ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รวมพลรักษ์พะยูนคืนถิ่น ในวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ 2568

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมของทุกปี ถือเป็นวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติซึ่งหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้จัดกิจกรรมสำคัญระลึกถึงการเสียชีวิตของพะยูนชื่อดัง “มาเรียม” เพื่อกระตุ้นให้สังคมให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พะยูนในประเทศไทย ปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง” แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายในการฟื้นฟูประชากรและความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งทะเล.

วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ 2025

ในการจัดงานวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ 2568 นี้ นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของพะยูนต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง ระบุว่า ปัจจุบันสถานภาพของประชากรพะยูนในไทยเหลือเพียงไม่ถึง 130 ตัว โดยเฉพาะในทะเลอันดามันมีเพียง 114 ตัว และจังหวัดตรังถือเป็นพื้นที่ที่มีประชากรพะยูนหนาแน่นที่สุด ทั้งนี้ เพราะมีแหล่งหญ้าทะเลที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยและแหล่งอาหารจำนวนมาก.

เหตุใดจึงต้องรักษ์พะยูน?

พะยูนถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวนตามกฎหมายไทย พะยูนมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล การสูญพันธุ์ของพะยูนอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อาหารในทะเลได้อย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม รายงานจาก IUCN (สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์) ระบุว่า พะยูนในปัจจุบันถูกจัดให้อยู่ในสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ด้วยเหตุผลเช่น การลดลงของหญ้าทะเล การถูกเรือโจมตี และมลพิษในแหล่งน้ำ ทำให้แต่ละปีมีพะยูนเสียชีวิตจำนวนมาก

สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้เปิดเผยว่า ในระหว่างปี 2562 ถึง 2568 มีพะยูนเกยตื้นถึง 176 ตัว โดย28 เปอร์เซ็นต์เสียชีวิตจากการเกี่ยวข้องกับเรือ เร่งให้หน่วยงานต้องเร่งกำหนดมาตรการเชิงรุกในการป้องกัน

มาตรการอนุรักษ์ที่เข้มข้นเพื่อฟื้นฟูประชากรพะยูน

  • ฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พะยูนมาหาอาหาร
  • ควบคุมกิจกรรมมนุษย์ เช่น จำกัดความเร็วเรือในพื้นที่สำคัญ
  • ระบบเฝ้าระวังพะยูนเกยตื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เฝ้าระวังปัจจัยด้านสุขภาพ เช่น ตรวจวินิจฉัยโรคในพะยูน และพัฒนาอาหารทดแทนในกรณีเกิดภาวะขาดแคลน

นอกจากนี้ นักวิจัยอย่างนายก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ได้ระบุอีกว่า “พะยูนมีอัตราการเพิ่มจำนวนได้น้อยมาก เพียงร้อยละห้าต่อปี ถ้าจำนวนลดลงครึ่งหนึ่ง จะต้องใช้เวลานานกว่า 15 ปีกว่าจะกลับมาสู่ระดับเดิม”

พันธมิตรชุมชนร่วมปกป้องพะยูนของเรา

ในการอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงชุมชนท้องถิ่น โรงเรียน และอาสาสมัคร เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ให้แพร่หลาย ทั้งในรูปของการจัดกิจกรรม เสนอแนวทาง หรือมีส่วนร่วมในโครงการฟื้นฟูถิ่นอาศัย

“การที่พะยูนกลับมาคืนถิ่นในบางพื้นที่ คือสัญญาณว่าความพยายามอนุรักษ์กำลังให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่การรักษาสมดุลของประชากรยังคงต้องการความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง” นายนายปิ่นสักก์ กล่าวในงานวันอนุรักษ์

หากเราไม่ช่วยกันในตอนนี้ ลูกหลานอาจจะไม่ได้เห็นพะยูนเป็นมิตรสีน้ำเงินในทะเลอีกต่อไป แต่จะต้องค้นหาข้อมูลเหล่านี้เพียงจากรูปถ่ายและหนังสือเท่านั้น

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษ์พะยูนให้กลับคืนสู่ทะเลไทยอย่างยั่งยืน เพราะการอนุรักษ์ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ แต่ต้องเริ่มจากการใส่ใจในชีวิตประจำวันของเราทุกคน

ที่มา – ‘กรมทะเล’จัดงานวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ 2568 รำลึก ‘มาเรียม’

‘นฤมล’ ลุยพะเยาแก้ปัญหาน้ำท่วมโรงเรียน ดันนวัตกรรมยั่งยืนสู้ภัยน้ำ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดพะเยา เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์การศึกษาในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซร้อนวิภา ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม และโรงเรียนบ้านทุ่งหลวง

