะถือว่าเดินหน้าสู่เวทีระดับโลกได้ตามเป้าหมายแน่นอน

ศึกนี้จึงกลายเป็นการสัมผัสที่ยากอีกครั้งสำหรับ เมืองไทย ที่ต้องกระหน่ำเต็มพิกัด ต้องใช้อิทธิพลและประสบการณ์เป็นตัวเดินหน้าเผชิญกับความเย่าผู้พิชิตจากยุโรป

แฟนมวยทั่วประเทศเตรียมเวทีชี้ชะตา ในไฟต์ที่ใครก็คาดเดาผลไม่ได้ สอนรักษาและลุ้นไปด้วยกันเต็มสนาม กับการปะทะครั้งสำคัญ วันศุกร์ที่ 26 กันยายนนี้ ตั้งเวลาชมตั้งแต่ 19.30 น. เป็นต้นไป

ทั้งนี้ใครพลาดไม่ได้แล้ว เดินทางไปสนามลุมพินี หรือรับชมการถ่ายทอดสดทาง ช่อง 7HD กด 35 ตั้งแต่ 20.30 น. ได้เลย

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของศึก ONE ลุมพินี 126 ได้ที่ เฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand, เว็บไซต์ ONEFC.com รวมถึง TikTok & อินสตาแกรม @ONEChampTH

การเจอกันครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการตั้งตาลุ้นในแง่การแข่งขันเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางของแรงบันดาลใจ การเติบโต และความทะเยอทะยานของทั้งสองฝ่าย ใครจะไปต่อได้ถึงยกสุดท้าย และใครจะเป็นฝ่ายคว้าชัยไปในที่สุด ทุกสายตามัวช้าคลิกไม่ได้!

เก็บตากับศึกหนึ่งในปีนี้ เริ่มแล้ววันศุกร์ที่ 26 กันยายน!

ที่มา – “เมืองไทย” เจอด่านใหญ่ “แอนตาร์” ศึก ONE ลุมพินี 126

“เนวิลล์” เผยเรื่องน่าห่วงที่อาจทำให้ “อาร์เซนอล” ไม่ได้แชมป์

แกรี เนวิลล์ ตำนานนักเตะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีโอกาสสูงสุดในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตาม เขาได้เปิดเผยว่ามีประเด็นสำคัญบางอย่างที่น่าห่วง ซึ่งอาจทำให้อาร์เซนอลพลาดแชมป์อีกครั้ง ทั้งที่มีผลงานที่ดูมั่นคงกว่าในเกมรับ

“เนวิลล์” เผยเรื่องน่าห่วงที่อาจทำให้ “อาร์เซนอล” ไม่ได้แชมป์

เนวิลล์ กล่าวอย่างเปิดเผยว่า อาร์เซนอลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะด้านเกมรับ ที่ตอนนี้ถือว่าทำได้ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก และน่าจะทำให้พวกเขาชนะหากสามารถรักษาผลต่างประตูไว้ได้ แต่ปัญหาคือความสามารถในการทำประตูให้มากพอในทุกเกม

“ผมคิดว่าเกมรับของอาร์เซนอลในตอนนี้น่าทึ่งมาก แค่สองสามปีก่อนพวกเขาเพิ่งผ่านช่วงที่เสียประตู และไม่สามารถรักษาผลเสมอได้ แต่ตอนนี้พวกเขาน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ทีมที่คุณสามารถเชื่อได้ว่าเมื่อพวกเขาขึ้นนำ พวกเขาจะรักษากันได้ดี” เนวิลล์เสริม

คำถามสำคัญ – พวกเขาจะทำประตูได้มากพอหรือไม่?

กุนซือและนักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า ทำประตูได้มากไม่ใช่แค่ปัจจัยสำคัญ แต่เป็นปัจจัยที่ตัดสินแชมป์ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับทีมระดับท็อปอย่างลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ซิตี ที่มักมีจำนวนประตูสูงกว่าทีมอื่นเสมอ แต่สำหรับอาร์เซนอล เรื่องนี้กลับยังเป็นจุดตั้งคำถาม

“จนถึงตอนนี้ มาร์ติน โอเดการ์ด ฟอร์มดี แต่เขาจะยิงได้มากกว่านี้หรือไม่? ส่วนกาเบรียล มาร์ติเนลลี ฟอร์มดูตกลงบ้าง มีความเสี่ยงว่าจะไม่ใช่นักทำประตูเสถียร และวิคเตอร์ โยเคอเรส เขาจะทำประตูได้ถึง 20 ลูกหรือไม่? นี่คือคำถามสำคัญ” อดีตกัปตันแมนฯยูไนเต็ดกล่าว

