ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เอกฉันท์เลือก ฉัตรชัย ศิริไล นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 คณะกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการสมาคมฯ เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

เอกฉันท์เลือก ฉัตรชัย ศิริไล นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ

จากที่ประชุมได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ในการแต่งตั้ง “เอกฉันท์เลือก ฉัตรชัย ศิริไล” ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ แทนนายวิทัย รัตนากร อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ซึ่งได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานในสมาคมฯ ก่อนหน้านี้

วาระงานที่เหลือของประธานกรรมการสมาคมฯ

นายฉัตรชัย ศิริไล จะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2570 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหลืออยู่จากวาระการบริหารของผู้ที่ตนแทน โดยความมุ่งหมายของสมาคมฯ คือการขับเคลื่อนนโยบายการเงินของประเทศ การพัฒนาองค์กรของรัฐ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใต้กรอบการทำงานร่วมกับรัฐบาล

การแต่งตั้ง เอกฉันท์เลือก ฉัตรชัย ศิริไล ในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นข่าวที่สร้างความมั่นใจต่อวงการการเงินของรัฐ เนื่องจากผู้ได้รับเลือกมานั้นมีประสบการณ์ตรงมากในการบริหารงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ในภาคเกษตรกรรม และภาคสหกรณ์ทั่วประเทศ

  • ชื่อ-นามสกุล: ฉัตรชัย ศิริไล
  • ตำแหน่ง: ผู้จัดการ ธ.ก.ส.
  • ตำแหน่งใหม่: ประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ
  • วันเริ่มวาระ: 18 สิงหาคม 2568
  • สิ้นสุดวาระ: 30 เมษายน 2570

ในฐานะประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ฉัตรชัย ศิริไล ต้องรับหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนระบบสถาบันการเงินของรัฐควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างในเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งการผลักดันแรงจูงใจให้กับพนักงานในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การดำรงตำแหน่งในครั้งนี้ถือเป็นการรับช่วงภารกิจสำคัญ เช่นเดียวกับการดำเนินนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของธนาคารของรัฐในการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทายหลายประการ

เอกฉันท์เลือก ฉัตรชัย ศิริไล เป็นการเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และการส่งเสริมบทบาทของสหกรณ์การเกษตร ซึ่งเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบท

หากคุณกำลังติดตามความเคลื่อนไหวของคณะกรรมนโยบายการเงินเพื่อพัฒนาประเทศในปี 2025 เป็นต้นไป การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินในระยะยาว

ที่มา – เอกฉันท์เลือก ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ

โครงการ AIA CI SHARE AND CARE คุ้มครองโรคร้ายแรง แบ่งปันน้ำใจสู่สังคม

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต พร้อมคณะผู้บริหารและพลังตัวแทน เดินหน้าจัดโครงการ AIA CI SHARE AND CARE ร่วมกับสภากาชาดไทย โดยมี นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เข้าร่วมเป็นเกียรติ โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มความคุ้มครองโรคร้ายแรงให้กับคนไทยทั่วประเทศ และสนับสนุนผู้ป่วยยากไร้ด้วยการระดมทุนผ่านสภากาชาดไทย

โครงการ AIA CI SHARE AND CARE คืออะไร?

โครงการนี้เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำดี โดยเมื่อลูกค้าซื้อสัญญาเพิ่มเติม AIA Critical Illness Premium Payment Rider ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2568 เอไอเอจะร่วมบริจาคเงินจำนวน 30 บาทต่อ 1 กรมธรรม์ ไปยังสภากาชาดไทย ซึ่งมูลค่าการบริจาครวมกว่า 3 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการรักษาผู้ป่วยโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดสมอง

ความร่วมมือส่งเสริมสังคมไทย

โครงการ AIA CI SHARE AND CARE เป็นหนึ่งในตัวอย่างของกลยุทธ์ ESG ที่ยั่งยืนของเอไอเอ ที่ไม่เพียงแสวงหาผลกำไร แต่ยังใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 87 ปีในประเทศไทย ด้วยคำมั่นว่า “Healthier, Longer, Better Lives”

การลงทุนในสังคมและมูลนิธิอย่างสภากาชาดไทย ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงการรักษาได้รับการรักษาที่จำเป็น การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังคือหนึ่งในเป้าหมายหลักของโครงการ

  • คุ้มครองสำหรับตนเองด้วยประกันโรคร้ายแรง
  • ร่วมบริจาคด้วยการซื้อประกันกับเอไอเอ
  • สนับสนุนสังคมโดยไม่ต้องใช้ทุนเพิ่มจากลูกค้า

