ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ยืนยัน ปลดภาพ ‘หลวงพ่ออลงกต’ จากหอเกียรติยศเพชรเทพศิรินทร์ แล้ว

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับหลวงพ่ออลงกต ซึ่งเคยอยู่ในหอเกียรติยศเพชรเทพศิรินทร์ ณ สมาคมนักเรียนเก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้เกิดความสนใจและความเคลื่อนไหวอย่างมากในวงการการศึกษาและสาธารณชน

ล่าสุด นายวิธาน พรหมสินธุศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ ยืนยันว่า ทางสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ได้มีมติร่วมกันในการนำภาพของหลวงพ่ออลงกตออกจากหอเกียรติยศเพชรเทพศิรินทร์แล้ว เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา

ยืนยัน ปลดภาพ ‘หลวงพ่ออลงกต’ จากหอเกียรติยศเพชรเทพศิรินทร์ แล้ว

หอเกียรติยศเพชรเทพศิรินทร์ถูกจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่นำเสนอความสำเร็จของศิษย์เก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งมีคุณธรรมและคุณประโยชน์แก่ชุมชน ประเทศชาติ โดยภาพของบุคคลในหอเกียรตินั้น ต้องมีข้อมูลชัดเจนว่าเป็นศิษย์เก่าที่จบจากโรงเรียนเทพศิรินทร์อย่างแท้จริง

รวมพลังรักษาความบริสุทธิ์

เมื่อทราบว่า หลวงพ่ออลงกต ได้ออกมาเปิดเผยว่าตัวเองไม่ได้จบการศึกษาจากโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์จริงๆ ทางสมาคมจึงรีบดำเนินการประชุมฉุกเฉิน และมีมติร่วมกันให้ลบภาพออกจากหอเกียรติยศโดยด่วน

“เราต้องการให้หอเกียรตินี้สะท้อนความเป็นจริง สำหรับผู้คนที่มีผลงานดีๆ และมีคุณประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะศิษย์เก่าที่เรียนจบจากโรงเรียนเทพศิรินทร์จริงๆ” ผอ.โรงเรียนเทพศิรินทร์กล่าวในที่ประชุม

ข้อคิดจากกรณีนี้

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาความถูกต้องในข้อมูล และความโปร่งใสของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษา ไม่เพียงแค่เป็นเรื่องของความรู้ แต่ยังเป็นเรื่องของจริยธรรมและความซื่อสัตย์อีกด้วย

ความจริงอาจไม่หวานเสมอไป แต่การรับรู้และยอมรับความจริงนั้นคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในระดับบุคคล และองค์กร

หากคุณคิดว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์ อย่าลังเลที่จะแชร์ให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ได้รับรู้เช่นกัน เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในสังคมไทย

ที่มา – ยืนยัน ปลดภาพ ‘หลวงพ่ออลงกต’ จากหอเกียรติยศเพชรเทพศิรินทร์ แล้ว

ไต้หวันเผยแผนเพิ่มงบกลาโหม ให้มีสัดส่วนมากกว่า 3% ของจีดีพี

ไต้หวันเผยแผนเพิ่มงบกลาโหม ให้มีสัดส่วนมากกว่า 3% ของจีดีพี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงไทเปว่านายโช จุง-ไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวันได้แถลงแผนการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 949,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 1.01 ล้านล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วน 3.23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

ไต้หวันเผยแผนเพิ่มงบกลาโหม ให้มีสัดส่วนมากกว่า 3% ของจีดีพี

การประกาศแผนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไต้หวันต่อการรักษาเอกราชและความมั่นคงของประเทศ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากจีนซึ่งถือว่าไต้หวันเป็น “มณฑลโพ้นทะเล” อย่างไรก็ตาม งบประมาณดังกล่าวต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากสภานิติบัญญัติ (สภาหยวน) ก่อนจะเป็นทางการ

สถานการณ์ในสภาหยวน

ปัจจุบันพรรครัฐบาล “พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า” (ดีพีพี) มีเสียงข้างน้อยในสภา โดยพรรคก๊กมินตั๋งเป็นฝ่ายค้านที่มีสมาชิกมากกว่า จึงทำให้มีความไม่แน่นอนว่างบประมาณเพิ่มเติมนี้จะผ่านการอนุมัติได้หรือไม่

แผนเพิ่มงบกลาโหม ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวของไต้หวันในการเสริมความพร้อมทางทหาร ภายใต้การเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากจีน โดยหลายปีที่ผ่านมายังได้มีการลงทุนเพิ่มในเทคโนโลยีทางทหารและการผลิตอาวุธภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

