ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

“นาโปลี” เดินหน้าจีบ “ฮอยลุนด์” หลังปัดซบมิลาน

หลังจากที่ข่าวการปัดข้อเสนอจาก เอซี มิลาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ล่าสุด นาโปลี แชมป์กัลโช เซเรีย อา อิตาลี ก็แสดงความตั้งใจอย่างชัดเจนว่าจะเดินหน้าคว้าตัว ราสมุส ฮอยลุนด์ หัวหอกทีมชาติเดนมาร์กของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทัพ โดยหวังให้ดาวเตะวัยเยาว์ช่วยเติมเต็มแนวรุกของทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างที่ทราบกันดีว่า นาโปลี กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนกองหน้าหลังจากที่ โรเมลู ลูกากู เจ็บต้นขาอย่างรุนแรง และได้รับการคาดการณ์ไว้ว่าจะต้องพักยาวถึง 3-4 เดือน ทำให้ทีมต้องเร่งหาตัวสำรองที่มีคุณภาพซึ่ง ฮอยลุนด์ คือหนึ่งในเป้าหมายหลักของพวกเขา

“นาโปลี” เดินหน้าจีบ “ฮอยลุนด์” หลังปัดซบมิลาน

ด้านรายงานล่าสุดระบุว่า นาโปลี พร้อมที่จะยื่นข้อเสนอสัญญายืมตัว ฮอยลุนด์ เป็นระยะเวลา 1 ฤดูกาล พร้อมมีเงื่อนไขในการซื้อขาดหากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน เป็นแนวทางที่พวกเขาเชื่อว่าจะช่วยให้แมนฯ ยูไนเต็ด ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ภายใต้สถานการณ์งบประมาณและโครงสร้างทีมในฤดูกาลใหม่

ลุย Champions League ดึงดูด ฮอยลุนด์?

จุดขายอีกด้านหนึ่งของ นาโปลี คือการคว้าตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งถือว่าเป็นเวทีระดับโลกที่เปิดโอกาสให้นักเตะได้โชว์ฝีเท้าต่อหน้าแฟนบอลทั่วโลก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทีมคาดว่า ฮอยลุนด์ จะตัดสินใจมาร่วมทัพ เพื่อโอกาสได้ลงเล่นใน赛事ที่มีคุณภาพสูงอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญที่เกิดขึ้นคือทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ ฮอยลุนด์ เอง ยังมีความคาดหวังสูงว่าการทำข้อตกลงในครั้งนี้ควรเป็นการย้ายสังกัดอย่างถาวรมากกว่ายืมตัวเลย จึงทำให้ความลุ้นเรื่องอนาคตของกองหน้าวัย 22 ปียังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามให้ใกล้ชิดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

หากการย้ายทีมในครั้งนี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็นดีลใหญ่สำหรับทั้ง 3 ฝ่าย โดยเฉพาะ นาโปลี ที่กำลังไล่ล่าตำแหน่งในรายการสำคัญ และต้องการผู้เล่นที่ยังมีอนาคตไกลอย่าง ฮอยลุนด์ เข้ามาร่วมทัพโดยด่วน

หากคุณเป็นแฟนฟุตบอลตัวยิ่ง ต้องจับตาดูการพัฒนาการต่อรองนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอนาคตของหัวหอกทีมชาติเดนมาร์กอาจเปลี่ยนได้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า!

ที่มา – “นาโปลี” เดินหน้าจีบ “ฮอยลุนด์” หลังปัดซบมิลาน

คดีพลิก! “ปืนใหญ่” จ่อคว้า “เอเซ” ตัดหน้า “ไก่เดือยทอง”

วงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อ อาร์เซนอล หรือที่แฟนบอลไทยนิยมเรียกกันว่า “ปืนใหญ่” กำลังจะได้ตัว เอเบเรชี เอเซ จอมทัพตัวเก่งของทีม คริสตัล พาเลซ เข้ามาร่วมทัพ โดยข่าวดังกล่าวกลายเป็นการ “พลิกคดี” อย่างแท้จริง เพราะการคว้าตัว เอเซ ครั้งนี้ “ปืนใหญ่” สามารถตัดหน้า “ไก่เดือยทอง” อย่าง ทอตแนม ฮอตสเปอร์ ได้สำเร็จ

คดีพลิก! “ปืนใหญ่” จ่อคว้า “เอเซ” ตัดหน้า “ไก่เดือยทอง”

จากข่าวที่รายงานโดย ดิ แอธเลติก สื่อดังของอังกฤษ เปิดเผยว่า อาร์เซนอล ได้บรรลุข้อตกลงในการคว้าตัว เอเบเรชี เอเซ มิดฟิลด์วัย 27 ปีจากทีม “ปราสาทเรือนแก้ว” สำเร็จแล้ว โดยมีมูลค่าค่าตัวอยู่ที่ 68 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,992 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขน้ำหนักตัวที่เท่ากับที่ทอตแนม ฮอตสเปอร์ สละเพื่อคว้าตัวเขาไปร่วมทัพเช่นกัน

การตัดสินใจครั้งสำคัญของ “ปืนใหญ่”

การคว้าตัว เอเซ ของ อาร์เซนอล ถือเป็นการเซ็นเนื้อเงินในช่วงซัมเมอร์ที่ให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งในแนวรุก และเป็นการส่งสัญญาณให้กับคู่แข่งว่า ฤดูกาลหน้าพวกเขาตั้งใจลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว

ขณะเดียวกัน เอเซ ก็เตรียมบอกลาทีมเก่า หลังคาดว่าเขาจะลงสนามเป็นครั้งสุดท้ายให้กับ คริสตัล พาเลซ ในเกม คอนเฟอเรนซ์ ลีก รอบเพลย์ออฟ กับ เฟรดริคสตัด ในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งหากเขาลงสนาม เขาจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอลที่ถือเขามาเป็นหนึ่งในตำนานของทีม

  • ค่าตัว เอเซ อยู่ที่ 68 ล้านปอนด์
  • เป็นจำนวนเงินเดียวกับที่ สเปอร์ส เสนอ
  • อาร์เซนอล อัดเงินเต็มข้อตกลง 68 ล้านปอนด์
  • คาดว่าจะได้เห็นเขาในชุด ปืนใหญ่ ฤดูกาลหน้าแน่นอน

นี่ถือเป็นข่าวใหญ่ที่ “ไก่เดือยทอง” จาก ทอตแนม จะต้องยอมรับความจริงว่า แพ้เป้าหมายรายใหญ่ในตลาดซื้อขายนักเตะหน้าร้อนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะถูก อาร์เซนอล กวาดตากล้องคว้าตัว เอเบเรชี เอเซ ไปแล้ว และตอนนี้ สเปอร์ส จะต้องเคลื่อนไหวหาเป้าหมายรายอื่นแทน

การเสริมทัพของ ปืนใหญ่ นั้นถือเป็นแผนธุรกิจระยะยาว หลังจากฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จสูงอย่างไม่คาดฝันในปีนี้ พวกเขาต้องการให้ เอเซ มาทำงานหนักกับ ไมเคิล อาตต้า และทีมแนวรุกที่มีอยู่แล้ว สร้างความแกร่งให้กับทีมยิ่งขึ้น

และไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะบนสนามเท่านั้น เอเซ ยังเป็นผู้เล่นที่มีไบหนึ่งในตัวเอง เขามีประสบการณ์ระดับพรีเมียร์ลีกและอยู่ในช่วงสูรสมรรถภาพที่ดี เหมาะสมอย่างยิ่งกับ อาร์เซนอล ที่จำเป็นต้องมีผู้เล่นอย่างเขาเพื่อขับเคลื่อนทีมสู่จุดสูงสุดในฤดูกาลหน้า

สรุป : การได้ คดีพลิก! “ปืนใหญ่” จ่อคว้า “เอเซ” ตัดหน้า “ไก่เดือยทอง” เป็นข่าวที่สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลในทุกแคมเปญ ทั้งบ้าน“ปืน” และ “ไก่เดือยทอง” เพราะเป็นการเติมเต็มแนวรุกของอาร์เซนอล และลดโอกาสของสเปอร์สในการเฟิร์มอัปทีมในช่วงซัมเมอร์ได้มากเลยทีเดียว

หากคุณเป็นแฟนของ ปืนใหญ่ ต้องเฝ้าดูข่าวต่อไป เพราะการย้ายทีมของ เอเซ น่าจะตอกย้ำอีกครั้งว่าทีมจอมบุญมีแผนการที่ชัดเจนในตลาดครั้งนี้

ที่มา – คดีพลิก! “ปืนใหญ่” จ่อคว้า “เอเซ” ตัดหน้า “ไก่เดือยทอง”

สุดฮีลใจ! ครูสาวสวยสอนเด็กพิเศษ พบตัวเองเป็น ‘ออทิสติก’ ตอนอายุ 24

หลายคนอาจไม่คาดคิดว่า ความรักในอาชีพครูสอนเด็กพิเศษของ “ครูเอิร์น ครูสอนเด็กพิเศษ” จะนำไปสู่การค้นพบที่สำคัญในชีวิตของเธอ ท่ามกลางการเปิดเผยเรื่องราวที่สร้างความประหลาดใจบน TikTok เธอเผยว่าตอนอายุ 24 ปี ตนเองได้รับการวินิจฉัยว่ามี ภาวะออทิสติกสเปกตรัมในรูปแบบแอสเพอร์เกอร์ หลังผ่านประสบการณ์การรักษาทางจิตเวชมานาน

สุดฮีลใจ! ครูสาวสวยสอนเด็กพิเศษ พบตัวเองเป็น ‘ออทิสติก’ ตอนอายุ 24

ตามที่ครูเอิร์นเล่าให้ฟัง เธอเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตมานานถึง 5 ปี เนื่องจากบาดแผลในวัยเด็ก ทว่าการรักษาหลายรูปแบบกลับไม่ให้ผลดีเท่าที่ควร จนกระทั่งเธอตัดสินใจเปลี่ยนแนวทาง ไปพบนักจิตบำบัดถึง 3 คน ซึ่งทุกคนต่างสังเกตและแนะแนวให้เธอไปตรวจเรื่องของ ออทิสติก

การค้นพบที่เปลี่ยนชีวิต

ภายหลังจากการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลในย่านสามย่าน แพทย์ได้ซักถามข้อมูลทั้งในอดีตและพฤติกรรมในวัยเด็กของเธอ พบว่ามีพฤติกรรมหลายอย่างที่บ่งบอกถึงความผิดปกติในกลุ่ม ออทิสติกสเปกตรัม เช่น ความไม่เข้าใจสังคม การพูดไม่เข้าที่ และการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวตั้งแต่เด็ก