‘นฤมล’ ลุยพะเยาแก้ป้านหาที่น้ำท่วมโรงเรียน

รัฐมนตรีศึกษาธิการกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งประเมินผลกระทบต่อการเรียนการสอน โดยที่สถานศึกษาหลายแห่งได้เริ่มกู้คืนสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน และสามารถเปิดเทอมได้ตามปกติแล้ว ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ถือว่าน้อยกว่าปีก่อนๆ แต่ก็ยังมีความท้าทายอยู่หลายด้าน

ปัญหาภาระงานครูซ้ำซ้อน

หนึ่งในประเด็นที่ รมว.ศึกษาธิการได้ตั้งใจจะแก้ไขคือ “ภาระงานครูที่ยังมากเกินไป” โดยเฉพาะในพื้นที่ประสบภัยอย่างจังหวัดพะเยา ที่ต้องเผชิญกับงานทำความสะอาดและฟื้นฟูโรงเรียนด้วยตัวเอง ถึงแม้จะมีความเสียสละอย่างมาก แต่รัฐมนตรีนฤมลไม่อยากให้ครูต้องแบกรับภาระภายนอกหลักหน้าที่ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้กำชับให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับลดภาระงานหลากหลายอย่าง เพื่อให้ครูได้มุ่งเน้นงานด้านวิชาการและดูแลนักเรียนเป็นหลัก

นวัตกรรมยั่งยืนสู้ภัยน้ำ

นอกจากนี้ “นวัตกรรมยั่งยืนสู้ภัยน้ำ” ก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่รัฐมนตรีนฤมลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมคิดค้นแผนการป้องกันน้ำท่วมระยะยาวที่เป็นรูปธรรม เช่น การออกแบบคันกั้นน้ำ, ระบบระบายน้ำภายในโรงเรียน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่คำนึงถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

สำหรับการเยียวยาเบื้องต้น ขณะนี้ สพฐ. ได้ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณกลางเพื่อซ่อมแซมโรงเรียนและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนัก รวมถึงจัดหาอุปกรณ์และหนังสือเรียนให้นักเรียนที่ขาดแคลน พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบ

รัฐมนตรีนฤมลกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “เราจำเป็นต้องวางแผนระยะยาวกับปัญหาน้ำท่วม เพราะนี่ไม่ใช่ปัญหาเพียงปีเดียว การเตรียมพร้อมในทุกระดับ ทั้งภาครัฐ โรงเรียน และชุมชน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้”

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรียังเปิดเผยว่า นโยบายด้านวิชาการหลายเรื่อง เช่น การแยกวิชาประวัติศาสตร์ให้ออกจากหมวดสังคมศึกษา เพื่อให้นักเรียนได้เรียนเชิงลึกเครื่องหมายถึงภูมิปัญญาของชาติ และการพัฒนาวิทยฐานะครูด้วยแนวทางใหม่ อย่างการนำเสนอผลงานเชิงประจักษ์ในการประเมินวิทยฐานะ รวมถึงการดำเนินโครงการแก้หนี้ครูผ่านสหกรณ์กลาง สกสค. ซึ่งเขารับว่าภายใน 3 เดือนจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจน

การดำเนินงานของรัฐมนตรีนฤมลสะท้อนความใส่ใจต่อทั้งครูและนักเรียนในพื้นที่ประสบภัย พร้อมจุดประกายให้ระบบการศึกษาไทยเดินหน้าอย่างยั่งยืนแม้ในชะตากรรมของธรรมชาติ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยไปกับนโยบายที่มุ่งเน้นที่คนและสิ่งแวดล้อม

ที่มา – ‘นฤมล’ ลุยพะเยาแก้ปัญหาน้ำท่วมโรงเรียน ดันนวัตกรรมยั่งยืนสู้ภัยน้ำ

จิรายุเผยจบข่าวไมเคิลไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุชัดเจนว่า กรณีของนายไมเคิล อัลฟาโร ชาวสหรัฐฯ ที่แอบอ้างว่าเป็นสื่อมวลชนประจำทำเนียบขาวนั้น ถือว่า ‘จบข่าว’ และไม่ควรมาเหยียบแผ่นดินไทยอีกต่อไป

จิรายุเผยจบข่าวไมเคิลไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

จากการรายงานข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศ ทำให้รัฐบาลไทยตัดสินใจจัดนำสื่อมวลชนระดับโลกเยี่ยมชมสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดน โดยจะนำทัวร์ในพื้นที่กองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นจุดที่เคยถูกอาวุธหนักของกัมพูชาโจมตี รวมถึงพื้นที่พลเรือนอย่างโรงพยาบาลและโรงเรียน เพื่อให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

