ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ไทย–เมียนมาตั้งทีมร่วมแก้ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก-สาย

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี兼รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ร่วมกับน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เดินทางไปเยือนนครเนปยีดอ สหภาพสาธารณรัฐเมียนมา

ไทย–เมียนมาตั้งทีมร่วมแก้ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก-สาย

การเยือนครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหารืออย่างเป็นทางการกับนายขิ่น ม่อง ยี รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมา เรื่องการส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการคุณภาพน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง

พลิกโฉมคุณภาพน้ำแม่น้ำกกรวมถึงแม่น้ำสาย

ในโอกาสดังกล่าว นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้กล่าวว่า การหารือระหว่างไทยและเมียนมาครั้งนี้มุ่งเน้นควบคุมและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำที่มีผลกระทบต่อชุมชน โดยเฉพาะสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางปฎิบัติที่ผ่านการทดสอบแล้ว เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและปฏิบัติตามแนวทางทางวิทยาศาสตร์ร่วมกัน

  • แสดงเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม
  • ตกลงที่จะร่วมประชุมประสานงานเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำ
  • จัดตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องต้องพัฒนาความร่วมมือในเรื่องการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างความตระหนักรู้ของประชาชน และการใช้เทคโนโลยีในการจัดการกับกิจการเหมืองแร่ที่อาจทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือเพื่อหาแนวทางป้องกันปัญหาคุณภาพน้ำในระยะยาว

การตั้งทีมร่วมระหว่างไทยและเมียนมาถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าความร่วมมือโดยตรงแบบนี้ จะนำไปสู่กรอบการทำงานที่มีประสิทธิภาพในอนาคต

ทั้งนี้ ทางการไทยได้ย้ำยืนยันความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาโดยใช้ฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในการวางแผน รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในการหาทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

การร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมของไทยและเมียนมาเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านแนวทางร่วมสร้างอนาคต ที่ไม่ใช่เพียงการพูดคุยกันแค่บนกระดาษ แต่เป็นการปฏิบัติที่ส่งผลให้เกิดประโยชน์จริงต่อชุมชน

หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาน้ำเสียในพื้นที่อยู่ใกล้แม่น้ำกกหรือแม่น้ำสาย เราขอเชิญชวนให้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังอย่างมีสติ และส่งเสริมแนวทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ที่มา – ‘ไทย–เมียนมา’ ตั้งทีมร่วมแก้ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก-สาย

เผยคลิปทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิด หลักฐานชัดใช้ฟ้องสภาออตตาวา

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชารอบประเด็นชายแดนตะวันออกเฉียงใต้กลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง จากการลักลอบวางทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชาในพื้นที่ใกล้ชายแดน ซึ่งถูกเปิดเผยผ่านคลิปทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิดที่เผยแพร่โดยกองทัพไทย เป็นหลักฐานชัดเจนในกรณีที่ระบุว่ากัมพูชามีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาแถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน (IOT) ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตทหารจาก 8 ประเทศ ได้เดินทางไปสังเกตการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ และสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 18-20 ส.ค.

คลิปทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิด กลายเป็นหลักฐานสำคัญ

ในการแถลงครั้งนี้ อธิบดีนิกรเดชได้กล่าวว่า กองทัพไทยได้จัดกำหนดการครอบคลุมให้คณะ IOT ได้เห็นถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา เช่น การขัดขวางการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) และที่สำคัญคือการเผยคลิปทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิดซึ่งจะถูกใช้เป็นหลักฐานสำคัญในระดับนานาชาติ โดยได้ถูกนำเสนอในคณะกรรมการสภาอนุสัญญาออตตาวา ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิส

รัฐบาลไทยเตรียมฟ้องรัฐภาคีออตตาวา

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังระบุว่า รัฐบาลไทยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการเรียกร้องให้กัมพูชายุติการละเมิดพันธกรณีในฐานะภาคีของอนุสัญญาออตตาวา โดยได้มีการส่งหนังสือถึงประธานการประชุมภาคีอนุสัญญาครั้งที่ 22 ถึง 4 ฉบับ และเตรียมการเดินทางไปพบคณะกรรมการอีกครั้งในวันที่ 22 ส.ค. เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงและหลักฐานคลิปทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิดให้อย่างละเอียดและรอบด้าน