นี่คือเวทีแห่งความร่วมมือที่ลูกค้า เอไอเอ และสภากาชาดไทยมารวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้ที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรทางการแพทย์ หากคุณต้องการมีส่วนร่วมในความคุ้มครองและความห่วงใย สามารถติดต่อตัวแทนเอไอเอ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ aia.co.th ได้เลย

การเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันด้วยประกันโรคร้ายแรง คือหนึ่งก้าวในการดูแลตัวเองและครอบครัวพร้อมส่งต่อความช่วยเหลือให้ผู้อื่นในรูปแบบที่มีความหมาย

ที่มา – โครงการ AIA CI SHARE AND CARE เติมเต็มความคุ้มครองโรคร้ายแรง พร้อมแบ่งปันน้ำใจสู่สังคม

วัดโพธิ์ พัฒนาระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ‘อี-โดเนชัน’

เมื่อเร็ว ๆ นี้ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘วัดโพธิ์’ ได้จัดการประชุมพระสังฆาธิการเพื่อพัฒนาระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ‘อี-โดเนชัน’ (e-Donation) อย่างจริงจัง โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา

วัดโพธิ์ พัฒนาระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ‘อี-โดเนชัน’

การประชุมครั้งนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อพิธีรีตองอย่างเดียว แต่มีเป้าหมายที่ชัดเจน คือ พัฒนาระบบการเงินและบัญชีของวัดให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการบริจาคอิเล็กทรอนิกส์หรือที่เรียกกันว่า ‘อี-โดเนชัน’ ถือเป็นหัวใจหลักในการปฏิรูประบบการรับบริจาคของวัดให้สอดคล้องกับมติของมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568

แนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐาน

มติดังกล่าวได้กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกจ่ายเงิน การทำบัญชี รวมไปถึงระบบการรายงานเงินคงเหลือ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการจัดการทางการเงินอย่างโปร่งใส ดังนั้น วัดโพธิ์จึงได้มีการปรับเปลี่ยนระบบให้ทันสมัยและเข้ากับมาตรฐานสากลมากขึ้น

ในการประชุมครั้งนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมให้คำแนะนำ ได้แก่ นางพัชรินทร์ พัดทอง ผู้ตรวจราชการ และนางปูรณีนุช ปิ่นแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานศาสนสมบัติ ซึ่งได้มอบแนวทางการปฏิบัติให้ถูกหลักและถูกกฎหมาย พร้อมทั้งได้ร่วมอภิปรายกับพระราชาคณะ พระสังฆาธิการ และเจ้าหน้าที่แผนกการเงินของวัดโพธิ์ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจเดียวกันในการขับเคลื่อนระบบที่มีประสิทธิภาพ

  • ระบบบัญชีตามมาตรฐานสากล
  • การบริจาคผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
  • ความโปร่งใสในการบริหารจัดการทรัพยากร
  • แนวทางการรายงานทางการเงิน

การพัฒนาระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้มีจิตศรัทธา เพราะสามารถติดตามการใช้เงินบริจาคได้ง่าย ปลอดภัย และมั่นใจว่าทรัพยากรของท่านจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า คุ้มครอง คุ้มความหวังจริง ๆ

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาพระพุทธศาสนา ก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ในวันใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกให้แก่ทุกชีวิตได้

ที่มา – ‘วัดโพธิ์’ ติวเข้มพระสังฆาธิการ พัฒนาระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ ‘อี-โดเนชัน’

นพดล รับคำท้า มัลลิกา ฟ้องหมิ่นประมาทหลายคดีทั้งแพ่ง-อาญา

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่รัฐสภา นาย นพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้กล่าวถึงประเด็นข่าวที่นาง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ออกรายการโทรทัศน์ สองช่องใหญ่ โดยใส่ร้ายและหมิ่นประมาทตัวเองอย่างรุนแรง ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นการบิดเบือนความจริงและเจตนาให้ตนเองเสื่อมเสียงเสียศักดิ์ศรี

นพดล รับคำท้า มัลลิกา ฟ้องหมิ่นประมาทหลายคดีทั้งแพ่ง-อาญา

นายนพดลเปิดเผยว่า เรื่องราวที่นางมัลลิกาอ้างนั้น มีความไม่เป็นจริงหลายประเด็น โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีเขาพระวิหาร ที่มีการกล่าวอ้างว่าตนเป็นคนทำให้คดีขึ้นศาลโลกในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งเขาให้ข้อมูลว่าในปีนั้นตนไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศแล้ว ขณะที่การนำคดีไปยังศาลโลกถูกดำเนินการโดยรัฐบาลชุดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงไม่สามารถเป็นทางที่ตนจะ “ยอม” หรือ “ทำให้” ได้แต่อย่างใด