ไมเคิลแอบอ้างเป็นสื่อทำเนียบขาว

กรณีที่นายไมเคิล อัลฟาโร ใช้ไลฟ์สดเพื่อเผยแพร่ข่าวข้อมูลเท็จ พร้อมอ้างว่าเป็นสื่อประจำทำเนียบขาวของสหรัฐฯ และใส่ร้ายประเทศไทยอย่างรุนแรง ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ นายจิรายุ กล่าวว่า ตนเองเคยอยากเชิญไมเคิลมาดูสถานการณ์อีกมุม ว่าไทยถูกโจมตีอย่างไร แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าเขาไม่ได้เป็นสื่อทำเนียบขาวจริง ก็ต้องบอกว่า จบข่าวที่นี่ ไม่จำเป็นต้องมาเหยียบแผ่นดินไทยอีกต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีแผนเชิญสื่อมวลชนทั่วโลกไปยังพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดได้ ซึ่งจะได้เห็นการปฏิบัติการทำลายวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากการรุกล้ำอธิปไตยไทย

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ความจริงอาจถูกบิดเบือนได้ง่ายหากไม่มีการตรวจสอบจากหลายแหล่ง ดังนั้น บทบาทของสื่อจึงสำคัญอย่างยิ่งในการสะท้อนความเป็นจริงอย่างถูกต้อง

จากการดำเนินการของรัฐบาลไทย นับเป็นการเปิดโอกาสให้โลกได้รับรู้ถึงความจริงในมุมที่ถูกต้อง และหวังว่าจะมีการประเมินข้อมูลที่ได้รับมากขึ้น ก่อนจะมีการเผยแพร่ออกไปยังสาธารณชน

ทั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนว่าการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวสารสามารถกระจายได้อย่างรวดเร็ว ทั้งผ่านสื่อหลักและสื่อโซเชียลมีเดีย

หากคุณเป็นผู้ติดตามข่าวสารด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้รับมุมมองที่ครบถ้วน

ที่มา – ‘จิรายุ’บอกจบข่าว‘ไมเคิล’ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย หลังโป๊ะแตกแอบอ้าง

MGC-ASIA โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรกยอดเยี่ยม

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ได้ประกาศผลประกอบการที่โดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 109 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 167% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ความสำเร็จนี้เกิดจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจ Alpha X รวมถึงการเติบโตของรายได้จากกลุ่มลูกค้า Ultra-high Net Worth และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

MGC-ASIA โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรก

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 54 ล้านบาท และมี EBITDA ที่ 430 ล้านบาท โดยมีรายได้รวม 4,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคง

รายได้แยกตามธุรกิจหลัก

  • ธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ : รายได้ 6,005 ล้านบาท จากยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง ZEEKR และ XPENG ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก
  • ธุรกิจหลังการขาย : มีรายได้ 1,876 ล้านบาท จากศูนย์บริการซ่อมบำรุงที่ให้บริการครอบคลุม
  • ธุรกิจรถเช่า : รายได้ 841 ล้านบาท ขยับขึ้น 4.6% จากการเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้าและขยายสาขา

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า การเติบโตของ MGC-ASIA โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรก ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอน แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่แม่นยำและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น EV และการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มพรีเมียม

ทิศทางการเติบโตของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังจะเน้นไปที่การรับรู้รายได้เต็มรูปแบบจากบริษัทร่วมทุน Neo Mobility Asia รวมถึงมุ่งขยายบริการด้าน Lifestyle Mobility Ecosystem ให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า

ในส่วนของยอดจองปัจจุบัน มีจำนวน 569 คัน ที่รอส่งมอบ ทั้ง BMW, XPENG, ZEEKR และแบรนด์ระดับโลกอื่น ๆ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเติบโตในอีกครึ่งปีข้างหน้า โดยบริษัทเตรียมจัดงาน BIG MOTOR SALE 2025 เพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดตามเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า คุณจะไม่อยากพลาดการเติบโตของ MGC-ASIA ในปีนี้ ซึ่งมีศักยภาพจะก้าวเป็นผู้นำด้าน Mobility Ecosystem ในเอเชีย

ที่มา – MGC-ASIA โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรก

เอลซัลวาดอร์เล็งจำคุกสมาชิกแก๊งอาชญากร “โดยไม่พิจารณาคดี” จนถึงปี 2570

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศเอลซัลวาดอร์ได้ประสบกับสถานการณ์ความไม่สงบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากแก๊งอาชญากรที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม แนวทางการจัดการกับปัญหานี้ของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยกว่า 80,000 คน โดยไม่มีหมายจับอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2565