“ข้อมูลจากคลิปที่เผยแพร่นี้จะถูกใช้ในการฟ้องร้องทางกฎหมายกับกัมพูชาในฐานะภาคีของอนุสัญญา เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบและให้ยุติการละเมิดต่อกฎระเบียบระหว่างประเทศ” นายนิกรเดชกล่าวเสริม

นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้ประชาชนและสื่อมวลชนใช้วิจารณญาณในการรับข่าว โดยเฉพาะข่าวที่พยายามบิดเบือนจากฝั่งกัมพูชา เช่น การกล่าวอ้างว่าลวดหนามของไทยบุกรุกพื้นที่ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการดำเนินการของกองทัพไทยในพื้นที่ซึ่งอยู่ในเขตควบคุมของทางทหารบกไทย

ในการลงพื้นที่ของคณะ IOT ยังรวมถึงการไปตรวจสอบที่ควบคุมตัวเชลยกัมพูชารวม 18 คน และสำรวจโรงพยาบาลพนมดงรัก ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยยืนยันให้เห็นถึงความตั้งใจของไทยที่ต้องการความโปร่งใสและความยุติธรรมในประเด็นชายแดน

ในท้ายที่สุดการเผยคลิปทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิด ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือสำคัญในแง่ของงานข่าว แต่ยังเป็นหลักฐานผลกระทบทางกฎหมายที่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์บริเวณชายแดนตะวันออกเฉียงใต้ในระยะยาว

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่และแนวทางการแก้ไขของรัฐบาลไทย ร่วมติดตามการรายงานอย่างใกล้ชิดผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยข่าวสารทหาร

ที่มา – ชี้คลิปทหารกัมพูชาลอบฝังทุ่นระเบิด เป็นหลักฐานชั้นดีใช้ฟ้องรัฐภาคีออตตาวา

BYD และ TSB นำรถเมล์ไฟฟ้าเข้าโรงเรียนศึกษานารี

โครงการ “Smart รักษ์โลก” ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง BYD และ TSB ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยใช้เยาวชนเป็นศูนย์กลาง ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นี้ ทั้งสองบริษัทได้นำรถเมล์ไฟฟ้าเข้าเยี่ยมเยือน โรงเรียนศึกษานารี เพื่อจัดกิจกรรมสร้างสรรค์สนุกสนานภายใต้แนวคิดของการเดินทางอย่างยั่งยืน พร้อมแจกบัตร HOP Card สำหรับนักเรียน

BYD และ TSB นำรถเมล์ไฟฟ้าเข้าโรงเรียนศึกษานารี

กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะ PM2.5 ที่เกิดจากการเดินทางแบบใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่มีความยั่งยืน เช่น รถเมล์ไฟฟ้าและเรือไฟฟ้า ซึ่งเป็นแรงผลักสำคัญให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม

เวิร์กชอปเพื่อโลกที่ดีกว่า

ภายในงานมีการจัดเวิร์กชอป “เดินทางอย่างยั่งยืน” เต็มอิ่ม น้อง ๆ ได้เรียนรู้การใช้งานบัตร HOP Card ที่สามารถเดินทางทั่วเครือข่าย TSB ได้ตลอดวันเพียง 40 บาทเท่านั้น ไม่มีจำกัดสายและจำนวนเที่ยว ส่งเสริมให้การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะกลายเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่า

กิจกรรมยังมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้บริหาร นักเรียน และครูอาจารย์ พร้อมกับมอบทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนให้กับโรงเรียนเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ น้อง ๆ ยังมีโอกาสฝึกการสร้างสรรค์ด้วยการผลิตคลิปวิดีโอเพื่อรณรงค์ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok โดยใช้บัตร HOP Card เป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลรวมมูลค่า 3,500 บาท

  • กิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเดินทางใช้พลังงานสะอาด
  • แจกบัตร HOP Card ค่าเดินทางตลอดวันเพียง 40 บาท
  • จัดเวิร์กชอปยั่งยืนและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
  • ให้ความรู้เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศแก่เยาวชน

การริเริ่มของบริษัท BYD และ TSB ครั้งนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมในกลุ่มเยาวชน ให้พวกเขาเห็นว่า “โลกที่ดีกว่า” เริ่มจากการเลือกใช้สิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันนี้

หากคุณเป็นสถานศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “Smart รักษ์โลก” สามารถติดต่อทีมงาน TSB ได้ที่อีเมล [email protected]

