ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ผู้บริหาร ศอ.บต. เดินหน้า 120 วัน วาระพืชกระท่อม ที่บ้านบลูกาลูวัส

นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เดินทางลงพื้นที่บ้านบลูกาลูวัส อำเภอยะหา จังหวัดยะลา เพื่อดำเนินการตามนโยบาย “120 วัน วาระพืชกระท่อม” ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และเลขาธิการ ศอ.บต. พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์

120 วัน วาระพืชกระท่อม ตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่

การดำเนินงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 120 วัน วาระพืชกระท่อม อย่างเป็นรูปธรรม โดยนำแนวทางไปสู่การปฏิบัติจริง และสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ชุมชน และเครือข่ายภายในพื้นที่ พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและความต้องการของผู้ปฏิบัติจริง เช่น ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และกลุ่มผู้ป่วยในชุมชน

ความร่วมมือและการเป็นแบบอย่าง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายนธีรวิทย์ ได้กล่าวชื่นชมผู้นำชุมชนที่แสดงความเป็นผู้นำด้วยการเป็นตัวอย่างในด้านการเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด และดูแลลูกบ้านประดุจครอบครัว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนอย่างแท้จริง การเป็นแบบอย่างจากผู้นำชุมชนจึงเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญต่อความสำเร็จของแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

ด้านนายมะดารี อาแด ผู้ใหญ่บ้านบลูกาลูวัส ได้ให้ข้อมูลว่า ชุมชนมีการเฝ้าระวังและให้ความรู้เยาวชนเกี่ยวกับอันตรายของยาเสพติด มีการติดตามการใช้สารเสพติดอย่างใกล้ชิด และดำเนินแผนฟื้นฟูผ่านศูนย์บำบัด ในขณะเดียวกันก็จัดหาอาชีพให้กับผู้ฟื้นฟู เช่น การเข้าร่วมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับไปเสพซ้ำ

บทบาทของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

“แม้ตัวเลขผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลด้านจิตเวชอาจมาก แต่ได้รับการสนับสนุนจากอาสาสมัครและผู้นำชุมชนอย่างใกล้ชิด” เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกาตอง กล่าวเสริม ทั้งยังชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จในการจัดการปัญหายาเสพติดนั้น ต้องอาศัยระบบการดูแลที่ต่อเนื่อง และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

“120 วัน วาระพืชกระท่อม” เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์หลักของนโยบายไม่ได้เพียงแต่ยุติปัญหา แต่ยังรวมถึงการขับเคลื่อนสังคมสู่สุขภาวะที่มีคุณภาพ การมีจิตสำนึกในตนเอง และการร่วมมือกันของคนในชุมชน

การประชุมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ชัดเจนว่า “หัวใจของการแก้ปัญหา” อยู่ที่การประสานพลังระหว่างนโยบายที่เข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง การร่วมมืออย่างไร้รอยต่อระหว่างภาครัฐและชุมชนจะช่วยให้อนาคตของพื้นที่บลูกาลูวัสก้าวไปอย่างมั่นคงยั่งยืน

หากคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับการดูแลชุมชนหรือผลจากการใช้นโยบาย 120 วัน วาระพืชกระท่อม ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นกับเราได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนไปพร้อมกันกับชุมชน

ที่มา – ผู้บริหาร ศอ.บต. ลงพื้นที่บ้านบลูกาลูวัส อ.ยะหา เดินหน้า “120 วัน วาระพืชกระท่อม”

จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย กระชับความร่วมมือ มุ่งปราบอาชญากรรมข้ามแดน

ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มพูนขึ้นมากเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะระหว่างประเทศ จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย ที่ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมที่เกิดข้ามขอบเขตทางการเมือง เป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับการพูดถึงและมีแนวร่วมในการแก้ไขเป็นครั้งแรกตั้งแต่การประชุมสี่ฝ่ายเมื่อปลายปี 2567

จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย เสริมความร่วมมือเพื่อเสถียรภาพ

ภายใต้กรอบความร่วมมือสากล นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวว่าสถานการณ์ในเมียนมาโดยรวมมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังจากผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายอย่างมาก เช่นเดียวกับพรรคการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินที่พยายามฟื้นฟูและปกป้องอำนาจอธิปไตย รวมถึงสันติภาพภายในประเทศ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายหวังย้ำว่าจีนสนับสนุนให้เมียนมาเป็นผู้นำกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศด้วยตัวเอง ผ่านการเจรจาและการเลือกตั้งที่โปร่งใส เพื่อให้อำนาจคืนสู่ประชาชน