เผชิญหน้าทางกฎหมาย

นอกจากนี้ เรื่องเกี่ยวกับเขาพระวิหารที่มีการกล่าวว่าตนทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน นายนพดลชี้แจงว่า ที่ผ่านมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558 ว่าการกระทำของเขาในปี พ.ศ. 2551 ถูกต้องเหมาะสมตามสถานการณ์ และประเทศได้รับประโยชน์ ไม่ได้สูญเสียใดๆ นายนพดลเน้นว่าการดำเนินการของเขาเป็นไปเพื่อปกป้องดินแดนไม่ใช่ยอมแพ้

เมื่อนางมัลลิกาท้าให้ฟ้อง นายนพดลยืนยันว่า รับคำท้า และพร้อมดำเนินการ ฟ้องหมิ่นประมาทหลายคดีทั้งแพ่งและอาญา เพื่อปกป้องความถูกต้องและชื่อเสียงของตนเอง พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นพลเมืองผู้มีจิตพิสูจน์ความจริงอย่างเต็มที่

  • เตรียมฟ้องหลายคดี ทั้งแพ่งและอาญา
  • รักษาความถูกต้องตามหลักกฎหมาย
  • เรียกร้องให้สังคมรับรู้ความจริง

นายนพดลยังกล่าวชมบทบาทของกองทัพไทยที่ทำงานอย่างเข้มแข็ง ปกป้องอธิปไตย โดยเฉพาะภูมิลำเนาการณ์ในบริเวณเขาพระวิหาร รวมทั้งการประสานงานกับคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งฝ่ายกัมพูชานั้นถูกเปิดโปงว่ามีการวางระเบิดใหม่ละเมิดอนุสัญญาสากล

ทั้งนี้ นายนพดลฝากถึงรัฐบาล กระทรวงต่างประเทศ และกองทัพ 3 ข้อสำคัญ ได้แก่:

  • เข้มข้น ในการต่อต้านข่าวปลอมหรือข้อมูลเท็จที่ใช้โจมตีไทย
  • เข้มแข็ง ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่คลายความระวัง
  • ขยันทำ คือต้องสู้และไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

สำหรับนายนพดล ที่เคยผ่านพ้นข้อกล่าวหาในอดีต ยืนยันว่าตนเป็นคนจังหวัดอีสานที่ไม่กลัวการรังแก และจะเดินหน้าปกป้องความจริงและชื่อเสียงตนเองตลอดจนนำค่าเสียหายที่ได้มาบริจาคช่วยสังคมต่อไป

เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นดราม่าระดับประเทศที่อาจกลายเป็นกรณีศึกทางศาล โดยมีทั้งมุมกฎหมาย ความจริง และการชิงคืนชื่อเสียงในชั้นสูงของสังคมไทย

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? หากคุณอยากให้สื่อและประชาชนมีความตื่นตัวต่อข้อมูลที่แพร่ออกมา และมีการตรวจสอบความจริงมากขึ้น อย่าลืมแชร์เรื่องนี้ออกไป เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการต่อต้านข่าวเท็จและเสริมพลังความจริงในสังคม

ที่มา – ‘นพดล’ รับคำท้า‘มัลลิกา’ ฟ้องหมิ่นประมาทหลายคดีทั้งแพ่ง-อาญา

ณัฐพงษ์ ซัด รัฐ จ่ายเยียวยาช่วย ปชช.ที่ประสบภัย เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าช้า

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 11.20 น. ที่รัฐสภาได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ณ ที่ประชุมมีการพิจารณากระทู้ถามสดของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ในประเด็นเกี่ยวกับ การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ประชาชนยังไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและพบปัญหาขั้นตอนการทำงานหลายด้าน

ณัฐพงษ์ ซัด รัฐ จ่ายเยียวยาช่วย ปชช.ที่ประสบภัย เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าช้า

การถามกระทู้ของนายณัฐพงษ์เป็นการสะท้อนปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนโดยเฉพาะชาวบ้าน 4 จังหวัดเสี่ยงภัย ได้แก่ สุรินทร์ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนเสียหาย การอพยพ และความเดือดร้อนอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งจากการรั่วไหลของสถานการณ์ในพื้นที่ และจากกระบวนการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ช้าและไม่ทั่วถึง

รัฐบาลแจงความคืบหน้าด้านการเยียวยาและช่วยเหลือ

ในการชี้แจงครั้งนี้ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้อธิบายถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือประชาชน โดยระบุว่า รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการเยียวยาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ ผ่านการสำรวจความเสียหายในพื้นที่ต่าง ๆ โดยสรุปมีดังนี้:

  • จังหวัดสุรินทร์: บ้านเรือนเสียหาย 107 หลัง ซ่อมแล้ว 58 หลัง และอยู่ระหว่างซ่อม 49 หลัง
  • จังหวัดอุบลราชธานี: เสียหาย 137 หลัง ซ่อมแล้ว 129 หลัง อยู่ระหว่างซ่อม 8 หลัง
  • จังหวัดบุรีรัมย์: เสียหาย 16 หลัง ซ่อมแล้ว 14 หลัง อยู่ระหว่างซ่อม 2 หลัง
  • จังหวัดศรีสะเกษ: เสียหายถึง 445 หลัง ซ่อมแล้ว 134 หลัง และอยู่ระหว่างซ่อม 311 หลัง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังร่วมมือกับภาคเอกชนในการสนับสนุนบ้านมือถือแบบน็อคดาวน์ เพื่อช่วยเหลือการอยู่อาศัยของประชาชนระหว่างซ่อมแซม

การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายพื้นฐานช่วงเกิดเหตุ

น.ส.ธีรรัตน์ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณเพื่อเยียวยาค่าน้ำและค่าไฟสำหรับรอบเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม พ.ศ. 2568 อย่างไรก็ตาม มีกรณีประชาชนได้รับบิลค่าไฟสำหรับเดือนมิถุนายน เนื่องจากการไฟฟ้าฯ แจ้งหนี้ย้อนหลัง ทั้งนี้ ทางการได้ชี้แจงปัญหานี้แล้ว และหากประชาชนจ่ายค่าไฟเดือนกรกฎาคมไปแล้ว สามารถนำส่วนที่เกินมาใช้หักลบกับเดือนถัดไปได้

พรรคฝ่ายค้านเสนอแนวทางเพิ่มเติมเพื่อเร่งการเยียวยา

อย่างไรก็ตาม ทางนายณัฐพงษ์ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้เสนอแนะแนวทางเพิ่มเติมเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุม ทั้งในเรื่องของการตั้งศูนย์นวัตกรรมสต็อปเซอร์วิสแบบสัญจร รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวก และให้ช่องทางการแจ้งปัญหาจากประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับกลุ่มประชาชนที่ตกค้าง ไม่มีเอกสารสิทธิหรือทะเบียนบ้าน เช่น กรณีผู้สูงอายุและเด็กที่ไม่มีหนังสือเดินทาง ซึ่งรัฐบาลอาจต้องยืดหลักเกณฑ์หรือสร้างมาตรการเฉพาะสำหรับกรณีเหล่านี้

จากการชี้แจงของรัฐบาล ได้กล่าวว่า การแก้ไขระเบียบที่เป็นข้อจำกัด เช่น จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สามารถดำเนินการได้ตามความจำเป็น และขณะนี้มีการจัดวันสต็อปเซอร์วิสในพื้นที่เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์อย่างต่อเนื่อง ทว่าอาจมีความช้า อันเกิดจากขั้นตอนราชการแบบเดิม ๆ ซึ่งจะต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือตามความต้องการอย่างแท้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ฝ่ายค้าน raise ประเด็นช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก ณัฐพงษ์ ซัด รัฐ จ่ายเยียวยาช่วย ปชช.ที่ประสบภัย เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าช้า นั้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้รัฐบาลได้มีการทบทวนและพัฒนาระบบบริการและการเยียวยาให้ดีขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตในรูปแบบใหม่ที่อาจไม่อยู่ในกรอบมาตรฐานเดิม การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาผลกระทบ

ที่มา – ‘ณัฐพงษ์’ ซัด ‘รัฐ’ จ่ายเยียวยาช่วย ปชช.ที่ประสบภัย เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าช้า

ศาลรัฐธรรมนูญนัดยื่นแถลงปิดคดี ‘นายกฯอิ๊งค์’ 25 ส.ค.ชี้ชะตา 29 ส.ค.

เมื่อเวลา 13.02 น. วันที่ 21 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนพยานในกรณีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ‘นายกฯอิ๊งค์’ ซึ่งเป็นประเด็นที่ดึงดูดความสนใจของสาธารณชนอย่างมาก โดยมี นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งในการไต่สวนครั้งนี้

คดีเกิดจากคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 36 คน ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ‘นายกฯอิ๊งค์’ มีความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยประเด็นหลักคือคลิปเสียงบทสนทนาที่เธอได้พูดคุยกับ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาเมื่อช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา

ศาลรัฐธรรมนูญนัดยื่นแถลงปิดคดี ‘นายกฯอิ๊งค์’ 25 ส.ค.

