ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

คณะสงฆ์สอบ ‘หลวงพ่ออลงกต’ วัดรับจ่ายปกติ วุฒิการศึกษาทางพระไม่ผิด

ล่าสุด คณะสงฆ์ ได้ชี้แจงกรณีข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ อำเภอเมืองลพบุรี หลังมีผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบัญชีของวัด รวมถึงวุฒิการศึกษาทางพระของหลวงพ่ออลงกต ซึ่งจากข้อมูลที่คณะสงฆ์ได้ตรวจสอบแล้ว สรุปได้ว่า บัญชีวัดรับจ่ายปกติ และ วุฒิการศึกษาทางพระ ไม่พบเหตุผิดปกติใด ๆ

คณะสงฆ์สอบ ‘หลวงพ่ออลงกต’ แนวทางดำเนินการ

จากข่าวที่มีการสืบสวนและตรวจสอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี ภายใต้การนำของนายวีระ จำลอง ผู้อำนวยการฯ ได้ระบุว่า วัดพระบาทน้ำพุพร้อมให้ความร่วมมือเปิดเผยข้อมูลบัญชีทุกปีที่มีการรายงานอย่างเป็นระบบ โดยหน่วยงานมหาเถรสมาคมก็ได้รับข้อมูลวงเงินต่าง ๆ ตามระเบียบข้อบังคับอย่างครบถ้วน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีรายงานใดที่บ่งชี้ว่ามีการเบิกจ่ายผิดประเภทหรือผิดวัตถุประสงค์

การดำเนินการเกี่ยวกับการบริจาคและการใช้จ่าย

ทั้งนี้ พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด ยืนยันว่า “การดำเนินการทุกอย่างของวัดมีความโปร่งใส มุ่งหวังจะใช้ทรัพยากรเพื่อประโยชน์ของพุทธศาสนิกชน และการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ หลวงพ่ออลงกต เป็นไปในทางที่ถูกต้อง ทั้งในเรื่องบัญชี และวุฒิการศึกษาทางพระของท่าน”

นอกจากนี้ ทางวัดยังได้รับการสนับสนุนจากกองทุนและมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการสงเคราะห์ ทำให้เงินบริจาคสามารถไปถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ “じゃないแค่ของวัดเอง แต่ยังกระจายมูลค่าความช่วยเหลือผ่านองค์กรต่าง ๆ ด้วย” พระครูสุวัฒน์กล่าว.

วุฒิการศึกษาทางพระไม่ขัดต่อหลักการ

ประเด็นเกี่ยวกับ วุฒิการศึกษาทางพระ ยังถูกกล่าวถึงอย่างมากในแง่ของความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม พระครูสุวัฒน์ยืนยันว่า “การบวชไม่ได้มีเงื่อนไขความรู้ขั้นสูง” และการมี วุฒิการศึกษาทางพระ ของหลวงพ่ออลงกตนั้นไม่ได้ขัดกับหลักธรรมใด ๆ

  • ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าต้องบวชตามวุฒิการศึกษา
  • วัดมอบความโปร่งใสกับผลการรายงานทางการเงิน
  • หน่วยงานพระธรรมมีการตรวจสอบสันติ
  • มีคำแนะนำให้สื่ออนุมานแต่ไม่สรุปให้ล่วงหน้า

คณะสงฆ์กล่าวอีกว่า ในบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย พวกเขาต้องทำงานอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ให้มีความเข้าใจผิดที่กระทบต่อสังคม และย้ำว่า “เรารู้สึกว่าสิ่งที่สื่อเสนอบางครั้งอาจสร้างความเข้าใจผิด พวกเขาควรพิจารณาความสมดุลข่าวให้มากขึ้น”

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า บรรยากาศในวัดพระบาทน้ำพุในวันที่ผ่านมานั้นไม่คึกคักเหมือนเคย แต่ยังคงมีนักข่าวเดินทางไปรายงานข่าว และลุ้นการชี้แจงข้อเท็จจริงจากทางวัด โดยมีการเตรียมพร้อมของฝ่ายทนายความในการให้ข้อมูลต่อนักข่าวอย่างครบถ้วน

จากทั้งหมดนี้ ทำให้เห็นว่าการ有人说เกี่ยวกับ หลวงพ่ออลงกต และกลุ่มวัดพระบาทน้ำพุ ยังอยู่ในแนวทางการตรวจสอบตามขั้นตอน โดยไม่มีประเด็นใดบ่งบอกถึงความผิดปกติ ทั้งในด้านการเงินหรือวุฒิทางพระราชธรรม

หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ อย่าลังเลที่จะติดตามรายงานข่าวอย่างใกล้ชิดจากสำนักข่าวรายใหญ่ที่จะให้ข้อมูลถูกต้อง อัปเดตทันเหตุการณ์

ที่มา – คณะสงฆ์สอบ ‘หลวงพ่ออลงกต’ บัญชีวัดรับจ่ายปกติ วุฒิการศึกษาทางพระคงไม่ผิด

รัสเซียเตรียมภารกิจอวกาศสำรวจดาวศุกร์ภายในปี 2579

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงมอสโก เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่านายโอเล็ก โคราบเลฟ หัวหน้าแผนกฟิสิกส์ดาวเคราะห์ จากสถาบันวิจัยอวกาศ (ไอเคไอ) แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์รัสเซีย (อาร์เอเอส) ได้เปิดเผยว่า รัสเซียกำลังเตรียมภารกิจอวกาศเพื่อสำรวจดาวศุกร์อีกครั้ง โดยกำหนดจะดำเนินการภายในปี 2579 นี้