  • งบประมาณที่ประกาศ: 949,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
  • สัดส่วนของจีดีพี: 3.23%
  • การรับรองจากรัฐสภา: ยังไม่ชัดเจน
  • ผลที่ตามมา: เพิ่มความมั่นคงทางทหารภายใต้ภัยคุกคามจากจีน

ข่าวดังกล่าวเป็นสัญญาณชัดเจนว่าไต้หวันไม่เพียงแต่ต้องการรักษาเอกราช แต่ยังเตรียมพร้อมทั้งทางการเมืองและการทหาร เพื่อรับมือกับสถานการณ์ไม่แน่นอนในภูมิภาค

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมืองในเอเชีย ข่าว ไต้หวันเผยแผนเพิ่มงบกลาโหม ให้มีสัดส่วนมากกว่า 3% ของจีดีพี ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ปลูกฝังความเข้าใจเกี่ยวกับพลวัตทางภูมิศาสตร์ในเอเชียตะวันออก

ที่มา – ไต้หวันเผยแผนเพิ่มงบกลาโหม ให้มีสัดส่วนมากกว่า 3% ของจีดีพี

ค้าภายใน บี้เจ๊ไฝ ขายแพงเกินราคา สั่งแจงต้นทุน วัตถุดิบ เครื่องปรุง โทษหนักคุก 7 ปี

เรื่องราวของร้านเจ๊ไฝที่ตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อยูทูบเบอร์ถูกคิดเงินไข่เจียวปูราคา 4,000 บาท ทั้งที่เมนูระบุเพียง 1,500 บาท ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่กรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเป็นทางการแล้ว

ค้าภายใน บี้เจ๊ไฝ ขายแพงเกินราคา สั่งแจงต้นทุน วัตถุดิบ เครื่องปรุง โทษหนักคุก 7 ปี

นายนวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้เปิดเผยว่าจากการที่เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้ตรวจสอบร้านเจ๊ไฝ ซึ่งอยู่ในเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร แล้วพบว่าร้านไม่ได้ระบุราคาขายที่ชัดเจนสำหรับเมนูไข่เจียวปูที่เป็น “พิเศษ” จึงถือว่าผิดกฎหมายเกี่ยวกับราคาสินค้าและบริการ

ดังนั้น ร้านเจ๊ไฝจึงถูกเปรียบเทียบปรับในอัตรา 2,000 บาท ซึ่งร้านได้ชำระไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมถูกกระตุ้นให้แสดงป้ายราคาอย่างชัดเจนและปฏิบัติตามกฎหมายต่อไป

มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลาง ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 68 พ.ศ. 2568 ซึ่งมีบทบัญญัติเรื่องการแสดงราคาสินค้าและค่าบริการอย่างโปร่งใส หากไม่ปฏิบัติตาม จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 28 โดยมีโทษสูงสุดคือปรับไม่เกิน 10,000 บาท

  • ร้านค้าทั่วไป: ค่าปรับระหว่าง 1,000 – 2,000 บาท
  • นิติบุคคล: ค่าปรับ 3,000 บาท

ในกรณีของเจ๊ไฝ ถือเป็นร้านค้าทั่วไป จึงได้รับการพิจารณาในระดับปานกลาง และถูกเปรียบเทียบปรับ 2,000 บาท

กรณีราคาแพงเกินจริง – มีโทษถึงจำคุก 7 ปี

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญ คือการตั้งราคาสูงเกินจริง ซึ่งกรมการค้าภายในได้เรียกร้านเจ๊ไฝให้ชี้แจงต้นทุนวัตถุดิบ เครื่องปรุง ไปจนถึงต้นทุนในการดำเนินการเพื่อวิเคราะห์ว่า “ราคาขายที่แจ้งลูกค้ายังเป็นราคาที่สมเหตุสมผลหรือไม่”

หากพบว่าผู้ประกอบการตั้งราคาอย่างไม่เป็นธรรมหมายถึงการเพิ่มราคาขึ้นอย่างชัดเจนเกินกว่าที่จะถือว่ายุติธรรม อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดังนั้น เรื่องราวนี้จึงเป็นเหตุการณ์เตือนใจผู้ประกอบการทุกประเภทว่า ทุก ๆ ร้านค้าหรือกิจการบริการต้องมีหน้าที่ในการแสดงราคาให้ชัดเจนก่อนการขาย และหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บเงินที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย

หากคุณเป็นผู้บริโภคที่พบว่าร้านอาหารหรือกิจการใดไม่แสดงป้ายราคาอย่างชัดเจน หรือเลิกกี่สงสัยว่าถูกเรียกเก็บเงินสูงเกินจริง สามารถโทรแจ้งสายด่วน กรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้ทันที

ที่มา – ค้าภายใน บี้เจ๊ไฝ ขายแพงเกินราคา สั่งแจงต้นทุน วัตถุดิบ เครื่องปรุง โทษหนักคุก 7 ปี

โรมหนุนตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษายกเลิก MOU 43-44

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวถึงแนวทางของพรรคร่วมกับประเด็นการยกเลิก MOU 43-44 ว่า พรรคทราบดีถึงความกังวลของประชาชนหลายกลุ่มที่เห็นว่า MOU 43-44 อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อประเทศ โดยเฉพาะการที่ข้อตกลงดังกล่าวมีข้อพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชา

โรมหนุนตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษายกเลิก MOU 43-44

พรรคประชาชนจึงเห็นว่า การพิจารณาอย่างรอบด้านและรอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเห็นว่าหนทางที่เหมาะสมที่สุดคือการจัดตั้ง กรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาเนื้อหาของ MOU 43-44 อย่างละเอียด ซึ่งจะมีการเชิญนักการทูต นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องมาร่วมพิจารณา jointly เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการตัดสินใจเรื่องดังกล่าว

ผลกระทบจากการยกเลิก MOU 43-44

“ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ขณะนี้ MOU 44 มีการดำเนินการเชิงปฏิบัติในพื้นที่ OCA (Overlap Claiming Area) ซึ่งมีทั้งเรื่องของก๊าซธรรมชาติและการแบ่งปันผลประโยชน์กับภาคเอกชน หากยกเลิกข้อตกลง ภาคเอกชนที่มีส่วนร่วมอาจมีท่าทีหรือผลกระทบใดต่อประเทศไทยก็เป็นได้ โดยเฉพาะหากมีรัฐบาลต่างชาติที่อยู่เบื้องหลัง ดังนั้น เราต้องเตรียมพร้อมทุกด้านในการตัดสินใจด้วย” นายรังสิมันต์กล่าวเสริม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการ ยกเลิก MOU 43-44 ฝ่ายเดียว กฎหมายระหว่างประเทศจะรองรับหรือไม่ ซึ่งเป็นอีกคำถามหนึ่งที่ต้องนำไปวิเคราะห์รวมกับผลกระทบสตรีทมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในแง่ทรัพยากร ความสัมพันธ์ทางการทูต และการลงทุนจากต่างประเทศ

  • ข้อตกลง MOU 43-44 เกี่ยวข้องกับเขตพื้นที่ทะเลร่วมกับกัมพูชา
  • มีการแบ่งปันทรัพยากรธรรมชาติกับภาคเอกชนแล้ว
  • ต้องพิจารณาผลกระทบทางกฎหมายระหว่างประเทศ
  • พรรคประชาชนเสนอจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาอย่างรอบด้าน

เมื่อถูกถามถึงข้ออ้างของรัฐบาลที่ว่าไม่สามารถยกเลิก MOU ได้เพราะเป็นกรอบที่ใช้อ้างว่ากัมพูชามีการละเมิด นายรังสิมันต์ได้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ที่จะพูดว่า “ยกเลิกได้/ไม่ได้” แต่เป็นเรื่องของการตัดสินใจที่มีข้อมูลสนับสนุนอย่างชัดเจน จากการพิจารณาโดย กรรมาธิการวิสามัญ ที่ไม่ลำเอียงและเปิดกว้าง รัฐสภาไม่ควรถูกเว้นไว้เบื้องหลัง แต่ควรได้เข้าไปมีบทบาทในการตัดสินใจเรื่องสำคัญเช่นนี้อย่างเต็มรูปแบบ

ในมุมมองของพรรคประชาชน การตั้ง กรรมาธิการวิสามัญศึกษายกเลิก MOU 43-44 จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะตอบโจทย์ทั้งในด้านความโปร่งใส และการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ไม่ใช่การตัดสินใจด้วยอารมณ์ หรือแรงกดดันภายนอก การศึกษาโดยกรรมาธิการจึงเป็นกระบวนการที่จะช่วยให้สภาฯ และชาติได้ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือและไม่เสี่ยง

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือ การเร่งดำเนินการจัดตั้งกรรมาธิการฯ ให้ไว บนพื้นฐานของวิชาการ ความรู้ด้านกฎหมาย และการแสดงความเห็นที่เป็นกลาง เพื่อให้สามารถเสนอแนวทางที่ชัดเจนให้กับสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนได้รับรู้ร่วมกัน

โดยรวมแล้ว การตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการยกเลิก MOU 43-44 เป็นทางออกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดในขณะนี้ การตัดสินใจเรื่องใหญ่เช่นนี้ควรใช้ความรอบคอบ ไม่ใช่ความเร็วเพียงอย่างเดียว

ที่มา – ‘โรม’หนุนตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษายกเลิก MOU 43-44

