ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เด็กเล่นมือถือเกิน 3 ชม.ต่อวัน เสี่ยงอ้วน-โรคหัวใจ

หากใครคิดว่าการให้ลูกใช้โทรศัพท์เป็นเวลานานๆ จะส่งผลเสียแค่สายตา… คุณกำลังเข้าใจผิดแล้วครับ! เพราะงานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาได้ออกมาเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น!

ถ้าลูกใช้โทรศัพท์เกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน… ระวัง “โรคหัวใจ” และ “โรคอ้วน” จะถามหา!

เด็กเล่นมือถือเกิน 3 ชม.ต่อวัน เสี่ยงอ้วน-โรคหัวใจ

ข้อมูลจาก สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ระบุว่า การที่เด็กใช้เวลาอยู่กับหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือหรือเครื่องเล่นเกม มากเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น “โรคหัวใจ” และ “โรคเมตาบอลิซึม” อย่างมีนัยสำคัญ!

ผลการวิจัยในเด็กกว่า 1,000 คน พบว่าทุกๆ 1 ชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นบนหน้าจอ จะทำให้คะแนนความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอายุ 18 ปี ซึ่งมีค่าเฉลี่ยการใช้เวลาอยู่หน้าจอสูงถึง 6.1 ชั่วโมงต่อวัน

ทำไมหน้าจอถึงทำร้ายหัวใจของลูกได้?

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า สาเหตุหลักมาจาก

  • คุณภาพการนอนหลับที่แย่ลง: แสงสีฟ้าจากหน้าจอทำลายนาฬิกาชีวิต ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ง่วงน้อยลง และทำให้ระยะเวลาการนอนหลับสั้นลง
  • ระบบเผาผลาญผิดปกติ: ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมน และยังกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารที่มากขึ้น นำไปสู่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้
  • ความเสี่ยงต่อภาวะดื้อต่ออินซูลิน: ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวานและโรคอื่นๆ

วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด คือ การที่พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างในการใช้งานโทรศัพท์อย่างเหมาะสม และกำหนดเวลาการใช้หน้าจอที่ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องรับประทานอาหารและก่อนเข้านอน ควรเว้นระยะห่างจากการใช้หน้าจออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพ และเติบโตอย่างแข็งแรง

การดูแลสุขภาพของลูก เริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพวกเขา แล้วคุณล่ะ จำกัดเวลาการใช้โทรศัพท์ของลูกกันอย่างไรบ้าง?

ที่มา – เด็กเล่นมือถือเกิน 3 ชม.ต่อวัน เสี่ยงอ้วน-โรคหัวใจ

ครม.มีมติแต่งตั้งบอร์ดกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จำนวน 9 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสื่อให้ปลอดภัยและสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น การแต่งตั้งครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้กองทุนดังกล่าวสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายหลักในการสนับสนุนการใช้สื่อที่มีคุณค่าและปลอดภัยสำหรับทุกกลุ่มประชากรในสังคมไทย

ครม.มีมติแต่งตั้งบอร์ดกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

คณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีหน้าที่สำคัญในการกำหนดนโยบาย การกำกับดูแล รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรให้กับโครงการต่าง ๆ ที่สนับสนุนให้สื่อมีเนื้อหาที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับผู้บริโภคทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก เยาวชน และผู้ที่เปราะบางในสังคม

รายชื่อกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง

บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีรายชื่อดังนี้

  • นายธนกร วงษ์ปัญญา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย
  • นายพีรพน พิสณุพงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรม
  • รองศาสตราจารย์จักรี ไชยพินิจ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา
  • รองศาสตราจารย์วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาเด็กเยาวชนและครอบครัว
  • นายจุมภฏ พรมสีดา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพจิต
  • นายสุพล บริสุทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านคนพิการและผู้สูงอายุ
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุปราณี วัฒนสิน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
  • นายระวี ตะวันธรงค์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน
  • นางสาวประไพ ยั่งยืน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน

การแต่งตั้งกรรมการเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีคุณภาพและเป็นระบบ การมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาเข้าร่วมงาน จะช่วยให้การตัดสินใจมีความหลากหลาย มีมุมมองครอบคลุม และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ยังมีเป้าหมายในการสนับสนุนให้สื่อมีบทบาทเชิงบวกมากขึ้น ทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัล รวมถึงการป้องกันและลดความเสี่ยงจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน การมีคณะกรรมการที่หลากหลายทางด้านความรู้ ช่วยยกระดับให้กองทุนทำงานได้อย่างรอบด้านและยึดหลักประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก

การแต่งตั้งมีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสื่ออย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นให้สื่อในประเทศไทยสามารถดำเนินงานได้อย่างมีจริยธรรมและสร้างสรรค์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค รวมทั้งมีคุณภาพต่อการถ่ายทอดความรู้และค่านิยมที่ถูกต้องแก่สังคม

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จึงไม่ใช่เพียงแค่แนวทางการเงิน แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสังคมสื่อที่มีความรับผิดชอบและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสาธารณะ

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจด้านสื่อ หรือต้องการติดตามความเคลื่อนไหวของกองทุนนี้ อย่าลืมติดตามข้อมูลการดำเนินงานของคณะกรรมการที่จะประกาศออกมาในอนาคต ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเสนอโครงการ การสนับสนุนกิจกรรม รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาสื่อให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – คณะรัฐมนตรี มีมติแต่งตั้งบอร์ดกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025

กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กับงาน DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025 ครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นงานมหกรรมรวมของเล่นและสินค้าคอลเลกชันลิขสิทธิ์ดิสนีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเต็ม 4 วันตั้งแต่วันที่ 4–7 กันยายน 2568 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ครอบคลุมพื้นที่จัดงานกว่า 1,700 ตารางเมตร และที่สำคัญที่สุดคือ เข้าร่วมงานฟรี!

กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025 จัดเต็มทั้งปี

งาน DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025 ครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดย บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง อาซากิ อินเตอร์เนชั่นแนล, เซ็นทรัลพัฒนา, ช้อปปี้, ADVANCE WIRELESS และทอยโทเปีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการสานต่อความสำเร็จจากรอบแรกที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม 本次还邀请了不少来自泰国及海外的收藏商与玩具品牌共襄盛举,推动艺术玩具市场的发展。

ภายใต้คอนเซปต์ “Discover the world of Disney” งาน DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025 ตะลุยทุกมิติแห่งจักรวาลดิสนีย์ ให้แฟนๆ ได้สัมผัสโลกแห่งความบันเทิงแบบเต็มตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ ด้วยสินค้าลิขสิทธิ์จากแบรนด์ชั้นนำโลกกว่า 2,000 รายการ

ไฮไลท์ต้องจัดจากงาน DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025

ภายในงานคุณจะได้พบกับสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์ระดับเวิลด์คลาสที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น Beast Kingdom, Funko, Hot Toys, Bushiroad และ Sunday Home ที่นำคอลเลกชันใหม่ล่าสุดมาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

อย่าลืมไปชิมคิวต์ๆ กับโซนถ่ายรูปสุดปังกับเจ้าสติชช์ตัวยักษ์สูง 1.8 เมตรในสกิน Preserved Flower ที่มาพร้อมการ meet & greet กับตัวละครจากหนังเรื่อง Lilo & Stitch นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษสุดๆ จากบูธต่างๆ ลดได้มากถึง 30% และรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะในงานเท่านั้น

  • พบสินค้าลิขสิทธิ์แท้ Disney Pixar Marvel และ Star Wars
  • พื้นที่มากกว่า 1,700 ตารางเมตร 3 ชั้นเต็ม
  • ร่วมสนุกกับโซน Meet & Greet และของเล่นระดับพรีเมียม
  • เข้าร่วมงานได้ฟรีตลอดทั้ง 4 วัน

งานนี้คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่แฟนดิสนีย์ นักสะสม และผู้ชื่นชอบอาร์ตทอยจะได้สัมผัสของจริงและออกแบบการสะสมของตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ ยังมีกิจกรรมมากมายพลิกโฉมประสบการณ์ให้การมาร่วมงานกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์เยี่ยมเยียนในรอบปีเลยทีเดียว

ใครที่พลาดงานในปีก่อนคงอดใจไม่ไหวอีกแล้ว เพราะปีนี้ยิ่งใหญ่ขึ้น เผยโฉมใหม่เต็มรูปแบบ จัดไปแบบไม่ยั้ง!

ที่มา – กลับมาอย่างยิ่งใหญ่: DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025 ครั้งที่ 2 เข้าร่วมงานฟรี! ตลอด 4 วันเต็ม

“เผ่าภูมิ”แจงกลไก “TouristDigiPay” ดึงเงินดิจิทัลเข้าไทย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังอย่าง “นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล” ได้อธิบายถึงกลไกของโครงการ “TouristDigiPay” ว่าเป็นนวัตกรรมการเงินใหม่ที่เปิดทางให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถนำ Cryptocurrency มาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายผ่านระบบ e-money ได้อย่างสะดวก โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินให้กับผู้ที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย

“TouristDigiPay” คืออะไร?