ที่มา – BYD ผนึก TSB นำรถเมล์ไฟฟ้าบุก รร.ศึกษานารี

สหรัฐขยายขอบเขต “ภาษีโลหะ” ส่งผลต่อสินค้าอุตสาหกรรมและเด็ก

จากข่าวล่าสุดสำนักงานอุตสาหกรรมและความปลอดภัย (BIS) ภายใต้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ได้ประกาศเพิ่มสินค้ากว่า 407 ประเภทเข้าในบัญชีสินค้าที่ถือว่าเป็น “ผลิตภัณฑ์อนุพันธ์” ของเหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งเป็นการขยายวงเงื่อนไขบท “ภาษีโลหะ” ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกตั้งแต่ต้นปี ต่ออุตสาหกรรมในสหรัฐ

สหรัฐขยายขอบเขต “ภาษีโลหะ” ส่งผลสำคัญต่อภาคกลางและอีโคโนมี

เดิมทีภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมถูกกำหนดไว้ที่ 25% จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 50% ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเหตุผลของทรัมป์ในการออกภาษีนี้คือ การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการแข่งขันของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดดังกล่าวถือเป็นการขยายขอบเขตให้แตะขอบผลิตภัณฑ์และของใช้ที่มีส่วนผสมของโลหะหลายชนิด

กลุ่มสินค้าที่เปลี่ยนแปลง

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุว่าการขยายขอบเขตภาษีครั้งนี้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายกลุ่ม ได้แก่

  • กังหันลม
  • ชิ้นส่วนอะไหล่
  • รถเครนเคลื่อนที่
  • รถเกลี่ยดิน
  • อุปกรณ์หลักอื่น ๆ
  • เฟอร์นิเจอร์
  • คอมเพรสเซอร์
  • ปั๊ม
  • และผลิตภัณฑ์อีกหลายร้อยรายการ

แม้ภาษีดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าเทคโนโลยีหรือเสื้อผ้า แต่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าระยะยาวอาจกระทบจำนวนหนึ่งที่อุตสาหกรรมรอง รวมถึงต้นทุนของบริษัทผู้ผลิตขนาดกลางและเล็ก

เป้าหมายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของสหรัฐ

ด้านนายเจฟฟรีย์ เคสส์เลอร์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ฝ่ายอุตสาหกรรมและความมั่นคง กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อ “ลดช่องทางในการเลี่ยงภาษี” และลดการใช้วัตถุดิบราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเน้นการส่งเสริมรายได้และขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐ

อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์หลายคนยังตั้งข้อสังเกตว่า ผลกระทบที่ตามมาจากการเก็บภาษีมากขึ้นยังไม่แสดงอย่างชัดเจน แต่น่าจะส่งผลกระทบระยะยาวในเรื่องราคาสินค้า ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในสหรัฐ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจส่งออกหรือต้องการจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีระหว่างประเทศ ควรเริ่มปรับกลยุทธ์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและค้าระหว่างประเทศอย่างเร่งด่วน

ที่มา – สหรัฐขยายขอบเขต “ภาษีโลหะ” กระทบสินค้าอุตสาหกรรม-ผลิตภัณฑ์เด็ก

ธรรมาภิบาลข้อมูลในประเทศไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ LIRNEasia สถาบันวิจัยนโยบายระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค ได้ร่วมกับภาควิชาการศึกษาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยฮันกุกแห่งประเทศเกาหลี Privacy Thailand และสถาบันนโยบายศึกษา ประเทศไทย (IPPS) จัดงาน “Data Governance in Thailand” หรือ ธรรมาภิบาลข้อมูลในประเทศไทย ครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในด้านนโยบายข้อมูลจากทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสัมคม

งานฟอรัมธรรมาภิบาลข้อมูลในประเทศไทย มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการกำกับดูแลข้อมูลอย่างมีระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชน รวมถึงการแสดงความคิดเห็นและอภิปรายถึงความท้าทาย ช่องว่าง และโอกาสต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลในเมืองไทย

ธรรมาภิบาลข้อมูลในประเทศไทย

องค์กรร่วมจัดงานประกอบด้วย LIRNEasia และเครือข่ายนักวิจัยได้ดำเนินการสำรวจเรื่องความตึงเครียดในเรื่องธรรมาภิบาลข้อมูลใน 7 ประเทศในภูมิภาค ได้แก่ ไทย อินเดีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา เนปาล ปากีสถาน และฟิลิปปินส์ เพื่อหาแนวทางต่อยอดในการออกแบบระบบ ธรรมาภิบาลข้อมูลในประเทศไทย ที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์การใช้ข้อมูลในยุคดิจิทัล

กฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

โครงสร้างของการกำกับดูแลข้อมูลในประเทศไทยประกอบด้วยกรอบกฎหมายหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ร่วมกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารราชการของรัฐ และกฎหมายด้านบริการภาครัฐแบบดิจิทัล

  • PDPA: ควบคุมการเก็บรวบรวมและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของทั้งภาครัฐและเอกชน
  • การเปิดเผยข้อมูล: ส่งเสริมให้ข้อมูลที่ไม่กระทบต่อความเป็นส่วนตัวสามารถเข้าถึงได้ง่าย
  • ความรับผิดชอบร่วมกัน: ย้ำถึงบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในการจัดการกับข้อมูลให้มีความสมดุลระหว่างความโปร่งใส่และความปลอดภัย

ในงานอภิปราย มีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายประเทศมาแลกเปลี่ยนถึงประโยชน์ของการแสวงหาแนวทางร่วม ทั้งในภาพรวมของภูมิภาคและประเทศไทยโดยเฉพาะ โดยเน้นการปรับใช้บทเรียนนวัตกรรมและกฎหมายระหว่างประเทศที่สามารถนำมาพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของไทย

นอกจากนี้ ได้มีการนำเสนอแนวทางการจัดการข้อมูลในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลในภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งยังเล็งเห็นถึงบทบาทของ AI และการนำข้อมูลมาใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

ท่ามกลางความท้าทายด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบธรรมาภิบาลข้อมูลในประเทศไทยจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงกฎระเบียบเดียว แต่ต้องอาศัยการสื่อสาร การสร้างความเข้าใจ และการประสานงานระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสของรัฐ

หากประเทศไทยสามารถพัฒนากรอบการกำกับดูแลข้อมูลให้ครอบคลุมและสมดุลได้ จะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมให้ข้อมูลเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเติบโตของสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

สรุปแล้ว การมีระบบธรรมาภิบาลข้อมูลในประเทศไทยที่มีประสิทธิภาพจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลักดันสังคมไทยสู่เป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัลและการบริหารราชการที่ชาญฉลาดและโปร่งใส

ที่มา – Data Governance in Thailand

ประธานสภาฯ สั่งปรับภูมิทัศน์สนามหญ้าหน้ารัฐสภา เตรียมต้อนรับ รัชกาลที่ 7

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่บริเวณสนามหญ้าด้านหน้าอาคารรัฐสภา ฝั่งถนนทหาร นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ ได้เดินสำรวจพื้นที่เพื่อเตรียมการปรับปรุงภูมิทัศน์ของลานสนามหญ้า รวมถึงต้นไม้และสระบัวที่อยู่ตรงแนวถนนทหาร เพื่อให้พื้นที่มีความสวยงามและพร้อมรองรับการประดิษฐาน “พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7” หรือสมเด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประธานสภาฯ สั่งปรับปรุงสนามหญ้าหน้ารัฐสภา

ในระหว่างการเดินสำรวจ พล.ต.วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า พื้นที่หน้ารัฐสภาจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้มีความเหมาะสมและสวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเตรียมความพร้อมในการอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 มาประดิษฐานในเร็ววันนี้ ทั้งนี้ จะมีการจัดต้นไม้ ตกแต่งกิ่งไม้ และดูแลสระบัวให้อยู่ในสภาพดี เพื่อให้บริเวณด้านหน้ารัฐสภาเป็นพื้นที่ที่สวยงามและเหมาะสมกับสถานะของรัฐสภา

มีการกำหนดให้ในวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่สนามหญ้าด้านหน้าอาคารรัฐสภา จะมีพิธีสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 เพื่อเตรียมรอการประดิษฐานอย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดการเคลื่อนย้ายจากสำนักช่างสิบหมู่กรมศิลปากร อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม มาก่อนหน้านี้ในวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 09.09 น.