ความร่วมมืออาเซียนและการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ จีนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมขององค์กรระหว่างประเทศอย่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยกล่าวว่าอาเซียนเป็นเป้าหมายหลักและเป็นช่องทางหลักในการพัฒนาความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงการจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างไม่เป็นทางการ และการจัดประชุมระหว่างประเทศในรูปแบบของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านซึ่งสนับสนุนให้เมียนมาปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคม

ในเชิงภูมิศาสตร์ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทางเศรษฐกิจ จากความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศในภูมิภาคเผชิญภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ และเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยลาวเมียนมา และจีน เล็งเห็นถึงถึงศักยภาพของการสำรวจแนวทางร่วมมือทางสังคม การจัดร่วมมือแบบเชื่อมโยงภาคี เพื่อสร้างแรงผลักดันในด้านความมั่นคง การพัฒนา และสันติภาพโดยผ่านการตกลงร่วมมือบางเรื่องในด้านความมั่งคั่งสมองจากประสบการณ์ และสรรสร้างการพัฒนาสาธารณะเพื่อสร้างความโปร่งใสของหน่วยงานในแต่ละประเทศ

จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย เสริมสร้างความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรม

ในขณะที่พ.อ. ตาน ส่วย รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา เผยว่าการดำเนินการร่วมกันระหว่างประเทศสี่ประเทศจะส่งผลให้การต่อต้านการกระทำผิดข้ามแดน มีความซับซ้อนไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนาการกระทำร่วมมือในการปฏิบัติงานพิเศษ ซึ่งต้องอาศัยการประสานงานที่เข้มงวด แม่นยำในการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ประสบการณ์ช่วยให้สามารถทำงานได้ตรงจุด ลดความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรม และลดภาระของประชาชนระดับสากล ในการเผชิญกับปัญหาที่อาจสร้างผลกระทบในเชิงลึกต่อเศรษฐกิจและสังคม

ด้านนายทองสะหวัน พมวิหาน รัฐมนตรีต่างประเทศลาว กล่าวว่าลาวจะสนับสนุนการประชุมของกลุ่มประเทศทั้งสามชุดเพื่อติดตามสถานการณ์ในเมียนมา อย่างต่อเนื่อง การประชุมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาทางเลือกให้ประชาชนเมียนมาได้เริ่มพัฒนากระบวนการทางการเมือง รวมถึงกระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใสนั้นจะดำเนินได้สำเร็จ และสร้างวงจรใหม่ที่มีคุณภาพต่อวิถีชีวิตของประชาชน

เน้นการพัฒนาเชิงเปลี่ยนแปลงเพื่อแก้ปัญหาต้นเหตุ

การสนับสนุน鹨ทุนและการส่งเสริมการจ้างงานในพื้นที่มีความต้องการสามารถเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาความยากจน ซึ่งส่งผลให้บางพื้นที่มีความเสี่ยงการกระทำผิด โดยเฉพาะในเรื่องของ จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย บอกว่าจะให้ความสำคัญเรื่องการส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มคนหนุ่มสาว แล้วเป็นการจัดตั้งกลุ่มงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาราคาตลาดที่ชัดเจน การเกษตร และการบริการที่มีความยั่งยืน

สุดท้าย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย แสดงความยินดีในความร่วมมือด้านความมั่นคงและการส่งเสริมประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเลือกตั้งในเมียนมาที่จะมีขึ้นภายในปีนี้โดยไม่มีการแทรกแซงภายใน และร่วมกันร่างแนวทางการปฏิรูปเพื่อให้ระบบการเมืองสามารถพัฒนาได้อย่างเปิดกว้าง เป็นธรรม โดยในโอกาสหน้า ประเทศไทยจะยังคงเป็นเพื่อนร่วมพัฒนาในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย” กระชับสัมพันธ์ มุ่งปราบอาชญากรรมข้ามแดน

สุทิน ลั่น เพื่อไทย มั่นใจ อิ๊งค์ เจตนาดี

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เรื่องความขัดแย้งชายแดน

สุทิน ลั่น เพื่อไทย มั่นใจ อิ๊งค์ เจตนาดี

นายสุทิน กล่าวว่าในเรื่องนี้ ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้กรอบการพิจารณาใด หลักฐานอะไรในการตัดสิน แต่ในทุกกรณีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งใน เจตนาดีของนายกฯ อิ๊งค์ ที่ต้องการใช้มาตรการสันติวิธีเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ให้ปัญหาลุกลามไปสู่ความรุนแรง