สิ่งที่เนวิลล์พยายามสรุปก็คือ อาร์เซนอลอาจจะมีเกมรับที่เยี่ยมที่สุดในลีก แต่ถ้าเปรียบกับทีมที่ทำประตูได้มากกว่า เช่น แมนฯ ซิตี แม้พวกเขาจะชนะในเกมรับได้ก็ตาม แต่ยังต้องพึ่งพิงการจบสกอร์สูง ซึ่งคู่แข่งทำได้ดีกว่าสามปีซ้อน

  • จุดแข็งของทีม: อาร์เซนอลรักษาผลต่างประตูได้ดีขึ้นมาก
  • จุดอ่อน: ความสม่ำเสมอในการทำประตูยังไม่แน่นอน
  • ข้อกังวลหลัก: อาร์เซนอลอาจยังขาดผู้เล่นแบบแฮร์รี่ เคนที่ทำ 25+ ประตูได้ต่อฤดูกาล

ดังนั้น แม้อาร์เซนอลจะเป็นทีมที่น่าทึ่งในเกมรับและการควบคุมเกม แต่การคว้าแชมป์ครั้งใหญ่ของพวกเขา อาจต้องรอให้พวกเขาตอบโจทย์ในช่วงจบสกอร์มากกว่านี้อีก

จากความคิดเห็นของเนวิลล์ เห็นได้ว่า “เนวิลล์” เผยเรื่องน่าห่วงที่อาจทำให้ “อาร์เซนอล” ไม่ได้แชมป์ อยู่ที่การตีแผ่นหนักแน่น ไม่ใช่แค่การป้องกัน แต่ต้องสามารถยิงได้แม่นยำในเกมรุกด้วย

ที่มา – “เนวิลล์” เผยเรื่องน่าห่วงที่อาจทำให้ “อาร์เซนอล” ไม่ได้แชมป์

รวบหนุ่มแสบอ้างเป็นรองผู้การ 7 หลอกไถเงินบริจาคช่วยเด็กบนดอย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผู้กำกับสถานีสืบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติเขต 7 (บก.น.7) สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล 7 เข้าจับกุมตัว “หนุ่มแสบอ้างเป็นรองผู้การ 7” ซึ่งเป็นชายชื่อนายจักรพงษ์ อายุ 38 ปี ได้ที่บริเวณใต้สะพานคนข้ามใกล้แยกวงเวียนใหญ่ ถนนเพชรเกษม กทม. ซึ่งหลังการสืบสวนพบว่าเขามีพฤติกรรมหลอกลวงผู้อื่นเพื่อหว่านเงินผ่านการปลอมแปลงตัวตน

หนุ่มแสบอ้างเป็นรองผู้การ 7

จากการสอบสวน เจ้าหน้าที่พบว่า หนุ่มแสบอ้างเป็นรองผู้การ 7 โดยใช้บัญชีไลน์ปลอม เปลี่ยนชื่อเป็น พ.ต.อ.ชัยพล เอกกุล รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 (รอง ผบก.น.7) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงขอรับเงินบริจาคจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยอ้างว่าจะนำเงินไปเป็นค่าอาหารให้ เด็กบนดอย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หลงเชื่อ

เพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมเสีย

จากการสืบสวนเชิงลึก พบว่า offender มีประวัติในการก่อเหตุลักษณะเดียวกันหลายครั้ง ก่อนหน้านี้เคยแอบอ้างเป็นตำรวจสืบสวนบังคับการนครบาล 7 และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมทั้งใช้บัตรคล้องคอปลอมเพื่อเข้าไปในร้านอาหารย่านเอเชียทีค เพื่อขอตรวจสอบแรงงานต่างด้าว และได้เรียกรับเงินค่าอาหาร 5,000 บาท ซึ่งเคยถูกจับกุมเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา แต่หลังจากประกันตัวออกมาก็กลับไปก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง

  • ใช้บัญชี impersonate เป็น พ.ต.อ.ของหน่วยงาน
  • พยายามเบี้ยวเบี่ยงเพื่อขอรับเงินบริจาค
  • มีประวัติทำพฤติกรรมทำนองเดียวกัน
  • กลับมาก่อเหตุหลังจากประกันตัว

เจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสจากประชาชนว่าผู้ต้องหามักไปอยู่ในพื้นที่บริเวณทางเท้าใต้สะพานคนข้าม แยกวงเวียนใหญ่ จึงวางแผนจัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตจนสามารถระบุและเข้าจับกุมตัวได้