เอลซัลวาดอร์เล็งจำคุกสมาชิกแก๊งอาชญากร “โดยไม่พิจารณาคดี” จนถึงปี 2570

เมื่อเร็วๆ นี้ สภานิติบัญญัติประเทศเอลซัลวาดอร์ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรครัฐบาลของบูเคเล ได้อนุมัติการปฏิรูปกฎหมายที่มีผลกระทบอย่างมากต่อกระบวนการยุติธรรม โดยกฎหมายฉบับใหม่ระบุว่า สำนักงานอัยการสูงสุดสามารถตั้งข้อหาต่อองค์กรอาชญากรรมและสมาชิกได้ภายใน 24 เดือน และสามารถขยายเวลาเพิ่มเติมได้อีก 12 เดือน ซึ่งส่งผลให้ผู้ถูกกล่าวหาอาจต้องอยู่ในเรือนจำโดยไม่ได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการเป็นเวลานาน

ผู้บริสุทธิ์อาจถูกจองจำยาวนาน

แม้ว่ารัฐบาลจะกล่าวหาว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมดเป็นสมาชิกของแก๊งอาชญากร แต่ในความเป็นจริง กระบวนการทางกฎหมายที่ไม่โปร่งใสและการขาดความชัดเจนในหลักฐาน ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าผู้บริสุทธิ์อาจถูกตัดสินและจำคุกโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนและสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้านเริ่มออกมาแสดงความกังวล

นายฟรานซิสโก ลีรา สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้าน ระบุว่า อาจมีผู้บริสุทธิ์คิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของจำนวนผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมด และหากกระบวนการยุติธรรมล่าช้า พวกเขาอาจต้องเผชิญกับการพิจารณาคดีแบบกลุ่มและถูกตัดสินจำคุกโดยไม่มีโอกาสโต้แย้งอย่างแท้จริง

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ การดำเนินการโดยไม่ต้องพิจารณาคดีจริงอาจส่งผลเสียต่อระบบยุติธรรมและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในระยะยาว แม้แผนการนี้จะมีจุดประสงค์เพื่อปราบปรามอาชญากรรม แต่มิได้ส่งเสริมความยุติธรรม หรือสร้างความมั่นคงระยะยาวให้แก่สังคม

โดยสรุปแล้ว การที่เอลซัลวาดอร์เล็งจำคุกสมาชิกแก๊งอาชญากร “โดยไม่พิจารณาคดี” จนถึงปี 2570 เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสากลของสิทธิมนุษยชน ซึ่งหากดำเนินการต่อไปโดยไม่มีการตรวจสอบและทบทวน อาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างสังคมและนิติธรรมในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมควรทำด้วยความรอบคอบและโปร่งใส หนุนเสริมบทบาทของศาลและระบบยุติธรรม แทนที่จะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกดขี่ประชาชน และย้ำเตือนให้ทุกฝ่ายในสังคมเข้ามาช่วยกันตั้งคำถามถึงรูปแบบการบริหารประเทศที่ไม่เปิดโอกาสให้เกิดเสียงวิจารณ์และเสรีภาพในการแสดงออก

ที่มา – เอลซัลวาดอร์เล็งจำคุกสมาชิกแก๊งอาชญากร “โดยไม่พิจารณาคดี” จนถึงปี 2570

ตร.จราจรทาสีขอบทางสร้างความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568 แฟนเพจ “Drama-addict” ได้แชร์ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ร่วมกันทาสีขอบทางฟุตปาธบริเวณถนนในเขตบางนา-ประเวศ-สวนหลวง ภายใต้แดดแรงเป็นช่วงบ่ายคล้ายไฟเผา แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างแท้จริง

ตร.จราจรทาสีขอบทางสร้างความปลอดภัย

ภาพดังกล่าวเผยให้เห็นถึงความตั้งใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ที่แม้จะมีสภาพอากาศร้อนอบอ้าว แต่ก็ยังทำหน้าที่ร่วมกับชุมชนในการทาสีขอบทางแบบมีความชัดเจนด้วยสีแดง-ขาว ซึ่งช่วยเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ถนนในช่วงที่มีฝนตกหนักและทัศนวิสัยจำกัด