ความพร้อมของพรรคเพื่อไทย

พร้อมกันนี้ สุทิน ยังได้ระบุว่าขณะนี้ทุกฝ่ายสามารถทำได้เพียงคอยรับฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ว่าผลการพิจารณาจะออกมาในทิศทางใด พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะรับทุกสถานการณ์ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้เผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากหลายประการ และสามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น

การรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างมีสติ สุทิน เผยว่าแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการประชุมภายในพรรคเพื่อกำหนดแนวทางชัดเจนภายหลังคำวินิจฉัยของศาล แต่เพื่อไทยได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านโดยไม่ต้องพูดกันมาก พรรครักษาความพร้อมอยู่เสมอ

  • กระบวนการทางกฎหมายจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง
  • พรรคเพื่อไทยเชื่อในเจตนารมณ์ที่ดีของผู้นำ
  • ยอมรับผลจากศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่โต้แย้ง

ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ น.ส.แพทองธาร ได้แสดงให้เห็นถึงการใช้แนวทางที่สร้างสรรค์เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง โดยเฉพาะการพูดคุยอย่างเป็นทางการกับผู้นำต่างประเทศอย่างสมเด็จฮุน เซน ถือเป็นการเดินหน้าอย่างมีความรับผิดชอบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

แม้กรณีนี้จะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล แต่ความมั่นคงภายในพรรครวมถึงการยอมรับในบทบาทของผู้นำยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่า อิ๊งค์ เจตนาดี อย่างแท้จริง และสุดท้ายประชาชนจะได้เห็นถึงผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์

สุดท้าย ไม่ว่าการตัดสินใจของศาลจะออกมาในทางใด พรรคเพื่อไทยจะยืนหยัดเคารพต่อกระบวนการทางกฎหมาย และพร้อมร่วมมือสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ‘สุทิน’ ลั่น ‘พรรคเพื่อไทย’ มั่นใจ ‘นายกฯอิ๊งค์’ เจตนาดี

เชียงรายอ่วม! น้ำป่าหลากเข้าท่วมแม่สาย-แม่จัน

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย เริ่มเพิ่มความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สาย และแม่จัน หลังมีฝนตกลงมาอย่างหนักเป็นเวลานาน ทำให้เกิดน้ำป่าหลาก และน้ำในแม่น้ำสายเพิ่มสูง จนล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ประชากรในหลายชุมชน

เชียงรายอ่วม! น้ำป่าหลากเข้าท่วมแม่สาย-แม่จัน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำในแม่น้ำสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีระดับสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องตลอดคืน โดยเฉพาะในพื้นที่ต้นน้ำใกล้เขตประเทศเมียนมา ทำให้เกิดน้ำหลากไหลบ่าลงมา ในเวลาต่อมา ระดับน้ำในแม่น้ำสายสูงเกินความจุ ส่งผลให้เกิดการล้นตลิ่งและน้ำทะลักเข้ามาในพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน

บริเวณชุมชนเกาะทราย และชุมชนไม้ลุงขน ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมีน้ำเข้าท่วมใต้สะพานแห่งที่ 1 หน่วยงานราชการท้องถิ่น เช่น เทศบาลตำบลแม่สาย เวียงพางคำ ร่วมกับทางทหารช่างเร่งจัดการอุดรอยรั่วที่เกิดขึ้น โดยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมีอยู่ทั้งหมด 10 จุด แบ่งเป็นบริเวณตึกบ้านเรือนที่ปริ่มระเบิด 4 แห่ง และบ้านที่ผนังได้รับความเสียหายจากน้ำ 6 แห่ง

เตือนประชาชนเตรียมพร้อมอพยพ

ทางเทศบาลตำบลแม่สายได้ประกาศเตือนผ่านรถประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมสำหรับการอพยพหากมีน้ำหลากจำนวนมากไหลเข้าท่วม ซึ่งข้อความนี้ถือเป็นการเตือนล่วงหน้าที่สำคัญ เนื่องจากสภาพอากาศยังไม่แน่นอน และน้ำยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในวันถัดไป

ความเสียหายจากการน้ำป่าหลากมีผลกระทบต่อระบบจราจรในพื้นที่อำเภอแม่จัน บางจุดเกิดน้ำท่วมผิวทาง เช่น บนถนนพหลโยธิน บริเวณตั้งแต่ บ้านร้องผักหนาม-สถานีวิทยุ 914 ไปยังบ้านปงอ้อ และบริเวณแยกไฟแดงดอยตุง ซึ่งเป็นจุดที่ลำน้ำแม่ไร่ล้นเข้าท่วมบ้านเรือนของชาวบ้านในหมู่ 7 และ 9 ตำบลแม่ไร่