การพัฒนาพื้นที่รัฐสภา

ประธานสภาฯ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการจัดพื้นที่ภายนอกแล้ว ยังมีแผนพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอาคารรัฐสภา เช่น ศูนย์สารสนเทศ พิพิธภัณฑ์รัฐสภา ห้องประชุมขนาดใหญ่ที่รองรับได้ 1,500 ที่นั่ง และห้องประชุมสัมมนา 6 ห้อง โดยการพัฒนาจะเป็นไปตามแผนงานและงบประมาณที่มีอยู่ เพื่อให้สามารถรองรับสมาชิกรัฐสภาและประชาชนทั่วไปที่ต้องการเข้ามาใช้บริการหรือศึกษาดูงาน

  • ปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่หน้ารัฐสภา เพื่อความสวยงาม
  • พิธีสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ในวันที่ 23 ส.ค.
  • เคลื่อนย้ายจากจ.นครปฐม เมื่อวันที่ 22 ส.ค.
  • พัฒนาศูนย์ข้อมูลและห้องประชุมสัมมนา เพื่อความพร้อมใช้งาน

“เราพยายามจะใช้พื้นที่ของรัฐสภาที่สร้างไว้ ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ และขาดอุปกรณ์บางส่วน ก็จะมาต่อเติมให้ครบถ้วน เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์ ทั้งสมาชิกรัฐสภา และประชาชนข้างนอกที่เข้ามาเยี่ยมดูงานสภาฯ หรือใช้พื้นที่ประชุมสัมมนา” ประธานสภาฯ กล่าว

เห็นได้ชัดว่าการเตรียมต้อนรับพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐสภาในช่วงเวลานี้ และยังสะท้อนให้เห็นถึงการตั้งใจในการปรับปรุงพื้นที่ และเพิ่มคุณค่าของสถานที่สำคัญเชิงสัญลักษณ์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางภายนอกและภายในอาคาร

อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิดจากประธานสภาฯ ถือเป็นสัญลักษณ์ของการบริหารจัดการโครงสร้างอันเป็นระบบและมุ่งเน้นทั้งด้านความสวยงามและประสิทธิภาพด้านการให้บริการอย่างแท้จริง

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการปรับปรุงพื้นที่รัฐสภา รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับพิธีและกิจกรรมภายหลังการประดิษฐานต่อไป อย่าลืมกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราอย่างสม่ำเสมอ คุณจะได้รับข้อมูลใหม่ ๆ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์

ที่มา – ’ประธานสภาฯ‘ สั่งปรับปรุงภูมิทัศน์สนามหญ้าด้านหน้ารัฐสภา เผย 23 ส.ค. 68 ทำพิธีสักการะ ’พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7‘ เพื่อเตรียมประดิษฐาน

เร่งฝังซากช้างป่าแก่งกระจาน หลังพบตายริมอ่างเก็บน้ำเสาร์ห้า

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายนพร ปทุมเหง่า ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ได้รับรายงานเกี่ยวกับการพบ ซากช้างป่า ที่เสียชีวิตแล้วบริเวณริมอ่างเก็บน้ำเสาร์ห้า หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากการแจ้งของ นายมงคล ชัยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งร่วมกับเจ้าหน่วยพิทักษ์จาก กจ.7 (เขาหุบเต่า) เข้าตรวจสอบเบื้องต้น

เร่งฝังซากช้างป่าแก่งกระจาน

ภายหลังได้รับรายงานดังกล่าว เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน ได้แก่ อช.แก่งกระจาน, สัตวแพทย์จากกรมอุทยานแห่งชาติ, เจ้าหน้าที่ทหาร, ตำรวจ สภ.หนองพลับ, อบต.ป่าเด็ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุทันที เพื่อดำเนินการตรวจสอบ และจัดการกับ ซากช้างป่า อย่างเหมาะสมตามระเบียบ

การตรวจพิสูจน์ซากช้างป่า

จากการตรวจสอบโดยทีมสัตวแพทย์ พบว่า ซากช้างป่า เป็นเพศเมีย มีอายุประมาณ 5 ปี และคาดว่าเสียชีวิตแล้วมาประมาณ 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การตรวจร่างกายไม่พบว่ามีร่องรอยของการถูกยิง รวมถึงไม่พบโลหะแปลกปลอมใด ๆ ผ่านการสแกน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตายแบบธรรมชาติหรือจากเหตุการณ์อื่น

สิ่งที่เจ้าหน้าที่พบคือบาดแผลซ้ำเติมในบริเวณลำตัว ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากอุบัติเหตุระหว่างการเคลื่อนไหวในฝูงช้าง โดยอาจถูกช้างตัวผู้ขนาดใหญ่กรุ侵ทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส จนนำไปสู่การเสียชีวิตในภายหลัง

การฝังซากช้างและป้องกันโรค

หลังจากการตรวจสอบและสรุปผลเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้เร่งดำเนินการฝัง ซากช้างป่า ทันที หากสวนทางอาจเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่ซ่อนเร้นจากซากสัตว์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง

หลังจากฝังซากเรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้โรยปูนขาวรอบบ่อฝัง เพื่อขจัดกลิ่นเฉพาะและฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจสะสมอยู่ได้ ทำให้บรรยากาศโดยรอบกลับคืนสู่สภาพปกติ

การดูแลรักษา ช้างป่าแก่งกระจาน ตลอดจนการติดตามพฤติกรรมของฝูงสัตว์ในพื้นที่ เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของเจ้าหน้าที่อุทยาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรวม

พบว่าพื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำเสาร์ห้า อาจต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ว่ามีสัตว์ป่าตัวใดเข้ามาระหว่างแหล่งน้ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝูงช้างหรือสัตว์ป่ากับกิจกรรมของมนุษย์

ผู้คนที่เดินทางผ่านบริเวณดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงการหยุดพักใกล้อ่างเก็บน้ำ หากไม่มีความจำเป็น เพื่อความปลอดภัยของตนเอง และเพื่อรักษาความสงบของธรรมชาติ

หากมีการสังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติของสัตว์ป่าในพื้นที่ แนะนำให้รีบรายงานเจ้าหน้าที่อุทยานให้เร็วที่สุด เพื่อดำเนินการตรวจสอบและช่วยเหลือทันท่วงที ป้องกันทั้งความเสียหายทางชีวภาพ และความเสี่ยงต่อมนุษย์

การช่วยให้สัตว์ป่ามีโอกาสใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างปลอดภัย คือหนึ่งในหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์ การรักษาความสมดุลของระบบนิเวศใน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จึงยังคงเป็นภารกิจที่เราไม่ควรมองข้าม

ที่มา – เร่งฝังซากช้างป่าแก่งกระจาน หลังพบตายริมอ่างเก็บน้ำเสาร์ห้า

กมธ.ฯ ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการสอบสวน นพ.สุภัทร ที่ไม่เป็นธรรม

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ อาคารรัฐสภา กระคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่นำโดยนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี สว. ประธานที่ปรึกษาคณะกมธ. แถลงจุดยืนกรณี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ซึ่งเป็นประธานชมรมแพทย์ชนบท ถูกคณะกรรมการสอบสวนวินัยพิจารณาดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง หลังมีมติให้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อหาการจัดซื้อชุดตรวจเอทีเค (ATK) ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไม่โปร่งใส

กมธ.ฯ ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการสอบสวน นพ.สุภัทร ที่ไม่เป็นธรรม

นายวีระศักดิ์ กล่าวหลังการแถลงว่า ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา นพ.สุภัทร เป็นหนึ่งในบุคลากรทางการแพทย์ที่อุทิศตนทำงานเพื่อประชาชน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อระบบสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครล่มสลาย นพ.สุภัทรและทีมแพทย์ชนบทก็ยังคงเดินหน้าเข้าพื้นที่ตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชนต่าง ๆ ของเมืองหลวงแม้ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ

บทบาทในช่วงวิกฤตโควิด-19

ไม่เพียงเท่านั้น โรงพยาบาลจะนะ ซึ่งนพ.สุภัทรดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ยังเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการจัดซื้อชุดตรวจ ATK และนำชุดดังกล่าวมาใช้เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจหาเชื้ออย่างทันท่วงที ซึ่งในช่วงเวลาวิกฤตแบบนั้นถือเป็นการช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมาก ทว่าล่าสุดมีมติของคณะกรรมการที่มอบหมายให้ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และข้อเสนอให้ปลดนพ.สุภัทรออกจากงานราชการ ส่วนเหตุผลที่อ้างมาก็คือว่าการจัดซื้อ ATK นั้นขัดต่อระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง

แต่ “ประเด็น” ที่คณะกมธ.พบคือ โรงพยาบาลหลายแห่งในช่วงเวลานั้นใช้วิธีการเดียวกับโรงพยาบาลจะนะเช่นกัน แต่ไม่ถูกสอบสวนหรือตรวจสอบใด ๆ แม้แต่น้อย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการสอบสวนวินัยที่ไม่เท่าเทียมและอาจมีอานาจใช้เพื่อกดขี่ผู้ที่มีเจตนาดี

เสียงสะท้อนจากที่ประชุมกมธ.

