ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รพ.เมดพาร์ครับรางวัล OAP Award 2568 ด้านความปลอดภัยรังสี

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา พญ. จามรี เชื้อเพชระโสภณ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลเมดพาร์ค ได้รับมอบรางวัลเชิงคุณภาพมาตรฐานครบถ้วน “OAP Award” ประจำปี 2568 ในประเภท ‘เครื่องกำเนิดรังสีประเภทที่ 1 (ด้านการแพทย์)’ โดยได้รับมอบรางวัลจาก นายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ณ ห้องประชุม MR 209 ชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงาน อว.แฟร์ 2025

รพ.เมดพาร์ครับรางวัล OAP Award 2568

รางวัล OAP Award นี้เป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและยกย่องสถานประกอบการในด้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์และรังสีอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐาน โดยมี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวง อว. เป็นผู้จัด และคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลอย่างเข้มงวด เพื่อยืนยันว่าสถานประกอบการนั้นผ่านการประเมินมาอย่างครบถ้วนทั้งในเรื่องความปลอดภัย (Safety) และความมั่นคง (Security)

มาตรฐานระดับนานาชาติในงานรังสีรักษา

ศูนย์รังสีรักษา และ แผนกเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โรงพยาบาลเมดพาร์ค มีความมุ่งมั่นในการให้บริการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญ พร้อมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์รุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาให้มีความแม่นยำสูงและเหมาะสมกับแนวทางการรักษาสากล ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย ไปจนถึงการรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง และภาวะทางการแพทย์อื่น ๆ ที่ต้องใช้รังสีในการรักษา

ด้วยการได้รับรางวัล รพ.เมดพาร์ครับรางวัล OAP Award 2568 แบบนี้ ถือเป็นการรับรองถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งานรังสีทางการแพทย์ พร้อมทั้งความเชี่ยวชาญของทีมผู้ให้บริการ ที่ทำให้โรงพยาบาลเมดพาร์คเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่ประชาชนสามารถมั่นใจได้

หากคุณหรือคนในครอบครัวกำลังมองหาสถานบริการทางการแพทย์ด้านรังสีรักษาที่มีมาตรฐานและความปลอดภัยสูงสุด โรงพยาบาลเมดพาร์คคือคำตอบที่เหมาะสมกับคุณ ด้วยประสบการณ์และความใส่ใจในทุกขั้นตอนของการรักษา ยืนยันคุณภาพและมาตรฐานระดับนานาชาติ

ที่มา – โรงพยาบาลเมดพาร์ค รับมอบรางวัลเชิงคุณภาพมาตรฐานครบถ้วน “OAP Award” ประจำปี 2568

ตร.จ่อเรียก “ดิว อริสรา” ให้ข้อมูล! ทนายยันมาเพื่อเคลียร์หนี้

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผู้กำกับกองกำกับ 1 สำนักงานปราบปราม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีของ “ดิว อริสรา” หลังจากมีข่าวว่าเธอจะเดินทางกลับประเทศไทย ประเด็นที่น่าสนใจคือ ดิวจะต้องเข้าไปให้ข้อมูลกับตำรวจหรือไม่ พ.ต.อ.มนูญกล่าวว่า จะต้องเรียกดิวเข้ามาชี้แจง เนื่องจากถือเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังไม่มีการประสานเวลาชัดเจนว่าจะให้มาวันไหน

ตร.จ่อเรียก “ดิว อริสรา” ให้ข้อมูล! ทนายยันมาเพื่อเคลียร์หนี้

ทั้งนี้ ดิว อริสรา ถูกคุณเมย์ วาสนา อินทะแสง แจ้งความร้องเรียนในข้อหา “ยักยอกทรัพย์” ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 62 ล้านบาท ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นดราม่าที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก การเดินทางกลับไทยครั้งนี้ของดิวจึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าเป็นเพื่อหนีความผิด หรือเป็นการมาเคลียร์หนี้จริงตามที่ทนายความออกมาเผยว่า