เจ้าของโพสต์ระบุข้อความว่า “ลูกเพจส่งมาชื่นชมครับ ตอนนี้เขตแถวๆ บางนา ประเวศ สวนหลวง มีทำฟุตปาธเยอะมากค่ะ ตรงนี้เป็น 3 แยกก่อนถึงสวนหลวง เพิ่งทำฟุตปาธเสร็จ น่าจะยังไม่ถึงงานทาสี พี่ๆ ตำรวจมาช่วยกันทาเพื่อความปลอดภัย” สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือและความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง

ความเสียสละคือศาสตร์แห่งการให้

แม้หน้าที่หลักของตำรวจจราจรคือการดูแลความเรียบร้อยและป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่การมามีส่วนร่วมในการทาสีขอบทางส่งผลให้เกิดผลกระทบเชิงบวกอย่างมากต่อชุมชน ไม่เพียงแค่เพิ่มความปลอดภัยทางจราจร แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนทั่วไปได้ออกมาช่วยกันดูแลพื้นที่สาธารณะ

  • เห็นภาพจริงของความเสียสละ ที่ไม่ใช่แค่คำพูดบนปากกา
  • ร่วมแรงร่วมใจสร้างความปลอดภัย เพื่อสาธารณประโยชน์โดยไม่หวังผลตอบแทน
  • การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ อาจส่งผลกระทบใหญ่ ต่อสังคมในทางบวก

ภาพดังกล่าวได้กลายเป็นกระแสบนโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว โดยชื่นชมในตัวเจ้าหน้าที่ที่แม้จะเหนื่อยล้าจากอากาศร้อน แต่ก็ยังยิ้มแย้มให้กับหน้าที่อย่างเต็มที่ นี่แหละคือหัวใจจริงของ ตร.จราจรทาสีขอบทางสร้างความปลอดภัย

การใช้สีแดง-ขาวทาขอบทางเป็นการสื่อสารที่ชัดเจนกับผู้ขับขี่ เตือนภัย และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฟุตปาธติดกับขอบถนน ซึ่งหากไม่มีการสีที่ชัดเจนย่อมทำให้คนขับสับสนโดยไม่ตั้งใจเข้ามาจอด จนเกิดปัญหาต่อการจราจรโดยรวม

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่รอให้ปัญหาเกิดขึ้น แต่ร่วมมือออกมาแก้ไข้ร่วมกันโดยไม่คำนึงถึงความไม่สะดวกส่วนตัว ถือเป็นโมเดลที่ควรนำมาเลียนแบบในทุกพื้นที่ของประเทศ

สุดท้ายนี้ หากทุกคนในสังคมมีจิตสำนึกเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกลุ่มนี้ ความปลอดภัยบนท้องถนนจะไม่ใช่เรื่องยาก และสังคมจะเติบโตอย่างมั่นคงและมีความสุข

ที่มา – อีกมุมที่น่าประทับใจ ตร.จราจร ร่วมแรงทาสีขอบทาง เพื่อความปลอดภัยประชาชน

คปภ.ลุยทำไกด์ไลน์ล้อมคอกบริษัทประกันภัยใช้AIห้ามเอาเปรียบลูกค้า

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำแนวทางการกำกับดูแลการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอุตสาหกรรมประกันภัย เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทประกันภัยใช้ AI ในการเอาเปรียบลูกค้า พร้อมเปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณะต่อร่างแนวทางดังกล่าว ตั้งแต่วันนี้จนถึง 22 สิงหาคม 2568

คปภ.ลุยทำไกด์ไลน์ล้อมคอกบริษัทประกันภัยใช้AIห้ามเอาเปรียบลูกค้า

ร่างแนวทางที่ คปภ. กำลังจัดทำขึ้นนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยใช้นวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ AI ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิทธิของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นความโปร่งใส ความเป็นธรรม รวมถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

แนวทางการกำกับ AI ครอบคลุม 4 ด้านหลัก

แนวทางที่ คปภ. กำลังจัดทำไว้มีสาระสำคัญครอบคลุมใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

  • การกำกับดูแลการใช้งาน AI: กำหนดโครงสร้างการบริหารจัดการอย่างชัดเจน ให้บริษัทประกันต้องมีนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนในการใช้งาน AI รวมถึงการให้ความรู้และความเข้าใจเรื่องจริยธรรมและ风险 AI แก่พนักงาน
  • ความทนทานและความมั่นคงปลอดภัยของระบบ AI: ต้องมีมาตรการป้องกันความผิดพลาดและภัยคุกคามทางไซเบอร์ในทุกขั้นตอนของการพัฒนา และการใช้งาน AI เพื่อให้ระบบมีความปลอดภัยและพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน
  • ความโปร่งใสและความสามารถในการอธิบาย: บริษัทต้องสามารถอธิบายผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้ AI ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่ส่งผลกระทบกับสิทธิหรือประโยชน์ของผู้ซื้อประกัน
  • ความเป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค: สนับสนุนให้ AI ใช้ข้อมูลที่เป็นกลาง หลีกเลี่ยงอคติ ลดโอกาสในการเลือกปฏิบัติ และต้องมีช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถขออธิบายและตรวจสอบการทำงานของ AI ได้