โครงการ “TouristDigiPay” ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มีความชอบในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยผู้ใช้จะต้องดำเนินการเพียงไม่กี่ขั้นตอน ได้แก่ การเปิดบัญชีกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. พร้อมกับสร้าง “Tourist Wallet” ผ่านผู้ให้บริการ e-money ที่ได้รับอนุญาต จากนั้นจึงนำ Cryptocurrency มาแลกเป็นเงินบาทผ่านระบบ ซึ่งจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋า “Tourist Wallet” แล้วนำไปใช้จ่ายกับร้านค้าภายในประเทศไทยได้ทุกแห่งที่รับใช้บริการนี้

ประโยชน์ของ “TouristDigiPay”

โครงการนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประเทศจากนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง แต่ยังเป็นช่องทางใหม่ในการรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะ SMEs ที่สามารถรับชำระเงินผ่าน QR Code ได้ทันที ทำให้การเข้าถึงลูกค้าต่างชาติเป็นเรื่องง่าย คุ้มค่า และทันสมัย

  • เพิ่ม渠道ใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวในการใช้จ่ายในไทย
  • เปิดโอกาสให้ SMEs เข้าถึงกลุ่มลูกค้าต่างชาติ
  • ใช้ QR Code สำหรับการชำระเงินอย่างสะดวกและรวดเร็ว
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวและค้าปลีก

นอกจากนี้ “TouristDigiPay” ยังคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้งาน โดยมีระบบ KYC (Know Your Customer) และ CDD (Customer Due Diligence) ที่เข้มงวด ร่วมกับการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และสร้างความมั่นใจให้กับระบบเศรษฐกิจของไทย

รัฐบาลมีเป้าหมายให้ “TouristDigiPay” เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับเทคโนโลยีการเงินของประเทศ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล ย้ำว่าการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินผ่าน “TouristDigiPay” จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกและปลอดภัยในการชำระเงินผ่านอุปกรณ์มือถือ โดยโครงการนี้จะมีผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มรายได้ในภาคการค้า สนับสนุน SMEs และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม Digital Tourism ในเอเชีย

สำหรับใครที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการใหม่ ๆ ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อาจเป็นโอกาสทองที่ทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตในโลกยุคใหม่

ที่มา – “เผ่าภูมิ”แจงกลไก “TouristDigiPay” ช่วยดึงเงินใหม่จากต่างชาติลงสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

จตุพรฟันทุกโรงงานซื้อข้าวโพด9.80บ.หลังชาวไร่ขาดทุน

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนหลังจากการหารือร่วมกับ ตัวแทนสมาคมการค้าพืชไร่ และ เกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดในจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่กำลังเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างหนักเนื่องจากราคาข้าวโพดที่ร่วงต่ำถึงกิโลกรัมละ 5 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงถึงไร่ละกว่า 6,600 บาท

จตุพรฟันทุกโรงงานซื้อข้าวโพด9.80บ.หลังชาวไร่ขาดทุน

รมว.พาณิชย์ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องของเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง และได้มีการหารือกับโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์อย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่า ภายในวันศุกร์นี้ ทุกโรงงานจะต้องรับซื้อข้าวโพดในราคา 9.80 บาทต่อกิโลกรัม ตามที่มติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 กำหนดไว้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับเกษตรกรผู้ปลูกและผู้รวบรวม

ส่งสัญญาณยืนยันการรับซื้อภายในประเทศก่อนนำเข้า

ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่า สินค้าผลผลิตภายในประเทศจะต้องได้รับการรับซื้อให้หมดก่อน จึงจะพิจารณาการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศต่อ ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ยังมีมาตรการธงเขียวเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรมีภาระที่เบาลง

นอกจากนี้ นายจตุพรยังได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์และอธิบดีกรมการค้าภายใน ออกพื้นที่ตรวจสอบกระบวนการรับซื้อจริง โรงงานใดหากไม่ปฏิบัติตามแนวทางของรัฐจะถูกดำเนินการอย่างเข้มงวด

เกษตรกรเพชรบูรณ์เผยปัญหาราคาข้าวโพดร่วงลึก

ด้านตัวแทนเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ราคาข้าวโพดต่ำที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ผลผลิตเพิ่งออกสู่ตลาดเพียง 20% เท่านั้น หากไม่มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เกษตรกรจะไม่สามารถอยู่รอดได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็น “เมืองหลวงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ การรับประกันจากรัฐมนตรีว่าจะเร่งเปิดการรับซื้อภายในประเทศถือเป็นความหวังสำคัญสำหรับเกษตรกรกลุ่มนี้

“ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่มาฟังเรา และยอมรับสัญญาว่าจะดำเนินการอย่างจริงจัง ทำให้พวกเราชาวไร่มีความมั่นใจมากขึ้น หลายรายที่ขาดทุนหนักจนขายไม่ไหว อยากให้รัฐเข้ามามีบทบาทบริหารจัดการตลาดให้ดีขึ้นเพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเสียหาย” ตัวแทนเกษตรกรกล่าว

วิเคราะห์ผลระยะยาว

การตั้งราคารับซื้อข้าวโพดที่ 9.80 บาทต่อกิโลกรัมอาจช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่สิ่งที่จำเป็นมากกว่านั้นคือการวางแผนจัดการตลาดข้าวโพดอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันวิกฤตเช่นนี้จากเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต

รัฐบาลควรสร้างแพลตฟอร์มการซื้อขายที่โปร่งใส สามารถติดตามราคาและปริมาณการผลิตได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงให้การสนับสนุนด้านการตลาดและการจัดจำหน่าย เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันของผลผลิตภายในประเทศ

นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิตผ่านปุ๋ย อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ประหยัดแรงงาน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกได้มากขึ้น

การดูแลเกษตรกรไม่ใช่แค่การช่วยชีวิตในวันนี้ แต่เป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศทางการเกษตรในระยะยาว เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่างมั่นคง

ที่มา – “จตุพร” ฟันทุกโรงงาน ต้องรับซื้อข้าวโพด  กก. 9.80 บ. หลังชาวไร่ขาดทุนยับร่วงเหลือ 5 บ.

‘นฤมล’ เปิดเหตุผลโยกซี 10 ศธ. ยันคัดเลือกตามหลักอาวุโส-โปร่งใส

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ออกมาเปิดเผยเหตุผลในการโยกย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญระดับบริหาร 10 ราย เข้ารับตำแหน่งบริหารระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการ หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการเสนอรายชื่อดังกล่าว เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการ

‘นฤมล’ เปิดเหตุผลโยกซี 10 ศธ. ยันคัดเลือกตามหลักอาวุโส-โปร่งใส

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ยืนยันว่า ขบวนการคัดเลือกข้าราชการเพื่อเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ ดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใส และเป็นไปตามหลักลำดับอาวุโส ไม่มีการแต่งตั้งแบบ “ในใจ” หรือมีอิทธิพลจากบุคคลภายนอกใด ๆ อย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ รัฐมนตรีระบุว่า ได้มีการสอบถามความเห็นจากผู้บริหารในตำแหน่งปัจจุบัน เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเหมาะสมของบุคลากรที่จะได้รับการเสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งใหม่ อย่างเช่น กรณีการเสนอชื่อตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)

เน้นความเหมาะสมและประสบการณ์

มีการพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งด้านความเหมาะสม ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งรองเลขาธิการกพฐ. ของผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้น เป็นผู้ที่มีพื้นฐานทางด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเคยทำงานภายใต้สังกัดสำนักงาน กพฐ. มาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังได้รับการประเมินจากข้าราชการผู้บริหารในตำแหน่งปัจจุบันว่าเหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ที่จะรับผิดชอบ

  • ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ โยกจากที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา (สพฐ.) เป็นรองเลขาธิการกพฐ.
  • นางเกศทิพย์ ศุภวานิช โยกจากรองเลขาธิการกพฐ. เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)
  • นายพิเชฐร์ วันทอง โยกจากผู้ตรวจราชการศธ. เป็นรองเลขาธิการกพฐ.
  • นายวีระ แข็งกสิการ โยกจากผู้ตรวจราชการศธ. เป็นรองปลัดศธ.
  • นายศุภชัย จั่นปุ่ม โยกจากผู้ตรวจราชการศธ. เป็นรองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)

รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าวต่อไปว่า แม้ว่าการโยกย้ายในครั้งนี้จะมีเพียง 5 ตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังมีตำแหน่งรองเลขาธิการกพฐ. อีก 1 ตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งผู้ตรวจราชการศธ. อีก 4 ตำแหน่งที่ยังว่างอยู่ ซึ่งในเร็วๆ นี้ กระทรวงจะมีการประกาศคณะกรรมการสรรหาข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงภายในกระทรวงศึกษาธิการ โดยภายในสัปดาห์นี้ควรจะมีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ศธ.ยังอยู่ระหว่างการประเมินว่าจะสามารถเสนอรายชื่อบุคลากรที่เหลือต่อที่ประชุม ครม. ให้พิจารณาภายในสัปดาห์นี้ได้หรือไม่ เนื่องจากขึ้นอยู่กับขอบเขตของกระบวนการสรรหาและการดำเนินงานที่อาจซับซ้อน

การคัดเลือกข้าราชการในครั้งนี้ถือเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความรอบคอบ โปร่งใส และไม่ลำเอียง เพื่อให้ได้บุคลากรที่เหมาะสมกับตำแหน่งสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของระบบการศึกษาไทย

ที่มา – ‘นฤมล’ เปิดเหตุผลโยกซี 10 ศธ. ยันคัดเลือกตามหลักอาวุโส-โปร่งใส

จุฬาฯ มอบทุนภรรยาทหารกล้า เข้าศึกษาพยาบาลจิตเวช

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้แสดงความห่วงใยและสานฝันทางการศึกษา ให้แก่ น.ส.ตะวันฉาย ลินลา ภรรยาของ ส.อ.อัมรินทร์ ผาสุข แห่งกองพันทหารราบที่ 3 ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ชายแดนไทย–กัมพูชา ด้วยการมอบโอกาสในการศึกษาต่อในหลักสูตร พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต (ภาคนอกเวลาราชการ) ภาคต้น ปีการศึกษา 2568 พร้อมทุนการศึกษาเต็มจำนวนตลอดระยะเวลา 2 ปี

จุฬาฯ มอบทุนภรรยาทหารกล้า เข้าศึกษาพยาบาลจิตเวช

ทุนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมอบให้ ครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียม ค่าครองชีพรายเดือน ค่าหนังสือ อุปกรณ์การศึกษา และค่าใช้จ่ายในการสืบค้นวารสารทางวิชาการ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการสนับสนุนภรรยาของทหารผู้เสียชีวิตเพื่อชาติ ในการพัฒนาตนเองและมีโอกาสสานต่อความฝันในการเป็นพยาบาลจิตเวช

ในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 11 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาและให้โอวาทแก่นิสิตใหม่ พร้อมย้ำความสำคัญของการช่วยเหลือครอบครัวทหารกล้า ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของมหาวิทยาลัย

ศึกษาต่อปริญญาโทด้วยทุนเต็มรูปแบบ

พิธีมอบทุนครั้งนี้เป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวทหารผู้เสียสละ น.ส.ตะวันฉายได้รับคัดเลือกจากเกณฑ์ของบัณฑิตวิทยาลัย จึงมีสิทธิ์ได้เข้าศึกษาต่อหลักสูตร พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต ซึ่งเป็นการเรียนนอกเวลาราชการ ทำให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลประจำได้ควบคู่กับการเรียน

“การศึกษาครั้งนี้คือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ทั้งของตนเองและครอบครัว การได้ศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาที่สนใจ คือก้าวสำคัญในการเป็นพยาบาลจิตเวชที่พร้อมรับใช้สังคมอย่างแท้จริง” น.ส.ตะวันฉายกล่าวภายหลังได้รับทุน

  • ทุนเต็มจำนวนตลอด 2 ปี
  • ครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายรายเดือน และอุปกรณ์การศึกษา
  • เรียนนอกเวลาราชการ
  • ได้พัฒนาศักยภาพในสาขาการพยาบาลจิตเวช

น.ส.ตะวันฉายมีความมุ่งมั่นในการใช้ความรู้ที่ได้จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลด้านสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญในสังคมไทยในปัจจุบัน การมีผู้เชี่ยวชาญในสาขาดังกล่าวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ การมอบทุนการศึกษาไม่เพียงเป็นการสนับสนุนด้านการเงิน แต่ยังเป็นการแสดงความเคารพและรักษาคุณค่าของความเสียสละของทหารผู้ปกป้องชาติอีกด้วย

หากคุณมีแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของน.ส.ตะวันฉาย อย่าลืมตั้งเป้าหมายเพื่อพัฒนาตนเองเสมอ เพราะทุกความฝันล้วนมีโอกาสกลายเป็นจริง

ที่มา – จุฬาฯ มอบทุนแก่ภรรยาทหารกล้าเพื่อศึกษาปริญญาโท สานฝันสู่การเป็นพยาบาลจิตเวช

