ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

วุฒิสภาเปิดเวที “พลังแห่งศิลป์” หนุนเยาวชนต่อยอดความคิดสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ของวุฒิสภา ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม และ มูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ ได้จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “พลังแห่งศิลป์ (The Power of Art)” ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการปลุกกระแสสร้างสรรค์ให้กับเยาวชนในทุกพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการหรือไม่พิการ ให้ได้มีพื้นที่ในการแสดงออกและพัฒนาศักยภาพผ่านศิลปะ

วุฒิสภาเปิดเวที “พลังแห่งศิลป์” หนุนเยาวชนต่อยอดความคิดสร้างสรรค์

ในการเปิดงาน นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้กล่าวเปิดงานและเน้นย้ำถึงคุณค่าของศิลปะที่เป็นมากกว่าเพียงความสวยงาม กล่าวว่า “ศิลปะคือการจรรโลงจิตใจ ช่วยให้มนุษย์มีความอ่อนโยนและสงบสติ พร้อมทั้งเปรียบเสมือนรากฐานสำคัญในด้านการสร้างสรรค์ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกันได้”

ศิลปะ คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

งานดังกล่าวไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนทางความคิด แต่ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสกับกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะผ่านเวิร์กช็อปต่างๆ ทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่ม ช่วยเสริมสร้างทักษะทั้งด้านจินตนาการ การทำงานร่วมกัน และการยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น ซึ่งเป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับสังคมอนาคต

ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะสร้างสรรค์ ได้กล่าวต้อนรับและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาหลักทรัพย์ของประเทศผ่านศิลปะ โดยเฉพาะเยาวชน ผู้มีพลังในการกำหนดทิศทางของชาติ

ภายในงานยังมีการเสวนาในรูปแบบ เวทีสัมมนาระดับนานาชาติ ที่เชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยน ทั้งครู อาจารย์ และผู้ปกครอง เรื่องหัวข้อที่น่าสนใจ ได้แก่

  • ศิลปะและการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม: การดำเนินงานเพื่อคนพิการและการเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี
  • พลวัตแห่งศิลป์: ความหลากหลาย ศักยภาพ และแรงบันดาลใจสู่เส้นทางอาชีพที่ยั่งยืน

ปรากฏการณ์ที่สำคัญของวันนั้นคือการได้รับเกียรติจากนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เข้าเยี่ยมชมผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน ซึ่งนอกจากจะเป็นกำลังใจแล้ว ยังแสดงถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการส่งเสริม พลังแห่งศิลป์ ในการสร้างสรรค์สังคมในทุกๆ ระดับ

การจัดเวที “พลังแห่งศิลป์” นี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างแท้จริงของวุฒิสภา ในการผลักดันเยาวชนให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศผ่านความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงความเข้าใจ ปลุกแรงบันดาลใจ และเทิดทูนความหลากหลายของทุกคน

หากคุณเป็นผู้ที่รักศิลปะและให้คุณค่ากับการพัฒนาเยาวชน งานนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนและสร้างสรรค์อนาคตของชาติอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ที่มา – วุฒิสภาเปิดเวที “พลังแห่งศิลป์” หนุนเยาวชนต่อยอดความคิดสร้างสรรค์

เศร้า! พลายขุนศึก ช้างป่าเขาใหญ่ ถูกไฟฟ้าดูดตายคาไร่

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2568 เกิดเหตุเศร้าสะเทือนใจขึ้นในพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อชาวบ้านพบซากช้างป่าเพศผู้ล้มเสียชีวิตอยู่ริมทางเข้าไร่ หลังจากออกหากินในเวลากลางคืน จนมาตกเป็นเหยื่อของสายไฟฟ้าที่ชาวบ้านโยงไว้บริเวณใกล้เคียง ช้างตัวนี้มีชื่อว่า พลายขุนศึก หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “งาปลี”

เศร้า! พลายขุนศึก ช้างป่าเขาใหญ่ ถูกไฟฟ้าดูดตายคาไร่

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบว่า ช้างป่าตัวดังกล่าวประสบเหตุในช่วงค่ำ โดยใช้งวงจับสายไฟฟ้าที่ถูกลากผ่านบริเวณใกล้แนวเขตอุทยานฯ ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าแรงสูงดูดจนเสียชีวิตทันที บริเวณที่เกิดเหตุห่างจากเขตอุทยานเพียง 30 เมตรเท่านั้น

นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ให้ข้อมูลว่า หลังจากได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ได้รีบเดินทางไปตรวจสอบและพบช้างป่าเผือก พลายขุนศึก นอนเสียชีวิตพร้อมสายไฟมีแผลถูกดูดและยัง缠绕อยู่บริเวณงวงและปาก

วิเคราะห์สาเหตุและข้อควรระวัง

สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากการที่ช้างป่ามีพฤติกรรมออกหากินในเวลากลางคืน และอาจพลาดพลั้งเอาจางไปแตะสายไฟที่ชาวบ้านใช้ลากไว้ในพื้นที่ใกล้เคียง สถานที่ห่างจากเขตอุทยานน้อยนิดนี้กลายเป็นจุดเสี่ยงสูงต่อการเกิดเหตุลักษณะนี้ เจ้าหน้าที่ไม่กล่าวโทษใคร แต่ต้องเร่งประเมินจุดเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต

เพื่อความเหมาะสม ทางอุทยานฯ ได้ประสานงานกับสัตวแพทย์เพื่อทำการชันสูตรซากอย่างละเอียด พร้อมทั้งดำเนินพิธีทางศาสนาตามความเชื่อของท้องถิ่น ก่อนจะทำการฝังกลบซากของ พลายขุนศึก ไว้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นดินแดนที่เขาเคยเร่ร่อนมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานานนับสิบปี

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นคำเตือนที่สำคัญต่อชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดการเพื่อรักษาความปลอดภัยสำหรับทั้งมนุษย์และสัตว์ป่า ทุกฝ่ายควรมีมาตรการป้องกันร่วมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการชนกับแนวเขตของอุทยาน

การสูญเสียครั้งนี้คือหนึ่งในแรงกระตุ้นที่จำเป็น เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความร่วมมือระหว่างชุมชนและองค์กร ให้เกิดการพร้อมเพรียงในการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในธรรมชาติ อย่าง ช้างป่าเขาใหญ่ พลายขุนศึก ที่ยังคงเป็นภาพสะท้อนของความซาบซึ้งแก่ผู้เห็น

ที่มา – เศร้าสลด! ‘พลายขุนศึก’ ช้างป่าเขาใหญ่ ออกหากินถูกไฟฟ้าดูดตายคาไร่

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จัดประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ตามกรอบ GBC

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ร่วมกับกัมพูชา โดยมี พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และ พล.ต. อุย เฮียง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 3 ของกองทัพบก กัมพูชา เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จัดประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ตามกรอบ GBC

การประชุม RBC หรือ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้จัดขึ้น ณ บ้านทะเลภูรีสอร์ท อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพื่อหารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความสงบสุขของประชาชนทั้งสองฝ่าย

เป้าหมายสำคัญของการประชุม RBC

พล.ร.ต.ปารัช กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามกรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยประเทศไทยมีมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนผ่านสันติวิธี และเคารพกติกาสากล

อีกทั้งจากการประชุมในครั้งนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอประเด็นสำคัญอย่างการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน และการร่วมมือปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากฝั่งกัมพูชา

  • การประชุมตามกรอบ GBC เพื่อความสงบยั่งยืน
  • ข้อเสนอเก็บกู้ทุ่นระเบิดจากฝ่ายไทย
  • ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์
  • ความต้องการการสนับสนุนจากฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม

ประมวลผลจากความร่วมมือในการประชุม กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด นี้ ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีการลงนามบันทึกความตกลงการประชุม RBC สมัยวิสามัญ ซึ่งเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี และการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ยังคงมีประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของการสนับสนุนจากฝั่งกัมพูชาในภารกิจด้านความมั่นคง ซึ่งฝ่ายไทยยังคงหวังว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างแท้จริงในการประชุมครั้งต่อไป

ความร่วมมือระหว่างไทย – กัมพูชา ผ่านการประชุม RBC ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง และก่อให้เกิดสันติสุขในพื้นที่ชายแดนที่มีความซับซ้อน ในการดูแลรักษาพรมแดนในระยะยาว ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพโดยยึดหลักเสถียรภาพและความยุติธรรม

หากคุณติดตามข่าวการเมืองและข่าวความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควรให้ความสำคัญกับการประชุม RBC และกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – กองทัพเรือ เผย กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จัดการประชุม RBC ร่วมกันระหว่าง ไทย -กัมพูชา เป็นไปตามกรอบ GBC