ภายใต้การสอบสวน เจ้าหน้าที่พ้นรับสารภาพขอโทษตลอดข้อกล่าวหา หลักฐานประกอบกับตัวตนจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาก่อเหตุภายใต้หลัก “พยายามฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” และ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอม”

เหตุการณ์นี้แปลกด้วยการกระทำผิดปรกติที่เกิดขึ้นภายในวงการราชการ ซึ่งควรตื่นตัวมากขึ้นทั้งจากระบบด้านความปลอดภัยของข้อมูล และการตรวจสอบตัวตนมากขึ้นเพื่อป้องกันการ bleeding from duplication

ที่มา – รวบหนุ่มแสบอ้างเป็นรองผู้การ 7 หลอกไถเงินบริจาคช่วยเด็กบนดอย

ไทยจัดคัด 23 ปีเอเชีย ต้องย้ายสนามจัด หลังจากที่เดิมไม่พร้อม

ล่าสุด สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ประกาศย้ายสนามจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบคัดเลือก กลุ่ม F เนื่องจากสนามเดิมไม่พร้อมใช้งาน โดยการแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-9 กันยายน 2568 ที่ซึ่ง ช้างศึกพลังหนุ่ม จะลงสนามเจอกับคู่แข่ง 3 ทีมเพื่อแย่งตั๋วเข้าสู่รอบสุดท้ายของการแข่งขัน

ไทยจัดคัด 23 ปีเอเชีย ต้องย้ายสนามจัด หลังจากที่เดิมไม่พร้อม

ก่อนหน้านี้ ทรู บีจี สเตเดียม ถูกกำหนดให้เป็นสนามหลักในการจัดการแข่งขัน และ สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) ก็ได้เข้าตรวจสอบสนามแล้วพร้อมทั้งยืนยันการใช้งานอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสนามได้แจ้งกลับมายังสมาคมว่าไม่สามารถรองรับการจัดการแข่งขันในช่วงเวลานั้นได้

สนามใหม่ที่อาจใช้แทน

ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สมาคมฯ จึงต้องเร่งหาทางเลือกใหม่เพื่อให้การแข่งขันดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น โดยคาดว่าสนามที่จะใช้แทนคือ สนามกีฬาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งมีมาตรฐานการรองรับผู้ชมและการจัดการด้านสนามที่เหมาะสม สามารถรองรับนัดชิงชนะเลิศได้ และเคยเป็นสนามเหย้าของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด มาแล้ว

ทรู บีจี สเตเดียม

ทั้งนี้ การแข่งขันใน กลุ่ม F จะมีทีมจากต่างประเทศที่สำคัญอย่าง มาเลเซีย, เลบานอน และ มองโกเลีย ซึ่ง ทีมชาติไทย จะต้องลุ้นเพื่อคว้าหนึ่งในสองอันดับแรก เพื่อเข้าสู่รอบสุดท้ายของการแข่งขันในประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-25 มกราคม 2569

  • ไทยจะแข่งในกลุ่ม F
  • รวมทั้งหมด 11 กลุ่ม
  • อันดับแรกทุกกลุ่มและอันดับ 2 ที่ดีที่สุด 4 ทีมจะผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย

แม้ว่าจะมีอุปสรรคบางประการเกี่ยวกับสถานที่จัดงาน แต่ความตั้งใจของสมาคมฯ อย่างชัดเจนว่า chcąให้ฟุตบอลเยาวชนไทยก้าวไกลทั้งในและต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นโอกาสใหม่ในการแสดงศักยภาพของทีม

ที่มา – ไทยจัดคัด 23 ปีเอเชีย ต้องย้ายสนามจัด หลังจากที่เดิมไม่พร้อม

GC ผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัล เสริมศักยภาพธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำ

GC ผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีของไทย ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 ที่มี Adjusted EBITDA เติบโต 13% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามกลยุทธ์ เทคโนโลยีดิจิทัล และเป้าหมายธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำ

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยขับเคลื่อน GC ไปสู่ความยั่งยืน

ภายใต้การนำของนายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC บริษัทได้ปรับตัวอย่างเป็นระบบผ่านแนวทาง Holistic Optimization ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนและเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาว

โดย GC ได้พัฒนาองค์กรผ่าน 3 แนวทางหลักภายใต้แนวคิด Smart Transformation ดังนี้:

  • Smart Plant: ระบบผลิตอัจฉริยะที่ปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงานแบบเรียลไทม์ ผ่าน AI Vision, Drone Inspection และ Asset Intelligent Monitoring
  • Smart Sales & Marketing: การนำข้อมูลมาใช้ในการคาดการณ์ราคา และการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย
  • Smart Work Process: การพัฒนากระบวนการทำงานด้วย Lean Process และระบบอัตโนมัติ (Process Automation)

ผลประกอบการสะท้อนศักยภาพ

ในไตรมาส 2 ปี 2568 GC มีรายได้รวม 133,381 ล้านบาท โดยมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 6,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อนหน้า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน ส่งผลให้บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ในสัดส่วนที่น่าประทับใจ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูงถึง 18,505 ล้านบาท และเงินสดสำรองกว่า 27,888 ล้านบาท สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการทางการเงินและมั่นคงทางธุรกิจ

เดินหน้ากลยุทธ์ธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง

GC มุ่งสู่ความยั่งยืนผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พรั่งพร้อม เช่น โครงการใช้ LNG ในการผลิตโอเลฟินส์ ซึ่งคาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซได้กว่า 60,000 ตัน/ปี เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2570

นอกจากนี้ GC ยังขับเคลื่อนธุรกิจ Specialty Chemicals ผ่านกลุ่มบริษัท allnex ที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการขยายตลาดในเอเชีย โดยเฉพาะจีน อินเดีย และแผนการลงทุนใหม่ในมาบตาพุด

บริษัทยังเดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์สีเขียว เช่น SAF (น้ำมันอากาศยานยั่งยืน) และ Bio-Propylene ซึ่งใช้ในผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ เด็ก และอื่น ๆ ที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุด

GC ยังได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค ผ่านรางวัล ASEAN Corporate Governance Awards 2025 ทั้งในกลุ่ม Top 50 ASEAN Public Listed Companies และ Top 5 Thailand PLCs

ด้วยการลงทุนใน เทคโนโลยีดิจิทัล ร่วมกับกลยุทธ์ธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำ GC ได้ก้าวสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืนอย่างชาญฉลาด โดยทุกการตัดสินใจสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอก เป็นการเติบโตที่เข้มแข็งและยั่งยืนจริง ๆ

ที่มา – GC ดัน Adjusted EBITDA ไตรมาส 2 โต 13% เร่งเสริมความสามารถทางการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

‘ดร.เฉลิมชัย’ ห่วงใยหน่วยงานรัฐ สั่งกรมป่าไม้เปิดบริการพิเศษ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้แสดงความกังวลและใส่ใจต่อหน่วยงานของรัฐ โดยสั่งการให้กรมป่าไม้เปิดบริการพิเศษช่วงวันสุดท้ายของการยื่นคำขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ที่ได้มีการเข้าทำประโยชน์ก่อนได้รับอนุญาตแล้ว

‘ดร.เฉลิมชัย’ ห่วงใยหน่วยงานรัฐ สั่งกรมป่าไม้เปิดบริการพิเศษ

โครงการที่สามารถยื่นขออนุญาตได้นั้นต้องเป็นโครงการที่ได้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ก่อนวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563 เท่านั้น ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้หน่วยงานของรัฐได้ปฏิบัติตามระเบียบอย่างถูกต้องและครบถ้วน

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568 จะเป็นวันสุดท้ายของการยื่นคำขออนุญาตตามบทสรุปของคณะรัฐมนตรีที่มีการกำหนดไว้ ดังนั้น กรมป่าไม้จึงได้เปิดให้บริการพิเศษเพิ่มเติมในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ 23 และ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ทั่วประเทศทั้ง 23 แห่ง ในช่วงเวลา 09.00 – 15.30 น. เพื่อให้หน่วยงานรัฐได้ยื่นคำขอในกรณีพิเศษ

ลดขั้นตอน กระตุ้นประสิทธิภาพ

ดร.เฉลิมชัย ได้เน้นย้ำอีกว่า การดำเนินการตามขั้นตอนการขออนุญาตนี้มิใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ประชาชนได้รับการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม โอกาสในการเร่งรัดให้ส่วนราชการดำเนินการให้แล้วเสร็จถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานเชิงรุกของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดความล่าช้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

  • วันสุดท้ายของการยื่นคำขอ: 25 ส.ค. 2568
  • บริการพิเศษสำหรับผู้ไม่ทันส่งเอกสาร: 23-24 ส.ค. 2568
  • เวลาเปิดบริการ: 09.00 – 15.30 น.
  • สถานที่: สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ทั่วประเทศ (23 แห่ง)