“ตู้เย็น” อ้างความโปร่งใสถอนตัวไม่ร่วมศึกชิงแชมป์โลก

ในวงการกีฬาวอลเลย์บอลโลก มีประเด็นร้อนแรงเมื่อ “ตู้เย็น” หรือ เหงียน ถิ บิช เตวียน นักวอลเลย์บอลหญิงจากเวียดนามที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้วยรูปร่างล่ำ บึ๊ก ชนะใจแฟน ๆ ชาวไทย ได้ประกาศถอยออกจากทีมชาติเวียดนามในศึก ชิงแชมป์โลก 2025 ที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 22 ส.ค. ถึง 7 ก.ย. นี้ โดยอ้างเหตุผลเกี่ยวกับข้อกำหนดใหม่ของสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB)

“ตู้เย็น” อ้างความโปร่งใสถอนตัวไม่ร่วมศึกชิงแชมป์โลก

จากข่าวระบุว่า ตู้เย็น มีความกังวลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับกฎระเบียบและข้อกำหนดใหม่จากองค์กร FIVB ที่ออกมายังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ ทำให้นักกีฬาไม่สามารถมีความมั่นใจว่าจะได้รับความยุติธรรมในการแข่งขันอย่างแท้จริง เธอได้เปิดใจผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การตัดสินใจครั้งนี้ผ่านการคิดอย่างรอบคอบและด้วยความเคารพต่อทั้งทีมผู้ฝึกสอนและสหพันธ์วอลเลย์บอลเวียดนาม (VFV)

ไม่ปล่อยให้กฎระเบียบมาจำกัดศักดิ์ศรีนักกีฬา

“สำหรับฉัน กีฬาไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่เป็นเรื่องของความเคารพและความยุติธรรม ฉันรู้สึกว่ากฎระเบียบเหล่านี้ขาดความโปร่งใสและไม่ได้ให้ความยุติธรรมตามที่นักกีฬาสมควรได้รับ” ตู้เย็น กล่าว พร้อมเผยว่า “นักกีฬาทุกคนสมควรได้รับการแข่งขันในสภาพแวดล้อมที่ให้ความเคารพและเท่าเทียมกัน เพื่อปกป้องความซื่อสัตย์ของฉันและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นต่อทีม ฉันจึงตัดสินใจถอยออกมา”

แม้จะถอยจากการทำศึกในรายการนี้ แต่ ตู้เย็น ยังยืนยันว่าเธอเต็มใจให้ชัยชนะเป็นของเพื่อนร่วมทีม และจะใช้ช่วงเวลานี้ในการฝึกซ้อมและเตรียมตัวแข่งในรายการอื่น ๆ ให้ดียิ่งขึ้น เธอเป็นนักกีฬาที่มีความสูง 1.88 เมตร ที่โดดเด่นด้วยพลังแห่งการตบและท่าทางที่แข็งแกร่ง ทำให้หลายคนมองเห็นภาพลักษณ์ของเธอแตกต่างจากนักวอลเลย์บอลผู้หญิงทั่วไป

  • ปากกาและรูปร่างที่ถูกสงสัยเป็นเพศชาย
  • เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ปล่อยให้คำวิจารณ์กระทบฝันของเธอ
  • ทำผลงานโดดเด่นในซีวีลีกสนาม 2 เมื่อช่วยทีมเวียดนามเอาชนะไทยอย่างหวุดหวิด

ถือเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะในทีมเวียดนามเพิ่งมีกรณีเรื่อง “ตู้แช่” หรือ ดัง ธิ ฮอง ที่ถูกตัดสิทธิ์จากทีมชาติในรายการชิงแชมป์โลก U21 เพียงเพราะมีข่าวลือเกี่ยวกับเพศสภาพที่ไม่ชัดเจน ส่งผลให้หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและมีความโปร่งใสมากขึ้น

เหตุการณ์รอบตัวนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเป็นนักกีฬาของจริง ไม่ใช่แค่แข่งขันด้วยความสามารถ แต่ยังต้องรู้จักยืนหยัดในความคิดและรักษาคุณธรรมความยุติธรรมไว้ในการเล่นกีฬา ไม่ใช่เพียงจำนวนแต้ม แต่เป็นภาพลักษณ์ของความบริสุทธิ์ใจในการสู้

ที่มา – “ตู้เย็น” อ้างความโปร่งใ实实在ไม่ร่วมศึกชิงแชมป์โลก

พล.อ.ประวิตร ให้กำลังใจทหารบาดเจ็บจากสู้รบไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 8.30 น. วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และอดีต ผบ.ทบ. ได้เดินทางไปให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 8 นาย ซึ่งขณะนี้กำลังพักฟื้นตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