ทนายยืนยันการกลับไทยเพื่อเคลียร์หนี้

นายนิติศักดิ์ มีขวด หรือ “ทนายเอี้ยง” ทนายความของดิว อริสรา ได้กล่าวว่า ดิวได้เดินทางกลับประเทศไทยมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา และได้มีการไลฟ์สดในวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมาแล้ว ส่วนเรื่องการเข้าพบตำรวจนั้น ตอนนี้ยังไม่มีหมายเรียกอย่างเป็นทางการ แต่ชี้แจงชัดเจนว่าดิวกลับมาเพื่อเจรจาเยียวยาหนี้กับทั้งคุณเมย์ วาสนา และบริษัทแบรนด์เนมมันนี่

ทนายเอี้ยงกล่าวต่อว่า “การเจรจาปกติมีการติดต่อกันมานานผ่านทางโทรศัพท์ และตอนนี้มีทรัพย์สินบางชิ้นที่ยังไม่ได้คืน ซึ่งรวมถึง สร้อยคอแบบบูการี่ ที่ยังอยู่กับบริษัท และยังมีกระเป๋าอีก 4 ใบ ที่อยู่ระหว่างการตกลงคืน เราเชื่อว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดีก่อนขึ้นศาลอย่างแน่นอน”

นอกจากนี้ ดิวเองก็ไม่ปฏิเสธหากตำรวจจะเชิญไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม และพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ เนื่องจากยืนยันว่าการเดินทางกลับครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเคลียร์หนี้และสิ้นสุดปัญหาอย่างตรงไปตรงมา

เป็นที่น่าจับตาในวันข้างหน้า

จากทั้งหมดนี้ ยังมีประเด็นหลายอย่างที่ต้องรอความชัดเจนเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการออกหมายเรียกจากตำรวจ หรือการเคลียร์หนี้กับคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่เพียงแค่สิทธิ์ของบุคคล แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อกรณีดังกล่าวด้วย

การเคลื่อนไหวของ “ดิว อริสรา” ในช่วงนี้จึงเป็นกระบอกบอกถึงศักดิ์ศรีและความรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น หากเคลียร์ได้จริงก่อนขึ้นศาลถือว่าเป็นคำตอบที่ประชาชนและสังคมต้องการ

ติดตามความเคลื่อนไหวของดิว อริสรา ได้อย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นยังไงต่อไป!

ที่มา – ตร.จ่อเรียก “ดิว อริสรา” ให้ข้อมูล! ทนายยันมาเพื่อเคลียร์หนี้ หวังจบก่อนขึ้นศาล

ออสเตรเลียพบการใช้ยาเสพติดสูงเป็นประวัติการณ์

ผลวิเคราะห์น้ำเสียในออสเตรเลีย พบการใช้ยาเสพติดสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนและโคเคนที่มีอัตราการใช้เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน รายงานล่าสุดจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่า คณะกรรมการข่าวกรองอาชญากรรมแห่งออสเตรเลีย (ACIC) ได้เปิดเผยข้อมูลการวิเคราะห์น้ำเสียจากโครงการเฝ้าติดตามยาเสพติดในน้ำทิ้งแห่งชาติ ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 เพื่อประเมินระดับการใช้ยาเสพติดในประเทศ

ผลวิเคราะห์น้ำเสียในออสเตรเลีย พบการใช้ยาเสพติดสูงเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลที่เปิดเผยแสดงให้เห็นว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาจนถึงเดือนสิงหาคม 2567 ชาวออสเตรเลียได้ใช้เมทแอมเฟตามีนมากถึง 12.8 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 10.5 ตันในช่วงปีก่อนหน้า นอกจากนี้ การใช้โคเคนก็เพิ่มขึ้นเกือบ 70% จาก 4.03 ตัน เป็น 6.8 ตัน ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ความเสี่ยงต่อสาธารณสุขและเศรษฐกิจ