รัสเซียเตรียมภารกิจอวกาศสำรวจดาวศุคร์ภายในปี 2579

ภารกิจนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอวกาศแห่งชาติครั้งใหม่ของรัสเซีย และมีการเริ่มต้นงานออกแบบเบื้องต้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเปิดตัวโครงการอวกาศแห่งชาติอย่างเป็นทางการ

โคราบเลฟกล่าวต่ออีกว่า ช่วงเวลาของการร่างแบบจะใช้เวลาประมาณสองปีเต็ม และขณะนี้มีการร่วมมือกับสมาคมลาวอชกิน ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทอุตสาหกรรมด้านอวกาศของรัสเซีย โดยมีการประชุมประสานงานเพื่อให้แน่ใจว่า ทุกขั้นตอนจะเป็นไปตามแผนงานอย่างราบรื่น

ภารกิจเวเนรา-ดี ชุดยานสำรวจดาวศุกร์

โครงการอวกาศที่เตรียมจะปล่อยไปนี้ มีชื่อว่า ‘เวเนรา-ดี’ ซึ่งจะประกอบด้วยยานลงจอด ยานสำรวจแบบบอลลูน และยานอวกาศเพื่อการโคจร ซึ่งทำให้อุปกรณ์สามารถเก็บข้อมูลทั้งจากผิวดาวศุกร์และบรรยากาศพร้อมกันได้อย่างครอบคลุม

อย่างไรก็ตาม นายเลฟ เซเลนี ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของสถาบันจัยอวกาศแห่งรัสเซีย ได้ระบุว่าการปล่อยยานอวกาศในภารกิจนี้อาจเริ่มขึ้นในช่วงปี 2577 หรือ 2578 ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมตามวงโคจรของดาวศุกร์

  • ระยะเวลาออกแบบ: ประมาณ 2 ปี
  • วันเริ่มต้นงาน: มกราคม 2569
  • วันปล่อยภารกิจ: คาดว่าจะอยู่ระหว่างปี 2577 – 2579
  • องค์ประกอบหลัก: ยานลงจอด, บอลลูนสำรวจ, และยานโคจร

โครงการนี้เปิดโอกาสใหม่ในการเข้าใจโครงสร้างและบรรยากาศของดาวศุกร์ ซึ่งวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถน้อมใจได้ ถึงความสำคัญของดาวเคราะห์ที่ใกล้เคียงโลกที่สุดแห่งหนึ่งในระบบสุริยะ ความสำเร็จของภารกิจนี้อาจเปลี่ยนแปลงความเข้าใจในวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะได้อย่างยิ่งใหญ่

หากคุณเป็นผู้หลงใหลในอวกาศ หรือติดตามข่าวเทคโนโลยีอยู่เสมอ อย่าลืมติดตามข่าวใหม่ ๆ เกี่ยวกับภารกิจเวเนรา-ดี เพราะอาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของยุคอวกาศยุคใหม่ก็ได้

ที่มา – รัสเซียเตรียมภารกิจอวกาศครั้งใหม่ สำรวจดาวศุกร์อีกครั้งภายในปี 2579

เมียนมาส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงไปจีนมากกว่า 145,000 ตัน

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ว่าสถานีวิทยุและโทรทัศน์เมียนมา (เอ็มอาร์ทีวี) ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาล ได้เปิดเผยว่า ประเทศเมียนมาได้ทำการส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงไปยังประเทศจีนแล้วมากกว่า 145,000 ตัน ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2566 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาประมาณ 2 ปี

เมียนมาส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงไปจีนมากกว่า 145,000 ตัน

การส่งออกครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องหมายของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมียนมา โดยเฉพาะในภาคการประมง ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ รายงานระบุว่า ผลิตภัณฑ์ประมงที่ส่งออกไปยังจีนนั้น ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ที่จับมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติจำนวนกว่า 140,000 ตัน มีมูลค่าสูงถึง 195.947 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,320 ล้านบาท และยังรวมถึงผลิตภัณฑ์ประมงจากการเพาะเลี้ยงอีกจำนวนหนึ่งกว่า 5,000 ตัน ซึ่งมีมูลค่าที่ 13.427 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 435 ล้านบาท

โอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต

การส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงไปยังจีนในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมการประมงของเมียนมาในตลาดต่างประเทศ โดยประเทศจีนถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่ให้ความต้องการสูงในด้านผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเช่นนี้ ทั้งในรูปแบบของอาหารสด อาหารแปรรูป รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการแปรรูปภายในประเทศ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเมียนมาได้มีการวางแผนเพื่อส่งเสริมและขยายตลาดจากการส่งออกครั้งนี้ โดยหวังว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนของผลิตภัณฑ์อาหารทะเลในตลาดโลกและยกระดับอุตสาหกรรมให้เจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและชาวประมงในประเทศ

  • ส่งออกผลิตภัณฑ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติจำนวน 140,000 ตัน
  • สินค้าที่ส่งออกมีค่าประมาณ 195.947 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • สัดส่วนผลิตภัณฑ์จากการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้น
  • มูลค่ารวมจากการส่งออกทั้งสิ้นกว่า 209 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • เป้าหมายเพื่อขยายตลาดในเอเชียและต่างประเทศ

สำหรับประเทศเมียนมา การส่งออกครั้งนี้ไม่เพียงแค่ช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีน ซึ่งถือเป็นพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อมูลจากสำนักข่าวซินหัว ได้เผยอีกว่า แนวโน้มในอนาคต ประเทศเมียนมามีแนวโน้มที่จะเพิ่มการส่งออกสินค้าประเภทนี้ออกไปยังตลาดอื่นๆ มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาและขยายอุตสาหกรรมการประมงอย่างยั่งยืน เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ประเทศเมียนมามีศักยภาพในการส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงสู่ตลาดโลก และการส่งออกครั้งนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของความก้าวหน้าในภาคอุตสาหกรรมอาหารทะเลของประเทศ การสนับสนุนจากรัฐบาล การลงทุนในเทคโนโลยี และการส่งเสริมวิธีการประมงอย่างยั่งยืน จะช่วยให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเป็นขุมพลังในการพัฒนาเศรษฐกิจของเมียนมาในอนาคต จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องมีการวางแผนและลงทุนอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน เพื่อรักษาขีดความสามารถของประเทศในตลาดโลกต่อไป

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้บริโภคที่ใส่ใจคุณภาพของอาหารทะเล จากแหล่งที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การติดตามผลิตภัณฑ์จากประเทศเมียนมาในตลาดอาจเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

ที่มา – เมียนมาส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงไปจีน มากกว่า 145,000 ตัน ภายใน 2 ปี

น้ำตาซึม “ต่าย อรทัย” เล่าชีวิตที่เกือบไม่ถึงฝัน

หลายคนคงคุ้นเคยกับเสียงร้องที่อบอุ่นและอารมณ์ที่ส่งผ่านได้อย่างลึกซึ้งของต่าย อรทัย ศิลปินลูกทุ่งชื่อดังจากรายการ เบิ้ล AM ที่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จในวงการเพลงเท่านั้น แต่ยังมีเส้นทางชีวิตที่เต็มไปด้วยความพยายามและความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างน่าประทับใจ

น้ำตาซึม “ต่าย อรทัย” เล่าชีวิตที่เกือบไม่ถึงฝัน

ต่าย อรทัย เผยว่า “พื้นเพเราเป็นคนบ้านคุ้มแสนชะนี ต.พรสวรรค์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี บ้านติดชายแดนเลย เรื่องร้องเพลง ตอนอยู่ประถมเลย ช่วงประมาณ ป.5 ป.6 เวลากิจกรรมนักเรียนช่วงว่าง ครูก็จะรู้ว่าเราร้องเพลงได้ ท่านก็จะบอกออกมาร้องให้เพื่อนฟังหน่อย ในหมู่บ้านก็จะชื่นชมว่าเราเสียงดี” ซึ่งความมั่นใจที่มีนั้น มุ่งเน้นอยู่ที่เสียงเพลงเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้เดินสายประกวดแต่เพียงผู้เดียว เพราะว่าทางบ้านมีข้อจำกัด และไม่ค่อยมีเวทีให้แสดงความสามารถ จนกระทั่งถึงช่วงมัธยมที่เริ่มลุยจริงจัง ที่ต่าย เคยไปประกวดถึง 3 ปีติด และในปีที่ 3 นั้นคือชัยชนะครั้งแรกของเธอ ความดีใจที่ได้รับนั้น พลิกโผต่อชีวิตในทิศทางใหม่

ถ้าไม่เป็นนักร้อง จะเป็นอะไร?

จากเด็กต่างจังหวัดที่จบแค่ ม.6 ถ้าหากเส้นทางเพลงไม่เปิดโอกาสให้ ต่าย อรทัย ได้อยู่ตรงนี้ทุกวันนี้ เธอบอกว่า คงเป็นสาวโรงงานเหมือนที่เคยเป็นมาก่อน “เราจบเพียงแค่ ม.6 ตอนนั้น ก็คือมาทำงานโรงงาน เป็นสาวโรงงานมาก่อน ถ้าวันนี้ไม่ได้เป็นนักร้อง ก็อาจจะแต่งงานมีครอบครัวยังเป็นสาวโรงงานอยู่ก็ได้แค่นั้นเอง”

ความจริงใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานที่เรียบง่ายของเธอ และการใช้ชีวิตแบบไม่แสวงหาชื่อเสียง หากแต่สร้างผลงานอย่างจริงใจต่อวงการเพลงและการเชื่อมโยงกับผู้ฟัง

แรงบันดาลใจจากยาย

การเติบโตท่ามกลางครอบครัวที่พ่อแม่แยกกันอยู่ตั้งแต่อายุเพียง 11-12 ปี ทำให้ต่าย อรทัย มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับคุณยาย “เป็นแบบนี้ตลอด สิ่งที่ทำต่ายอยู่มาถึงวันนี้ รู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่เราคนเดียว มันมีหลายอย่างที่เป็นองค์ประกอบถึงทำให้มีชื่อต่าย”