สกัดขนแรงงานเถื่อน จับเมียนมาขับรถลอบเข้าไทย

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2568 กองกำลังสุรสีห์ โดย พล.ต.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ ร่วมกับ นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผวจ.กาญจนบุรี ได้รับรายงานว่ามีการ ขนแรงงานเถื่อน เข้ามาในพื้นที่ชายแดนด้านกาญจนบุรี จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ สนธิกำลังกับร้อย.ตชด.135, สภ.ไทรโยค, สภ.ทองผาภูมิ และฝ่ายปกครอง ทำการตั้งจุดตรวจและลาดตระเวน

สกัดขนแรงงานเถื่อนในพื้นที่กาญจนบุรี

กระทั่งวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับผู้กระทำความผิดได้ 2 ราย โดยรายแรก เวลา 11.00 น. ที่ อ.ไทรโยค เจ้าหน้าที่พบรถกระบะต้องสงสัยที่จุดตรวจ บ้านพุองกะ เมื่อตรวจสอบพบ นายมินทดา ชาวเมียนมาเป็นคนขับ และมีแรงงานต่างด้าว 10 คน ซ่อนตัวอยู่ภายในรถ ผู้ต้องหาสารภาพว่าได้รับค่าจ้าง 15,000 บาท มารับแรงงานเดินทางอ้อมจุดตรวจด้วยเส้นทางธรรมชาติ

รายที่สอง เวลา 22.30 น. ที่ อ.ทองผาภูมิ เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ บ้านเกริงกระเวีย พบรถกระบะต้องสงสัยอีกคัน มี นายสมชาย ชาวเมียนมาเป็นคนขับ พร้อมแรงงานต่างด้าว 10 คน ที่กำลังจะขึ้นรถ ผู้ต้องหาสารภาพว่าได้รับค่าจ้าง 10,000 บาท เพื่อ ขนแรงงานเถื่อน ไปส่งที่ อ.เมืองกาญจนบุรี

ผลจากการปฏิบัติการ

เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดรวม 22 คน ส่ง สภ.ไทรโยค และ สภ.ทองผาภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และประสานเจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป

  • ผู้ขับรถเมียนมาได้สารภาพรับจ้างขนแรงงานผิดกฎหมาย
  • แรงงานต่างด้าวถูกซ่อนในรถกระบะ และรวมกัน 20 คน
  • ค่าจ้างที่ได้รับอยู่ระหว่าง 10,000-15,000 บาท
  • มีความร่วมมือจากหน่วยงานหลายฝ่ายในการจับกุม

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการป้องกันการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย กรณีเช่นนี้สามารถส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของพรมแดน และสร้างความเสียหายด้านเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมาก

นี่คือการยืนยันอีกครั้งว่าความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญในการปราบปราม การขนแรงงานเถื่อน อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนควรตระหนักถึงภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นจากการขนแรงงานเข้ามาโดยผิดกฎหมาย และร่วมตรวจสอบเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – ทำกันเองแล้ว! สกัดขนแรงงานเถื่อน พบเมียนมาขับพาเพื่อนร่วมชาติลอบเข้าไทย

สั่งฟ้อง “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ” สอท.สรุปสำนวนเอาผิด “ดร.หญิง-นายพันตำรวจ” 3 ราย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เปิดเผยว่า สำนวนการสอบสวนกรณี “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ” ได้สรุปและส่งให้อัยการเพื่อดำเนินการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 3 รายแล้ว โดยมีผู้ต้องหานายพันตำรวจ 2 นาย และดร.หญิง 1 คน ซึ่งอยู่ในข่ายกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของข้อสอบในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์

สั่งฟ้อง “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ” สอท.ยืนยันมีพยานหลักฐานชัดเจน

ผู้บัญชาการกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อช่วงต้นปี พนักงานสอบสวน สอท.1 ได้ตั้งคณะทำงานสอบสวนอย่างเป็นระบบ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยมาร่วมดำเนินคดีกับตำรวจ เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาอย่างลึกซึ้ง