ผลวิเคราะห์น้ำเสียในออสเตรเลียครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ปริมาณการใช้ยาเสพติดทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ เมทแอมเฟตามีน โคเคน ยาบ้า และเฮโรอีน มีมูลค่าในตลาดมืดสูงถึง 11,500 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 242,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนที่คิดเป็นมูลค่าถึง 8,900 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 188,000 ล้านบาท) ซึ่งเป็นภาระหนักหนาต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ แบบจำลองคาดการณ์ยังระบุว่า การใช้ยาเสพติดกลุ่มนี้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปี 2570 โดยเฉพาะยาบ้า โคเคน และยาอี ในขณะที่ตลาดเฮโรอีนคาดว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในอีกสองปีข้างหน้า

  • เมทแอมเฟตามีนเพิ่มขึ้นจาก 10.5 ตัน เป็น 12.8 ตัน
  • โคเคนเพิ่มขึ้นเกือบ 70% สู่ระดับสูงสุดที่ 6.8 ตัน
  • มูลค่าตลาดมืดกว่า 11,500 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
  • แนวโน้มการใช้ยาเสพติดจะเพิ่มขึ้นถึงปี 2570

จากข้อมูลดังกล่าว ชัดเจนว่า ผลวิเคราะห์น้ำเสียในออสเตรเลีย ไม่ได้สะท้อนแค่พฤติกรรมของประชาชนเท่านั้น แต่ยังบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการรีบปิดช่องโหว่ในการควบคุมยาเสพติด และต้องมีมาตรการรุกในการป้องกันและบำบัดผู้ใช้

ที่มา – ผลวิเคราะห์น้ำเสียในออสเตรเลีย พบการใช้ยาเสพติดสูงเป็นประวัติการณ์

“Dow” ย้ำผู้นำโพลิสไตรีน เปิดตัววัสดุคาร์บอนต่ำคุณภาพสูง

กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ย้ำตำแหน่งผู้นำในตลาดโพลิสไตรีนของไทย ด้วยการเปิดเผยเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตเม็ดพลาสติกโพลิสไตรีนจากโรงงานร่วมทุนเอสซีจีซี-ดาว ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตหลักของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับคุณสมบัติที่เหนือกว่า เช่น คุณภาพสูง ความเสถียร ความหลากหลายในการใช้งาน และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“Dow” ตอกย้ำผู้นำตลาดโพลิสไตรีน เผยนวัตกรรมวัสดุคาร์บอนต่ำคุณภาพสูง

ผลิตภัณฑ์โพลิสไตรีนของ Dow ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับทองจากองค์การ TGO และสามารถผสมกับเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ได้สูงสุดถึง 50% โดยไม่ลดคุณภาพ ทำให้สามารถนำไปใช้ในหลากหลายภาคอุตสาหกรรม ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์อาหาร ของเล่นเด็ก วัสดุตกแต่งภายใน และอุปกรณ์ทางการแพทย์

กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย รับประกันว่า วัสดุโพลิสไตรีนที่ผลิตมานั้นไม่เพียงแต่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา และดูดซับความชื้นต่ำ แต่ยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบรีไซเคิลเชิงกลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้วยกำลังการผลิตกว่า 150,000 ตันต่อปีจากโรงงานในระยอง ซึ่งดำเนินการโดยพนักงานชาวไทย ผลิตภัณฑ์โพลิสไตรีนจึงเป็นมิติใหม่ของการผลิตในประเทศที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรับรองจากองค์การอาหารและยา (FDA) สำหรับการสัมผัสกับอาหารโดยตรง

บริษัทยังเน้นย้ำว่า โพลิสไตรีนมีความสามารถในการผสม PCR ได้มากกว่าพลาสติกเอบีเอส (ABS) ถึง 2-5 เท่า ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปริมาณวัสดุใหม่ที่ใช้ แต่ยังลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

  • เนื้อวัสดุเงางาม ทนทานต่อแรงกระแทก
  • สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบรีไซเคิลสูงสุด 50%
  • ใช้พลังงานน้อย และรีไซเคิลได้ในวงจรเดียว
  • ปลอดภัยสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร

เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน วัสดุที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนจึงเป็นหัวใจสำคัญของภาคอุตสาหกรรม สำหรับกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย โพลิสไตรีนที่มีคุณภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือคำตอบที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

นวัตกรรมนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันความสามารถในการผลิตวัสดุที่ทันสมัยของ Dow เท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางวัสดุที่ซับซ้อนและมีคุณค่าในระดับโลกในอนาคต