พล.อ.ประวิตร ให้กำลังใจทหารบาดเจ็บจากสู้รบไทย-กัมพูชา

พล.อ.ประวิตร ได้แสดงความห่วงใยอย่างใกล้ชิด โดยสอบถามอาการบาดเจ็บของทหารแต่ละราย และกล่าวให้กำลังใจอย่างเป็นพี่เป็นน้อง เหมือนคนในครอบครัว ท่านกล่าวว่าการมาในครั้งนี้ไม่ใช่ในฐานะคนการเมือง แต่เป็นในฐานะพี่ชายที่เคยร่วมงานและร่วมสู้กับเหล่าทหาร

การเสียสละของทหารคือเกียรติของชาติ

ท่านกล่าวเสริมว่า “ผมรู้ดีว่าการเสียสละแต่ละครั้งมีราคาสูง แต่สิ่งที่ทุกคนทำให้ชาติคือเกียรติยศที่มีค่ามากกว่าคำพูดใด ๆ อยากฝากถึงครอบครัวทหารทุกคนว่า ลูกหลานของท่านไม่ได้เจ็บฟรี ทุกหยดเลือดที่สาดออกไปคือเกียรติของกองทัพและของประเทศชาติ”

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ยังได้มอบกระเช้าผลไม้และเงินช่วยเหลือให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บพร้อมครอบครัว เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวในช่วงเวลานี้

  • ให้กำลังใจทหารบาดเจ็บ 8 นาย
  • เยี่ยมที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
  • กล่าวถึงความเสียสละและความภาคภูมิใจ
  • มอบของขวัญและเงินช่วยเหลือ

เหตุการณ์การสู้รบระหว่างทหารไทยกับกลุ่มผู้บุกรุกจากด้านฝั่ง กัมพูชานั้น ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง ทั้งในด้านความปลอดภัยและความมั่นคงของชายแดน ซึ่งการให้ความสำคัญและการสนับสนุนจากผู้นำระดับประเทศกับเหล่าทหารที่เสียสละ ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในภารกิจสำคัญที่กองทัพปฏิบัติอยู่

พล.อ.ประวิตร ในฐานะบุคคลที่มีประสบการณ์ในสนามรบมานาน จึงสามารถสื่อสารและให้กำลังใจอย่างแท้จริง ทั้งในเชิงจิตใจและเชิงจริยธรรม

การกระทำครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการให้กำลังใจในระดับร่างกาย แต่ยังเพิ่มพลังใจให้กับทั้งครอบครัวของทหารผู้กล้าหาญเหล่านี้ด้วยว่า มีคนคอยแบ่งเบาภาระ ให้เกียรติ และจดจำสิ่งที่พวกเขาเสียสละเพื่อชาติ

ความห่วงใยและการรับฟังจากผู้นำอย่าง พล.อ.ประวิตร ย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้กำลังใจแก่ทหารและประชาชนผู้มีส่วนรักษาความสงบสุขในพรมแดนไทย ซึ่งถือเป็นบทสนับสนุนที่ดีต่อภาพรวมของความมั่นคงในภูมิภาค

การให้สำคัญกับพลังของความสามัคคีและบริการเสียสละของเหล่าทหาร จะเป็นบทนำที่ดีในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าในการปกป้องบ้านเมืองอย่างมีความภาคภูมิใจ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่มีจิตอาสาหรือชื่นชมในความกล้าหาญของทหารไทย เพียงแค่การแพร่ภาพและให้เกียรติในสิ่งที่พวกเขาทำ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกำลังใจในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการ

ที่มา – ‘พล.อ.ประวิตร’ห่วงใย รุดให้กำลังใจ ‘ทหาร’บาดเจ็บจากการสู้รบไทย – กัมพูชา

ธีรา-นพธีรา คนไทยคนที่สองร้องเพลง I dreamed about you OST

อีกหนึ่งชื่อที่กำลังโด่งดังในวงการบันเทิงเอเชียอย่างรวดเร็ว นั่นคือ “ธีรา-นพธีรา กุญแจทอง” หรือที่รู้จักกันในชื่อ T-RA เด็กสาววัย 15 ปีที่กลายเป็นคนไทยคนที่สองที่ได้ร้องเพลงประกอบซีรีส์เกาหลีระดับฮิต “I dreamed about you OST. ชาตินี้ฉันจะช่วยชีวิตท่านประธาน” โดยก่อนหน้านี้มีเพียง “มินนี่ (G) I-DLE” เท่านั้นที่ได้คว้าโอกาสแบบนี้