จากข้อมูลที่เผยแพร่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประกาศว่าคู่กรณีจะต้องยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันที่ 25 ส.ค.2568 หากไม่ปฏิบัติตามถือว่าไม่ติดใจยื่นคำแถลง ซึ่งนับเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะนำไปสู่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายของศาลต่อไป

ทั้งนี้ ศาลยังกำหนดให้มีการแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันศุกร์ที่ 29 ส.ค. เวลา 09.30 น. ก่อนจะอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในเวลา 15.00 น.ในวันเดียวกัน

กำหนดเวลานัดหมายสำคัญ

  • ยื่นคำแถลงปิดคดี: วันที่ 25 ส.ค. 2568
  • แถลงด้วยวาจาและลงมติ: วันศุกร์ที่ 29 ส.ค. เวลา 09.30 น.
  • อ่านคำวินิจฉัย: เวลา 15.00 น. ของวันเดียวกัน

นายประธานศาลย้ำว่า ตุลาการแต่ละท่านต้องใช้เวลาเพียง 1 วันในการทำคำวินิจฉัยส่วนตัว เพื่อให้คำตัดสินของศาลเป็นไปอย่างรอบคอบและถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้อำนาจของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 31

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตัวในวงการการเมือง แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในสถาบันสำคัญของรัฐ เช่น สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ทุกขั้นตอนในอนาคตอันใกล้นี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะกำหนดชะตาอนาคตทางการเมืองของ ‘นายกฯอิ๊งค์’ และประเทศชาติ

ขณะนี้ ทุกสายตาจับจ้องวันที่ 29 ส.ค.นี้อย่างใกล้ชิด เพราะหากศาลมีคำวินิจฉัยว่านายกฯไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในทุกสถานการณ์ การตัดสินของศาลไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่เป็นการสะท้อนถึงความยุติธรรมและการรักษาหลักนิติธรรมของระบอบประชาธิปไตย เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ขอให้ประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญนัดยื่นแถลงปิดคดี ‘นายกฯอิ๊งค์ ‘ 25 ส.ค. ชี้ชะตา 29 ส.ค.

“ภูมิธรรม” ฟ้อง “ธนพร ศรียากูล” ปม “ลองตัดขา” กระทบเกียรติภูมิประเทศ

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบอำนาจให้นายธงชัย พรเศรษฐ์ และนายกณวรรธน์ อรัญ ทนายความ ยื่นฟ้อง “ธนพร ศรียากูล” ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมือง ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

ประเด็นความขัดแย้งเกิดจากคำพูดของ “ธนพร” ที่อ้างว่า “ให้ภูมิธรรมลองตัดขา” เพื่อจะได้เข้าใจหัวอกของทหารที่ประจำการอยู่ตามชายแดน ข้อความดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการโจมตีทางอ้อมอย่างรุนแรง และล่วงละเมิดความน่าเคารพของบุคคลและหน้าที่ของรัฐบุรุษ ดังนั้น “ภูมิธรรม” จึงใช้สิทธิ์ทางกฎหมายเพื่อปกป้องเกียรติและตำแหน่งราชการ

“ภูมิธรรม” เห็นว่าคำพูดนี้กระทบเกียรติภูมิประเทศ

การออกมายื่นฟ้องของนายนรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ ที่ปรึกษากฎหมายของ “ภูมิธรรม” ระบุว่า คำพูดของ “ธนพร” ไม่ใช่เพียงการหมิ่นประมาทต่อบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีนานาชาติ ขณะที่ไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียดกับเพื่อนบ้าน “ภูมิธรรม” เห็นว่าการเปิดเผยข้อความจำพวกนี้ อาจทำลายความน่าเชื่อถือของผู้นำไทยในสายตาบรรดาผู้สังเกตการณ์ต่างชาติ

ข้อหากระทบเกียรติภูมิประเทศอย่างไร

ทนายธงชัย กล่าวว่าข้อกล่าวหาในคดีนี้ไม่เพียงคุกคามด้านบุคลิกร แต่ส่งผลกระทบในเชิงนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คำพูดของ “ธนพร” ถูกตีความว่าเป็นการตั้งใจเผยแผยเรื่องที่ไม่เป็นความจริง และไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งยังส่งเสริมภาพลักษณ์ลบต่อผู้บริหารสูงสุดของชาติ

  • คำพูดสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง
  • กระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ
  • ทำลายภาพลักษณ์ต่อเวทีนานาชาติ

การเลือกใช้ข้อหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ไม่ใช่เพียงฟ้องตอบโต้ส่วนตัว แต่มุ่งแสดงจุดยืนทางการเมืองที่เห็นว่า ค่านิยมในคำพูดต้องมีขอบเขต และไม่ควรถูกใช้เป็นอาวุธโจมตีองค์กรหรือสถานทูตในช่วงเวลาสำคัญ