เมื่อรับคำยืนยันว่ามีภาวะออทิสติก ครูเอิร์นรู้สึกตกใจและน้ำตาซึม เธอเริ่มกังวลว่า เธอยังสามารถเป็นครูสอนเด็กพิเศษที่ดีต่อไปได้หรือไม่ แต่มีคำพูดจากหมอที่เปลี่ยนมุมมองของเธอ “ชีวิตคุณไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะคำวินิจฉัยของผมหรอก คุณสอนเด็กกลุ่มนี้มาตั้งนานเท่าไหร่แล้ว…สิ่งที่คุณทำมันดีพอมาตลอด”

มีแรงผลักดันเพิ่มเติมจากความรักของผู้ปกครองลูกศิษย์ที่บอกว่า “ครูเอิร์น แม่ไม่สนหรอกว่าครูเอิร์นจะป่วยเป็นอะไร…แม่สนแค่ว่าตอนนี้ครูสอนลูกแม่ได้ แค่นี้แม่โอเคที่สุดแล้ว” นี่คือคำพูดที่ทำให้เธอเข้าใจว่า ทุกข้อจำกัดที่เธอคิดว่ามีอยู่ แท้จริงแล้วกลับสามารถกลายเป็นจุดแข็งได้

  • มุมมองใหม่: การมี ออทิสติก ทำให้ครูเอิร์นค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนเอง
  • แรงบันดาลใจ: เธอเป็นแรงผลักดันให้เด็กกลุ่มนี้เข้าใจโลกในแบบของตนเอง
  • เสียงกริ่ง: ความรักจากผู้ปกครองสร้างแรงใจต่อเนื่องในการทำงาน

เรื่องราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการรู้จักตนเอง แต่มันคือบทพิสูจน์ว่า ไม่ว่าใครจะทิ้งคำตอบไว้ตรงไหน ยังสามารถเดินกลับมารับมันได้เสมอ หากเรายังมีหัวใจที่กล้าและรักในสิ่งที่ทำ เพราะในทุกความผิดปกติ มีเส้นทางให้คนใกล้เคียงเข้าใจและรักเราในแบบที่แท้จริง

หากคุณสนใจเรื่องราวแบบนี้ต่อ ลองติดตามและเป็นกำลังใจให้ครูเอิร์นได้ที่ TikTok @earn.nalinrat

ที่มา – สุดฮีลใจ! ครูสาวสวยสอนเด็กพิเศษ พบตัวเองเป็น ‘ออทิสติก’ ตอนอายุ 24

ฮือฮา! ฉลามยักษ์สีส้มทอง หายากสุดในโลก

เรื่องราวของฉลามยักษ์สีส้มทองที่หายากที่สุดในโลกเพิ่งกลายเป็นกระแสฮือฮาบนโลกโซเชียลมีเดีย เนื่องจากมันมีลำตัวสีส้มทองอร่ามและดวงตาสีขาวซีดที่ดูแปลกตาอย่างมาก ความยาวของมันมีมากถึง 2 เมตร หรือราว 6 ฟุต ถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ถูกจับภาพได้อย่างหายาก

ตัวฉลามตัวนี้ถูกจับได้โดยคุณจอห์น สมิธ นักกีฬาตกปลาบริเวณชายฝั่งคอสตาริกา และนับเป็นการค้นพบครั้งแรกของโลกสำหรับฉลามยักษ์สีส้มทองที่แสดงอาการผิดปกติทั้งทางพันธุกรรมและการเผือกในตัวเดียวกัน

ฮือฮา! ฉลามยักษ์สีส้มทอง หายากสุดในโลก

โดยทั่วไปแล้ว ฉลามสายพันธุ์ “ฉลามพยาบาล” (Nurse Shark) จะมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงน้ำตาลอ่อนเพื่อช่วยในการพรางตัว แต่ฉลามตัวนี้กลับมีสีส้มสดใสรุ่งเรือง เห็นได้ชัดเจน แม้มีลักษณะแปลก แต่ก็มีสุขภาพแข็งแรงและเติบโตจนเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่างต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง

วิทยาศาสตร์น่าทึ่งในธรรมชาติ

จากการตรวจสอบพบว่าหลังจากที่มีการจับฉลามยักษ์สีส้มทองตัวนี้มาวิเคราะห์ พบว่ามันมีภาวะ “แซนทิซึม” (Xanthism) ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ทำให้ร่างกายผลิตเม็ดสีเหลืองมากกว่าปกติ และในขณะเดียวกันก็มีอาการ “โรคเผือก” (Albinism) ร่วมด้วย ส่งผลให้ดวงตาของมันซีดขาวและไม่มีเม็ดสี

ดร.มาริอา ซานโตส นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Federal University of Rio Grande กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้มีความหายากและสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง เนื่องจากการมีทั้งแสันทิซึมและโรคเผือกรวมกันในตัวเดียวบนฉลามยักษ์สีส้มทองนี้ยังไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน

  • คำอธิบายสั้น ๆ เกี่ยวกับแสันทิซึม
  • เป็นภาวะการกลายพันธุ์ที่ทำให้เกิดเม็ดสีเหลืองมากผิดปกติ
  • เพิ่มความสวยงามแต่ลดความสามารถในการพรางตัว
  • คู่กับโรคเผือกทำให้ลักษณะโดดเด่นยิ่งขึ้น