ทั้งนี้ นายสมเกียรติ วัฒนาประสบสุข ผู้ช่วยเลขาธิการ สายเทคโนโลยีสารสนเทศ คปภ. กล่าวว่าองค์กรได้มีการผ่านการรับรองมาตรฐานสากลสองฉบับ คือ ISO/IEC 27001:2022 และ ISO/IEC 27701:2019 ซึ่งเป็นการยืนยันว่าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของคปภ. มีความมั่นคงปลอดภัยสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด

การออกแนวทางในครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทประกันภัยได้มีการตั้งกรอบการดำเนินงานอย่างชัดเจน และลดความเสี่ยงจากการใช้ AI ที่อาจสร้างความเสียหายหรือเกิดการเลือกปฏิบัติกับผู้บริโภคในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรตระหนักถึงสิทธิของตนเองในการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมกัน และสามารถตรวจสอบความผิดปกติในระบบ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการใช้เทคโนโลยีที่ไร้ขอบเขต

ท้ายที่สุด คุณค่าของ AI อยู่ที่การช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ใช่การเอารัดเอาเปรียบใคร ประชาชนกับภาคธุรกิจควรเดินไปด้วยกันบนทางสายกลางที่ยุติธรรม

ที่มา – คปภ. ลุยทำไกด์ไลน์ ล้อมคอกบริษัทประกันภัย ใช้ AI ห้ามเอาเปรียบลูกค้า

จับหนุ่มพนักงานสายการบินติดพนันบอล ลักนาฬิกาโรเล็กซ์

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ต.อ.ประภาส แก้วฉีด ผู้กำกับตำรวจกองปราบปราม สน.โคกคราม พร้อมด้วย พ.ต.ท.พูลพัฒน์ ธรรมรัชต์เจริญ รอง ผกก.สส. และ พ.ต.ท.อัษฎาศ์ เนตรพุดซา สว.สส. สน.โคกคราม ได้จับกุมนายธงชัย เชื้อสุข อายุ 43 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 4750/2568 ลงวันที่ 15 ส.ค. 2568 ข้อหาลักทรัพย์ในเคหะสถานในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์ไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม

เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 6 สิงหาคม ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักธุรกิจหนุ่มวัย 46 ปี เจ้าของบริษัทส่งออกและนำเข้าสินค้า ได้เข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.ศุภฤษ์ ปานจันทร์ รอง สว.(สอบสวน) สน.โคกคราม ว่ามีคนร้ายบุกบ้านพักหรูย่านถนนเอกมัย-รามอินทรา โดยเข้าไปในเวลาประมาณ 01.20 น. และรื้อค้นทรัพย์สินมีค่าหายไป

จับหนุ่มพนักงานสายการบินติดพนันบอล

ภายหลังการสอบสวน เจ้าหน้าที่พบว่านายธงชัยเป็นผู้ก่อเหตุ เข้าไปปีนกำแพงของโครงการที่พักอาศัย และเข้าไปในบ้านเพื่อลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุมในบริเวณสนามบินดอนเมือง และตรวจยึดของกลางที่ห้องพักของเขา

อุปกรณ์ที่ยึดได้ในครั้งนี้มีมูลค่าสูงมาก ได้แก่ นาฬิกาโรเล็กซ์ ยี่ห้อชั้นนำราคา 800,000 บาท เงินสด 80,000 บาท อาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ caliber 9 มม. และรถจยย.ฮอนด้า สีดำเทา ทะเบียน อฬร 854 กทม.

ที่มาของการกระทำ: พนันฟุตบอล

จากการสอบสวนนายธงชัยได้รับทราบสารภาพว่าตนเองเรียนจบปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีการสื่อสาร และทำงานที่สายการบินแห่งหนึ่ง มีหน้าที่ขับรถลากเครื่องบินออกรันเวย์เหมือนเดิม สิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจลงมือผิดกฎหมายคือ ความติดพนันฟุตบอล ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

เงินที่จำเป็นต้องใช้ในการวางเดิมพันทำให้เขามีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนเป็นเหตุผลหลักในการปีนกำแพงบ้านผู้เสียหายเพื่อลักทรัพย์