คุณยายถือเป็นแรงบันดาลใจหลักในชีวิต และเมื่อยายนับจากไป ก็ยังเหลือไว้ซึ่งความทรงจำอันลึกซึ้งที่เติมพลังให้เธอเดินหน้าต่อไป ทั้งแม้จะต้องเจอกับแรงกดดันในฐานะนักร้องฟุ้งทัวร์จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ถ้ามองย้อนกลับ ชีวิตของต่าย อรทัย ก็เหมือนบทเพลงหนึ่งที่แต่งขึ้นจากความฝัน เจ็บปวด มุ่งมั่น และแรงผลักดันจากคนรอบข้าง โดย น้ำตาซึม “ต่าย อรทัย” เล่าชีวิตที่เกือบไม่ถึงฝัน ก็คือบทสารภาพที่ดื่มด่ำ และแสดงถึงความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

เว็บไซต์ของเราพร้อมให้ข้อมูลความบันเทิง ฟังเพลง ติดตามข่าววงการบันเทิง และเรื่องราวของศิลปินดังๆ อีกมากมาย เข้ามาชมกันได้ทุกวัน!

ที่มา – น้ำตาซึม “ต่าย อรทัย” เล่าชีวิตที่เกือบไม่ถึงฝัน ถ้าไม่เป็นนักร้องก็คงเป็นสาวโรงงาน

ผู้นำยุโรปตบเท้าเยือนวอชิงตัน ร่วมยืนหยัดข้างเซเลนสกีหารือทรัมป์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สื่อต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ว่า ผู้นำยุโรป หลายคนมีกำหนดการเดินทางไปยัง กรุงวอชิงตัน เพื่อแสดงจุดยืนการสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน โดยจะมาร่วมการประชุมเจรจาที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และเซเลนสกี ผู้นำยูเครน ในวันที่ 18 สิงหาคมนี้

ผู้นำยุโรปตบเท้าเยือนวอชิงตัน ร่วมยืนหยัดข้างเซเลนสกีหารือทรัมป์

ผู้นำจากประเทศต่าง ๆ ที่ตบเท้าเดินทางมาร่วมเสนอกลุ่มนี้ ได้แก่ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ แห่งเยอรมนี เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร และนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี แห่งอิตาลี นอกเหนือจากนี้ ยังมีนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) และนายมาร์ค รึตเตอ เลขาธิการองค์การนาโต (NATO) เดินทางมาร่วมด้วย

ร่วมยืนหยัดข้างเซเลนสกี

การเดินทางครั้งนี้ของ ผู้นำยุโรปตบเท้าเยือนวอชิงตัน ร่วมยืนหยัดข้างเซเลนสกีหารือทรัมป์ ถือเป็นการแสดงพลังและความสามัคคีของประชาคมโลกต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเฉพาะการต่อต้านเสียงวิจารณ์การประชุมระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ว่าเป็นการให้เวลากับรัสเซียในการเตรียมตัวเดินหน้าโจมตีต่อไปได้

รัฐสภาสหรัฐฯ และฝ่ายค้านในประเทศยูเครนต่างกล่าวว่า การหาทางออกด้วยการเจรจาในรูปแบบนี้จะไม่ได้ผลหากฝ่ายรัสเซียยังไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เซเลนสกี ได้ชี้แจงว่าการไปสู่ข้อตกลงแบบถาวรจะต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้สถานการณ์ซับซ้อนไปกว่านี้

  • ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง – ฝรั่งเศส
  • นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ – เยอรมนี
  • เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ – สหราชอาณาจักร
  • นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี – อิตาลี
  • นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน – ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป
  • นายมาร์ค รึตเตอ – เลขาธิการนาโต

ขณะที่ทำเนียบขาวยังไม่มีข้อความอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเดินทางของผู้นำกลุ่มนี้ แต่ก็มีคาดการณ์ว่าจะมีการออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อยืนยันการสนับสนุนต่อความเป็นอยู่ของประชาชนยูเครน ทั้งในเรื่องความมั่นคง การทหาร และเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ท่าทีของผู้นำยุโรปในการตบเท้าไปยังสหรัฐฯ สื่อให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนยูเครนภายใต้การนำของเซเลนสกี ต่อหน้าทรัมป์ ซึ่งวิธีการเจรจากับรัสเซียและปูตินนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอ่อนล้า และอาจทำให้ยูเครนได้รับผลกระทบมากกว่าที่ควรจะเป็น

แม้ทรัมป์จะกล่าวว่าการเจรจาสันติภาพโดยตรงระหว่างรัสเซีย-ยูเครนเป็นหนทางที่ดีที่สุด แต่ทางฝ่ายยูเครนยืนยันว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้กับรัสเซียจนกว่าจะมีข้อตกลงที่เป็นธรรมและโปร่งใส

ในวงกว้าง นี่ถือเป็นภารกิจทางการทูตที่สื่อภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ชัดเจน ว่า ผู้นำยุโรป มุ่งแสดงพลังในการสนับสนุนผู้นำฝ่ายยูเครน แม้ต้องเดินทางไกลถึง วอชิงตัน

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงถือเป็นจุดวางใจให้ทั้งชาวโลกและประชาชนยูเครนว่า พวกเขายังไม่ต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่นี้เพียงลำพัง

ที่มา – ผู้นำยุโรปตบเท้าเยือนวอชิงตัน ร่วมยืนหยัดข้างเซเลนสกีหารือทรัมป์

แต่งตั้งนายพลตำรวจ ‘สำราญ-อิทธิพล’ ขึ้นรอง ผบ.ตร.