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา กรมป่าไม้ได้จัดการประชุมเร่งรัดการทำงานเพื่อชี้แจงขั้นตอนและสร้างความชัดเจนในกระบวนการยื่นเอกสารกับหน่วยงานรัฐต่างๆ โดยมีผู้แทนจากกระทรวง กรม จังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานราชการระดับบริหารส่วนกลางเข้าร่วม

การเปิดบริการพิเศษในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญต่อหน่วยงานของรัฐที่ต้องการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากคุณคือหน่วยงานที่ยังไม่ได้ส่งคำขอตั้งแต่เดิม อย่าพลาดโอกาสสุดท้ายนี้เพื่อขนานสอดเจตนารมณ์ของ ‘ดร.เฉลิมชัย’ ที่ต้องการให้ประเทศเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

ที่มา – ‘ดร.เฉลิมชัย’ ห่วงใยหน่วยงานรัฐ สั่งกรมป่าไม้เปิดบริการพิเศษ

เกษตรจังหวัดสกลนครเร่งสำรวจเพิ่ม2.5หมื่นราย

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี พร้อมทั้งส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 ซึ่งในโครงการนี้เกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือ ไร่ละ 1,000 บาท ต่อครัวเรือนไม่เกิน 10 ไร่ หรือเท่ากับเงินช่วยเหลือสูงสุด 10,000 บาท

เกษตรจังหวัดสกลนครเร่งสำรวจเพิ่ม2.5หมื่นราย

ทางด้านนายฉลอง อินทนนท์ เกษตรจังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่าในจังหวัดยังมีเกษตรกรอีกประมาณ 25,000 ครัวเรือนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนร่วมโครงการฯ จึงขอเร่งเชิญชวนเกษตรกรชาวสกลนครให้รีบตรวจสอบสิทธิ์ของตนเองก่อนวันที่ 31 ตุลาคมนี้ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วน

ส่งเสริมการเข้าถึงโครงการให้ทั่วถึง

สำหรับมติ ครม. ที่ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี 2568/2569 และเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 โดยให้เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่นั้น จังหวัดสกลนครมีเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนแล้วประมาณ 199,000 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่นาประมาณ 2.3 ล้านไร่

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอและเกษตรตำบล ร่วมกับกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ได้เร่งรัดการประชาสัมพันธ์และตรวจสอบรายชื่อเกษตรกรทั่วพื้นที่ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้รับสิทธิประโยชน์อย่างทั่วถึง โดยมีแผนจะลงพื้นที่เคาะประตูทุกบ้าน เพื่อแจ้งข้อมูลโครงการและช่วยเหลือในการลงทะเบียนให้กับเกษตรกรที่ยังเหลือรอด

ในส่วนของเกษตรกรที่ประสบภัยจากพายุหวู่ติบ ซึ่งส่งผลให้พื้นที่นาบางแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีจำนวนประมาณ 5,300 ครัวเรือน หรือคิดเป็นพื้นที่กว่า 40,000 ไร่ ซึ่งในเบื้องต้นแนวทางการสนับสนุนจะต้องรอการพิจารณาเพิ่มเติมจากทางส่วนกลาง อย่างไรก็ตาม นายฉลอง คาดว่าเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวก็น่าจะได้รับการสนับสนุนเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป้าหมายของโครงการนี้คือการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ

ขั้นตอนการรับสิทธิ์:

  • นำสมุดบัญชีเล่มสีเขียวไปที่สำนักงานเกษตรอำเภอ
  • เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสถานะการลงทะเบียน
  • หากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ข้าราชการจะดำเนินการให้ทันก่อนวันที่ 31 ตุลาคม
  • เงินช่วยเหลือจะโอนเข้าบัญชีผ่านธนาคาร ธกส. โดยตรง

โครงการดังกล่าวถือเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขจัดภาระต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ และสนับสนุนให้การเพาะปลูกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นเกษตรกรในจังหวัดสกลนคร อย่าพลาดสิทธิ์ในการรับเงินสนับสนุน ขั้นตอนไม่ซับซ้อน เพียงมาติดต่อที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านก่อนวันที่ 31 ตุลาคมนี้

ที่มา – เกษตรจังหวัดสกลนคร ชี้ชาวนาแสนกว่ารายเตรียมรับเงินไร่ละ1,000บาท เร่งสำรวจเพิ่ม2.5หมื่นราย