ไม่ตัดใคร! ใครมีส่วนเกี่ยวข้องจัดการเต็ม

“เราดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพราะเรามั่นใจในพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ เราจะเอาผิดเฉพาะคนที่มีหลักฐานชัดเจนเท่านั้น” พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า นอกจากผู้ต้องหาทั้ง 3 รายแล้ว ไม่มีการพบว่ามีบุคคลอื่นเข้าไปมีส่วนร่วมในข้อกล่าวหาใดๆ ทั้งสิ้น

กรณีนี้ได้สร้างความไม่พอใจในวงกว้าง เนื่องจากถือเป็นการละเมิดความเที่ยงธรรมในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งควรจะเป็นโอกาสที่ทุกคนได้รับอย่างเท่าเทียม การรั่วไหลของข้อสอบจึงถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อระบบการศึกษาไทยโดยรวม

  • ผู้ต้องหาเป็นนายพันตำรวจ 2 นาย
  • ผู้ต้องหาเป็นดร.หญิง 1 คน
  • สอท.ยืนยันพยานหลักฐานชัดเจน ไม่มีผู้อื่นเกี่ยวข้อง

ด้านอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากมีการพิสูจน์ความผิดได้ จะดำเนินการตามระเบียบมหาวิทยาลัยอย่างเคร่งครัด ทั้งในระดับผู้สอบเข้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายใน

คดี “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ” มีเรื่องราวความชัดเจนเพิ่มมากขึ้นหลัง สอท.สรุปสำนวนเอาผิด ถึง 3 รายที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อสอบ นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าระบบยุติธรรมเริ่มทำงาน และยังมีความหวังว่าความผิดในครั้งนี้จะลงโทษได้อย่างเหมาะสม รวมถึงสร้างบทเรียนให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับว่าความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ต้องไม่ต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว

ทั้งนี้ ประชาชนร่วมสังคมต่างก็จับตามองอย่างใกล้ชิดว่าอัยการจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้เกิดความยุติธรรมที่แท้จริง พร้อมกันนี้ยังมีเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบระบบสอบเข้าในสถาบันอื่นๆ อย่างละเอียดเพิ่มเติม ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเช่นนี้อีก

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือผู้เข้าสอบเอง คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? ควรดำเนินคดีรุนแรงแค่ไหนจึงจะเป็นธรรม? ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเราในช่องทางออนไลน์ได้เลย!

ที่มา – สั่งฟ้อง “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ”สอท.สรุปสำนวนเอาผิด “ดร.หญิง-นายพันตำรวจ” 3 ราย

สุดล้ำ! จีนจัด ‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์’ ครั้งแรกของโลก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ว่าทีมหุ่นยนต์จำนวนหลายร้อยตัว รวม 280 ทีม ที่เป็นตัวแทนจาก 16 ประเทศ เข้าสู่การแข่งขันที่จัดในลานสเกตแห่งชาติของกรุงปักกิ่ง โดยมีการค้นหาผู้ชนะในหลากหลายสาขา ประกอบไปด้วยกีฬาสากล อาทิ กรีฑาและบาสเกตบอล และกิจกรรมภาคปฏิบัติ อาทิ การจัดหมวดหมู่ยา และการทำความสะอาด

ในที่การแข่งขันฟุตบอล 5 ต่อ 5 จะเห็นได้ว่า หุ่นยนต์ทั้งหมด 10 ตัว ซึ่งมีขนาดเท่าเด็กอายุ 7 ปี เดินสับขาหลอกกันไปมาในสนาม แต่พวกมันมักจะติดอยู่กับการเผชิญหน้ากัน หรือล้มลงเป็นกลุ่ม แม้จะดูน่ารักแต่ก็เต็มไปด้วยความปั่นป่วนจริง ๆ

สุดล้ำ! จีนจัด ‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ฮิวUMANนอยด์’ ครั้งแรกของโลก

ระหว่างการแข่งขันวิ่ง 1,500 เมตร หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของทีมยูนิทรี ซึ่งเป็นแชมป์ในประเทศ ก้าวไปตามลู่วิ่งด้วยความเร็วที่น่าประทับใจ และแซงหน้าคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย โดยสามารถเข้าเส้นชัยในเวลา 6.29.37 นาที ซึ่งต่างจากสถิติโลกของนักวิ่งชายที่ 3.26.00 นาทีอย่างมาก

ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ ?>

การแข่งขันหุ่นยนต์จัดขึ้นมานานหลายทศวรรษแล้ว แต่ผู้จัดงานกล่าวว่า การแข่งขันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลกปี 2568 มุ่งเน้นไปที่หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์โดยเฉพาะเป็นครั้งแรก จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีในระดับโลก

ด้านสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติระบุเมื่อวันพฤหัสบดี (14 ส.ค.) ว่า รัฐบาลปักกิ่งกำหนดให้หุ่นยนต์ฮิวUMANนอยด์เป็น “ศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ระดับชาติ” เนื่องจากพวกเขาต้องการแสดงศักยภาพ และความสามารถของจีนในการแข่งขันระดับโลกในสาขาเทคโนโลยีนี้

ที่สนามแข่งขันกังฟู หุ่นยนต์ตัวจิ๋วที่หน้าตาเหมือนหุ่นยนต์จากภาพยนตร์ “ทรานสฟอร์เมอร์ส” พยายามจะเคลื่อนไหว แต่กลับล้มคว่ำลง มันหมุนตัวบนพื้นขณะที่พยายามลุกขึ้นยืน ท่ามกลางเสียงเชียร์ของฝูงชน แม้จะมีจุดบกพร่องแต่ก็สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมอย่างมาก

credit : AFP

ไม่ใช่แค่แค่การแข่งขันที่โดดเด่น เพราะ โอลิมปิกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ของจีนนี้เป็นการพิสูจน์ถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ภูมิปัญญาประดิษฐ์พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่ใกล้เข้ามาทุกวัน

ที่มา – สุดล้ำ! จีนจัด ‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ฮิวUMANนอยด์’ ครั้งแรกของโลก

บุ๋ม ปนัดดา ช่วยเหลือชุมชนสุรินทร์

ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์เผชิญวิกฤตทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนัก “บุ๋ม ปนัดดา” หรือนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้เดินทางลงพื้นที่ตำบลจีกแดก อำเภอพนมดงรัก เพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้านและสำรวจความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น

บุ๋ม ปนัดดา ช่วยเหลือชุมชนสุรินทร์

จากการสำรวจ พบว่าชาวบ้านหลายครัวเรือนสูญเสียรายได้หลักจากการเกษตรและการขายสินค้า OTOP โดยเฉพาะในหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อด้านการทอผ้าไหม ซึ่งผลิตภัณฑ์ไม่สามารถจำหน่ายได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างมาก อีกทั้งผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมากเน่าเสียเพราะไม่มีผู้ซื้อ

แก้ปัญหาด้วยการช่วยซื้อ

“ปนัดดา” เผยว่าอยากใช้影响力ของตนเองเพื่อช่วยเหลือชุมชนอย่างจริงจัง ไม่เพียงแค่พูด แต่ลงมือสนับสนุนโดยการช่วยซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น พร้อมแนะนำให้ใช้เว็บไซต์ Surinbest.com เป็นช่องทางเลือกซื้อของดีของจังหวัดสุรินทร์

นอกจากนี้ “บุ๋ม” ยังเดินหน้าสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนช่วยกันฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการบริโภคในชุมชน เน้นส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น ย้ำว่าการซื้อของชุมชนครั้งหนึ่ง ก็คือการช่วยคนในท้องถิ่นที่กำลังเดือดร้อน

ป้องกันข่าวปลอม สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

“ปนัดดา” ยังให้ความสำคัญกับปัญหาข่าวปลอม โดยแจ้งให้ทราบว่าข่าวลืออาจสร้างความเข้าใจผิดและทำลายชื่อเสียงของชุมชนได้ จึงเรียกร้องให้ทุกคนเช็กข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนเชื่อ-แชร์ข่าว

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของนางเสมอ วงษ์รัมย์ ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่รายหนึ่ง เล่าว่าผ้าไหมกว่า 50 ผืน มูลค่าผืนละประมาณ 2,000 บาท หายไประหว่างที่ต้องอพยพ มูลค่าความเสียหายสูงมาก เพราะผ้าแต่ละผืนมีลวดลายเฉพาะตัว เป็นรายได้หลักที่หายไปอย่างน่าเสียดาย

มีเบาะแสแจ้งได้ รับทันที 10,000 บาท

“ปนัดดา” ได้ออกมาประกาศผ่านองค์กรทำดีว่า หากใครพบเบาะแสผ้าไหมของนางเสมอ สามารถแจ้งเบาะแสได้ โดยจะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท เพื่อขอบคุณความช่วยเหลือและสร้างแรงจูงใจให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมปฏิบัติ

การเดินหน้าช่วยเหลือของ “บุ๋ม ปนัดดา” กับเครือข่ายช่วยเหลือชุมชน แสดงให้เห็นว่าพลังความรักและความเข้าใจในท้องถิ่นสามารถเป็นแรงผลักดันให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ ก่อนความช่วยเหลือจากรัฐ ความเข้าใจและการบริโภคในชุมชนคือจุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือที่แท้จริง

ที่มา – “บุ๋ม ปนัดดา” และเครือข่ายร่วมช่วยเหลือชุมชนสุรินทร์ลงพื้นที่ เยี่ยมชาวบ้าน

ทำลายป่าต้นน้ำ! จับ 4 หนุ่ม ‘กะเหรี่ยง-มอญ-เมียนมา’ ลอบขุดทองอุทยานฯ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะทำงานที่ร่วมมือกันในการป้องกันการลักลอบขุดดินเพื่อร่อนหาแร่ทองคำในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย และยึดอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำความผิดจำนวนมาก

ทำลายป่าต้นน้ำ! จับ 4 หนุ่ม ‘กะเหรี่ยง-มอญ-เมียนมา’ ลอบขุดทองอุทยานฯ

ปฏิบัติการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ นำโดย นายยุทธพงค์ ดำศรีสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติฯ เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า และตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 เพื่อติดตามจับกุมกลุ่มบุคคลที่ลักลอบบุกรุกและขุดทองในพื้นที่ป่าปิล๊อกคี่

พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำและอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการตรวจยึดของกลางในลักษณะเดียวกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 本次行动中使用监控摄像头24小时监控,直至8月7至8日夜晚收到信息,发现有大约15到20人潜入目标区域。执法团队伪装成当地村民,于8月12日设伏包围, 成功抓捕了4名嫌疑人

ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในครั้งนี้มี 4 คน ได้แก่

  • นาย Ko Phyo ชาวเมียนมา
  • นายดาโพ ชาวกะเหรี่ยง
  • นายวิรัตน์ ชาวมอญ
  • นายวานีทู

จากการตรวจสอบพบว่าของกลางที่ยึดได้รวมทั้งสิ้น 20 รายการ องค์ประกอบของกลางมีดังนี้ แร่ทองคำหนักมากกว่า 144 กรัม อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น มีด ค้อน สิ่ว รวมไปถึงอุปกรณ์เลียงร่อนแร่

การกระทำของผู้ต้องหาเป็นการบุกรุกป่าปิล๊อกคี่ซึ่งถือเป็นพื้นที่ป่าลุ่มน้ำชั้น 1A ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปิล๊อก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นอีกครั้งถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ข่าวจริงทั้งหมดนี้เปิดเผยถึงการเตือนภัยอย่างรุนแรงว่าหากเราไม่ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ เราอาจต้องยอมรับความเสียหายที่ค้ำคืนไม่ได้ในอนาคต

ที่มา – ทำลายป่าต้นน้ำ! จับ 4 หนุ่ม ‘กะเหรี่ยง-มอญ-เมียนมา’ ลอบขุดทองอุทยานฯ

“ไซเบอร์อรรถ” สั่งลุย! ใช้มาตรการ “โลกล้อมโจร” ล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้ออกมาเปิดเผยสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งหลังจากเกิดเหตุปะทะและกระแสไม่สงบ ส่งผลให้แรงงานไทยในพื้นที่ปอยเปตจำนวนมากเกิดความหวาดกลัวและตัดสินใจกลับประเทศไทย

ในช่วงแรกมีแรงงานที่เดินทางกลับมาถึง 1,000 คน และคาดว่าวันถัดมาจะมีแรงงานเพิ่มอีก 2,000 คนที่แจ้งความประสงค์จะกลับ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เกิดพลิกผันอย่างรวดเร็ว หลังจากมีการเจรจาหยุดยิง แรงงานหลายรายที่กำลังเตรียมเดินทางกลับได้ตัดสินใจหันกลับไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกครั้ง

“ไซเบอร์อรรถ” สั่งลุย! ใช้มาตรการ “โลกล้อมโจร” ล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ส่งผลให้จำนวนผู้เสียหายที่แจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline ซึ่งเคยลดลงเหลือ 800-900 รายต่อวัน กลับมามากถึง 1,000 รายต่อวันอีกครั้ง ผบช.สอท. ยืนยันว่า ทีมงานตำรวจไซเบอร์ยังคงเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และกำลังประสานความร่วมมือจากหลายฝ่ายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ใช้ “โลกล้อมโจร” ล่าตัวนายทุนและเครือข่าย