  • จุดเสี่ยงน้ำท่วมในแม่สายมี 10 จุด
  • เตือนประชาชนเตรียมอพยพหากน้ำเพิ่มสูงขึ้น
  • น้ำป่าหลากส่งผลต่อจราจรในแม่จันอย่างมาก
  • หน่วยงานลุยเตรียมเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ช่วยเหลือ

ความรุนแรงของสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เชียงราย ไม่ได้มีแค่ในอำเภอแม่สายเพียงอย่างเดียว แต่ขยายออกไปยังหลายพื้นที่ในจังหวัดเดียวกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องติดตามข่าวสารและรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

หากคุณเป็นผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า วางแผนอพยพและจัดสรรสิ่งของจำเป็นไว้พร้อมเสมอ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่อาจคาดเดาได้ การมีความพร้อมคือหนทางที่ดีที่สุด

ที่มา – เชียงรายอ่วม! น้ำป่าหลากเข้าท่วมแม่สาย-แม่จัน ถนนจมน้ำหลายจุด เตือนประชาชนเตรียมพร้อมอพยพ

วิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 192 ปี บ้านสะแกกรัง เปิดแล้ว!

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 จังหวัดอุทัยธานีได้จัดงาน “วิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 192 ปี บ้านสะแกกรัง” ครั้งที่ 3 อย่างเป็นทางการ ณ บริเวณวัดอุupoสถาราม (วัดโบสถ์) ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมืองอุทัยธานี ซึ่งมีน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ

วิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 192 ปี บ้านสะแกกรัง

งานในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น อนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน โดยมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การแสดงละครเพลงทางประวัติศาสตร์ โขนกรมศิลปากร รำวงชาวบ้าน งิ้วเปลี่ยนหน้า มายากล ดนตรีร่วมสมัย ตลอดจนกิจกรรมเชิงประสบการณ์ เช่น การขี่รถรางชมบรรยากาศยามค่ำคืน จุดเช็กอินถ่ายรูปแสงสีไฟ และการล่องเรือชมวิถีแห่งแม่น้ำสะแกกรัง

ความสำคัญของ “วิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 192 ปี บ้านสะแกกรัง”

งานนี้เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 192 ปี ของบ้านสะแกกรังแห่งนี้ ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งวัดอุupoสถารามในปี พ.ศ. 2324 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. 2425 อีกทั้งยังเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในการเสด็จประพาสมณฑลฝั่งเหนือทางน้ำเมื่อปี พ.ศ. 2449

นอกจากนี้ยังมีการจัดการประกวดแต่งกายชุดไทยจำนวน 39 คู่ โดยมีการมอบรางวัลในหลากหลายกลุ่ม เช่น ประเภทยอดเยี่ยม ประเภทหน่วยงาน และการเดินแบบรอบวัดเพื่อแสดงภูมิใจในวัฒนธรรมไทย

  • การแสดงละครเพลงเรื่องราวความเป็นมาของบ้านสะแกกรัง
  • การแสดงโขนกรมศิลปากร ตอนศึกนาคบาศ
  • รำวงจากชาวบ้านท้องถิ่น
  • งานนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน
  • งานมายากลและการแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้า
  • การล่องเรือพร้อมมัคคุเทศก์บอกเล่าเรื่องราวแม่น้ำ 4 รอบ/วัน (ฟรี)

ส่วนในด้านอาหารพื้นถิ่น งานได้จัดการประกวดเมนูอาหาร “ส้มปลาแรด” ซึ่งเป็นของดีของจังหวัดอุทัยธานีและเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงฝีมือในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายอาหารพื้นบ้านและสินค้า OTOP จากกลุ่มชุมชนในพื้นที่

กิจกรรมในคืนแรกประสบความสำเร็จอย่างมาก เหล่านักท่องเที่ยวและผู้เข้าร่วมงานต่างแต่งตัวด้วยชุดไทยอย่างพร้อมเพียง สร้างบรรยากาศความบันเทิงที่แปลกตาและเจริญจริง นับเป็นเทศกาลที่รวมเอาทุกองค์ประกอบของวัฒนธรรมไทยไว้อย่างครบถ้วน