ถอดหลวงพ่ออลงกตจากหอเกียรติยศ เหตุไรถึงผิดพลาด

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรณีของ “หลวงพ่ออลงกต” หรือ พระราชวิสุทธิประชานาถ ที่ถูกถอดออกจาก หอเกียรติยศ ‘นักเรียนเก่าดีเด่น’ ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก โดยทางสมาคมนักเรียนเก่าได้ออกมาเปิดเผยว่า ท่านไม่เคยเป็นนักเรียนเก่าของโรงเรียนเทพศิรินทร์จริง ๆ

ถอดหลวงพ่ออลงกตจากหอเกียรติยศ

จากกรณีที่ เพจ นักเกรียน เทพศิรินทร์ ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า หลวงพ่ออลงกต อาจมีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาผิดพลาด เช่น อุบัติเหตุที่ทำให้สมองเสื่อม จนคิดว่าตัวเองเคยเป็นนักเรียนเก่าของโรงเรียน เพียงแค่มาเตะบอลเฉย ๆ ทำให้ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์ต่างกันไป

ภายหลังปรากฏภาพที่ระบุข้อมูลผิดว่า หลวงพ่ออลงกต เป็น นักเรียนเก่าดีเด่นด้านการแพทย์และศาสนา ส่งผลให้เกิดการตรวจสอบอย่างเป็นระบบจากสมาคมนักเรียนเก่า ซึ่งผลสรุประบุว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และทางสมาคมได้ดำเนินการ ถอดหลวงพ่ออลงกตจากหอเกียรติยศ เรียบร้อยแล้ว

สาเหตุที่เกิดความผิดพลาด

ต้นตอของปัญหานี้เกิดจาก การตรวจสอบข้อมูลที่ไม่ละเอียด โดยทางสมาคมระบุว่าแต่เดิมมีความตั้งใจดี เพราะเห็นผลงานของหลวงพ่ออลงกตที่ทรงคุณูปการแก่สังคม จึงนำข้อมูลท่านมาเชิดชูโดยไม่มีเจตนาครอบจักรวาล แต่กลับเกิดการพลาดจากความไว้วางใจ

ข้อมูลบางส่วนสูญหาย ในช่วงสงครามโลกมานาน ส่งผลให้ในบางกรณีอาจบันทึกข้อมูลผิดพลาดได้ ดังนั้นเมื่อพบข้อเท็จจริงว่า หลวงพ่อไม่เคยเป็นนักเรียนของโรงเรียนจริง ๆ ทางสมาคมจึงตัดสินใจ ถอดหลวงพ่ออลงกตออกจากหอเกียรติยศ อย่างเป็นทางการ

ความผิดพลาดครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น บทเรียนสำคัญ ที่จะทำให้การทำงานของสมาคมนักเรียนเก่าเข้มงวด แม่นยำ และโปร่งใสมากขึ้นในอนาคต

  • สงสัยข้อมูลที่ไม่ชัดเจนเพราะเกี่ยวกับอดีต
  • ความเคารพต่อบุคคลที่แท้จริง
  • การดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ

การที่ หลวงพ่ออลงกต ถูก ถอดจากหอเกียรติยศ นักเรียนเก่าดีเด่น อาจสร้างความสับสนแก่ผู้ติดตาม แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่ถือเป็นโอกาสในการปรับระบบเพื่อความโปร่งใส และให้เกียรติแก่ผู้ที่มีผลงานจริง ๆ โดยไม่ยึดติดกับชื่อเสียงเท่านั้น

ในอนาคตหากยังมีข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อที่มีชื่อของ หลวงพ่ออลงกต เกี่ยวข้อง ทางสมาคมจะดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาเหล่านั้นให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงทันที

เราอาจยอมรับได้ว่าความผิดพลาดนี้เกิดจากความตั้งใจดี แต่การยอมรับและแก้ไขอย่างเปิดเผยย่อมสำคัญกว่า การเผชิญหน้ากับความจริงจึงเป็นก้าวแรกของการพัฒนา

หากคุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นได้ด้านล่างบทความนี้ เราพร้อมรับฟังเสียงทุกเสียงอย่างเปิดใจ

ที่มา – ถอด ‘หลวงพ่ออลงกต’ จากหอเกียรติยศ ‘นักเรียนเก่าดีเด่น’ พร้อมเปิดเหตุผลทำไมถึงผิดพลาด

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ เสริมความรู้คู่การศึกษา

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ได้จัดโครงการ “โครงการฝึกอบรมเทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ” ขึ้น ณ โรงแรมดุสิตปริ๊นเซส จังหวัดพัทลุง โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานในพิธีเปิด รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วม และรศ.ดร.อาคีรา ราชเวียง รองอธิการบดี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ กล่าวรายงานให้ทราบ

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ เพื่อการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง

โครงการอบรมนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–18 สิงหาคม 2568 มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสนองพระก心愿ในพระราชดำริฯ ภายใต้แผนแม่บทระยะ 5 ปีที่เจ็ด (ต.ค. 2564 – ก.ย. 2568) เพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เข้าใจการวางแผน และเทคนิคการจัดทำข้อเสนอการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอย่างมีประสิทธิภาพ

การเรียนรู้เชิงปฏิบัติเสริมสร้างประสิทธิภาพ

ภายในโครงการได้มีการบรรยายเชิงวิชาการเรื่อง “การวางแผนกระบวนการความคิดและวิธีการเขียนงบประมาณโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ” โดย ดร.ปิยรัษฎ์ ปริญญาพงษ์ เจริญทรัพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการและเลขานุการคณะกรรมการโครงการฯ ระดับ 9 ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้การออกแบบโครงการอย่างเป็นระบบ การบริหารจัดการงบประมาณ ตลอดจนมุมมองเชิงกลยุทธ์ในการวางแนวทางดำเนินงาน

ผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วยผู้จัดทำข้อเสนอโครงการตามพระราชดำริและโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชงบประมาณปี 2569–2570 รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันและสานต่อภารกิจที่ทรงคุณค่าต่อสังคมอย่างยั่งยืน

  • เพิ่มความรู้ด้านการวางแผนโครงการ – การเรียนรู้กระบวนการวางแผนขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด
  • พัฒนาทักษะการเขียนงบประมาณ – ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการจัดทำงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
  • เปิดโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ – ผ่านกิจกรรมศึกษาดูงานและเสวนากลุ่ม

โครงการไม่เพียงแต่เป็นโอกาสในการฝึกอบรมเท่านั้น แต่ยังวางรากฐานให้เกิดความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืชของประเทศและสานต่อแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพระภิกษุในแนวทางสมัยใหม่

นี่คือก้าวสำคัญในการส่งเสริมบทบาทของทุกภาคส่วนที่มีต่อภารกิจรักษาและปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของพืชไทย เพราะการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชไม่ใช่เพียงเรื่องของคนรุ่นปัจจุบัน แต่เป็นมรดกแห่งอนาคตที่ต้องสานต่อให้ยั่งยืน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหารของชาติ เราเชื่อว่าการมีองค์ความรู้และความเข้าใจอย่างถูกต้องจาก “มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ” จะช่วยเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในการมีส่วนร่วมในงานที่มีคุณค่าสูงนี้

ที่มา – มทร.รัตนโกสินทร์ จัดอบรมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ เสริมความรู้คู่การศึกษา

สิงห์ เอสเตท บุกตลาดลักชูรี เปิดตัวบ้านเดี่ยว S’RIN พรานนก-กาญจนา

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ตลาดที่พักอาศัยแนวราบระดับ ลักชูรี ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ซึ่งกำลังเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจสูงจากนักลงทุนและผู้ซื้ออาศัย

สิงห์ เอสเตท บุกตลาดลักชูรี เปิดตัวบ้านเดี่ยว S’RIN พรานนก-กาญจนา

นายณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจพักอาศัย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการขยายพอร์ตธุรกิจให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ระดับลักชูรี โดยเฉพาะการเปิดตัวโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ S’RIN ที่ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

โครงการใหม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลักชูรี

ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัว บ้านเดี่ยว S’RIN พรานนก-กาญจนา มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 4,300 ล้านบาท ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพในโซนถนนพรานนก – พุทธมณฑลสาย 4 ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 45 – 80 ล้านบาท สะท้อนถึงการสร้างคุณค่าแห่งการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบสำหรับครอบครัวระดับพรีเมียม

โครงการ S’RIN พรานนก-กาญจนา ออกแบบภายใต้แนวคิด Infinite Living – บ้านเพื่อทุกการเติบโตไม่มีที่สิ้นสุด ผสานกับคอนเซปต์ดีไซน์ Mediterranean Revival เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่คัดสรรส่วนประกอบของวัสดุและดีไซน์ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย

รูปแบบบ้านมีพื้นที่ใช้สอยระหว่าง 440 – 630 ตารางเมตร พื้นที่หลังบ้านลึก 3 เมตร สามารถติดตั้งสระว่ายน้ำได้ในทุกหลัง โดยมีพื้นที่กลางแจ้งขนาดใหญ่เชื่อมต่อกับห้องอาหารในลักษณะ Outside-In พร้อมสวนล้อมรอบด้วยสีเขียว ให้ความรู้สึกเป็นพื้นที่พักผ่อนที่ลงตัว