คณะกรรมการฯ ที่นำโดยนายวีระศักดิ์ เห็นว่าการกระทำของนพ.สุภัทร และทีมแพทย์ คือสิ่งที่ “จำเป็น” และ “สมควร” ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงที่ระบบสาธารณสุขแทบล่มสลาย ดังนั้นขอให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงพิจารณาจาก “เจตนา” และ “ห้วงเวลา” ของสถานการณ์ในช่วงนั้น เพื่อให้ผลการพิจารณาเกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

ในที่สุด คณะกมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ยืนยันอีกครั้งว่าไม่เห็นด้วยกับการสอบสวน นพ.สุภัทร ที่ไม่เป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้มีการศึกษาข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหายในเชิงลึก โดยคำนึงถึงเสถียรภาพของระบบการบริการสาธารณสุขและเจตนารมณ์ของผู้ปฏิบัติหน้าที่

ในมุมมองของผู้เขียน การลงโทษบุคคลที่ช่วยชีวิตคนในยามวิกฤตอาจพลิกประเด็นจากความผิดเป็นการปฏิบัติอย่างมีจิตอาสา เพียงเพราะ ‘ลืม’ หรือ ‘ก้าวข้าม’ ขั้นตอนเล็กน้อย อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ควรใช้ปรับระบบ ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือกดขี่

หากคุณเห็นด้วยกับประเด็นนี้ ลองแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้สังคมมีเสียงร้องเรียกร้องความเป็นธรรม และอย่าปล่อยให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ตั้งใจทำงานเพื่อสังคมต้องรับผลตอบแทนในทางลบ

ที่มา – กมธ.พัฒนาการเมืองฯ แถลงจุดยืน ปม ‘นพ.สุภัทร‘ ถูกสอบวินัยร้ายแรง ย้ำ ไม่เห็นด้วยกับการสอบสวนที่ไม่เป็นธรรม

ทรัมป์สั่งทา “สีดำ” บนกำแพงกั้นพรมแดน เพื่อให้ “ร้อน” จนสัมผัสไม่ได้

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมว่านางคริสตี โนเอม รมว.ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้เริ่มดำเนินการทาสีดำบนเสาเหล็กสูง 30 ฟุต หรือประมาณ 9 เมตร ซึ่งใช้เป็นรั้วกั้นพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก การดำเนินการนี้เป็นคำสั่งโดยตรงของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งหวังว่า สีดำ จะช่วยชะลอการเกิดสนิม และส่งผลให้พื้นผิวของรั้วมีอุณหภูมิสูงมากจน “ไม่สามารถสัมผัสได้” ทำให้ผู้อพยพไม่สามารถปีนข้ามได้ง่ายขึ้น

ทรัมป์สั่งทา “สีดำ” บนกำแพงกั้นพรมแดน เพื่อให้ “ร้อน” จนสัมผัสไม่ได้

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับเสียงวิจารณ์ที่ว่า การทาสีดังกล่าวอาจทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาวะและสภาพความเป็นอยู่ของผู้อพยพที่พยายามเข้าสู่สหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย นางโนเอมยืนยันว่า “อย่าแตะต้องมัน” และกล่าวเพิ่มเติมว่า “ประชาชนต้องมีทางเลือก” เป็นการชี้ให้เห็นว่าการป้องกันชายแดนเป็นสิ่งสำคัญ

การดำเนินการในพื้นที่

นางโนเอมไม่ได้ระบุจำนวนงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการทาสีครั้งนี้ และไม่ได้เปิดเผยระยะเวลาในการทำงานอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เธอได้ลงมือทาสีด้วยตัวเองในบางส่วน พร้อมทั้งจัดให้มีกิจกรรมเผยแพร่ข่าวสารต่อสื่อมวลชนที่เมืองซานตาเทเรซา รัฐนิวเม็กซิโก เพื่อให้ประชาชนรับรู้ถึงนโยบายใหม่นี้

จากมุมมองด้านการปฏิบัติ นายวอลเตอร์ สโลซาร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชั่วคราวประจำพื้นที่เอล ปาโซ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันตกสุดของรัฐเทกซัส และทั่วทั้งรัฐนิวเม็กซิโก เปิดเผยว่า ค่าเฉลี่ยในการจับกุมผู้อพยพในช่วง 7 วันที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ประมาณ 41 คนต่อวัน และในขณะเดียวกันก็มีผู้อพยพอีก 9 คนที่สามารถเข้ามาโดยไม่ถูกตรวจจับกักกัน

ด้านความคืบหน้าของโครงการสร้างรั้ว ทางการสหรัฐยังคงเดินหน้าติดตั้งกำแพงใหม่ในพื้นที่ซานตาเทเรซา ซึ่งเพิ่งมีการติดตั้งกำแพงใหม่แล้วประมาณ 11 กิโลเมตร เพื่อปิดช่องโหว่และความเสี่ยงของการลักลอบเข้ามาตามแนวชายแดน