  • อาชญากร: นายธงชัย เชื้อสุข
  • อาชีพ: พนักงานขับรถลากเครื่องบิน
  • ทรัพย์สินหาย: นาฬิกาโรเล็กซ์, เงิน, รถจักรยานยนต์, ปืน
  • ข้อหา: ลักทรัพย์ในเคหะสถานในเวลากลางคืน

ชายผู้นี้เล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่าเมื่อตระหนักว่าหนี้สินเพิ่มมากขึ้นจากการพนัน เขาก็เริ่มวางแผนในการหาเงินผิดกฎหมายโดยเลือกเป้าหมายบ้านหรูอย่างรอบคอบ คาดหวังจะถูกจับได้ไม่ง่าย

จนกระทั่งการผสมผสานของความโลภและความต้องการเงินทำให้นายธงชัยปีนกำแพงเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย และยักยอกทรัพย์อย่างร้ายแรง

สิ่งที่เริ่มต้นด้วยความรักในเกมฟุตบอลกลับกลายเป็นเส้นทางแห่งความผิด ซึ่งทำให้นายหนุ่มที่เคยทำงานด้านการบินต้องยืนหน้าศาลแทน

หากคุณเป็นผู้ที่อาศัยในย่านใกล้เคียงหรือมีทรัพย์สินมีค่าประดับตกแต่งบ้าน ควรเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณรั้วหรือพื้นที่หลังบ้าน เพื่อป้องกันความเสียหายจากผู้กระทำผิดที่อาจเลือกจุดอ่อนในการบุกรุก

ที่มา – จับหนุ่มพนักงานสายการบินดังติดพนันบอล ปีนบ้านหรูขโมย ‘โรเล็กซ์’ มูลค่าเกือบล้าน

ป๋อ ณัฐวุฒิ เผยแผลเขียวช้ำจนดำหลังเจอม้ากัด

ป๋อ ณัฐวุฒิ เผยแผลเขียวช้ำจนดำหลังเจอม้ากัด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนต่างติดตามและให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อพระเอกหนุ่มหน้าหล่อ ป๋อ ณัฐวุฒิ ได้เข้าร่วมถ่ายทำรายการ ตีท้ายครัว ในคอกเลี้ยงม้า ซึ่งในระหว่างการถ่ายทำ หนุ่มป๋อได้พยายามให้อาหารม้าอย่างตั้งใจ แต่กลับเกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อถูกม้าตัวหนึ่งจ้องกัดที่แขนเข้าอย่างแรง จนทำให้ได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก

คลิปที่เผยแพร่ออกไปบนโลกโซเชียลได้สร้างความตื่นเต้นอย่างมาก มีหลายคนที่แสดงความเป็นห่วง และตั้งคำถามถึงอาการของพระเอกว่าปลอดภัยหรือไม่ ทว่าล่าสุด หนุ่มป๋อได้ออกมาอัปเดตอาการบาดเจ็บผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ของเขาเอง โดยได้แชร์คลิปที่อธิบายว่าขณะนี้กำลังปิ้งอาหารอยู่บนเตาถ่าน และโชว์อาการแผลที่ยังคงมีลักษณะเป็นสีม่วงเขียวจนเริ่มดำไปแล้ว

อาการบาดเจ็บที่เศร้าหักเหลือเกิน

ป๋อ ณัฐวุฒิ เปิดเผยว่า “แผลใกล้หายแล้วนะครับ จากแดงเป็นดำ จากดำเป็นเหลืองแล้ว” พร้อมกับอธิบายถึงลักษณะของบาดแผลที่เกิดจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งได้รับแรงกระแทกที่ค่อนข้างมาก และไม่ใช่แค่อาการใต้ผิวหนังธรรมดา แต่เป็นแผลลึกที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนสีผิวบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ

ไม่นานหลังจากที่เผยแพร่คลิปออกไป ได้มีแฟนคลับต่างเข้ามาแสดงความเป็นห่วง และยังมีหลายคนที่เข้ามาเขียนขำขันว่า “เท่มากนะโดนม้ากัด ไม่เหมือนคนอื่น” หรือมีบางคนบอกว่า “เป็นเคราะห์ดีหรือเปล่า แต่ขอให้หายไวๆ นะ” ซึ่งแม้อาจฟังดูขำขัน แต่ก็สะท้อนถึงความมีน้ำใจของเหล่าแฟนคลับที่เป็นอย่างดี