  • จำนวนยูนิตทั้งหมด: 81 ยูนิต
  • ขนาดพื้นที่เฉลี่ยต่อหลัง: 160 ตร.วา
  • สิ่งอำนวยความสะดวก: คลับเฮาส์ สระว่ายน้ำแยกโซน Co-Kitchen และ S-Gym
  • เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ: Active Air Flow System และระบบรกรองน้ำ

นอกจากนี้ โครงการได้ผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ เช่น SCG ที่ให้หลังคาโมเดิร์น Excella, Solar D ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป และ Quattro Design ผู้นำด้านเฟอร์นิเจอร์ลักชูรีระดับพรีเมียม โดยมี Eichholtz เป็นแบรนด์สัญชาติเนเธอร์แลนด์ที่ให้การตกแต่งภายในอย่างหรูหรา สะท้อนเอกลักษณ์ในทุกพื้นที่ใช้สอย

ตอบโจทย์ครบทุกรูปแบบของการอยู่อาศัย

ทุกแง่มุมของ บ้านเดี่ยว S’RIN พรานนก-กาญจนา ถูกออกแบบมาเพื่อให้ครอบครัวสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นระบบอากาศที่ดี ความยืดหยุ่นในการออกแบบพื้นที่หรือการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง ที่ช่วยเสริมสุขภาพและความสุขในการอยู่อาศัย

โครงการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาบ้านในทำเลดีในโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ควบคู่ไปกับไลฟ์สไตล์ครอบครัวระดับพรีเมียม ที่ต้องการความพิถีในทุกรายละเอียดของคุณภาพการก่อสร้าง ดีไซน์ และการใช้วัสดุเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุด

สิงห์ เอสเตท ยังคงยืนมั่นในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชูรี ที่ไม่เพียงแต่มอบบ้าน แต่ยังมอบคุณค่าการใช้ชีวิตในแบบลักชูรีที่แท้จริง โดยมุ่งเน้นคุณภาพและความยั่งยืนในทุกโครงการ

หากคุณสนใจค้นหาบ้านในแบบที่ไม่มีที่สิ้นสุด คำตอบคือ บ้านเดี่ยว S’RIN พรานนก-กาญจนา บ้านที่เติบโตไปกับคุณและครอบครัวอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘สิงห์ เอสเตท’บุกตลาดลักชูรี เปิดตัวบ้านเดี่ยว S’RIN พรานนก-กาญจนา

โฆษก วิปวุฒิฯ ยันไม่จริง! ปฏิเสธข่าวคว่ำงบปี 69

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ได้ออกมาแถลงข่าวหลังจากมีข่าวลือว่าวุฒิสภาอาจมีมติคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบแล้ว

โฆษก วิปวุฒิฯ ยันไม่จริง!

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีขึ้นในวันที่ 1-2 ก.ย. โดยวุฒิสภาได้แบ่งประเด็นสำคัญไว้ 4 ภัยหลัก ได้แก่ 1. ภัยเศรษฐกิจ เช่น หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น รายได้ประชาชนลดลง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ 2. ภัยความมั่นคง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ 3. ภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง และมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม และ 4. ภัยทางสังคม เช่น ยาเสพติด พนันออนไลน์ บุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน

ความเชื่อส่วนตัวและข้อสังเกต

โฆษก วิปวุฒิฯ ยืนยันว่า ข่าวลือเกี่ยวกับการคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 69 ไม่เป็นความจริง เพราะทุกสว. มีสิทธิพิจารณาและลงมติด้วยความเป็นอิสระ โดยไม่มีการบังคับหรือใช้อำนาจใด ๆ ในการควบคุมทิศทางการลงคะแนนเสียง

เมื่อถูกถามถึงแนวทางการจัดการกับผู้ที่เผยแพร่ข่าวลือ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ข้อความที่เผยแพร่นั้นมาจากจินตนาการมากกว่าข้อเท็จจริง และย้ำว่าการพูดคุยกันภายในวุฒิสภาแทบจะไม่มี ทำให้ไม่มีที่ยืนเรื่องการประชุมร่วมกันที่จะควบคุมมติของสมาชิก

  • ไม่มีการประชุมลับเพื่อคว่ำร่าง พ.ร.บ.
  • สว.มีสิทธิพิจารณาโดยอิสระ
  • ข่าวลือไม่มีมูลความเป็นจริง

กมธ. วิสามัญฯ จะส่งรายงานข้อสังเกตต่าง ๆ ภายในวันที่ 25-26 ส.ค. เพื่อให้ประธานวุฒิสภาจัดทำเป็นระเบียบวาระต่อไป โดยเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 143 ที่กำหนดระยะเวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณไว้ที่ 20 วัน

สุดท้าย การพิจารณางบฯ ปี 69 ถือเป็นจุดสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างสูง เพราะไม่ว่าจะคว่ำ หรือไม่คว่ำ จะต้องสะท้อนความต้องการแก้ปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง

รับฟังข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โฆษก วิปวุฒิฯ และการพิจารณา งบปี 69 ได้ที่เว็บไซต์ข่าวสารที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ถูกต้องและรอบด้าน

ที่มา – ‘โฆษก วิปวุฒิฯ’ ซัดพวกมโน ปล่อยข่าวคว่ำงบปี 69  ยันไม่จริง!