“โพลิสไตรีนของเราคือทางเลือกที่เร็ว ประหยัด ปลอดภัย และยั่งยืนสำหรับทุกอุตสาหกรรม” นายเอกสิทธิ์ ลัคนานิธิพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจร่วมทุน กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวสรุป

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือองค์กรที่มีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ลองพิจารณาใช้วัสดุโพลิสไตรีนคุณภาพสูงจากกลุ่มบริษัท Dow เพราะมันไม่ใช่เพียงวัสดุ แต่เป็นโซลูชันเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – “Dow” ตอกย้ำผู้นำตลาดโพลิสไตรีน เผยนวัตกรรมวัสดุคาร์บอนต่ำคุณภาพสูง

วันนอร์ยันรัฐบาลมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งทำงานได้ ย้ำพร้อมสอบข่าวซื้อเสียง 10 กิโล

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เดินเยี่ยมชมโรงอาหารแห่งใหม่ของสภานิยม และพบปะพ่อค้าแม่ค้า พร้อมสอบถามราคาอาหารในโรงอาหาร เพื่อสะท้อนภาพรวมของบริการภายในสภา

วันนอร์ยันรัฐบาลมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งทำงานได้

ภายหลังจากกรณีที่องค์ประชุมฝ่ายรัฐบาลมีจำนวน ‘เสียงปริ่มน้ำ’ ทำให้การดำเนินงานของสภาเผชิญกับอุปสรรค นายวันนอร์ยืนยันว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงาน (วิป) ของพรรคร่วม รวมถึงวิปของรัฐบาลเอง ที่จะต้องประสานเพื่อให้มีจำนวนสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งเข้าร่วมประชุม เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายวันนอร์กล่าวว่า แม้การประชุมครั้งล่าสุดจะเป็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนก็ตาม แต่ทุกมาตราก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น เนื่องจากการทำงานร่วมกันของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีความเข้าใจหน้าที่ชัดเจน

ถ้ารัฐบาลควบคุม ‘เสียงเกินกึ่งหนึ่ง’ ได้ ก็สามารถเดินหน้าทำงานได้ตามปกติ

การจะดำเนินการอย่างไรหากมีสมาชิกสภาฯ จำนวนน้อยไม่เข้าร่วมประชุม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการออกกฎหมาย? ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงว่า หากองค์ประชุมมีผู้เข้าร่วมเกินครึ่ง แม้จะเป็น ‘เสียงปริ่มน้ำ’ แต่หากสามารถยืนยันได้ว่าเกินกึ่งหนึ่ง ก็ถือว่ามีความชอบธรรมในการดำเนินการประชุมเพื่ออนุมัติสาระสำคัญต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม หากองค์ประชุมไม่ครบตามต้องการ จะเป็นผลให้การประชุมต้องยกเลิกไปชั่วคราว ตามกติกาของสภา ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญคือทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านมีหน้าที่รับผิดชอบในการให้เกียรติองค์ประชุม การที่รัฐบาลมีจำนวนสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งนี้จะช่วยให้การเผชิญหน้าทางการเมืองยังเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย

พร้อมเปิดรับข้อมูลสอบสวนข่าวซื้อเสียงในสภา

ในประเด็นที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการ ซื้อเสียงโหวตในสภาด้วยเงินจำนวน 10 กิโลกรัม นายวันนอร์กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของสภาอย่างมาก หากมีข้อมูลจริงควรออกมาเปิดเผย ไม่ให้อำพรางเพราะจะส่งผลเสียต่อจิตใจของประชาชนและสมาชิกสภาเอง

หากมีใครตระหนักถึงการถูกติดต่อโดยอ้างว่าเป็นการดำเนินการเรื่องดังกล่าว ควรเปิดเผยต่อวิปของพรรคหรือประธานสภาโดยตรง หรือหากไม่กล้าเปิดเผย ควรมีการแจ้งเบาะแสอย่างชัดเจน พร้อมด้วยหลักฐาน เช่น โทรเล่ม บันทึกเสียง หรือเอกสารอ้างอิงเพื่อตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน

ย้ำ!หากมีหลักฐานยืนยัน ยินดีตรวจสอบตามกฎหมาย

นายวันนอร์ย้ำว่า ถ้ามีการยื่นเรื่องเข้ามาด้วยความชัดเจน มีชื่อผู้กล่าว และสามารถยืนยันได้ว่ามีเจตนาที่จริงจัง ก็พร้อมตรวจสอบทันที และหากพบว่าเป็นความจริง อีกฝ่ายก็จะต้องเผชิญหน้ากับกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความโปร่งใสและยืนยันการต่อต้านการทุจริตในจิตใจของสมาชิก parliament ทุกคน

เขาย้ำว่า การซื้อเสียงเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และไม่ควรให้มีข่าวลือที่ไร้สาระเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมือง โดยเฉพาะในวาระสำคัญของประเทศ

ท้ายที่สุดนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ พร้อมหนุนหลังพรรคทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านให้แสดงหน้าที่ต่อสภาอย่างเต็มที่ และยืนยันว่าสภาฯ พร้อมดำเนินการต่อไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และน่าเชื่อถือ

หากคุณเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนที่ต้องการติดตามผลการดำเนินคดี หรืออัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับการเมืองไทยอย่างตรงไปตรงมา ติดตามพวกเราได้ที่นี่ และร่วมกันเฝ้าดูสถานการณ์ล่าสุดด้วยกันครับ

ที่มา – ‘วันนอร์’ ยัน รัฐบาลคุมเสียงเกินกึ่งหนึ่งก็เดินหน้าได้แม้ปริ่มน้ำ ย้ำพร้อมตรวจสอบข่าวซื้อเสียงโหวต 10 กิโล

เพลิงไหม้วิหารวัดเวฬุวันป่าไผ่ เชียงใหม่ เสียหายหนัก

เมื่อคืนวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในวัดเวฬุวันป่าไผ่ ตั้งอยู่ในตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลากลางดึก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรีบเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างทันท่วงที

หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ทีมกู้ภัย อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดเชียงใหม่ ขุนพลรวงข้าวสายเหนือ กู้ภัยแม่โจ้ และสมาคมกุศลสงเคราะห์เชียงใหม่ ได้รีบนำรถดับเพลิงและอุปกรณ์เข้าดับไฟเพื่อระงับเหตุภายในวิหารซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา

เพลิงไหม้วิหารวัดเวฬุวันป่าไผ่ เชียงใหม่

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าถึงที่เกิดเหตุ พบว่าเพลิงลุกไหม้บริเวณวิหารอย่างรุนแรง โครงสร้างภายในซึ่งสร้างจากไม้จำนวนมากทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการควบคุมและดับไฟจนราบสงบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ตัววิหารเสียหายหนัก เกือบทั้งหลังได้รับความเสียหายอย่างมาก ทำให้การสืบสวนหาสาเหตุเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอยในอนาคต

เจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ

ในขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้กักพื้นที่และปิดเขตเพื่อไม่ให้บุคคลทั่วไปเข้าไปใกล้ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในกระบวนการสืบสวนและตรวจสอบหลักฐานเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุเพลิงไหม้

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความสูญเสียที่ไม่ควรมีของวัดเวฬุวันป่าไผ่ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาวพุทธในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย

สถานที่แห่งนี้มีพุทธคุณมากมาย มีผู้เข้าชมและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้ความสนใจเป็นประจำ ความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ นอกจากจะส่งผลกระทบทางวัตถุแล้ว ยังส่งผลทางจิตใจต่อผู้ที่เคารพสักการะบริเวณดังกล่าว

การสืบสวนเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียดถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจว่าเพลิงไหม้เกิดจากความบกพร่องของระบบไฟฟ้า ความประมาท หรือเป็นความผิดของบุคคล การตรวจสอบนี้จะเป็นแนวทางในการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

จากกรณีนี้ ผู้เขียนเห็นว่า การให้ความสำคัญในการดูแลรักษาสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม และการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยจากไฟไหม้นั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – เพลิงไหม้วิหาร ‘วัดเวฬุวันป่าไผ่-เชียงใหม่’ พบโครงสร้างเสียหายหนัก เจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ

ผบ.ทสส. เร่งเก็บกู้วัตถุระเบิด 3 จังหวัดชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดเผยว่า หน่วยงานทหารและตำรวจได้ระดมกำลังร่วมกันดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีพื้นที่เสี่ยงสูงอย่าง จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ และ จ.บุรีรัมย์ โดยมีทีมปฏิบัติการทั้งหมด 15 ชุด ประกอบด้วย TMAC, ตำรวจตระเวนชายแดน และชุมชนท้องถิ่นรวมถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้าน

ผบ.ทสส. เร่งเก็บกู้วัตถุระเบิด 3 จังหวัดชายแดนใต้

การปฏิบัติภารกิจนี้ไม่ได้มอบให้เฉพาะหน่วยเฉพาะกิจเท่านั้น แต่เป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยทหาร พลเรือน และชุมชน โดยเน้นที่การค้นหาและกำจัดวัตถุระเบิดในพื้นที่ที่มีรายงานความเสี่ยงสูงกว่า 800 จุด ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ และให้ภาคีร่วมงานสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

ความร่วมมือจากภาคเอกชน

นางนพรัตน์ กุลหิรัญ หรือที่รู้จักในชื่อ “มาดามรถถัง” เจ้าของ “บริษัทชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด” ให้ความคิดเห็นว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเห็นเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว ทุกฝ่ายควรร่วมมือกันอย่างสามัคคี ทั้งในฐานะพลเมืองและเพื่อความมั่นคงของชาติ

นางนพรัตน์เล่าว่า บริษัทของเธอซึ่งเป็นบริษัทไทยแท้ ได้มีส่วนสนับสนุนกองทัพหลายด้าน โดยเฉพาะการผลิตยุทโธปกรณ์ที่ช่วยรักษาความมั่นคง เช่น การออกแบบและซ่อมแซมรถทางทหาร เช่น รถฮัมวี่และรถถัง M113 และยังมีรถเกราะกันกระสุน รวมถึงการออกแบบรถสะเทินน้ำสะเทินบกที่สามารถใช้งานได้จริง

นอกจากนี้ บริษัทยังจัดส่งช่างและอะไหล่ไปประจำที่หน้าแนวรบเพื่อสนับสนุนการซ่อมบำรุงยานพาหนะทางทหาร และยังมีโครงการจิตอาสาในการพัฒนาโดรนเพื่อใช้ในภารกิจต่างๆ บนแนวชายแดน โดยทุกอย่างทำขึ้นด้วยความร่วมมือของภาคเอกชน ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ และมีเป้าหมายเพียงเพื่อสนับสนุนความมั่นคงของประเทศ

  • ความร่วมมือระหว่างทหารและประชาชน
  • การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการป้องกัน
  • การสนับสนุนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากภาคเอกชน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า ความมั่นคงของประเทศคือความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนของรัฐ กองทัพ หรือพลเมืองธรรมดา ทั้งหมดต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกัน อันตรายจากวัตถุระเบิด ซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างรุนแรง

แน่นอนว่าการดำเนินการของ “ผบ.ทสส.” นี้เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง และการร่วมมือจากภาคเอกชนในรูปแบบต่าง ๆ ก็ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับภารกิจนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเพื่อปลอดภัยร่วมกัน และยังคงต้องติดตามผลการดำเนินการในระยะยาวว่าจะสามารถลดจุดเสี่ยงต่าง ๆ และกอบกู้พื้นที่เหล่านี้ให้กลับมาปลอดภัยสำหรับการใช้ประโยชน์ของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนหรือต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงนี้ อย่าพลาดการติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เพื่อไม่ให้พลาดข่าวที่สำคัญ

ที่มา – ‘ผบ.ทสส.’ระดมกำลังเร่งเก็บกู้วัตถุระเบิด 3 จังหวัดชายแดนใต้จนกว่าพื้นที่จะปลอดภัย