ความปลอดภัยในการทำงานกับสัตว์

มีหลายคนที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับการถ่ายทำกิจกรรมในพื้นที่มีสัตว์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสัตว์เหล่านั้นยังไม่คุ้นเคยกับผู้เข้าไปในพื้นที่ แม้ว่าทีมงานจะทำงานร่วมกับมืออาชีพ แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เสมอ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมและมีมาตรการป้องกันจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งในการปกป้องตัวเอง รวมถึงการป้องกันไม่ให้สัตว์เกิดอาการตกใจหรือเครียดจากการกระทำของคน

  • ควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการเข้าใกล้สัตว์
  • มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เหมาะสมตลอดเวลา
  • ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเหนือการสร้างภาพลุค
  • เรียนรู้พฤติกรรมของสัตว์ให้มากขึ้นก่อนเข้าใกล้

นี่อาจจะเป็นประสบการณ์ที่เจ็บแต่คุ้มค่าสำหรับ ป๋อ ณัฐวุฒิ เพราะได้รับทั้งความเป็นที่รักของแฟนคลับ และบทเรียนในการทำงานกับสัตว์ในอนาคต อย่างไรก็ตามเราต้องขอให้หนุ่มป๋อหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และสามารถกลับมาทำงานและให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมได้อีกครั้งในเร็วๆ นี้

อย่าลืมแชร์เรื่องราวนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน และแสดงความคิดเห็นกันได้ที่ด้านล่างนะครับ

ที่มา – “ป๋อ ณัฐวุฒิ” เผยแผลเขียวช้ำจนดำหลังเจอม้ากัด ชาวเน็ตแห่ตกใจพร้อมแซวเท่อยู่นะว่าไม่ได้โดนสัตว์ใหญ่กัด!

โพลนักธุรกิจชี้พรรคใหญ่มุ้งเยอะขัดแย้งสูง จับตา “พรรคใหม่-พรรคเล็ก” ทางเลือกใหม่

ผลสำรวจจากสำนักวิจัยซูเปอร์โพลชี้ให้เห็นถึง ความไม่พอใจของภาคธุรกิจ ต่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งภายในที่มีสูงถึง 74.3% รวมถึงการถูกมองว่าเป็นพรรคที่หนุนหลังโดยทุนขนาดใหญ่และ ไม่สะท้อนเสียงของ SMEs อย่างแท้จริง

โพลนักธุรกิจชี้พรรคใหญ่มุ้งเยอะขัดแย้งสูง จับตา “พรรคใหม่-พรรคเล็ก” ทางเลือกใหม่

รายงานของซูเปอร์โพลระบุว่า ถึง 82.4% ของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักธุรกิจและนักลงทุนต้องการ การเมืองไทยที่เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างชัดเจน เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ภาคธุรกิจเริ่มมองว่า พรรคใหม่และพรรคเล็ก อาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่าพรรครวมศูนย์ที่มีภาพลักษณ์ถูกวิจารณ์

พรรคปวงชนไทยได้เปรียบในสายตาธุรกิจ

ในบรรดาพรรคเล็กและพรรคเกิดใหม่ พรรคปวงชนไทย เป็นพรรคที่ได้รับความน่าสนใจมากที่สุดจากผลสำรวจ โดยมีเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดจากมุมมองด้านประสบการณ์ธุรกิจ และความใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม และ SMEs

  • ประเด็นเศรษฐกิจ: ปวงชนไทย นำในหลายด้าน ทั้งสภาพคล่องธุรกิจ, SMEs และสตาร์ทอัพ
  • ภาพลักษณ์ผู้นำ: เอกสิทธิ์ ได้รับคะแนนสูงในด้านความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มธุรกิจ
  • การดูแลแรงงาน: ปวงชนไทย ได้คะแนนดีในเรื่องสวัสดิการแรงงานที่สมดุล

แม้จะมีข้อดีในเรื่องเชิงนโยบาย แต่พรรคใหม่และพรรคเล็กยังต้องพัฒนาในมิติความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ทางการเมือง หากเทียบกับผู้นำรุ่นแก่ เช่น วรงค์ เดชกิจวิกรม และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ยังได้รับความน่าเชื่อถือในด้านคุณธรรมจริยธรรม

สรุปได้ว่า ภาคธุรกิจเริ่มมองเห็นการเมืองใหม่ที่ไม่ซับซ้อน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของเศรษฐกิจจริง อย่างเช่น พรรคปวงชนไทย ที่สร้างความน่าเชื่อถือจากการดำเนินงานในแวดวงธุรกิจจริง ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ พรรคใหม่-พรรคเล็ก จะก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการเมืองไทยต่อไป

ที่มา – โพลนักธุรกิจชี้พรรคใหญ่มุ้งเยอะขัดแย้งสูง จับตา “พรรคใหม่-พรรคเล็ก” ทางเลือกใหม่