คดีนี้มีผลต่อการเมืองไทยอย่างไร

หลายคนมองว่าการฟ้องครั้งนี้เป็นการเปิดฉากแห่ง “สงครามคำพูด” ที่อาจมีการลากยาวไปถึงการต่อสู้ทางภาพสาธารณะของสองฝ่าย นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่เริ่มได้รับการใช้ไม่ใช่แค่กับพลเมืองทั่วไป แต่ยังพุ่งไปถึงบุคคลที่มีบทบาทต่อการเมืองและสังคมอย่างลึกซึ้ง

ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ผลตัดสินเพียงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ “ดุลยพินิจในการวิจารณ์” ที่ควรคำนึงถึงผลต่อสังคมมากกว่าอคติส่วนตัว

ที่มา – “ภูมิธรรม” ฟ้อง “ธนพร ศรียากูล” ปม “ลองตัดขา” ชี้คำพูดกระทบเกียรติภูมิประเทศ

เว็บบริษัทลอบบี้ยิสท์ “ไมเคิล อัลฟาโร” ปิดตัวแล้ว

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ Capitol Hill & Friends ซึ่งเชื่อว่าเป็นเว็บไซต์ส่วนตัวของ “ไมเคิล อัลฟาโร” หรือที่อ้างตำแหน่งว่านักข่าวและที่ปรึกษาด้านความมั่นคงประจำทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา ได้ปิดตัวลงอย่างไม่เป็นทางการ โดยประชาชนไม่สามารถเข้าถึงหน้าเว็บได้อีกต่อไป

การปิดเว็บไซต์นี้เกิดขึ้นหลังจากหลายสื่อได้รายงานข่าวเกี่ยวกับกิจกรรมในวงการการเมืองของ ไมเคิล อัลฟาโร จนทำให้เขาได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง โดยก่อนที่เว็บไซต์จะถูกปิด มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การทำงานในด้านการล็อบบี้ การให้คำปรึกษาเชิงนโยบาย และกิจกรรมด้านสังคมของผู้บริหารรายนี้ไว้อย่างกว้างขวาง

เว็บบริษัทลอบบี้ยิสท์ “ไมเคิล อัลฟาโร” ปิดตัวแล้ว

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ข่าวลือเกี่ยวกับบทบาทของเขาในหลายเหตุการณ์ทางการเมืองถูกเปิดเผยออกมามากมาย ส่งผลให้เกิดแรงกดดันและความสงสัยจากสาธารณะ ทำให้วันนี้เว็บไซต์ที่เคยเป็นช่องทางในการเผยแพร่ผลงานของเขานั้นไม่สามารถเข้าถึงได้อีกต่อไป

สาเหตุการปิดเว็บยังไม่ชัดเจน

แม้จะมีการคาดเดาว่าการปิดเว็บครั้งนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระแสข่าวที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากทางตัว ไมเคิล อัลฟาโร เอง จึงทำให้หลายคนยังคงสงสัยว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นเบื้องหลังการปิดเว็บไซต์ดังกล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าก่อนที่จะมีการปิดเว็บ ไมเคิล อัลฟาโร เคยเดินทางมาประเทศไทย โดยเฉพาะไปยังจุดชายแดนที่จังหวัดสระแก้ว บริเวณที่มีการติดตั้งลวดหนามเพื่อป้องกันการเข้ามาของชาวบ้านกัมพูชา พร้อมทั้งทำการไลฟ์ผ่านโซเชียลมีเดียโดยโจมตีการจัดการของฝ่ายไทยในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ภายหลังถูกเพจ Drama-addict เปิดโปงว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับรัฐบาลสหรัฐ และเป็นเพียง “ล็อบบี้ยิสท์” ทั่วไปเท่านั้น

  • เว็บไซต์เกี่ยวข้องกับด้านการเมืองของคนสำคัญ
  • มีการตรวจสอบจากสื่อหลายแห่งหลังมีพฤติกรรมแปลกปลอม
  • เว็บปิดพร้อมกับคลื่นกระแสข่าวเกี่ยวกับบุคคลนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเว็บบริษัทลอบบี้ยิสท์ “ไมเคิล อัลฟาโร” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของข้อมูลและความโปร่งใสในการทำงาน เช่นเดียวกับบทบาทของสื่อมวลชนในการตรวจสอบข้อมูลเท็จ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของบุคคลหรือเว็บไซต์

ข้อคิด: โลกออนไลน์เต็มไปด้วยข้อมูลที่สามารถสร้างอิทธิพลได้อย่างรวดเร็ว หากไม่มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ อาจเกิดความเข้าใจผิดที่นำไปสู่ปัญหาได้

ที่มา – เว็บบริษัทลอบบี้ยิสท์ “ไมเคิล อัลฟาโร” ปิดตัวแล้ว เผยยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