ความน่าทึ่งของฉลามยักษ์สีส้มทองตัวนี้คือแม้มีลักษณะที่สะดุดตาแต่มันยังคงสามารถเติบโตจนเป็นตัวเต็มวัยได้ แสดงว่าสีและรูปลักษณ์ที่แปลกไปจากพวกของมันยังไม่ส่งผลเสียต่อความสามารถในการอยู่รอดมากนัก

“สิ่งนี้ทำให้เรามองเห็นความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นจากพันธุกรรม ซึ่งอาจชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของสายพันธุ์นี้ด้วย” ดร.มาริอา กล่าวสรุป

การค้นพบฉลามยักษ์สีส้มทองนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นเต้นในวงการวิทยาศาสตร์ แต่ยังเตือนถึงความเปราะบางของสิ่งมีชีวิตธรรมชาติและพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป

หากคุณมีโอกาสพบเจอลักษณะแปลก ๆ เช่นนี้ในธรรมชาติ อย่าลืมรักษาความลับของธรรมชาติไว้ด้วยการไม่รบกวน นี่อาจเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่ค่อยมีโอกาสมีอีกครั้ง

ที่มา – ฮือฮา! ฉลามยักษ์สีส้มทอง หายากสุดในโลก ผสานสองภาวะผิดปกติในตัวเดียว

‘หมาก-ปริญ’ วางแผนมีลูก ลุ้นหลังณเดชน์-ญาญ่า

หลังจากที่พระเอกหนุ่ม หมาก-ปริญ และนางเอกสาว คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส เข้าพิธีแต่งงานกันอย่างสมหวังเมื่อปี 2566 ก็ทำเอาบรรดาแฟนคลับต่างลุ้นไม่เป็นว่าทั้งคู่จะมีข่าวดีเรื่อง ลูกหยอด เมื่อไหร่ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยมีข่าวว่าทั้งคู่ไปฝากไข่กับแพทย์แล้วแต่ก็ยังไม่มีเบาะแสใดๆ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในงานเปิดตัวแว่นตา ic!berlin คอลเลกชันใหม่ คู่รักหน้าหวานได้ออกมาเปิดใจกับสื่อถึงแผนการมีลูกของทั้งสอง

แผนการมีลูกของ ‘หมาก-ปริญ’ อย่างเป็นทางการ

ในงานดังกล่าว หมาก-ปริญ ได้เผยให้ทราบว่าทั้งคู่วางแผนไว้แล้วว่าจะมีลูกเมื่อไหร่ โดยไม่ยึดกับคำทำนายของหมอดูอีกต่อไป แทนที่จะเลือกฤกษ์ คู่รักกลับเน้นวางแผนให้สอดคล้องกับลักษณะงานและสุขภาพของคิมเบอร์ลี่มากกว่า

“เราตัดสินใจกันแล้วว่าจะมีลูกเมื่อไหร่ ไม่ยึดตามหมอดูแล้ว เอาที่เราสบายใจดีกว่า แต่ในใจก็มีเชื่อหมอดูอยู่บ้าง ถามว่าจะมีช่วงไหน ก็อีกไม่นาน เราพยายามเคลียร์ทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อย จะไม่เดินทาง ไม่ทำงานหนัก” หมากเผยอย่างมั่นใจ

ลุ้น! เบบี๋อาจเกิดหลังงานแต่งของณเดชน์-ญาญ่า?

เมื่อถูกถามว่า ลูกหยอด จะมาหลังงานแต่งของคุณ ณเดชน์-ญาญ่า หรือไม่ หมากก็ตอบออกมาด้วยรอยยิ้มงดงามว่า “งานแต่งณเดชน์ใกล้มากแล้วนะ ไหนจะต้องบินไปแต่งที่ต่างประเทศอีก (ยิ้มๆ) พูดแค่นี้ดีกว่า ถ้ามีพร้อมกับณเดชน์ ญาญ่าก็ไม่เป็นไร จะได้โตพร้อมกัน”

ท่าทางคิมเบอร์ลี่เองก็เปิดใจไม่แพ้ใคร โดย หมาก-ปริญ บอกอีกว่า “คิมเขาอยากได้ลูกสาว ผมอยากได้ลูกชาย เดี๋ยวเราเป่ายิงฉุบกัน ผมอยากได้ลูกชายแต่ก็ตามใจน้องคิม”

มีลูกหนีไม่พ้นวิธีธรรมชาติ…หรือวิทยาศาสตร์?

หมาก-ปริญ ยังเปิดเผยว่า ตนเองต้องการลองมีลูกแบบธรรมชาติเสียก่อน ก่อนจะตัดสินใจใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย

“ถามว่ามีลูกด้วยวิธีธรรมชาติไหม เราอยากลองวิธีธรรมชาติก่อน แต่เรื่องที่เคยบอกไปก็คือการฝากไข่เราก็ทำขั้นตอนนั้นเรียบร้อยแล้ว แต่จะเริ่มด้วยวิธีธรรมชาติ แต่ถ้าจะทำด้วยวิธีวิทยาศาสตร์จริงๆ ก็ยังไม่อยากรู้ก่อนจะให้คุณหมอจัดการให้” กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ให้ข่าวลือเบาๆ ว่าลูกอาจจะเวียนมาในเร็ววัน

นับเป็นข่าวดีที่แฟนๆ ของคู่รัก หมาก-ปริญ ต่างจับตาดูว่าเมื่อไหร่จะได้เป็น ‘ตาแห่งความรัก’ ควบคู่กับงานแต่งของคุณ ณเดชน์-ญาญ่า ที่ยังเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนของวงการบันเทิงเช่นกัน

ลุ้นไปพร้อมกับคู่รักคนดัง สัมผัสความอบอุ่นของความรักจริงๆ ที่กำลังจะสานต่อเป็นครอบครัวน้อย!