หากคุณมีโอกาสแวะเวียนไปอุทัยธานีในช่วงเทศกาลนี้ บอกเลยว่าคุณจะได้ประสบการณ์เต็มอิ่มทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความบันเทิงแบบย้อนยุค ที่คุณจะจดจำได้ตลอดกาล

ที่มา – เปิดแล้วงานคืนแรก “วิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 192 ปี บ้านสะแกกรัง “

ทำความรู้จักดาวเทียมลีโอโลกการสื่อสารแห่งอนาคต

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของพวกเรา หนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังสร้างแรงกระตุ้นให้กับโลกของการสื่อสาร นั่นคือ ดาวเทียมวงโคจรต่ำหรือดาวเทียมลีโอ (LEO) ซึ่งมีความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลที่เทคโนโลยีแบบเดิมไม่สามารถครอบคลุมได้

ทำความรู้จักดาวเทียมลีโอ

ดาวเทียมลีโอ เป็นดาวเทียมที่โคจรใกล้กับพื้นโลกมากกว่าดาวเทียมแบบดั้งเดิม อยู่ในระยะที่ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็วและมีความล่าช้า (latency) ต่ำ คุณสมบัตินี้เองที่ทำให้ดาวเทียมลีโอเป็นทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง สำหรับพื้นที่ที่ยังคงขาดแคลนสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายโทรศัพท์

จุดเด่นของดาวเทียมลีโอคืออะไร?

ด้วยความที่ดาวเทียมลีโอโคจรใกล้โลก จึงมีข้อดีหลายประการ เช่น

  • ความเร็วในการส่งข้อมูลสูง
  • ความหน่วงต่ำ
  • ครอบคลุมที่มีการเข้าถึงยาก
  • ตอบสนองการใช้งาน Internet of Things (IoT)

ยิ่งไปกว่านั้น โดดเด่นที่สุดคือโครงการของ “อีลอน มัสก์” ซึ่งผ่านมือบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ด้วยโครงการสตาร์ลิงค์ (Starlink) ที่จะนำกลุ่มดาวเทียมลีโอจำนวนมหาศาลขึ้นไปในวงโคจรเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

จากการรายงานของการ์ทเนอร์ อิงค์ ในปี 2069 มูลค่าการใช้จ่ายของผู้ใช้ปลายทางเชิง_GLOBAL_สำหรับดาวเทียมลีโอของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 14.8 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 24.5% จากปีก่อนหน้า

ปัจจุบัน บริการจากดาวเทียมลีโอถูกนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม แต่ละกลุ่มลูกค้ามีระดับการเติบโตต่างกัน ได้แก่

  • กลุ่มผู้บริโภคในพื้นที่ห่างไกล (เพิ่มขึ้น 40.2%)
  • กลุ่มธุรกิจ (เพิ่มขึ้น 36.4%)
  • IoT และรถยนต์อัตโนมัติ
  • การคมนาคมบนเรือและเครื่องบิน

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ดาวเทียมลีโอจะกลายเป็นแก่นหลักในการสื่อสารของอนาคต

ตัวอย่างการใช้งานจริง

ปัจจุบันนั้นการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมลีโอไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะอินเทอร์เน็ตบนบกเท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหลายๆ สาขา เช่น

  • ความช่วยเหลือด้านวิกฤติธรรมชาติ โดยโดรนที่เชื่อมต่อกับดาวเทียม ลีโอ สามารถใช้ส่งข้อมูลจากพื้นที่ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การให้บริการอินเทอร์เน็ตบนเครื่องบินและเรือ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเครือข่ายพื้นดิน
  • ระบบตรวจสอบและติดตามทรัพย์สินอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในธุรกิจโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะ

ในประเทศไทยเองก็เริ่มเล็งเห็นถึงศักยภาพ ซึ่งมีความร่วมมือระหว่างบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที) กับ OneWeb เพื่อติดตั้งสถานีโครงข่ายดาวเทียมลีโอแห่งแรกในอุบลราชธานี และไทยคมร่วมมือกับ Globalstar เพื่อรองรับบริการดาวเทียมลีโอในปทุมธานีเช่นกัน

ด้วยศักยภาพและคลื่นของการเติบโตในอนาคต ดาวเทียมลีโอกำลังเปลี่ยนโลกแห่งการสื่อสาร และคุณก็สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลาไม่ว่าจะข้ามป่า ข้ามทะเล หรือแม้แต่ในชั้นบรรยากาศ!