สิ้นหวังในชีวิตแม่ลูกรมควันลาโลก ลูกชายพิการดับคาที่เจ้าตัวโคม่า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดอุดรธานีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจและสร้างความเสียใจให้แก่สังคมอย่างยิ่ง เมื่อแม่ลูกคู่หนึ่งได้ตัดสินใจ รมควันลาโลก ด้วยความสิ้นหวังในชีวิต หลังจากที่เผชิญปัญหาครอบครัวและความเครียดสะสมจากการดูแลลูกชายที่มีความต้องการพิเศษ

สิ้นหวังในชีวิตแม่ลูกรมควันลาโลก ลูกชายพิการดับคาที่เจ้าตัวโคม่า

จากข้อมูลที่ได้รับ ศูนย์วิทยุร่มโพธิ์ทอง สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเหตุว่ามีผู้หญิงรายหนึ่งได้ รมควันลาโลก อยู่ภายในห้องนอนที่บ้านเลขที่ 40 หมู่ 4 ตำบลบ้านจั่น อำเภอเมืองอุดรธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยกู้ชีพ รพ.ค่ายประจักษ์ศิลปาคม และอาสากู้ภัยรุดไปตรวจสอบทันที แต่เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบว่าประตูห้องนอนชั้นล่างถูกล็อคจากด้านใน จำเป็นต้องงัดเพื่อเข้าไปช่วยเหลือ

ในห้องนอน พบลูกชายวัย 29 ปี เสียชีวิตนอนอยู่บนเตียง ส่วนแม่วัย 65 ปี หมดสติอยู่บนฟูกบริเวณพื้น เจ้าหน้าที่ได้ช่วยเหลือเบื้องต้น และนำส่งโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานีทันที แต่สภาวะอาการยังคงน่าเป็นห่วง

สาเหตุของการรมควันลาโลก

จากการตรวจสอบภายในห้อง พบเตาอั้งโล่และเศษถ่านอยู่ใกล้กัน รวมถึงกระดาษเขียนร่ำลาบางส่วน ซึ่งระบุไว้ว่า “งดพิธีกรรมทางศาสนาและไม่ต้องแจ้งญาติ” แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและเป็นการปิดบัญชีกับโลกใบนี้อย่างเด็ดขาด

ญาติใกล้ชิดเล่าว่า ผู้เสียชีวิตเคยเป็นครูและทำงานร้องเพลง ยังมีอาชีพนวดแผนโบราณเพื่อเลี้ยงดูลูกชายที่มีความต้องการพิเศษ ทำให้ช่วงปลายชีวิตเผชิญความลำบากทั้งทางด้านการเงินและจิตใจ จนที่ผ่านมาผู้เป็นแม่มักจะพูดถึงเรื่องการคิดสั้นหลายครั้ง อาจเพราะภาระหนักหนาเกินจะแบกรับ

เพื่อนบ้านบอกว่า แม่ของผู้เสียชีวิตเคยปรึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัวและความกังวลเกี่ยวกับลูกพิการบ่อยครั้ง ดำเนินชีวิตมาอย่างหนักลำบาก โดยเฉพาะเมื่อไม่มีเครือญาติพี่น้องที่เข้ามาช่วยเหลือมากนัก เจ้าหน้าที่จึงสันนิษฐานว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากความเครียดสะสม ปัญหาครอบครัวและการเงินที่พุ่งชนกันจนเกินความสามารถในการดูแลตัวเองและลูกชายได้

ปัจจุบันตำรวจได้นำส่งศพลูกชายไปยังนิติเวชโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เพื่อรอการมาบำเพ็ญกุศลจากญาติให้เป็นไปตามประเพณี

กรณีของแม่ลูกคู่นี้นับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความหนักหนาของการใช้ชีวิตที่ต้องรับภาระครอบครัวและดูแลคนที่มีความต้องการพิเศษ ยิ่งหากไม่มีที่พึ่งหรือช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ก็อาจนำไปสู่วิกฤตทางจิตใจได้ง่าย การให้การสนับสนุนทั้งในเชิงอารมณ์และด้านปัญหาการเงินจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมไทย

หากคุณหรือคนรอบข้างกำลังเผชิญกับความลำบากทางจิตใจกรุณาอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ อาศัยเครือข่ายของชุมชนหรือโทรหาสายด่วนสุขภาพจิต เพราะ สิ้นหวังในชีวิต ไม่ใช่ทางออก และยังมีใครบางคนที่รอคุณอยู่เสมอ

ที่มา – สิ้นหวังในชีวิตแม่ลูกรมควันลาโลก ลูกชายพิการดับคาที่เจ้าตัวโคม่า

สรุป 10 ประเด็นร้อน ‘ณิชา’ซับหน้า ‘หมาก’ ขอปิดดราม่าสะท้านวงการ ‘คิมเบอร์ลี่’ย้ำเรื่องปกติ!