แม่ฮ่องสอน เปิดโครงการขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการขับขี่ปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ร่วมกับนายอรรคเดช ตาปราบ นายกเทศมนตรีตำบลปาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนให้แก่ผู้ประกอบการร้านรถเช่าในเขตเทศบาลตำบลปาย

แม่ฮ่องสอน เปิดโครงการขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ

โครงการนี้จัดขึ้นตามการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ประจำปี 2568 โดยเทศบาลตำบลปาย ณ ห้องประชุมสุภเมธี โรงเรียนปายวิทยาคาร ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งในพื้นที่อำเภอปายทั้งหมด 50 คน ร่วมถกประเด็นด้านกฎหมาย การปฐมพยาบาล และพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัย

สร้างวินัยและลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์หลักของโครงการคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถ พร้อมทั้งเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเกี่ยวกับยานพาหนะ การรับมือเหตุฉุกเฉิน และเทคนิคการขับขี่อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้เช่ารถจักรยานยนต์ที่มักเกิดอุบัติเหตุสูง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแนะนำกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มีการขับขี่ตามกติกาและรู้จักวิธีป้องกันอุบัติเหตุ

นายณพล พาหุมันโต กล่าวว่า ปัจจุบันเขตอำเภอปายมีผู้เข้าชมจำนวนมากทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ซึ่งทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การจัดอบรมในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัย และปลูกฝังวินัยจราจรให้ทุกฝ่าย ทั้งผู้ใช้รถท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว เพื่อรวมพลังสร้างพื้นที่ปายที่ปลอดภัยแก่ทุกคน

  • ลดอัตราอุบัติเหตุจากการเช่ารถจักรยานยนต์
  • สร้างความรู้ด้านกฎหมายและการใช้รถใช้ถนนแก่ประชาชน
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนผ่านการขับขี่ที่มีความรับผิดชอบ

การอบรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้ง สำนักงานขนส่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คปภ.), สถานีตำรวจภูธรปาย, โรงพยาบาลปาย และบริษัท สหพานิช จำกัด สาขาแม่ฮ่องสอน ที่พร้อมร่วมมือกันเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้เข้าร่วมอย่างละเอียด และครบถ้วน

หลังจากผ่านการอบรม ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายควรมีทักษะและความเข้าใจเพียงพอที่จะแนะนำนักท่องเที่ยวใหม่ให้มีการใช้ยานพาหนะอย่างปลอดภัย ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยผู้เข้าร่วมจะนำประสบการณ์ที่ได้รับไปส่งต่อในสังคม ช่วยสร้างชุมชนที่ตระหนักถึงความสำคัญของวินัยและการขับขี่อย่างรับผิดชอบ

หากพูดถึงอนาคต ยังคงมีความจำเป็นในการสนับสนุนโครงการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพราะการขับขี่อย่างปลอดภัยเป็นพื้นฐานสำคัญที่มีผลต่อทั้งชีวิตและภาพลักษณ์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนต่อสายตาชาวโลก แม่ฮ่องสอนจึงควรเดินหน้าจัดกิจกรรมทำนองนี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ ‘ปาย’ ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูด และปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – แม่ฮ่องสอน เปิดโครงการขับขี่ปลอดภัย ลดปัญหาอุบัติเหตุทางถนน

ทหารจิตอาสาเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนทุกสถานการณ์

จากสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ได้สั่งการให้กองพันทหารราบที่ 1 ดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนทุกสถานการณ์อย่างเต็มรูปแบบ

ทหารจิตอาสาเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนทุกสถานการณ์

กองพันทหารราบที่ 1 ได้จัดเตรียมกำลังพลและรถบรรทุกทางการทหาร พร้อมอยู่ในสถานะเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ด้วยความเข้าใจว่าความเคลื่อนไหวอย่างทันท่วงทีจะช่วยให้การช่วยเหลือประชาชนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะน้ำท่วมฉับพลัน