วงการตำรวจมีความเคลื่อนไหวสำคัญเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ห้องประชุม 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือที่เรียกกันว่า “บอร์ดกลั่นกรอง” เพื่อพิจารณาบุคลากรเหมาะสมในการแต่งตั้งระดับสูงของตำรวจ โดยมีพล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง และผู้บริหารระดับสูงอื่นๆ เข้าร่วม.

แต่งตั้งนายพลตำรวจ ‘สำราญ-อิทธิพล’ ขึ้นรอง ผบ.ตร.

ตามรายงาน สำนักข่าวระบุว่าในปีนี้มีตำแหน่งที่ว่างระดับสูงของตำรวจหลายตำแหน่ง ประกอบด้วย รอง ผบ.ตร. 2 ตำแหน่ง, ผู้ช่วย ผบ.ตร. 7 ตำแหน่ง, ผบช. 16 ตำแหน่ง, รองผบช. 40 ตำแหน่ง และ ผบก. 71 ตำแหน่ง ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาอย่างเป็นระบบและเรียงลำดับตามอายุราชการของแต่ละบุคคล

ผู้ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

ในส่วนของ แต่งตั้งนายพลตำรวจ ‘สำราญ-อิทธิพล’ ขึ้นรอง ผบ.ตร. นั้นคือ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา และ พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ซึ่งทั้งสองท่านถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์และความสามารถสูง ในการบริหารงานตำรวจระดับสูง

นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ทั้งหมด 7 ตำแหน่ง โดยเรียงตามลำดับอายุราชการ ได้แก่ พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร, พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช และ พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผู้บริหารที่มีผลงานโดดเด่นในหน่วยงานต่างๆ

  • พิจารณาเลื่อนตำแหน่งตามลำดับอาวุโส
  • ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. เพิ่ม 2 ตำแหน่ง
  • POSITION VACANCIES across various ranks
  • การโยกย้ายบุคลากรเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

การพิจารณาในครั้งนี้ยังรวมถึงการโยกย้ายตำแหน่งของพลตำรวจชั้นผู้ประกาศ เช่น พล.ต.ท.สิทธิชัย โล่กันภัย ผบช.สยศ.ตร. ย้ายเป็น ผบช.ตชด. ส่วน พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ย้ายจาก ผบช.ภ.1 เป็น ผบช.สอท. และมีผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งยังคงประจำตำแหน่งเดิม

การพิจารณาแต่งตั้งในครั้งนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างการบริหารงานตำรวจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการผสมผสานบุคลากรเก่าและบุคลากรใหม่ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งคาดว่าจะมีผลเชิงบวกต่อการดำเนินงานในภารกิจต่างๆ ทั่วประเทศ

หากคุณเป็นผู้ติดตามข่าวสารวงการตำรวจและการบริหารงานภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่าให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะส่งผลต่อการดำเนินงานของหน่วยงานตำรวจสายตรวจ และส่งผลระยะยาวต่อพลเมืองคนทั่วไป

ที่มา – แต่งตั้งนายพลตำรวจ ‘สำราญ-อิทธิพล’ ขึ้นรอง ผบ.ตร.

บ่อนเฮียตี๋ หทัยราษฎร์ ยอดแชร์

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์หลังจากมีการแชร์ภาพที่สื่อถึงการเล่นการพนันในลักษณะลับๆ ผ่านกล้องวงจรปิด ซึ่งระบุว่าเป็นสถานที่ชื่อว่า บ่อนเฮียตี๋ หทัยราษฎร์ ทำให้หน่วยงานตำรวจอย่างสถานีตำรวจนครบาลนิมิตรใหม่และสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรีออกมาชี้แจงและเร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่

บ่อนเฮียตี๋ หทัยราษฎร์ ถูกกล่าวถึงในโซเชียลมีเดีย

ตามรายงานจากผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ได้มีการเผยแพร่ภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยอ้างว่าเป็นภาพจากการลักลอบเล่นการพนันที่เกิดขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า บ่อนเฮียตี๋ หทัยราษฎร์ ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกกล่าวขวัญอย่างมากในโลกออนไลน์

ภาพดังกล่าวถูกแชร์จำนวนมากจนทำให้เกิดความวิตกกังวลในสังคม หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่าสถานที่ดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่ และหน่วยงานใดรับผิดชอบ

สน.นิมิตรใหม่ ออกมาแจ้งชี้

สถานีตำรวจนครบาลนิมิตรใหม่ได้ออกมาโพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการว่า แม้ภาพจากการแชร์ในโลกออนไลน์จะไม่มีรายละเอียดที่ระบุชัดเจนว่าอยู่ในพื้นที่ของตน แต่คำว่า “หทัยราษฎร์” นั้นมีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นชื่อถนนเส้นหนึ่งในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานี

ทั้งนี้ สน.นิมิตรใหม่ยืนยันว่าได้เร่งตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงทั้งหมดในเขตพื้นที่ โดยขณะนี้ยังไม่พบสถานที่หรือกิจกรรมที่ตรงกับภาพที่ถูกแชร์ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณประชาชนที่ให้ข้อมูล และเปิดช่องทางให้แจ้งเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา

สน.มีนบุรียืนยันไม่มีบ่อนในเขต

ในขณะเดียวกัน เพจสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรียังได้ออกมาชี้แจงเพิ่มเติมว่า “ถนนหทัยราษฎร์” มีบางส่วนอยู่ในพื้นที่เขตของสถานี แต่หลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าในพื้นที่ดังกล่าวไม่มีการลักลอบเล่นการพนันหรือมีบ่อนอย่างที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

ทั้งสองสถานีต่างเผยถึงความตั้งใจอย่างจริงจังในการต่อต้านอาชญากรรมประเภทต่างๆ โดยเฉพาะในการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ. การพนัน อย่างต่อเนื่องและเข้มงวด

หากมีหลักฐานเพิ่มเติม หรือพบตำแหน่งจริงของสถานที่ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็น บ่อนเฮียตี๋ หทัยราษฎร์ เจ้าหน้าที่พร้อมดำเนินการตามกฎหมายทันที

ความโปร่งใสและการแสดงจุดยืนของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกที่สร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม และทำให้ประชาชนรับรู้ว่าหน่วยงานตำรวจพร้อมรับมือต่อปัญหาดังกล่าว

ในทางกลับกัน การแชร์ข้อมูลในลักษณะยังไม่ผ่านการตรวจสอบก่อนเผยแพร่มีความเสี่ยงสูง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือ ผลักดันให้สังคมเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้น สื่อทุกประเภทควรใช้วิจารณญาณในการเผยแพร่เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประชาชน

ที่มา – ว่อนแฉภาพ ‘บ่อนเฮียตี๋ หทัยราษฎร์’ โรงพักมีนบุรียันไม่มี-นิมิตรใหม่เร่งสอบหา

โครงการ GO TO GOAL “จากฝันสู่แชมป์” สนามสุดท้ายที่ขอนแก่น

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมโรงเรียนกีฬาจังหวัดขอนแก่น ได้มีการจัดกิจกรรม โครงการ GO TO GOAL “จากฝันสู่แชมป์” สนามสุดท้ายที่ขอนแก่น ซึ่งเป็นสนามที่ 4 และสนามสุดท้ายของโครงการนี้ โดยมีเด็กและเยาวชนจำนวน 200 คน พร้อมผู้ปกครองกว่า 500 คน จากทั่วภาคอีสาน 13 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น, สกลนคร, มหาสารคาม, ชัยภูมิ, มุกดาหาร, นครราชสีมา, อุบลราชธานี, หนองบัวลำภู, เลย, กาฬสินธุ์, อุดรธานี, บุรีรัมย์ และหนองคาย เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

โครงการ GO TO GOAL “จากฝันสู่แชมป์” สนามสุดท้ายที่ขอนแก่น

กิจกรรมในวันนี้ได้รับเกียรติจากผู้มีใจรักกีฬา และบุคคลสำคัญในวงการฟุตบอลไทย เช่น คุณภิม นครศรี หัวหน้างานส่วนกองทุนกีฬา และรักษาการรองผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฝ่ายบริหาร คุณเชวงพจน์ ครองธานินทร์ ผู้อำนวยการกองทุนกีฬาจังหวัดขอนแก่น รวมถึงอดีตนักเตะทีมชาติไทยที่มาร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ อนุรักษ์ ศรีเกิด, สุธี สุขสมกิจ, กฤษดา เพี้ยนดิษฐ์ และอัมรินทร์ เยาวดำ

กิจกรรมเสวนาเสริมพลังให้พ่อแม่

หนึ่งในไฮไลท์ของกิจกรรมคือการเสวนาหัวข้อ “เลี้ยงลูกสู่ช้างศึก” ซึ่งมีคุณพ่อ กฤตภพ สรงกระสินธ์ หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “พ่อเจ” ขึ้นพูดคุยเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยเฉพาะช่วงที่ลูกกำลังจะเข้าสู่โรงเรียนฟุตบอล นอกจากนี้ นพคุณ ทาทิพย์ จากบริษัท PRO24 ยังแนะนำแนวทางการดูแลสุขภาพร่างกายของลูกให้เหมาะกับมาตรฐานของสโมสร และการจัดการด้านการเงินอย่างถูกต้อง

ด้าน “โค้ชดำ” กฤษดา เพี้ยนดิษฐ์ อดีตกองหลังทีมชาติไทย ได้เล่าประสบการณ์อันล้ำค่าจากการเป็นตัวสำรองสู่การกลายเป็นนักเตะตัวจริงของทีมชาติ ชี้ให้เห็นว่าการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและความอดทนคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเด็กฝันถึง_uniform ทีมชาติ

ฝึกสนามจริงกับโค้ชระดับทีมชาติ

ในช่วงบ่ายของวัน เยาวชนทั้ง 200 คน ได้มีโอกาสฝึกซ้อมบนสนามฟุตบอลหญ้าเทียมโรงเรียนกีฬาจังหวัดขอนแก่น โดยแบ่งตามตำแหน่งที่ถนัด เช่น ผู้รักษาประตู, กองหลัง, กองกลาง และกองหน้า ภายใต้การดูแลของโค้ชระดับตำนาน เช่น “โค้ชอ่ำ” อัมรินทร์ เยาวดำ “โค้ชดำ” กฤษดา เพี้ยนดิษฐ์ “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด และ “โค้ชเบิร์ท” สุธี สุขสมกิจ

หลังจากกิจกรรมเสร็จสิ้น มีการมอบรางวัล GO TO GOAL SUPER STAR แก่เยาวชนที่โดดเด่นในแต่ละตำแหน่ง ได้แก่ ผู้รักษาประตู – ปวรปรัชญ์ พุทโธ (โรงเรียนดอนบอสโกวิทยา จ.อุดรธานี), กองหลัง – ภานุพล สุเพ็ญ (โรงเรียนเทศบาลเมืองพลประชานุเคราะห์ จ.ขอนแก่น), กองกลาง – ภูริภัทร จงเทพ (โรงเรียนอนุบาลขอนแก่น), และกองหน้า – ธนกร เดิมชัยภูมิ (โรงเรียนเทศบาลสวนสนุก จ.ขอนแก่น)

โครงการ GO TO GOAL “จากฝันสู่แชมป์” เป็นกิจกรรมที่ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมทั้ง 4 สนาม ทั้งในแง่ของการฝึกทักษะฟุตบอล การพัฒนาจิตวิทยา และการปลูกฝังความมุ่งมั่นตั้งแต่เด็ก โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญในวงการฟุตบอลเยาวชนไทย

该项目的成功离不开家长、教练及社会各界的共同努力,期待下一届项目能培养出更多国家未来的体育之星!

ที่มา – โครงการ GO TO GOAL “จากฝันสู่แชมป์” สนามสุดท้าย ที่ขอนแก่น สุดคึกคัก

กองทัพไทยนำคณะผู้สังเกตการณ์ 8 ประเทศเข้าตรวจพื้นที่ 3 วัน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบัญชาการกองทัพไทยเตรียมนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team : IOT) จาก 8 ประเทศ มาตรวจเยี่ยมพื้นที่ปะทะกับ กัมพูชา เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาค โดยคณะฯ จะออกเดินทางในวันที่ 18 สิงหาคม.

กองทัพไทยนำคณะผู้สังเกตการณ์ 8 ประเทศเข้าตรวจพื้นที่ 3 วัน

ประเทศสมาชิกที่ร่วมส่งตัวแทนประกอบด้วย บรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยมีผู้ช่วยทูตทหารจากมาเลเซียเป็นหัวหน้าคณะ รวมจำนวน 14 นาย ซึ่งจะได้ทำการตรวจเยี่ยมพื้นที่ดำเนินการของหน่วยกองทัพภาคที่ 2 หรือที่เรียกกันว่า กองกำลังสุรนารี เพื่อติดตามสถานการณ์การละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา.

กำหนดการวันแรก – กรุงเทพฯ ไปยังอุบลราชธานี

ในวันแรก คณะผู้สังเกตการณ์จะเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร ไปยังบังคับการมณฑลทหารบกที่ 22 อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ในเวลา 15.15 น. จากนั้นจะแสดงภาพรวมของแผนป้องกันชายแดนและมาตรการจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา.

วันที่ 19 ส.ค. คณะฯ จะเดินทางไปยังช่องอานม้า อำเภอวารินชำราบ และผามออีแดง อำเภอศรีสะเกษ เพื่อสังเกตการณ์ด้านสนามรบและฟังการอธิบายสถานการณ์การขัดขวางการปฏิบัติงานของหน่วยเก็บกู้ยุทธภัณฑ์ที่ฝ่าฝืนเขตอนุรักษ์ โดยเฉพาะในเรื่องข้อจำกัดเชิงยุทธวิธีของฝ่ายกัมพูชา.

เช็คความเคลื่อนไหวจริงที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิด

ในวันที่ 20 สิงหาคม คณะฯ จะเดินทางต่อไปยังพื้นที่ใกล้กฤษณา-ฐานปราบศึก บริเวณใกล้ภูมิเขตร้อนเภตรา จ.ศรีสะเกษ พร้อมชมการปฏิบัติงานจริงของหน่วยปฏิบัติการหุ่นยนต์ที่ใช้ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเชื่อมโยงกับการขัดขวางการปฏิบัติงานตามจริงตามกฎอนุรักษ์ที่เกี่ยวข้องระหว่างประเทศทั้งสองฝ่าย.

นอกจากนี้ ยังมีการเยี่ยมชมโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเคยถูกโจมตีด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 รวมถึงเข้าดูพื้นที่จุดที่นักสู้ชื่อว่า ‘ร้อย.ทพ.2601’ เหยียบระเบิดจนเสียชีวิต การทำกิจกรรมทั้งหมดใน 3 วันนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้คณะผู้สังเกตการณ์เข้าใจความเป็นจริงของสถานการณ์บนพรมแดนและสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการวิเคราะห์ภูมิภาคอย่างถูกต้องและโปร่งใส.

การที่ กองทัพไทยนำคณะผู้สังเกตการณ์ 8 ประเทศ เข้ามาดูพื้นที่ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์เท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการเปิดพรมแดนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ที่มุ่งหวังให้เกิดสันติภาพและความเป็นมิตรภายในอาเซียนอย่างแท้จริง. การเปิดโอกาสให้คณะผู้สังเกตการณ์อิสระรายงานผลจากการตรวจเยี่ยมจะส่งเสริมแนวทางร่วมมือในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและรอบด้านมากยิ่งขึ้น.