ที่มา – ‘หมาก ปริญ’ เผยแพลนมีทายาท ลุ้นเบบี๋อาจมาหลัง ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ แต่งงาน

เหยียบระเบิดเอง? ทัพภาคที่2 แจง หลังชาวบ้านสุรินทร์แตกตื่น

เมื่อช่วง 20.50 น. วันที่ 20 ส.ค. 68 โลกออนไลน์พูดถึงกรณีที่ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ตกใจกับเสียงระเบิดดังสนั่นรายงานจากประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ระบุว่า เสียงดังนั้นเกิดจากทหารกัมพูชายิงปืนใหญ่เข้ามาฝั่งประเทศไทย ใกล้กับปราสาทตาควาย ต.บักได ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ตื่นตระหนก รีบอพยพซ่อนตัว และเช็กข่าวจากผู้นำชุมชนเพื่อความปลอดภัย

เหยียบระเบิดเอง? ทัพภาคที่2 แจง หลังชาวบ้านสุรินทร์แตกตื่น

ต่อมา กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการว่า ข่าวลือเกี่ยวกับการยิงปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชานั้น ไม่เป็นความจริง หลังจากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยในพื้นที่อย่างละเอียดพบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ เหยียบระเบิดเอง โดยทหารกัมพูชาเหยียบกับระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาเองวางไว้บริเวณด้านหลังของปราสาทตาควาย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า ไม่มีการยิงจากฝั่งกัมพูชา และได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ไม่ตื่นตระหนกกับข่าวลือที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย รวมถึงติดตามข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด

พยานหลักฐานจากผู้สื่อข่าว

รายงานจากผู้สื่อข่าวยังระบุว่า แม้ทางทหารจะสื่อสารอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นเพราะการ เหยียบระเบิดเอง แต่ประชาชนในพื้นที่ยังคงไม่ค่อยมั่นใจ โดยเฉพาะหลังจากที่มีข่าวลือต่างๆ บ่งบอกว่ากัมพูชาอาจก่อเรื่องเพื่อจงใจให้เกิดความเข้าใจผิด เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการอ้างว่าฝ่ายไทยเปิดฉากก่อน

สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีทูตต่างประเทศหลายประเทศเดินทางเข้าพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งก่อให้เกิดความวิตกกังวลเพิ่มเติมหากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

  • เสียงระเบิดเกิดจากทหารกัมพูชาเหยียบระเบิดที่ตัวเองวางไว้
  • กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันไม่มีการยิงจากฝั่งกัมพูชา
  • ประชาชนหวาดกลัวและพร้อมอพยพหากมีสถานการณ์เลวร้ายลง
  • มีความเสี่ยงต่อการถูกใช้เป็นหลักฐานทางการเมืองหากเกิดความเข้าใจผิด

ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ต่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นจุดตึงเครียดทางการทหารระหว่างไทยและกัมพูชามายาวนาน ขณะนี้ยังต้องพึ่งเครือข่ายข้อมูลอย่างถูกต้องและการสื่อสารอย่างโปร่งใสจากหน่วยงานทหารไทยเพื่อสงบสติอารมณ์ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม เราควรให้ความสำคัญกับข่าวจากช่องทางอย่างเป็นทางการ และไม่กระจายข่าวลือ ส่งเสริมให้สังคมสงบและปลอดภัยไปด้วยกัน

ที่มา – เหยียบระเบิดเอง? ทัพภาคที่2 แจง หลังชาวบ้านสุรินทร์แตกตื่นเสียงบึ้มดังสนั่น

เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทยยืนยัน รัฐบาลงดเก็บค่าน้ำ-ค่าไฟ 2 เดือนในพื้นที่อพยพ

จากกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าถูกเรียกเก็บค่าไฟฟ้าหลังจากกลับจากศูนย์อพยพในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทย ออกมาชี้แจงแล้วว่ารัฐบาลได้มีคำสั่งให้งดการเก็บค่าน้ำและค่าไฟในพื้นที่ที่ถูกประกาศให้อพยพแล้ว ดังนั้นประชาชนในพื้นที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม

เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทยยืนยัน: ไม่ต้องจ่ายค่าไฟ-น้ำ พื้นที่อพยพ

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาชี้แจงว่า รัฐบาลมีนโยบายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) งดเรียกเก็บค่าไฟฟ้าและค่าน้ำในพื้นที่ที่ประกาศอพยพแล้ว 2 เดือน อย่างไรก็ตาม อาจมีความคลาดเคลื่อนในขั้นตอนการดำเนินการ เลขานุการจึงขออภัยกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และระบุว่า PEA ได้ออกหนังสือชี้แจงเพื่อคลายความสับสนแล้ว