เมื่อถูกถามถึงข่าวลือเกี่ยวกับการย้ายฐานปฏิบัติการของแก๊ง ผู้บัญชาการบช.สอท. กล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อติดตามเครือข่ายที่ย้ายหรือขยายฐานไปยังพื้นที่อื่น ๆ พร้อมใช้มาตรการ “โลกล้อมโจร” เพื่อล้อมและกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ได้ถึงตัวคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนายทุนหรือเจ้าของอาคารที่ใช้เป็นศูนย์กลาง

โดยเฉพาะการส่งข้อมูลและหมายจับไปยังหน่วยงานในกัมพูชานั้น ได้ดำเนินการส่งไปแล้วกว่า 400 ราย ใน 9 จุดสำคัญทั่วภูมิภาค แต่ความคืบหน้ายังเหลืออีก เนื่องจากมีข้อจำกัดในด้านอำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่า การปิดบัง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่างแท้จริงต้องอาศัยการร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศ ตั้งแต่ด้านกฎหมาย ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล และความเชื่อมั่นจากผู้ถูกหลอกลวงให้กล้ากลับมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไทยไม่ได้ยืนอยู่เฉย ด้วยที่มา – “ไซเบอร์อรรถ” สั่งลุย! ลั่นใช้มาตรการ “โลกล้อมโจร” หลังแรงงานไทยหวนคืนแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ศพชต.กอ.รมน.ภาค4ให้ความรู้CPR&AED

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่สนามฟุตซอลนาควานิช ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พันเอก ชำนาญ กิจเวช รองเลขาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะทีมแพทย์-ทีมวิทยากร ศูนย์แพทย์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้จัดอบรมให้ความรู้แก่กำลังพลเกี่ยวกับ การช่วยชีวิตด้วย CPR และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (AED) เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

การช่วยชีวิตด้วย CPR และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ AED

การอบรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มีความรู้พื้นฐานในการปฐมพยาบาล โดยเฉพาะการช่วยชีวิตด้วย CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) ซึ่งเป็นการช่วยหายใจและไหลเวียนเลือดให้กับผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้น ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที จะส่งผลให้ผู้ป่วยขาดออกซิเจนอย่างรุนแรงและเสียชีวิตได้

การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED)

นอกจาก CPR แล้ว ทางวิทยากรยังอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งาน เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยกระตุ้นหัวใจของผู้ป่วยให้กลับมาเต้นในจังหวะที่ถูกต้อง โดยเครื่องจะช่วยวินิจฉัยรูปแบบหัวใจผิดจังหวะที่อันตราย และแนะนำให้ทำการช็อกไฟฟ้าเพื่อปรับจังหวะหัวใจ

ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมได้ฝึกปฏิบัติตามสถานการณ์จำลองจริง ทั้งขั้นตอนการตรวจสอบผู้ป่วย การปั๊มหัวใจ และการใช้งาน AED อย่างถูกวิธี เพื่อให้มีความพร้อมในการช่วยชีวิตหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

  • การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ขั้นตอนการช่วยชีวิตด้วย CPR อย่างถูกต้อง
  • การใช้งาน AED อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
  • การดูแลรักษาและเตรียมอุปกรณ์พร้อมใช้งาน

ศูนย์แพทย์จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังได้จัดวาง AED ไว้ในจุดสำคัญภายในค่ายสิรินธร จำนวน 4 จุด ได้แก่ บริเวณอาคาร 1, อาคาร 3, ห้องฟิตเนส และสนามฟุตซอลนาควานิช เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

หากคุณเป็นเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่ทำงานในสถานที่มีคนจำนวนมาก หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล การมีความรู้พื้นฐานเรื่อง CPR และการใช้ AED จะช่วยชีวิตผู้อื่นได้ในเวลาที่สำคัญที่สุด

ที่มา – ศพชต.กอ.รมน. ภาค 4 สน. ให้ความรู้เรื่องการช่วยชีวิตด้วย CPR และใช้เครื่องกระตุกหัวใจชนิดอัตโนมัติ AED