เทคโนโลยีดาวเทียมลีโอเป็นหนึ่งในนวัตกรรมสำคัญที่เรา ‘ต้องจับตา’ เพราะแม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่จุดเปลี่ยนนี้ก็ใกล้มาถึงแล้ว ใครที่ต้องทำงาน เดินทาง หรือได้รับข้อมูลในพื้นที่ห่างไกล อาจอยู่ห่างไกลจากเสาสัญญาณ แต่ด้วยดาวเทียมลีโอ คุณจะอยู่ใกล้โลกมากยิ่งขึ้น!

ที่มา – ชีวิตติด TECH-ทำความรู้จัก“ดาวเทียมลีโอ”โลกการสื่อสารแห่งอนาคต

ส่งกำลังใจถึง “หมู่โอ๋” ทหารผู้เสียสละ! ลั่นต้องรีบหายกลับไปแนวหน้าเพื่อเพื่อนร่วมรบ

คำพูดที่แสดงถึงความเสียสละและความห่วงใยเพื่อนร่วมรบของ “หมู่โอ๋” ทหารผู้กล้าที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื่องจากการบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ได้สร้างแรงบันดาลใจและความประทับใจให้แก่ผู้คนในวงกว้าง โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ข้อความจาก ส.อ.ธนศักดิ์ มาลา หรือที่เรารู้จักในชื่อ “หมู่โอ๋” ซึ่งมีข้อความให้กำลังใจและแสดงความตั้งใจที่จะฟื้นตัวเพื่อกลับไปทำงานร่วมกับเพื่อนสมรสในแนวหน้า

ส่งกำลังใจถึง “หมู่โอ๋” ทหารผู้เสียสละ! ลั่นต้องรีบหายกลับไปแนวหน้าเพื่อเพื่อนร่วมรบ

ในข้อความของหมู่โอ๋ระบุว่า “วันนี้ผมได้เข้าห้องผ่าตัดอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนท่อให้เป็นท่อเหล็ก หมอบอกให้เริ่มฝึกพูดได้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะผมจะป่วยนานไม่ได้ ผมต้องรีบหาย เพื่อน พี่ น้องผมยังอยู่แนวหน้าอยู่เลย ผมจะต้องกลับไปร่วมรบกับเพื่อน พี่ น้องของผม” ข้อความนี้ไม่เพียงแค่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งในใจของทหารผู้นี้ แต่ยังสะท้อนถึงจิตใจที่เต็มไปด้วยความรักชาติและความห่วงใยเพื่อนร่วมงานด้วย

ด้วยความทุ่มเทเสียสละในการสู้เพื่อชาติ หมู่โอ๋จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารและพลเมืองทั่วไปเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ยังต้องเฝ้าต่อสู้กับภาวะบาดเจ็บอยู่ก็ยังไม่ลืมที่จะส่งเสริมให้ทุกคนไม่ยอมแพ้ ต่อให้เจ็บปวดเพียงใด แต่ความหวังที่จะกลับไปปฏิบัติภารกิจยังคงอยู่เสมอ

เสียงชื่นชมและความหวังจากเพื่อนร่วมงาน

นอกจากจากข้อความของหมู่โอ๋ที่กล่าวว่าต้องรีบหายแล้ว ทาง เพจกองทัพภาคที่ 2 ก็ได้ออกมาขอบพระคุณพลังใจจากประชาชน หน่วยงานต่าง ๆ ทีมแพทย์และพยาบาลที่ดูแลเขามาตลอด พร้อมชื่นชมในความเสียสละอย่างล้นหลาม

ทั้งนี้ ยังมีการเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปร่วมส่งพลังบวกเพื่อให้ หมู่โอ๋ หายเร็วขึ้น มีกำลังกลับมารับใช้ประชาชนต่อ ด้วยการกลับไปยืนแถวแนวหน้าเพื่อรักษาความสงบสุขให้กับประเทศชาติ

  • เสียงชื่นชมจากประชาชนทั่วประเทศ
  • พลังใจจากเพื่อนร่วมงานที่ยังคงสู้อยู่
  • ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะกลับมาใช้ชีวิตเพื่อชาติ

ส่งกำลังใจถึง “หมู่โอ๋” ทหารผู้เสียสละ! เป็นภาพสะท้อนที่ดีว่าความกล้าหาญไม่ได้จบลงแค่การต่อสู้บนสนามรบ แต่มันยังอยู่ในหัวใจของผู้คนที่เปล่งปลั่งด้วยความจงรักภักดีต่อสังคม ต่อหน้าที่แห่งความเป็นทหาร