ความพร้อมของเจ้าหน้าที่ทหารในการเข้าช่วยเหลือ

เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ทหารจะสามารถดำเนินการช่วยเหลือได้ในหลายด้าน เช่น การรีบเข้าช่วยเหลือขนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง และจัดเตรียมเสบียงอาหารและอุปกรณ์จำเป็น ส่งต่อให้ประชาชนผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าในขณะนี้ยังไม่มีพื้นที่ใดเกิดน้ำท่วมจริง แต่การเตรียมความพร้อมเป็นสิ่งสำคัญ

“ทหารจิตอาสาเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนทุกสถานการณ์” นี้เกิดจากแนวคิดที่ว่า “การป้องกันคือการรักษา” แทนที่จะรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยรีบเข้าไปแก้ไข จึงได้มีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรและการจัดการบุคคลากรสามารถตอบสนองภารกิจได้ทันเวลา

  • จัดเตรียมรถบรรทุกพร้อมใช้งาน
  • กำลังพลที่ได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี
  • เครือข่ายการสื่อสารอย่างรวดเร็ว
  • โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการช่วยเหลือฉุกเฉิน

ทั้งนี้ยังมีการสื่อสารกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกกองทัพ เพื่อความร่วมมือในการประเมินสภาพอากาศและประสบการณ์จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้สามารถปรับแผนการปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ได้

เมื่อผู้คนรู้สึกปลอดภัยในหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนแบบนี้ ความรับผิดชอบและจิตอาสาของเจ้าหน้าที่ทหารจึงกลายเป็นเสาหลักของชุมชนอย่างแท้จริง เพราะสิ่งสำคัญคือ “เห็นปัญหา ก่อนที่มันจะกลายเป็นภัย”

หากคุณกำลังมองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันน้ำท่วมหรือกลยุทธ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากองค์กรภาครัฐ ก็อย่าลืมติดตามเราเพื่อเนื้อหาที่มีประโยชน์และอัปเดตข่าวสารล่าสุดตลอดเวลา

ที่มา – ทหารจิตอาสาเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนทุกสถานการณ์

กัมพูชาขอเลื่อนประชุมRBC เป็นวันที่ 27 ส.ค.นี้ ที่ช่องสะงำ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ประกาศความคืบหน้าเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค RBC ไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นการประชุมที่มีบทบาทสำคัญต่อการประสานงานความมั่นคงและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กัมพูชาขอเลื่อนประชุมRBC เป็นวันที่ 27 ส.ค.นี้ ที่ช่องสะงำ

จากการติดตามข้อมูลพบว่า กองเลขาฯ ฝ่ายกัมพูชาร้องขอเลื่อนการประชุม RBC สมัยวิสามัญ ที่เคยกำหนดไว้ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2567 เนื่องจากต้องการเวลาเพิ่มเพื่อเตรียมการประชุมให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การเลื่อนประชุม RBC เป็นเรื่องที่ฝ่ายไทยเห็นชอบ

ทั้งนี้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำเรียนรายงานต่อ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แล้ว และได้รับความเห็นชอบว่าไม่มีข้อกังวลหรือขัดข้องต่อการเลื่อนการประชุมดังกล่าว

ดังนั้น กองทัพภาคที่ 2 จึงกำหนดการประชุมใหม่ ดังนี้:

  • วันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 : ประชุมคณะกรรมการกองเลขาฯ
  • วันที่ 27 สิงหาคม 2568 : ประชุม RBC สมัยวิสามัญ
  • สถานที่ : บริเวณกึ่งกลางจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ

การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพูดคุยเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดน แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงพื้นที่ การค้า และการเคลื่อนย้ายของพลเมืองทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อสันติภาพและความสงบสุขในพื้นที่

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การเลื่อนการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงถือเป็นขั้นตอนที่เหมาะสมและแสดงถึงความพร้อมในการเตรียมการของทั้งสองฝ่ายเพื่อให้การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

หากติดตามข่าวสารด้านความร่วมมือและพัฒนาการชายแดนไทย-กัมพูชา นี่คือโอกาสสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงร่วมกันในประเด็นสำคัญเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ทั้งสองประเทศ

ที่มา – ‘กัมพูชา’ขอเลื่อนประชุมRBC เป็นวันที่ 27 ส.ค.นี้ ที่ช่องสะงำ