จ่ายิมล่าจ่าฝูงเดือดลุ้นแชมป์วินด์เซิร์ฟโลก

การแข่งขันวินด์เซิร์ฟ “เวิลด์แชมเปี้ยนชิพส์” ประเภทเทคโน 293 พลัส รุ่นทั่วไป ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-23 สิงหาคม 2568 ที่ประเทศเวลส์ ประเทศสหราชอาณาจักร ถือเป็นเวทีระดับโลกที่นักวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทยจับตามองเป็นอย่างยิ่ง โดยทางสมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทยได้ส่ง “จ่ายิม” จ่าเอกนาวิน สิงสาท นักกีฬารุ่นแนวหน้าของเมืองไทย ไปร่วมชิงชัยในครั้งนี้ ซึ่งเขาถือเป็นความหวังในการล่าเหรียญทองจากการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยจะจัดขึ้นช่วงปลายปีนี้

จ่ายิมล่าจ่าฝูงเดือดลุ้นแชมป์วินด์เซิร์ฟโลก

จากข้อมูลที่ได้รับ หลังจากการแข่งขันผ่านพ้นไปแล้ว 3 วัน หรือรวม 9 เรซ “จ่ายิม” ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจเมื่อสามารถสะสมแต้มเสียเพียง 35 แต้มเท่านั้น โดยในตอนนี้เขารั้งอันดับที่ 2 ของทั้งสนาม ทว่าจ่าฝูงดันเป็น “ไดโกะ โคมัตสึ” จากประเทศญี่ปุ่น ที่มีแต้มเสียแค่เพียง 27 แต้ม ส่วนอันดับ 3 เป็น “ยูโตะ เอโอกิ” จากญี่ปุ่นเช่นกัน ที่มีแต้มเสียมากถึง 47 แต้ม

พัฒนาฯ เผยวางแผนตั้งแต่ต้น

นายพัฒนา บุญสวัสดิ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมของทีมนั้นเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะ “จ่ายิม” ทำงานได้อย่างตั้งใจ และตั้งเป้าหมายไว้สูง โดยอากาศในช่วงการแข่งขันในช่วงเริ่มต้นค่อนข้างหนาวเย็นโดยมีอุณหภูมิประมาณ 12-18 องศาเซลเซียส รวมถึงยังมีฝนตกบางวัน ส่วนแรงลมมีลักษณะกระปรี้กระเปร่า สลับกับช่วงเวลาที่ลมพัดเบา

“เราได้เน้นย้ำให้นักกีฬาตั้งเป้า รักษาความมั่นใจในตัวเอง และเล่นตามแผนที่ฝึกซ้อมมาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะ“จ่ายิม” ที่แสดงฟอร์มได้ดีมากก่อนเข้าสู่ 3 วันสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ ซึ่งยังเหลืออีก 6 เรซ ผมเชื่อว่าในความฝันของนักกีฬาไทยทุกคนมีความตั้งใจสูงสุดคือการเป็นแชมป์โลกคนแรกของชาติไทย และตอนนี้เรามั่นใจว่ามันเป็นไปได้” พ่อหนุ่มกล่าว

ความคาดหวังของชาวไทยทั้งประเทศต่างจับตามองการเคลื่อนไหวของ “จ่ายิม” เพราะหากเขาสามารถคว้าแชมป์ในรายการนี้ได้ ก็จะเป็นคนไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ครองตำแหน่งแชมป์โลกวินด์เซิร์ฟระดับเทคโน 293 พลัส ประเภททั่วไป

เป็นเส้นทางที่ภูมิใจในการเดินทางของนักกีฬาอีกคนหนึ่ง ซึ่งนอกจากการฝึกฝนอย่างเต็มที่แล้ว นักวินด์เซิร์ฟยังต้องอาศัยทักษะการอ่านลม อ่านคลื่น และการควบคุมสมดุลของร่างกาย กาแฟก็เป็นพันธมิตรในตอนเช้า ถ้าหากคุณติดตามความเคลื่อนไหวของ “จ่ายิม” แล้วอยากติดตามเรื่องราวไม่พลาด อย่าลืมหาแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และให้กำลังใจผ่านหน้าจอของคุณด้วยนะครับ

ที่มา – ‘จ่ายิม’ ล่าจ่าฝูงเดือด! ลุ้นสร้างประวัติศาสตร์ ‘แชมป์วินด์เซิร์ฟโลก’

ทลายเครือข่ายแก๊งยาเวียดนามใช้ไทยเป็นฐาน ยึดอื้อ! เครื่องปั้มอัดเม็ด-หัวตอก

การปราบปรามยาเสพติดในประเทศไทยได้ผลสำเร็จอีกครั้งจากการร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทลายเครือข่ายแก๊งยาเวียดนามที่นำเอ็กซ์ตาซีและอุปกรณ์อัดเม็ดเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานเพื่อแอบส่งต่อไปประเทศอื่นและจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว

ทลายเครือข่ายแก๊งยาเวียดนามใช้ไทยเป็นฐาน ยึดอื้อ! เครื่องปั้มอัดเม็ด-หัวตอก

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับฝ่ายข่าวศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก กรมศุลกากร และบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดชาวเวียดนาม

ตามรายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงกลางเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ได้มีการประชุมความร่วมมือด้านการปราบปรามยาเสพติดระหว่างไทย-เวียดนาม ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดชาวเวียดนามที่กวาดล้างหนักภายในประเทศ จึงมีแนวโน้มจะใช้ไทยเป็นจุดเชื่อมต่อหรือฐานในการผลิตและค้ายา

การดำเนินการสืบสวนจับตาพฤติกรรม

จากการติดตามกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการจับกุม โดยวันที่ 15 ส.ค. เจ้าหน้าที่ตรวจยึดคีตามีน 5,200 กรัมจากพัสดุระหว่างประเทศที่มาจากเนเธอร์แลนด์ โดยซุกซ่อนในถุงของขวัญ หลังจากนั้นได้ขยายผลไปยังผู้รับพัสดุ

พอถึงวันที่ 18 ส.ค. เจ้าหน้าที่เริ่มเฝ้าสังเกตบริเวณคอนโดมิเนียมใกล้สถานีรถไฟฟ้าลาดพร้าว พบชายชาวเวียดนาม 2 คน ขับรถมารับพัสดุ จึงแสดงตัวจับกุม และเข้าค้นบ้านเช่า พบชายชาวเวียดนามอีก 2 คน รวมทั้งสิ้น 4 คน พร้อมของกลาง เครื่องอัดเม็ดอัตโนมัติ หัวตอก logo ต่างๆ และ เอ็กซ์ตาซี (ยาอี) จำนวน 514 เม็ด

จากการสอบสวนผู้ต้องหายอมรับว่าเตรียมนำคีตามีนผสมกับ MDMA เพื่อเป็นผงยาอีและอัดเม็ด โดยเครื่องที่ยึดได้นี้สามารถผลิตได้วันละมากกว่า 100,000 เม็ด หลังจากนั้นจะให้สมาชิกในเครือข่ายนำไปขายในสถานบันเทิงแบบปิดรับเฉพาะกลุ่มที่รู้จักกันเท่านั้น

ทลายเครือข่ายแก๊งยาเวียดนามใช้ไทยเป็นฐาน ยึดอื้อ! เครื่องปั้มอัดเม็ด-หัวตอก

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดอยู่ภายใต้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ กระจายตัวอยู่ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งถูกใช้เป็นทางผ่านไปยังประเทศที่สาม ส่งผลให้หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรต้องเข้มงวดมากขึ้น โดยขณะนี้เชื่อว่า เอ็กซ์ตาซีบางส่วนอาจถูกแสวงส่งกลับไปจำหน่ายในเวียดนามเช่นเดียว

  • ยึดเครื่องอัดเม็ดอัตโนมัติและหัวตอกยาอีลักลอบผลิต.
  • จับกุมประชาชนชาติอื่นที่ลักลอบใช้ไทยเป็นฐาน.
  • ติดตามขบวนการการค้าผ่านพัสดุระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด.
  • ร่วมมือกับต่างประเทศเตรียมป้องกันการรุกกลับของเครือข่าย.

พบว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เพียงเสี่ยงต่อความปลอดภัยของสังคมไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ป้องกัน drug trafficking ผ่าน ‘ความร่วมมือสากล’

สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้สร้างโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานระดับนานาชาติหลายประเทศ เพื่อจัดตั้งระบบที่เอาชนะ nimbleness ของเครือข่ายยาเสพติดที่ข้ามชาติ การใช้เทคโนโลยีติดตามข้อมูลขนส่ง พัสดุระหว่างประเทศ รวมถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีตรงประเด็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาลในการลดจำนวนเสพติดของเยาวชนและประชาชนทั่วไป

ไม่ว่าจะเป็น “ทลายเครือข่ายแก๊งยาเวียดนามใช้ไทยเป็นฐาน” หรือกรณีการใช้ช่องโหว่พันธมิตรการท่องเที่ยวอื่นๆ หากไทยควบคุมได้ ก็สามารถลดความเสียหายจากการเสพติดและการทำลายสุขภาพของคนไทยในระยะยาว

ร่วมกันเฝ้าระวังและรายงานข่าวเบาะแสถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ย่อมเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสนับสนุนความปลอดภัยของเรา

ที่มา – ทลายเครือข่ายแก๊งยาเวียดนามใช้ไทยเป็นฐาน ยึดอื้อ! เครื่องปั้มอัดเม็ด-หัวตอก