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคชี้แจงเพิ่มเติม

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้ชี้แจงกรณีชาวบ้านในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่กลับมาจากศูนย์พักพิงหลังสถานการณ์ความไม่สงบทางชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้า โดยระบุว่า ค่าไฟที่ปรากฏในใบแจ้งหนี้เกี่ยวข้องกับช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ซึ่งการจดมิเตอร์และการออกใบแจ้งหนี้เกิดขึ้นในวันที่ 20 สิงหาคม จึงทำให้เกิดความสับสน

ตามนโยบายของรัฐบาลและคณะกรรมการผู้สูงอายุ เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทย มีคำสั่งให้ PEA จัดสรรงบประมาณเยียวยาค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัยในพื้นที่อพยพในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม หากประชาชนได้ชำระเงินไปแล้ว PEA จะดำเนินการคืนเงินโดยการหักลดจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป

  • สิ่งที่ประชาชนควรรู้: หากได้รับใบแจ้งหนี้ในช่วงเดือนที่มีมาตรการเยียวยา ให้ตรวจสอบว่าวันจดมิเตอร์อยู่ในช่วงเดือนใด
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะ ไม่เรียกเก็บเงินค่าไฟในใบแจ้งหนี้ ประจำเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม สำหรับบ้านในพื้นที่อพยพ
  • หากจ่ายไปแล้ว สามารถติดต่อ PEA เพื่อ ขอรับเงินคืนได้ภายใน 30 วัน

ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนทุกครัวเรือนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับความเป็นธรรมจาก มาตรการเยียวยาของรัฐบาล ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ทั้งนี้เราเห็นว่าการสื่อสารของภาครัฐควรชัดเจนมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ เราขอแนะนำให้ตรวจสอบสถานะใบแจ้งหนี้ของคุณใกล้ชิด เพื่อประโยชน์ในอนาคต

ที่มา – ‘เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทย’ ยืนยัน รัฐบาลงดเก็บค่าน้ำ-ค่าไฟ พื้นที่อพยพ 2 เดือน

บีจี 10 คนแซงชนะ เจ แผลงฤทธิ์ ยิงเกือบครึ่งสนาม – บุรีรัมย์ รอดตายหวุดหวิด

ฟุตบอลสโมสรอาเซียน ช็อปปี้คัพ 2025-26 กลุ่ม A เปิดฉากคู่แรกกับการแข่งขันที่น่าติดตามระหว่างทีมดังจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีนักเตะไทยรุ่นใหญ่มากฝีมือ “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ เป็นแกนนำ “บีจี ปทุม ยูไนเต็ด” บุกชนะ “กงอันฮานอย” จากเวียดนาม 2-1 อย่างหวุดหวิด ขณะเดียวกัน “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” เจ้าของแชมป์เก่าสองสมัยก็มีผลงานน่าหวั่นใจ เมื่อได้เสมอ “สลังงอร์” ทีมมาเลเซีย 1-1 ภายในนาทีที่ 90+6 อย่างยิ่ง พบกับเกมการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ

บีจี 10 คนแซงชนะ เจ แผลงฤทธิ์ ยิงเกือบครึ่งสนาม

เกมที่ทรู บีจี สเตเดียม เริ่มดำเนินไปอย่างเข้มข้น “บีจี ปทุม ยูไนเต็ด” ขึ้นนำก่อนจากลูกยิงของอลัน กราฟิเต นาทีที่ 20 โดยไม่คาดคิดว่าสถานการณ์จะพลิกผันเช่นไร ในช่วงท้ายครึ่งแรกนั้น มาเธอุส ฟอร์นาซารี ได้รับใบแดงไล่ออกจากสนามหลังมีแรงกระแทกต่อคู่แข่งอย่างรุนแรง ทำให้ทีมเจ้าบ้านเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คนตั้งแต่ครึ่งหลังเป็นต้นมา

ชนาธิป แผลงฤทธิ์ ยิงชัยนาทีที่ 90+7

ครึ่งหลัง เจ้าเจ เร่งเกมบุกเพื่อตามตีเสมอ ถึงนาทีที่ 58 ก็สำเร็จเมื่อ “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ พาบอลขึ้นหน้าและไม่พลาดโอกาส ยิงให้ทีมท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนบอล มาเท่ากันไว้ 1-1 เมื่อคิดว่าเกมจะจบด้วยผลเสมอ แต่ในนาทีที่ 90+7 เจ้าเจ แผลงฤทธิ์ ได้ลองเปิดบอลจาก flank ฝั่งขวา บอลมาตกใส่ขา “เจ” ที่วิ่งเข้าหาจังหวะในกรอบเขตโทษอย่างเหมาะเจาะ ก่อนจะใช้ซ้ายชิปให้บอลลอยข้ามมือผู้รักษาประตู หนีเสาแรกเข้าไปอย่างเท่ห์

การณีชนะในครั้งนี้ถือว่าดีสำหรับ บีจี ที่ยังสามารถควบคุมสกอร์ได้ในช่วงเวลาสำคัญถึงแม้จะเหลือผู้เล่นเป็น 10 คน

บุรีรัมย์รอดตาย ยืนเคียงขอบสนามทั้งทีม

อีกหนึ่งการแข่งขันในกลุ่ม A เกิดขึ้นที่ช้างอารีน่า ระหว่าง “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” เจ้าของแชมป์เก่าสองสมัย พบ “สลังงอร์” ทีมมาเลเซีย ในนาทีที่ 38 ทีมเยือนก็สามารถขึ้นนำก่อนได้จาก คริกอร์ โมราเอส อดีตนักเตะบุรีรัมย์ ที่ฟาดลูกสุดแรงเข้าไปในประตูตัวเองแทน ทำเอาแฟนบอล สีกันยูไนเต็ด โลกือกวนอย่างยิ่ง