ธีรา-นพธีรา คนไทยคนที่สองร้องเพลง I dreamed about you OST

ธีรา เริ่มต้นเป็นเด็กฝึกที่ประเทศเกาหลีใต้เพียง 5 เดือน ก่อนจะได้รับโอกาสสุดพิเศษในการร้องเพลงประกอบซีรีส์เรื่องดัง ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งมากสำหรับวัยรุ่นที่ยังไม่ผ่านกรอบมาตรฐานอุตสาหกรรม

ความสามารถด้านเสียงและการแสดงออกของเธอทำให้เธอถูกค่ายเพลงเลือกให้เป็นเสียงหลักของเพลง “I dreamed about you” ซึ่งเป็นเพลงที่สื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์และหวานละมุน ภายใต้เรื่องราวของซีรีส์ที่เต็มไปด้วยปาฏิหาริย์และการย้อนเวลากลับมาเพื่อช่วยคนรัก

เส้นทางของเด็กฝึกที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

ธีรา เป็นเด็กกิจกรรมตัวจริงที่มากไปด้วยความรักในวงการบันเทิง เธอเริ่มต้นจากการเข้าร่วมการแสดง เต้นรำ และร้องเพลงตั้งแต่อายุน้อย ครอบครัวเป็นผู้สนับสนุนเต็มที่ จนเธอได้มีโอกาสเข้าแข่งขันและแสดงตัวอย่างต่อเนื่อง จนได้เข้าร่วมโปรแกรมเด็กฝึกในประเทศไทย และถูกคัดเลือกไปเทรนนิ่งต่อที่เกาหลีใต้

เธอเล่าถึงประสบการณ์ด้วยความตื่นเต้นว่า “หนูได้ฝึกมาประมาณ 5 เดือนแล้ว ได้รับประสบการณ์มากมายจากการเข้าห้องอัด ได้เรียนรู้จากการดูคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลี และได้ทำงานกับคนในวงการตั้งแต่ยังเด็ก” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เธอผ่านพ้นอุปสรรค์ต่างๆ และก้าวขึ้นแท่นร้องเพลงประกอบซีรีส์ได้สำเร็จ

คุณสมบัติที่ทำให้เธอโดดเด่น

  • ความสามารถด้านการร้อง — เสียงใสและอารมณ์ที่แนบแน่นในน้ำเสียง
  • ความมุ่งมั่น — ใช้เวลาเพียง 5 เดือนในการพัฒนาและคว้าโอกาส
  • ความขยัน — ซ้อมเพลงแค่ 2-3 วันก่อนเข้าห้องอัด
  • ทักษะการแสดงออก — สามารถถ่ายทอดความรู้สึกผ่านเพลงได้อย่างไร้ที่ติ

เพลง “I dreamed about you” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสามารถในการ “สื่ออารมณ์” ที่เธอมี เพราะเพลงนี้ต้องถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครนำที่ต้องย้อนเวลากลับมาเพื่อช่วยคนรัก ซึ่งเป็นแนวเพลงที่ต้องอาศัยการเข้าใจลึกซึ้ง

ความท้าทายคือการเริ่มต้นก่อนที่ซีรีส์จะออนแอร์ ทำให้เธอต้องจินตนาการภาพและ MV ในหัวเพื่อกำหนดอารมณ์ให้ตรงกับบริบทของเรื่อง ซึ่งถือเป็นทักษะขั้นสูงในวงการอินดัสเตรีย

เมื่อถามถึงเป้าหมายในอนาคต เธอกล่าวอย่างมั่นใจว่า “หนูอยากเป็นศิลปินมืออาชีพที่คนรู้จัก มีผลงานเพลงออกมาเยอะๆ และจะไม่หยุดฝึกฝนเสมอ” ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ยิ่งใหญ่

แฟนๆ และผู้ติดตามสามารถติดตามผลงานล่าสุดของเธอได้ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมถึงช่องทางทางการของค่ายเพลงและซีรีส์ “I dreamed about you”

อย่าลืมให้กำลังใจ “ธีรา-นพธีรา คนไทยคนที่สองร้องเพลง I dreamed about you OST” ซึ่งกำลังสร้างชื่อเสียงให้คนไทยในวงการบันเทิงโลก

ที่มา – “ธีรา-นพธีรา” คนไทยคนที่สองที่ได้ร้องเพลง “I dreamed about you OST. ชาตินี้ฉันจะช่วยชีวิตท่านประธาน”