ที่มา – ‘กองทัพไทย’เตรียมนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว 8 ประเทศ ดูพื้นที่จริง 3 วัน

ข่าวดี ‘อนันดา’ เฮลั่นภรรยาท้องแล้ว แฟนๆแห่ดีใจ

ข่าวดีมาแล้วสำหรับคู่ของพระเอกหนุ่มฮอต “อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม” และภรรยาสาวสวย “ณัฐ-ณิชชา ธนาลงกรณ์” ที่กำลังจะก้าวขึ้นเป็นพ่อป้ายแดงในไม่ช้า ล่าสุดมีข่าวลือว่าคุณภรรยาได้ตั้งครรภ์ลูกคนแรก สร้างความยินดีให้กับแฟนๆ และเหล่าศิลปินในแวดวงบันเทิงอย่างล้นหลาม

ข่าวดี ‘อนันดา’ เฮลั่นภรรยาท้องแล้ว แฟนๆแห่ดีใจ

หลังจากแต่งงานกันอย่างสวยงามเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา ทั้งคู่ก็มีแผนการสร้างครอบครัวอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่คาดคิดว่าความดีความงามจะเร็วขนาดนี้ ล่าสุด อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ได้ออกมาเผยความลับส่วนตัวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยโพสต์ภาพใบอัลตราซาวด์ของลูกน้อยในท้องภรรยาพร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า “And the journey continues (และการเดินทางก็ยังคงดำเนินต่อไป)”

เมื่อดูจากภาพแล้ว นับเป็นช่วงเวลาที่สะดวกสบายและเต็มไปด้วยความสุขของคุณสามีภรรยาคู่นี้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะท่าทางที่ภรรยานั่งคุกเข่าข้างๆ สามี ทอดมือกอดท้องเพื่อปกป้องลูกน้อยสุดที่รักในขณะที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์ ส่งผลให้กระแสความน่ารัก น่าเอ็นดูพุ่งสูงจนเย็นหัวเหล่าแฟนคลับออนไลน์ทั้งหลายต่างแห่เข้ามาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างหนาแน่น

คำอวยพรจากเพื่อนวงการบันเทิง

นอกจากแฟนๆ จะเข้ามาร้องขอคำอวยพรอย่างหนาแน่นแล้ว ยังมีเพื่อนวงการบันเทิงหลายคนที่นำทีมแสดงออกความยินดีต่อคุณอนันดาและภรรยา เช่น นักแสดงหนุ่มชื่อดัง อาร์ม เมตัลโล และนักแสดงสาวมากฝีมือ บี มาร์คี้ ซึ่งเข้ามาแสดงความเห็นบนสตอรี่ของเขาอย่างอบอุ่นว่า “ป้ายแดงมาอีกคนน้องหนึ่ง…ขอให้พ่อป้ายแดงคนใหม่มีความสุขเต็มที่นะครับ!” ความอบอุ่นแบบนี้ทำให้คุณอนันดาต้องตอบโต้โดยตรงว่า “ขอบคุณเหล่าลูกพี่ลูกน้องอย่างจริงใจจังเลยครับ!”

ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันว่าลูกน้อยที่กำลังเติบโตในท้องคุณภรรยาเป็นชายหรือหญิง สิ่งที่รู้แน่ชัดคือ ตัวคุณอนันดาเองนั้นตื่นเต้นและตั้งตารอคอยมากที่จะได้กลายเป็นพ่อของลูกน้อยคนนี้อย่างเต็มตัว หลายครั้งที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านคลิปลงโซเชียลมีเดียโดยไม่ปิดบังความพอใจในบทบาทใหม่ของตนเองเลยแม้แต่น้อย

ด้วยเสน่ห์ของ ข่าวดี ‘อนันดา’ เฮลั่นภรรยาท้องแล้ว แฟนๆแห่ดีใจ จึงมีโอกาสกลายเป็นหัวข้อฮอตฮิตในโลกออนไลน์ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงหลังข่าวถูกเผยแพร่ออกไป หลายคนชื่นชมในความรักที่สมบูรณ์แบบของคู่สามีภรรยานี้ และมองว่าพวกเขาเป็นกันเองอย่างแท้จริงตั้งแต่ช่วงต้นความรักจนถึงการเตรียมพบเจอกับบทบาทแห่งความเป็นพ่อใหม่บทใหญ่

หากใครชอบติดตามข่าวบันเทิงolvingไม่ว่าจะได้เป็นแฟนหรือเพียงแค่ผู้ชมแบบสบายๆ ก็อย่าลืม follow ช่องทางโซเชียลของกวีหนุ่มป้ายแดงรายนี้ให้ถูกต้อง เพราะนอกจากการได้เห็นอิริยาบถของคุณพ่อบ้านใหม่ ยัง гаранตีไปถึงเนื้อหาน่ารักจากภรรยาน้อยผู้น่ารักอย่างแน่นอน

ที่มา – ข่าวดีมาแล้ว ‘อนันดา’ เฮลั่นภรรยาท้องแล้ว เตรียมขึ้นแท่นคุณพ่อป้ายแดง แฟนๆแห่ดีใจตามมากมาย!