ปีเตอร์ ซูลจ์ ยิงตีเสมอ นาทีที่ 90+6

อย่างไรก็ตามก่อนหมดเวลา “ปราสาทสายฟ้า” อึดอัดไม่ไหว ผลงานล่าสุดในเกมคืนจากความอยุติธรรมได้เสมอในนาทีที่ 90+6 ด้วยลูกยิงของปีเตอร์ ซูลจ์ ซึ่งทำเอาทั้งสนามประทานเสียงกรีดร้องออกมา พร้อมกับเสียงเศร้าของฟุตบอลมาเลเซียที่พลาดโอกาสคืนบ้านได้เต็ม 3 แต้ม

ดูผ่านเกมในรอบแรกของกลุ่ม A ฟุตบอลสโมสรอาเซียน ช็อปปี้คัพ 2025-26 จัดได้ว่าเป็นการกลับมาอุ่นเครื่องของผู้เล่นและหนีหนีมือของทีมไทยอย่างแท้จริง

คู่ต่อไปในวันที่ 24 กันยายนนี้เป็นดาร์บี้ไทยลีกอีกหนึ่งคู่ที่น่าจับตามองอย่าง “บีจี ปทุม” เปิดสนามรังพบ “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” เพราะความคึกคะนองแข็งแกร่งจากครึ่งแรก ทำให้ทั้งสองทีมมีเป้าหมายใหม่ในการเตรียมฟอร์มในลีกนัดสำคัญนี้อย่างมากมาย

ที่มา – ‘บีจี’ 10 คนแซงชนะ ‘เจ’ แผลงฤทธิ์ ทดเจ็บยิงเกือบครึ่งสนาม – ‘บุรีรัมย์’ รอดตายหวุดหวิด

‘ผบช.ภ.1’ สอบปากคำ ‘โจรไรเดอร์’ ชิงทอง ไม่เชื่อทำสร้อยหล่นหายระหว่างหนี 33 บาท

ความคืบหน้ากรณีโจรร้ายไรเดอร์ชิงทองรูปพรรณจากห้างทองในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท ล่าสุด พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนภาค 1 (ผบช.ภ.1) ได้เดินทางไปสอบปากคำนายวีรวัฒน์ หรือที่เรียกกันว่า อามร์ ผู้ก่อเหตุ ซึ่งระหว่างการสอบปากคำได้กล่าวอ้างถึงสาเหตุและเหตุการณ์อย่างละเอียด

‘ผบช.ภ.1’ สอบปากคำ ‘โจรไรเดอร์’ ชิงทอง

จากข้อมูลการสอบสวนเบื้องต้น นายวีรวัฒน์ อายุ 31 ปี อ้างว่าต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อจ่ายหนี้นอกระบบที่ตัวเองก่อไว้จากการลงทุนเปิดอู่ซ่อมรถ โดยผลักดันให้ต้องวางแผนชิงทรัพย์จากห้างทองแห่งหนึ่งในพื้นที่สมุทรปราการ จนสามารถกวาดทองไปได้กว่า 123 บาท หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท

สำหรับการวางแผนก่อเหตุ วีรวัฒน์ใช้เวลาเตรียมความกว่าหนึ่งสัปดาห์ ตั้งแต่การซื้อเสื้อผ้าปิดบังร่างกาย หมวกกันน็อค รวมถึงปรับโฉมรถจักรยานยนต์ที่นำมาใช้ในการก่อเหตุ จุดประสงค์เพื่อป้องกันการถูกจดจำลักษณะยานพาหนะ

แผนการหลบหนีอย่างละเอียด

นอกจากนี้ ยังมีการทำงานร่วมกับญาติชายซึ่งมีชื่อว่านายอิทธิ์พงษ์ หรือ มด อายุ 28 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมแผนการหลบหนี โดยใช้เรือร่องสำรวจเส้นทางคลองในบริเวณที่ไม่มีกล้องวงจรปิด และเตรียมจุดนัดขึ้นเรือเพื่อลดความเสี่ยง ภายหลังจากได้ทรัพย์แล้ว ทั้งสองจึงซุกทองไว้ใน 2 จุด ได้แก่ ตู้ลำโพงและบริเวณข้างต้นไม้ภายในบ้านพัก

อย่างไรก็ตามมีทองบางชิ้นสูญหายไป โดยผู้ต้องหาอ้างว่า “หล่นไปในคลองระหว่างพยายามหลบหนี” น้ำหนักทองที่หายไปคิดเป็นมูลค่ากว่า 33 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้คำสั่ง ผบช.ภ.1 ยังไม่เชื่อคำให้การดังกล่าว และจะขยายผลสอบสวนต่อเพื่อค้นหาทองคำที่ยังเหลือหาย เพื่อนำมาเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

  • ใช้เวลาวางแผนก่อเหตุกว่าหนึ่งสัปดาห์
  • มีการปลอมตัวเพื่อป้องกันตัวตน
  • มีผู้ร่วมขบวนการเป็นญาติ
  • วางแผนเส้นทางหนีผ่านทางคลอง