การดำเนินการทา สีดำบนกำแพงกั้นพรมแดน นี้ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายด้านความมั่นคงที่สำคัญของประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อเป้าหมายด้านความแข็งแรงของโครงสร้าง หรือเป็นกลยุทธ์ในการยับยั้งคนที่มีความพยายามจะเข้าประเทศผิดกฎหมาย

เมื่อพิจารณาจากความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ปัญหาการผู้อพยพ และการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะในระดับการเมือง หรือมุมมองด้านสิทธิมนุษยชน

ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ การปฏิบัติเชิงนโยบายครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางแก้ปัญหาจากผู้นำระดับประเทศที่พร้อมจะเรียกร้องให้ประเทศได้ “ร้อน” กับประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงอย่างหนัก

ที่มา – ทรัมป์สั่งทา “สีดำ” บนกำแพงกั้นพรมแดน เพื่อให้ “ร้อน” จนสัมผัสไม่ได้

ธิดารัตน์ รอดอนันต์ ผู้บริหาร SWI รับรางวัลเพชรพาณิชย์

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568 กระทรวงพาณิชย์ได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบ 105 ปี ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น และนายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานร่วมกับข้าราชการ บุคลากร และภาคเอกชนที่ได้รับรางวัลเพชรพาณิชย์ ประจำปี 2568

ธิดารัตน์ รอดอนันต์ ผู้บริหาร SWI รับรางวัลเพชรพาณิชย์

ภายในงานมีพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงพาณิชย์ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีมอบรางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติ หนึ่งในนั้นคือรางวัล “เพชรพาณิชย์” ประจำปี 2568 ซึ่งได้มอบให้กับบุคคลที่มีคุณูปการในด้านเศรษฐกิจ การค้า และพาณิชย์ รวมทั้งผู้ที่ส่งเสริมพระกมารถของกระทรวงพาณิชย์ โดยในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัล 15 ราย แบ่งเป็น 3 สาขา คือ สาขาผู้ประกอบการ 5 ราย สาขาผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ราย และสาขาข้าราชการและพนักงาน 6 ราย

ความโดดเด่นของธิดารัตน์ และบริษัท SWI

หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลเพชรพาณิชย์ในสาขาผู้ประกอบการคือ นางธิดารัตน์ รอดอนันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สงวนวงษ์อุตสาหกรรม จำกัด (SWI) ซึ่งเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่นำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จทั้งในและต่างประเทศ โดยบริษัทมีความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตแป้งมันสำปะหลัง มีกำลังการผลิตสูงถึง 1,500 เมตริกตันต่อวัน และครองส่วนแบ่งตลาดในเอเชียมากที่สุด

ธิดารัตน์ได้นำบริษัทก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดแป้งมันสำปะหลังของไทย พร้อมทั้งเจาะตลาดโลกผ่านการพัฒนาและขยายธุรกิจออนไลต์ ปัจจุบัน SWI มีกลุ่มธุรกิจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการผลิตและส่งออกแป้งมันสำปะหลัง ผลิตกระแสไฟฟ้าจากชีวมวล รวมถึงดำเนินการด้านพลังงานก๊าซ และเป็นเจ้าของสถาบันการศึกษา เช่น โรงเรียนปลูกปัญญา

  • สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา
  • มีโรงงานที่ผลิตแป้งมันสำปะหลังหลายแห่ง
  • เป็นผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังรายใหญ่ของเอเชีย

นอกจากความสำเร็จทางธุรกิจ นางธิดารัตน์ยังเน้นการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนให้ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคล การดูแลสิ่งแวดล้อม หรือการสนับสนุนการศึกษา ทำให้ SWI มิใช่เพียงแค่บริษัทที่มุ่งผลกำไร แต่ยังเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

รางวัลเพชรพาณิชย์ที่ได้รับนี้ จึงเป็นการยอมรับจากภาครัฐถึงความมุ่งมั่น ความสามารถ และคุณธรรมของธิดารัตน์ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในประเทศไทย

หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน อย่าลืมเรียนรู้แนวทางจากนางธิดารัตน์ รอดอนันต์ และบริษัท SWI เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนเช่นกัน

ที่มา – “ธิดารัตน์” ผู้บริหาร SWI รับรางวัลเพชรพาณิชย์