การส่งกำลังใจและการแสดงความจงรักภักดีเช่นนี้คือสิ่งที่สร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมในทุกระดับ ไม่ใช่แค่ในกลุ่มทหารเท่านั้น แต่ยังส่งต่อความเชื่อมั่นและความหวังให้กับคนทุกกลุ่ม ว่าแม้ในยามที่ยากลำบาก ความสามัคคีและความห่วงใยก็ยังเป็นพลังที่สำคัญที่สุด

เราต้องขอขอบคุณ “หมู่โอ๋” ที่ยังคงยืนหยัดในความหวังแม้ในยามป่วย และขอบคุณพลังใจจากทุกคนที่ส่งแรงสนับสนุนให้แก่มวยกล้าผู้นี้ และหวังว่าจะได้พบเขาอีกครั้งในสนามรบ เพื่อดำเนินภารกิจสำคัญเพื่อชาติของเราต่อไป

หากคุณกำลังชมและเคารพในความเสียสละของ ส่งกำลังใจถึง “หมู่โอ๋” ทหารผู้เสียสละ! ลั่นต้องรีบหายกลับไปแนวหน้าเพื่อเพื่อนร่วมรบ อย่าลืมร่วมแชร์เพื่อส่งต่อพลังบวกเหล่านี้ให้กับผู้คนทั่วประเทศ

ที่มา – ส่งกำลังใจถึง “หมู่โอ๋” ทหารผู้เสียสละ! ลั่นต้องรีบหายกลับไปแนวหน้าเพื่อเพื่อนร่วมรบ

ผู้ว่าฯสมุทรสาคร เป็นประธานปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติฯ

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่บริเวณวัดธรรมเจดีย์ศรีพิพัฒน์ ตำบลบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ได้มีการจัดพิธี ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายริศ นิรามัยวงศ์ เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วยนายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย

ผู้ว่าฯสมุทรสาคร เป็นประธานปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติฯ

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร และสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อดำเนินการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจำนวน 270,000 ตัว ซึ่งเป็นพันธุ์ปลาน้ำจืดที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี โดยการปล่อยพันธุ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการพัฒนาทรัพยากรทางน้ำอย่างยั่งยืน และยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์

ประโยชน์ของการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำอย่างมีระบบ

การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการถวายราชกุศล แต่ยังเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศทางชีวภาพในแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วทั้งจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่คลองตาปลั่งซึ่งเป็นคลองใหญ่ที่เชื่อมต่อกับคลองดำเนินสะดวก ทั้งยังส่งเสริมให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

  • เพิ่มจำนวนสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ
  • ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน
  • อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ผู้เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ยังมีนายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัด ร้อยตรีประพันธ์ ถูกสกุล นอภ.เมืองสมุทรสาคร นายชยพล รัตนวิสุทธิกุล นายอำเภอบ้านแพ้ว รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้มีเกียรติจากหลายภาคส่วน มาร่วมเป็นสักขีพยานในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทั้งหมดลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง

กิจกรรมดำเนินไปอย่างเรียบร้อยและมีความหมาย สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางน้ำ และความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่ใช่เพียงพิธีทางศาสนา แต่หมายถึงการรักษ์โลกของเราให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต ดังนั้นการมีส่วนร่วมของทุกคนจึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง

ที่มา – ผู้ว่าฯสมุทรสาคร เป็นประธานปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติฯ

DSI ร่อนหมายเรียก 1,200 พยาน ไขปม “ฮั้ว สว.” พบเส้นเงินปริศนาโยง 45 จังหวัด

ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เร่งเคลื่อนไหวคดีพิเศษที่ 24/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสมคบกันฟอกเงินและการอั้งยี่ของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมีการออกหมายเรียก 1,200 พยาน เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มขบวนการที่เชื่อมโยงถึง 45 จังหวัด ทั่วประเทศ การดำเนินการนี้เป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญหลังจากมีรายงานว่าร่องรอยการเงินแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างผู้สมัคร สว. กับเครือข่ายการเงินที่ผิดปกติ

DSI ร่อนหมายเรียก 1,200 พยาน ไขปม “ฮั้ว สว.” พบเส้นเงินปริศนาโยง 45 จังหวัด

คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย ให้ความสำคัญกับคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องจาก DSI ภายใต้การนำของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ การสืบสวนเผยให้เห็นข้อมูลการเงินที่เชื่อมโยงผู้สมัคร สว. กับเครือข่ายการเงินในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ทางกรมได้ตัดสินใจออกหมายเรียก 1,200 พยาน ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวน

พยานกว่าพันรายมีบทบาทอะไร?