ในส่วนของข้อกล่าวหา ขณะนี้มีข้อหาที่นายวีรวัฒน์และผู้ร่วมขบวนการต้องรับผิดชอบ ประกอบด้วยข้อหา “ร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธ” ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงรวมไปถึงการเป็นเจ้าของอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทางเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอย่างเป็นทางการต่อไป

อีกทั้ง พล.ต.ท.สุรพล ได้กล่าวชมเจ้าหน้าที่ในชุดสืบสวนสอบสวนที่แสดงความมุ่งมั่นตั้งใจในการตามล่าผู้ก่อเหตุ จนสามารถจับกุมได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเหตุเตือนใจว่า แม้จะวางแผนไว้แม่นพอเพียงใด แต่เมื่อกฎหมายเคลื่อนไหวแล้ว สิ่งผิดกฎหมายย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้น การใช้พลังของกฎหมายเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้

หากคุณคิดว่าความผิดเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้น อย่าลืมติดตามข่าวสารยุติธรรมเพื่อเป็นกำลังใจให้เครือข่ายความปลอดภัยในสังคมของเรา

ที่มา – ‘ผบช.ภ.1’ สอบปากคำ ‘โจรไรเดอร์’ ชิงทอง ไม่เชื่อทำสร้อยหล่นหายระหว่างหนี 33 บาท

ฝน ปริตา แซ่บเกินต้าน ในชุดบิกินีเซ็กซี่

เมื่อนึกถึงนักแสดงวิกหมอชิต 7 สี หลายคนคงนึกถึงความหวานใส แต่สำหรับ “ฝน ปริตา” ล่าสุดเธอกลับมาสร้างกระแสความฮือฮาอีกครั้งบนโซเชียลมีเดียด้วยชุดบิกินีสุดแซ่บ จนทำเอาแฟนคลับและเหล่าเพื่อนศิลปินเข้ามาคอมเมนต์ถล่มทลาย

ล่าสุด ฝน ปริตา ได้อัปโหลดภาพชุดใหม่ในชุดว่ายน้ำแบบบิกินีสีสันสดใส สวมผ่านเอว ตัดกับรอยยิ้มละมุนที่สาวๆ หลายคนต้องหัวใจละลาย ขณะที่โจทย์การถ่ายภาพครั้งนี้เต็มไปด้วยพลังแห่งความเซ็กซี่ที่บอกเลยว่าถึงใจทุกช็อต

ฝน ปริตา แซ่บเกินต้าน จัดเต็มในชุดบิกินี

จากผลงานที่มักจะได้เห็นเธอในฐานะหญิงสาวเรียบร้อย หรือบทบาทน่ารักอยู่เสมอมา ฝน ปริตา ก็ยังคงความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้อย่างลงตัว ครั้งนี้เธอเลือกใช้แพลตฟอร์มส่วนตัวอย่างอินสตาแกรมเป็นเวทีโชว์ความเป๊ะปัง ทำเอาชุมชนออนไลน์แห่ชมว่า “เกินเรื่อง” “แซ่บ” “เสียชื่อเลยนะพี่”

ความแรงระดับระเบิดของสาวฝน

ชุดนี้ ฝน ปริตา เลือกลุคที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เธอโพสท่าอย่างมั่นใจจนแทบไม่ต้องใช้แสงไฟเพิ่มเติม สวยเป๊ะตั้งแต่หน้าถึงเท้า รูปร่างสัดส่วนหุ่นแบบที่ใครๆ ก็อิจฉา และแน่นอนว่าใจกลางบรรยากาศร้อนระอุคนนี้ การมีใครสักคนที่สามารถเล่นกับบทบาทใหม่ๆ ได้อย่างรุดหน้ารุดหลังงี้ย่อมสร้างความประทับใจได้ไม่น้อย

หลายคนบอกว่าการเปลี่ยนสีหน้า เปลี่ยนบทบาทบ้าง พักใหญ่ๆ ไม่ใช่แค่การทดลองสถานการณ์หรือถ่ายแบบเท่านั้น แต่มันคือการแสดงถึงความสามารถและความกล้าหาญในตนเองมากกว่าใคร เพราะถึงแม้เธอจะมีเส้นทางทางการแสดงที่จริงจัง แต่การใกล้ชิดสาธารณชนในรูปแบบที่ผสมผสานระหว่างความสนุกสนานและการฟื้นคืนพลังภาพของตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน

  • ติดตามภาพชุดบิกินี่ ฝน ปริตา ได้ที่อินสตาแกรมส่วนตัว
  • รวมแฮชแท็กฮิต #ฝนปริตา
  • กดไลค์ให้เธอเลยเพราะความแซ่บเป๊ะปังแบบนี้ไม่ควรพลาด

ไม่ว่าใครจะว่ายังไง ความเปลี่ยนแปลงนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวใหม่สำหรับเธอ เพราะเราขอชื่นชมความกล้าในชุดนี้ และเสียงแรงกระหึ่มจากคนเมืองไทยบนโลกโซเชียลกำลังสนับสนุนเธอเต็มที่ โดยเฉพาะเจ้าตัวที่ยังท้วงความเป็นตัวแม่ให้กลับมาาอย่างหนักแน่น

อย่าลืมไปกด Like Comment ให้กำลังใจเธอต่อภายในอินสตาแกรมเลยนะ!

ที่มา – ‘ฝน ปริตา’ แซ่บเกินต้าน จัดเต็มบิกินีสุดเซ็กซี่ ทวงบัลลังก์ตัวแม่ทำโซเชียลลุกเป็นไฟ!