เหตุการณ์ที่นักแสดงสาว ณิชา ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ ได้ช่วย หมาก ปริญ สุภารัตน์ ซับหน้าในงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์ “ปากกัดตีนถีบ” กลับกลายเป็นประเด็นร้อนระดับทวิตเตอร์ และถูกโยงไปถึง คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส ภรรยาของ หมาก ที่ออกมาให้สัมภาษณ์เคลียร์ข้อสงสัย

สรุป 10 ประเด็นร้อน ‘ณิชา’ซับหน้า ‘หมาก’ ขอปิดดราม่าสะท้านวงการ ‘คิมเบอร์ลี่’ย้ำเรื่องปกติ!

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากภาพเดียวที่ ณิชา ใช้ผ้ากระดาษซับเหงื่อและสิ่งติดอยู่บนใบหน้าของ หมาก ขณะที่กำลังเข้าร่วมงานแถลงข่าว ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมจนกลายเป็นประเด็นในโซเชียลมีเดีย

เหตุผลที่ณิชาซับหน้าหมาก

ณิชาออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเปิดใจว่า เธอไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็น เพราะมองว่าเป็นเพียงการช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานในสถานการณ์ที่หมากไม่สะดวก และต้องรีบเข้าสู่วงรอบของการสัมภาษณ์

ทั้งในด้านของ คิมเบอร์ลี่ ก็แบ่งปันความคิดว่าเธอไม่ได้รู้สึกหึงหรือไม่สบายใจใดๆ เพราะเธอเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติที่บุคคลภายในวงการบันเทิงจะช่วยกันในเวลาฉุกเฉิน ทั้งยังกล่าวเสริมว่าในขณะนั้น ช่างแต่งหน้าไม่สามารถเข้ามาใกล้ได้ด้วยซ้ำ จึงทำให้เกิดการช่วยเหลือจาก ณิชา

  • สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรื่องปกติ
  • เป็นการช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องเกินขอบเขต
  • คิมเบอร์ลี่เข้าใจและไม่เจ้าว่าน
  • หมากยอมรับว่าเป็นคนขอให้ช่วย
  • ทั้งสามคนมีท่าทีสอดคล้องกัน

นอกจากนี้ หมาก ปริญ ก็ได้ออกมาอธิบายว่าเขาเป็นคนที่ขอให้ ณิชา ช่วยซับหน้า เพราะไม่เห็นว่าหน้าตัวเองมีสิ่งใดติดอยู่ ทำให้เขาคิดว่าเป็นเรื่องปกติ จึงขอโทษ ณิชา ต่อสื่อมวลชนในภายหลังที่ทำให้เธอต้องเผชิญกับกระแส

ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามคน

ภาพรวมของสถานการณ์คือ ทั้งสามฝ่ายให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการช่วยเหลือกันตามมาตฐานนักแสดง และไม่มีเจตนาแอบแฝงใดๆ ทำให้กระทั่งดราม่าที่เกิดขึ้นเริ่มสงบลงตามความเข้าใจของสื่อและแฟนคลับ

หลาย ๆ คนเริ่มเห็นชัดว่าเป็นเพียงการตีความผิด และดราม่าที่เกิดขึ้นนั้นไม่น่าเกิดขึ้นเลย ทั้งยังชื่นชมในสปิริตของ ณิชา ที่ไม่กลัวกระแส รวมถึงความมั่นคงในความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยาอย่าง หมาก และ คิมเบอร์ลี่ ที่ดูเป็นธรรมชาติและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ถึงแม้คำพูดบางคำจะถูกตีความอย่างจงใจหรือคลาดเคลื่อนก็ตาม แต่การเปิดใจ ความจริงใจ และความเข้าใจที่เกิดขึ้นได้ในที่สุด สื่อให้เห็นว่าความสัมพันธ์ภายในวงการบันเทิงก็ยังคงมีพื้นฐานบนความเป็นมนุษย์และภราดรภาพอยู่เสมอ

ที่มา – สรุป 10 ประเด็นร้อน ‘ณิชา’ซับหน้า ‘หมาก’ ขอปิดดราม่าสะท้านวงการ ‘คิมเบอร์ลี่’ย้ำเรื่องปกติ!