ข้อมูลจาก DSI ร่อนหมายเรียก 1,200 พยาน ไขปม “ฮั้ว สว.” พบเส้นเงินปริศนาโยง 45 จังหวัด ระบุว่า พยานส่วนใหญ่มีบทบาทเป็นโหวตเตอร์ หรือผู้ออกแรงสนับสนุนการเลือกตั้ง สว. โดยเฉพาะในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ การตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์และธุรกรรมทางการเงินพบว่า เชื่อมโยงกับนักการเมืองในพื้นที่ รวมทั้งมีการโอนเงินระหว่างกันอย่างน่าสงสัย

  • ร่องรอยเงินเชื่อมโยง 45 จังหวัด
  • มีการโอนเงินระหว่างผู้สมัคร สว. และแกนนำท้องถิ่น
  • พบว่าผู้ช่วย สว. มีบทบาทสำคัญในหลายจังหวัด
  • พยานมากกว่า 1,200 รายครอบคลุมหลายวงการ

เพื่อจัดการกับความซับซ้อนของคดี DSI ได้จัดตั้งหน่วยพิเศษจากกองคดีทั้งหมด 10 กอง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสอบสวนคดีที่มีพยานหลายร้อยรายนี้ โดยจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพยานทุกรายว่า เดิมอยู่ในกลุ่มอาชีพใด และมีความเกี่ยวข้องกับเงินที่มาในรูปแบบต่าง ๆ อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นโอนเงิน รับค่าดำเนินการ หรือมีบทบาทในการจัดฮั้วอย่างไร

แม้จะยังไม่ได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการจากวุฒิสภาเกี่ยวกับผู้ช่วย สว. แต่ DSI ยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ ตอบโจทย์ประชาชนที่ต้องการความโปร่งใสในการเลือกตั้ง สว. อย่างแท้จริง

ความคืบหน้าครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนทุกฝ่ายว่าการแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้อีกต่อไป

ที่มา – DSI ร่อนหมายเรียก 1,200 พยาน ไขปม “ฮั้ว สว.” พบเส้นเงินปริศนาโยง 45 จังหวัด

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์’ เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา สำนักข่าวหลายสำนักได้รายงานข่าวสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างผู้บริหารของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีประกาศจากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการรัฐสภาสามัญ ที่ระบุว่า โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์’ ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แทนตำแหน่งเดิมที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์’ เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

จากประกาศดังกล่าวระบุชัดเจนว่า นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ จะได้รับการโอนการแต่งตั้งจากตำแหน่งรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ถือเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานภายในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานตลอดจนความมั่นคงในการบริหารราชการส่วนกลาง

การรับตำแหน่งใหม่นี้มีความสำคัญอย่างไร

การที่ราษฎรเลือกให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านการบริหารและมีประสบการณ์ในการทำงานในรัฐสภาได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดอย่างเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ย่อมส่งผลดีต่อระบบประชาธิปไตย ภายใต้เงื่อนไขของการทำงานที่นำเสนอต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐอย่างใกล้ชิด

  • ความพร้อมสำหรับภารกิจใหม่
  • ความสามารถในการบริหารทั้งในเชิงกลยุทธ์และปฏิบัติ
  • การประสานงานกับกลุ่มผู้แทนราษฎรที่มีความหลากหลาย

ด้วยการแต่งตั้งครั้งนี้ทางฝ่ายบริหารคาดหวังว่าจะสามารถขับเคลื่อนสภาผู้แทนราษฎรให้มีความคล่องตัวและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะยังคงประสานงานร่วมกับคณะกรรมาธิการในการติดตามผลนโยบายและการเสนอแนวทางที่สร้างสรรค์ต่อสถานการณ์ประเทศ อีกทั้งยังช่วยให้ระบบราชการมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพรวมถึงลดความซับซ้อนของกระบวนการต่างๆ

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการในครั้งนี้คือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการให้ข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พร้อมเตรียมความพร้อมสำหรับการรับตำแหน่งใหม่ในวันที่กำหนด

หากมองในแง่บวก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาองค์กรเพื่อรองรับการทำงานในอนาคตโดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยแบบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การรักษาความมั่นคงและความเชื่อมั่นของสังคมประกันควบคู่ไปกับความเป็นผู้นำที่มีความรู้ทางการเมืองก็จะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และการดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎรโดยรวม

เราควรให้การสนับสนุนและติดตามผลงานที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเพื่อประชาชน

ที่มา – โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์’ เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร