ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ปรับโครงสร้างการส่งออกไทย เร่งพัฒนา 2 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมศักยภาพสูง

การปรับโครงสร้างการส่งออกเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงที่เผชิญกับสงครามการค้าและแรงกดดันจากราคาสินค้านำเข้า ล่าสุด ศูนย์วิจัยความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา (ICDS) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยผลการศึกษาเพื่อหาแนวทางในการเสริมศักยภาพสำคัญของประเทศ

ปรับโครงสร้างการส่งออกไทย ต่อยอดคลัสเตอร์ศักยภาพสูง

ในการสัมมนาที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 200 คน ทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการ ปรับโครงสร้างการส่งออก เพื่อสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

รศ. ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ หัวหน้าคณะวิจัย เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยมีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะในช่วงปี 2562 ถึง 2567 ที่สัดส่วนการส่งออกไม่เพิ่มขึ้น ยืนอยู่ที่ร้อยละ 1.4 ของตลาดโลก ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่

โฟกัส 2 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมอนาคต

รายงานการศึกษาได้เจาะลึกใน 2 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่

  • คลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ (Next Generation Electronic Cluster: NGEC) ซึ่งคิดเป็น 33% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2567 และเป็นแหล่งสร้างงานกว่า 753,000 ตำแหน่ง
  • คลัสเตอร์ยานยนต์แห่งอนาคต (Next Generation of Mobility Cluster: NGMC) คิดเป็น 13% ของการส่งออกและสร้างงานมากกว่า 690,000 ตำแหน่ง

ในส่วนของ NGEC ไทยได้ก้าวหน้าในสินค้ากลุ่มต้นน้ำ เช่น Integrated circuits (ICs), Transistors และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ขณะเดียวกันในส่วนปลายน้ำก็ยังมีศักยภาพในผลิตภัณฑ์อย่าง เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า และรถยนต์ไฟฟ้า

คลัสเตอร์ NGMC มีแนวโน้มที่ยังต้องพัฒนาความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตามมีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และชิ้นส่วนอัจฉริยะที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมระบบขนส่งในอนาคต

ข้อเสนอเชิงนโยบายขับเคลื่อนประเทศ

จากการวิจัย เสนอแนวทางสำคัญต่อการพัฒนาทั้ง 2 คลัสเตอร์ ดังนี้

  • พัฒนายุทธศาสตร์ชาติเพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ
  • ดึงดูดเม็ดเงินและเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาลงทุนในไทย
  • การทำงานร่วมกับประเทศอาเซียนเพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างสหรัฐฯ และจีน
  • เจรจา FTA ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้จริง

นายนัยวุฒิ วงษ์โคเมท อุปนายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ เสนอว่าควรเร่งจัดทำ แผนเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรม NGEC โดยควรได้รับงบประมาณสนับสนุนปีละ 10,000 ล้านบาทเป็นเวลา 20 ปี

ด้านนายเสวก ประกิจฤทธานนท์ อุปนายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย เปิดเผยว่า บริษัทจากจีนหลายแห่งกำลังย้ายฐานการผลิตมายังไทย รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งเยี่ยงใหญ่ถือเป็นโอกาสทองในการพัฒนาอุตสาหกรรม PCB และยกระดับคุณภาพการผลิตภายในประเทศ

ระบบพลังงานหมุนเวียนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระยะปานกลางยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญ เพราะหากดำเนินการได้อย่างครบวงจร จะสามารถผลักดันให้การส่งออกของไทยเติบโตได้มากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะสั้น

จากสถานการณ์ที่ผ่านมานับเป็นบทพิสูจน์ว่าการกำหนดแนวทางอย่างมีกลยุทธ์และการขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วนมีความจำเป็นเพียงใด การปรับโครงสร้างการส่งออกอย่างจริงจังขณะนี้คือการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่อนาคตของประเทศไทยในเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียวและนวัตกรรม

ที่มา – เปิดผลวิจัย ‘ปรับโครงสร้างการส่งออก’ เร่งดัน 2 คลัสเตอร์อุตฯ ศักยภาพสูง ชิงความได้เปรียบสู้ศึกสงครามการค้า

วิสุทธิ์ เผยคลิปเสียงซื้อเสียงโหวตกฎหมาย ยันไม่ดิสเครดิตรัฐบาล

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีคลิปเสียงที่ว่ามีการซื้อเสียง ส.ส. พรรคประชาชน เพื่อให้ลงมติรับร่างกฎหมาย โดยมีการตั้งคำถามว่าเรื่องนี้เป็นการ คลิปเสียงซื้อเสียงโหวตกฎหมาย และเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลหรือไม่

คลิปเสียงซื้อเสียงโหวตกฎหมายเกิดขึ้นจริงหรือไม่?

นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า จากข้อเท็จจริงที่ประชาชนได้เห็นนั้น พรรคประชาชนไม่ได้มีการลงคะแนนเสียงให้กับรัฐบาลแต่อย่างใด ทำให้กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องของความเห็นพ้องหรือการสนับสนุนจากรัฐบาล จึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้โทรออกเสียง ว่ามีการนำเงินไปจ่ายเพื่อซื้อเสียงจริงหรือไม่ เพราะหากไม่ได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย จะส่งผลให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าในสภาฯ เกิดเหตุการณ์ซื้อเสียงขึ้นจริง

แนวทางในการจัดการคลิปเสียงซื้อเสียงโหวตกฎหมาย

แนวทางที่เหมาะสมตามความเห็นของนายวิสุทธิ์คือ “ควรแจ้งความดำเนินคดี” เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการโทรและตรวจสอบจากข้อมูลความเคลื่อนไหวทางโทรศัพท์ได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่สำคัญในการทำให้ความชัดเจนว่าใครคือผู้กระทำ ก่อนที่จะสร้างความเข้าใจผิดในสังคม

  • ควรประกาศแจ้งความเพื่อให้มีการสอบสวนชัดเจน
  • วิเคราะห์เบอร์โทรและเส้นทางการติดต่อ
  • ไม่ควรปล่อยเรื่องให้หมักต้มจนเกิดความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ นายวิสุทธิ์ ยังชี้ให้เห็นว่า การที่มีข่าว คลิปเสียงซื้อเสียงโหวตกฎหมาย เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายของฝ่ายรัฐบาล เพราะพรรคประชาชนไม่ได้เป็นเสียงโหวตให้ฝ่ายรัฐบาลแต่อย่างใด จึงต้องทำให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้องว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพียงการข่มขู่และสร้างภาพลักษณ์ในทางลบของรัฐบาลเอง

“งบประมาณฯ ผมบอกว่าจะผ่าน 10-20 เสียง ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเราเป็น ‘เสียงปริ่มน้ำ’ แต่เมื่อถึงเวลาประชุมจริงทุกคนก็จะมาครบ” นายวิสุทธิ์ กล่าวเสริม

สถานการณ์หลังการผ่านงบประมาณฯ ปี 2569

ภายหลังที่งบประมาณปี 2569 ผ่านการประชุมสภาฯ ไปแล้ว รัฐบาลยังคงเดินหน้าดำเนินโครงการสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง การจัดระเบียบความวุ่นวายในสังคมรวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจเกษตรกร ซึ่งขณะนี้มีผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าภูมิภาคทั่วประเทศร่วมผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

“หากเปรียบกับภาพรวมที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ได้ย้ำไว้ว่าภายใน 3 เดือน จะเห็นผลในเรื่องของสินค้าเกษตร ราคา การค้าขาย และความมั่นคงชายแดน ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นแน่นอน” นายวิสุทธิ์ กล่าว

งานสภาในช่วงต่อไปนี้ยังมีหลายวาระที่สำคัญ และหากพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลมีความรักและสามัคคีกันอย่างแท้จริง ก็สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้บางครั้งจะเป็นเสียง “น้ำผึ้งผสมน้ำหวาน” แต่ความจริงแล้วเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำงาน ทุกคนก็จะร่วมแรงร่วมใจเพื่อประเทศชาติ

หากคุณให้ความสำคัญกับข่าวการเมืองและการตรวจสอบความจริงในเหตุการณ์ซื้อเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ก็ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะปัญหานี้อาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ democratic ของประเทศไทยอย่างรอบด้าน

อย่าปล่อยให้ข่าวครึ่งวันกลายเป็นตำนาน ตรวจสอบ ติดตาม รายงาน ด้วยเหตุผลเป็นหลักแหล่ง

ที่มา – ‘วิสุทธิ์’ มอง คลิปเสียงซื้อเสียงโหวตกฎหมายดิสเครดิตรัฐบาล

เดอะ เลเจนด์ ออฟ โอชิ : แฟนตาซีลึกซึ้งเกินคาด

ยินดีต้อนรับสู่ MOVIE STATION อีกหนึ่งบทความรีวิวหนังที่จะพาคุณผู้อ่านไปสัมผัสกับภาพยนตร์แนวผจญภัยและแฟนตาซีที่ซ่อนความหมายลึกซึ้งไว้ในทุกฉาก วันนี้เราจะมาพูดถึงหนังเรื่อง “The Legend of Ochi โอชิ อสูรขี้อ้อน พา “น้อน” กลับบ้าน” ภาพยนตร์เรื่องนี้ ‘.’.’.’.’

เดอะ เลเจนด์ ออฟ โอชิ : แฟนตาซีลึกซึ้งเกินคาด

ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ A24 นำเสนอให้คอหนังได้สัมผัสรสชาติใหม่ในสไตล์แนวผจญภัยลึกลับ พร้อมตัวละครโอชิ ที่น่ารักเกินคาด แต่แฝงความหมายอันทรงพลังอยู่เบื้องหลัง ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของเด็กสาวขี้อายชื่อ ยูริ (เฮเลน่า เซงเกิล) ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านบนเกาะคาร์เพเธีย เธอเติบโตมาในความเชื่อว่า สิ่งมีชีวิตอย่างโอชินั้นอันตรายและน่ากลัว

รีวิวจากเนเรซ 8.5/10

หลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว เนเรซ ให้คะแนนไว้ที่ 8.5/10 เพราะในทุกฉากล้วนมีความลึกซึ้งและการสื่อสารทางสายตาที่ชวนให้คิด ภาพยนตร์ไม่ได้สอนอะไรอย่างตรงไปตรงมา แต่เลือกเปิดพื้นที่ให้เราได้ตีความจากความเงียบ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และการตัดสินใจของเด็กสาวผู้กล้าหาญ

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้โดดเด่นคือการใช้เทคนิคการเชิดหุ่นกระบอกแทน CGI เพื่อให้’Ochi’ มีชีวิตจริงและน้ำหนักความเป็นธรรมชาติ ทั้งท่าทาง ทั้งอารมณ์ ช่างเยี่ยมจริงๆ หลายคนถึงกับอดใจไม่อยู่และพูดว่า “อยากเอาไปเลี้ยงที่บ้าน”

  • บทภาพยนตร์เรียบง่ายแต่ซ่อนความหมาย
  • การแสดงจากเฮเลน่า เซงเกิล น่าประทับใจ
  • ทอม แฮงค์ส ร่วมสร้างบรรยากาศได้อย่างลงตัว

ดูจบแล้วอยากกลับไปอยู่กับครอบครัว

ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชมในวัยใด เดอะ เลเจนด์ ออฟ โอชิ : แฟนตาซีลึกซึ้งเกินคาด ถือเป็นหนังที่ชวนให้นึกถึงรักของแม่ ความกล้าของลูก และความเชื่อมโยงระหว่างโลกที่ไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผล ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็ก แต่เป็นเหมือนเสียงแห่งความอบอุ่นตอกย้ำว่าความรักในครอบครัวนั้นไม่เลือกสายพันธุ์

หากคุณกำลังมองหาหนังที่ทั้งน่ารัก เศร้า และเต็มอิ่มทางอารมณ์ เรื่องนี้คือคำตอบ “The Legend of Ochi” กำลังฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ห้ามพลาด!

ที่มา – MOVIE STATION : “The Legend of Ochi” แฟนตาซีที่ไม่ได้มีดีแค่ความน่ารัก แต่ซ่อนความหมายลึกซึ้งไว้ทุกฉาก

เปิดเรื่องราวเส้นทางมวยของ “ตังตัง” ส.เดชะพันธ์

“ตังตัง ส.เดชะพันธ์” นักชกสาวมากฝีมือ วัย 21 ปี จากเมืองกรุง เผยสาเหตุเลือกย้ายมาซ้อมที่ค่ายมวย ส.เดชะพันธ์ จนกลายเป็นนักมวยหญิงคนแรกและคนเดียวของค่าย ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งให้เธอโด่งดังไปทั่วประเทศ จากผลงานอันยอดเยี่ยมคว้าชัยชนะ 3 ไฟต์รวดบนเวที ONE ลุมพินี

เปิดเรื่องราวเส้นทางมวยของ “ตังตัง” ส.เดชะพันธ์

“ตังตัง” เริ่มหัดมวยตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ที่ค่ายมวย ป.ลาเสือ เพื่อใช้เป็นวิชาป้องกันตัว แต่หลังซ้อมได้เพียง 3 เดือน ทางค่ายที่เห็นแววความสามารถ จึงให้โอกาสขึ้นชกครั้งแรก ซึ่ง “ตังตัง” ไม่ทำให้ผู้ใหญ่ใจดีต้องผิดหวัง กดน็อกคู่ชกได้ในยกที่ 2 และนับจากนั้นเป็นต้นมา เธอจึงตัดสินใจยึดการชกมวยไทยเป็นอาชีพหลักภายใต้ชื่อ “เพชรอุไร ป.ลาเสือ”

ย้ายมาซ้อมที่ค่ายมวย ส.เดชะพันธ์

จนกระทั่งอายุ 20 ปี “ตังตัง” ตัดสินใจย้ายมาเก็บตัวฝึกซ้อมที่ค่ายมวย ส.เดชะพันธ์ ซึ่งอุดมไปด้วยเหล่านักชกมากฝีมือ จนทำให้เธอกลายเป็นนักมวยหญิงคนแรกและคนเดียวของค่าย ซึ่งเธอได้เผยถึงเหตุผลที่เลือกมาฝึกซ้อมที่ค่ายมวยแห่งนี้ผ่านรายการ ONE Podcast EP.22 ซึ่งออกอากาศไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

“ตังตัง” กล่าวว่า: “ตั้งแต่หนูย้ายออกจากค่ายเก่า ก็ไม่มีรายการให้ขึ้นชกออกโทรทัศน์เลย หนูจึงลองติดต่อขอซ้อมกับค่าย ส.เดชะพันธ์ เพราะหนูอยากได้โอกาสชกในรายการ ONE ลุมพินี และเห็นว่าที่นี่มีนักมวยดัง ๆ หลายคนด้วย”

“การซ้อมที่ค่าย ส.เดชะพันธ์ เข้มข้นมาก หนูเป็นนักมวยหญิงคนแรกของค่าย จึงต้องซ้อมกับผู้ชายทั้งหมด เวลาลงนวม เล่นเชิงกัน ก็ซ้อมแบบเอาจริงเอาจัง หลังซ้อมได้ประมาณ 1 เดือน รองเชษฐ์ (หัวหน้าค่าย) บอกว่ามีรายการ ONE ลุมพินี ให้ขึ้นชก หนูรู้สึกดีใจมากและตั้งใจซ้อม จนได้โอกาสขึ้นชกต่อเนื่อง และตอนนี้ผลงานกำลังไปได้สวย ชนะรวด 3 ไฟต์ ทำให้มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น หนูตั้งใจจะเก็บชัยชนะต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ”

เป้าหมายครั้งใหญ่ในสายตา “ตังตัง”

นอกจากนี้ “ตังตัง” ยังได้เผยถึงรายชื่อคู่ชกสายแข็งที่เธออยากจะขึ้นสังเวียนไปเผชิญหน้าด้วยในอนาคต เพื่อพิสูจน์ฝีมือให้ทุกคนเห็นว่าเธอมีดีพอที่จะคว้าสัญญา ONE มาครอง

“ในอนาคต ถ้าเป็นไปได้หนูอยากเจอ ฟรานซิสกา เวรา และ จี เชง ฟีบิ โล ด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะต้องเจอใครหนูพร้อมหมดค่ะ หนูจะทำผลงานให้ออกมาดีเหมือนทุกไฟต์ที่ผ่านมา เพื่อคว้าสัญญา ONE มาให้ได้ค่ะ”

แฟนกีฬาการต่อสู้สามารถติดตามชมรายการ “The ONE Podcast” ไลฟ์ทุกวันจันทร์ เวลา 19.00 น. ผ่านทางเฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand โดยสามารถรับชมย้อนหลังได้ภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น! รวมทั้งติดตามข่าวสารอัปเดตของ ONE ได้ที่เฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand เว็บไซต์ ONEFC.com อินสตาแกรม ONEChampTh และ TikTok ONEChampTH

ตังตัง ถือเป็นแรงบันดาลใจให้กับสาวๆ สายมวยไทย และเป็นตัวอย่างที่ดีว่าความมุ่งมั่นใจไม่ย่อท้อ คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพนักมวย

ที่มา – เปิดเรื่องราวเส้นทางมวยของ “ตังตัง” แห่ง ส.เดชะพันธ์

กต.พาทูต 33 ประเทศลุยศรีสะเกษสำรวจทุ่นระเบิดกัมพูชา

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เวลา 08.00 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะผู้แทนจากกองทัพบก และคณะทูตต่างประเทศที่ประจำประเทศไทย พร้อมทั้งองค์กรระดับนานาชาติและภาคประชาสังคม จำนวน 36 คน จาก 33 ประเทศ เดินทางจากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามสถานการณ์และศึกษาแนวทางการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่เข้ามาจากพรมแดนกัมพูชา

กต.พาทูต 33 ประเทศลุยศรีสะเกษสำรวจทุ่นระเบิดกัมพูชา

คณะที่ร่วมเดินทางประกอบด้วยประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน และประเทศภาคีอนุสัญญาออตตาวา อาทิ ฟิลิปปินส์ สหภาพยุโรป สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ออสเตรเลีย เบลเยียม ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ ตลอดจนองค์กรด้านมนุษยธรรมอย่าง Golden West Humanitarian Foundation และ Norwegian People’s Aid

กำหนดการลงพื้นที่

แผนลงพื้นที่ในวันดังกล่าว มีการเยี่ยมเยียนโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง จากนั้นคณะจะไปยังฐานปฏิบัติการผามออีแดง เพื่อสังเกตการณ์การดำเนินงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ภูมะเขือ และเดินทางต่อไปสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากกระสุนปืนใหญ่

รัฐมนตรีมาริษได้กล่าวขอบคุณคณะทูตและผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศที่ให้ความสนใจและให้การสนับสนุนด้านความมั่นคงและมนุษยธรรม โดยเน้นย้ำว่าการเปิดโอกาสให้ต่างประเทศได้รับข้อมูลจริงจากสถานที่เกิดเหตุ มีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่ของความเข้าใจและการร่วมมือในอนาคต

  • พบกับความเคลื่อนไหวจากกระทรวงการต่างประเทศ
  • ติดตามข่าวสารการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ไทย
  • รายละเอียดเพิ่มเติมจาก ข่าวสด ดอท คอม

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสให้สภาทูตและการทำงานร่วมกับภาครัฐ เห็นภาพจริงเกี่ยวกับภัยที่เกิดจากทุ่นระเบิด และพัฒนาแนวทางการทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านมนุษยธรรม การทหาร หรือความร่วมมือระหว่างประเทศในระยะยาว

การเปิดพรมแดนให้คณะทูตและองค์กรต่างประเทศได้เข้ามาสำรวจปัญหาเป็นครั้งสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การสนับสนุนทางทรัพยากร ทั้งการเงิน ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยี เพื่อลดภัยจากทุ่นระเบิดในอนาคต

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาระดับนานาชาติ และสามารถนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อย่าง实事求จรรย์

หากต้องการติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กต.พาทูต 33 ประเทศลุยศรีสะเกษสำรวจทุ่นระเบิดกัมพูชา ติดตามข่าวได้ที่ dailynews.co.th

ที่มา – กต.ยกทีมคณะทูต 33 ประเทศ-องค์กรต่างชาติลุยศรีสะเกษ เก็บข้อมูลทุ่นระเบิดกัมพูชา สำรวจบ้านประชาชนพังเสียหาย

น้ำป่าทะลักชัยภูมิ! ถนน-นาข้าว 500 ไร่จมบาดาล

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เกิดเหตุน้ำป่าทะลักในพื้นที่ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ หลังจากมีฝนตกอย่างหนักตลอดทั้งคืน ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลเชี่ยวจากเทือกเขาบุมะเขือและเทือกเขาธงหัก ไหลบ่าเข้าท่วมหลายพื้นที่ในบริเวณ ตำบลบ้านโคกสะอาด อย่างรุนแรง

น้ำป่าทะลักชัยภูมิ! ถนน-นาข้าว 500 ไร่จมบาดาล

รายงานสถานการณ์จากผู้สื่อข่าวระบุว่า มวลน้ำขนาดใหญ่ได้ไหลลงสู่ อ่างเก็บน้ำฝายหลวง ก่อนที่จะพุ่งทะลักเข้าท่วมถนนสายบ้านโคกสะอาด-บ้านกระจวน หมู่ 4 รวมระยะทางเกิน 20 เมตร โดยระดับน้ำมีความสูง 20-30 เซนติเมตร สร้างความเสียหายอย่างมากต่อโครงสร้างถนนและสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่

พื้นที่การเกษตรจมใต้น้ำ

นอกจากถนนที่ได้รับความเสียหายแล้ว น้ำป่าจากเทือกเขาดังกล่าวยังไหลล้นเข้าท่วม พื้นที่ทำนาและไร่ในหมู่บ้านภูเขาทอง หมู่ 9 และบ้านโคกสะอาด หมู่ 3 ส่งผลให้พื้นที่นาข้าว ไร่มันสำปะหลัง และไร่อ้อยจมอยู่ใต้น้ำกว่า 500 ไร่

การกัดเซาะของน้ำทำให้ถนนหลายสายได้รับความเสียหาย ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่โดยเฉพาะผู้ที่พักอาศัยอยู่ริมถนน ต้องประสบกับน้ำท่วมบ้านเรือน รวมถึงทรัพย์สินส่วนบุคคล เช่น ไม้ที่ใช้สร้างบ้าน ถูกกระแสน้ำพัดล้างหายไป ตายอย่างไม่คาดคิด

จากคำกล่าวของ “นายสุนทร สำราญญาติ” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 กล่าวว่า “ฝนตกทั้งคืนทำให้น้ำป่าไหลท่วมถนนเป็นระยะทางยาวกว่า 20 เมตร ระดับน้ำสูงถึง 30 เซนติเมตร และเข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้านบางส่วน พร้อมกับไม้ที่เตรียมไว้สร้างบ้านก็ถูกน้ำพัดหายไป ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดน้ำท่วมหนักขนาดนี้”

ภาวะฉุกเฉินยังคงดำเนินต่อ

ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงรุนแรงอยู่ โดยมวลน้ำยังไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง มีอาการที่จะพุ่งทะลักไปยังถนนสายบ้านโคกสะอาด-บ้านภูเขาทอง อีกหนึ่งเส้นทาง ทำให้ต้องเตรียมความพร้อมในการอพยพหรือป้องกันความเสียหายก่อนท่วงที

ทั้งนี้ ได้มีปรากฏการณ์ของ “ฝูงไส้เดือนจำนวนมากหนีตายขึ้นมาอยู่บนถนน” เป็นภาพสะท้อนความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนอันตรายจากธรรมชาติอย่างชัดเจน

ในท้ายที่สุด การติดตามสถานการณ์จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยกู้ภัยยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความเสียหาย และช่วยเหลือประชาชนให้ปลอดภัยจากการน้ำป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่า ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ที่มา – น้ำป่าทะลักชัยภูมิ! ถนน-นาข้าว 500 ไร่จมบาดาล ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน

ทรัมป์ชะลอคว่ำบาตรรัสเซีย ยังไม่ลงโทษจีนฐานซื้อน้ำมัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองแองคอราจ รัฐอะแลสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับนายฌอน แฮนนิตี ผู้ดำเนินรายการของ Fox News ว่าจากการหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย “เป็นไปอย่างดีมาก” ซึ่งทำให้ตอนนี้ “ยังไม่มีความจำเป็น” ในการออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม หรือใช้มาตรการลงโทษรุนแรงกับรัสเซีย

ทรัมป์ชะลอคว่ำบาตรรัสเซีย

ทรัมป์ยืนยันว่าผลการเจรจาทวิภาคีกับผู้นำรัสเซียเป็นไปในทางบวก โดยเฉพาะเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามในยูเครน จึงยังไม่ต้องใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมโดยเร่งด่วน แม้ก่อนหน้านี้เขาจะประกาศเตรียมยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรง ทั้งในรูปแบบ “ภาษีรอง” หรือ “ภาษีทุติยภูมิ” กับประเทศที่ยังค้าขายน้ำมันและทรัพยากรกับรัสเซีย

จีนยัง “ไม่โดน” แม้ซื้อน้ำมันรัสเซีย

ทั้งนี้ ทรัมป์ระบุว่า แม้จีนจะยังคงนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย แต่ก็ “ยังไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องนี้ภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า” แม้สหรัฐจะเพิ่มภาษีต่อสินค้าอินเดียแล้ว 25% และเตรียมเพิ่มเป็น 50% ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. ที่จะถึงนี้ เนื่องจากอินเดียก็ยังซื้อน้ำมันจากรัสเซียเช่นกัน

นอกจากนี้ สหรัฐและจีนเพิ่งตกลงขยายสัญญา “สงบศึก” ทางการค้าเป็นเวลาอย่างน้อย 90 วัน โดยลดอัตราภาษีที่ตั้งขึ้นซึ่งกันและกัน ตามข้อตกลงที่บรรลุในเมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยภาษีของสหรัฐที่มีต่อสินค้าจีนจะลดจาก 145% เหลือ 30% และภาษีของจีนต่อสหรัฐจะลดจาก 125% เหลือ 10%

  • สหรัฐและจีนขยายสัญญาลดภาษี 90 วัน
  • ลดภาษีแทนกันที่ระดับ 115%
  • ระยะเวลาบังคับใช้จนถึง 10 พ.ย. นี้

การชะลอการใช้มาตรการคว่ำบาตรของทรัมป์แสดงให้เห็นถึงแนวทางของสหรัฐที่ไม่ต้องการสร้างความตึงเครียดกับพันธมิตรสำคัญในเอเชีย เช่น อินเดียและจีน ในขณะที่ยังคงผลักดันให้รัสเซียยุติสงครามในยูเครน

ในทางปฏิบัติ แม้จีนจะยังไม่ถึงขั้นโดน “กล่าวโทษ” อย่างเป็นทางการในตอนนี้ แต่สหรัฐก็ยังคงจับตาดูพฤติกรรมในระยะยาว หากจีนเพิ่มการซื้อสินค้าจากรัสเซียต่อ อาจเผชิญกับมาตรการลอร์ดแรงขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทรัมป์มีแนวโน้มผสมผสานระหว่างการใช้กำลังด้านเศรษฐกิจและการเจรจาตรงประเด็น การหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของสหรัฐกับผลของสงครามในยุโรปแม้ดูยุ่งยาก แต่ก็ยังอยู่ในทางที่สามารถจัดการได้ หากไม่มีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมืองโลก การพัฒนาของ U.S.-China Trade War และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลเหล่านี้จะส่งผลถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของเราในอนาคต

ที่มา – ทรัมป์ชะลอคว่ำบาตรมอสโกเพิ่มเติม ยังไม่ “ลงโทษ” จีน ฐานซื้อน้ำมันรัสเซีย

ที่ปรึกษารมว.กต.ซัดล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯอ้างเป็นสื่อรายงานข่าวป้ายสีไทย

กรณีที่มีการรายงานข่าวของ นาย Michael Alfaro ซึ่งอ้างว่าทหารไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาและกีดกันการเดินทางของชาวบ้านนั้น ได้ถูก น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีต่างประเทศ เปิดเผยว่า มีความผิดปกติอย่างมาก

ที่ปรึกษารมว.กต.ซัดล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯอ้างเป็นสื่อรายงานข่าวป้ายสีไทย

จากข้อมูลที่สืบสวนเปิดเผย นาย Alfaro ไม่ใช่ผู้ประกาศข่าวทางการของทำเนียบขาว และไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเขาสังกัดองค์กรข่าวใดเลย โดย น.ส.ชยิกา ระบุว่า ข่าวดังกล่าวไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นข้อเท็จจริง แต่เป็นความเห็นส่วนตัวของบุคคลเท่านั้น

ล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯมีประวัติพ可疑

นอกจากนี้ยังพบว่า เว็บไซต์ส่วนตัวของนาย Alfaro ระบุว่าเขาเป็น ล็อบบี้ยิสต์ ระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ และเป็นเจ้าของบริษัท Capitol Hill & Friends ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นในปีนี้ สิ่งนี้ยิ่งเสริมความสงสัยว่ามีเจตนาบางอย่างเบื้องหลังการเผยแพร่ข่าวนี้

ทีมงานยังได้พิสูจน์ข้อมูลผ่าน WHOIS จากข้อมูลการจดทะเบียนเว็บไซต์ พบว่าอีเมลและเบอร์โทรที่ใช้ระบุไม่น่าเชื่อถือ เช่นเบอร์ +1.2025550131 และอีเมล [email protected] รวมทั้งที่อยู่ที่ระบุเพียงแค่ Plainfield โดยไม่ชี้แจงว่าเป็นรัฐใดระหว่าง New Jersey หรือ Illinois

  • ข้อมูลจากนาย Alfaro ไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นทางการ
  • ไม่มีการยืนยันว่าเป็นผู้สื่อข่าวขององค์กรใด
  • เป็นล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ และไม่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานข่าวสาร
  • เบอร์โทร อีเมล และข้อมูลเว็บไซต์มีความน่าสงสัย

จากการเฝ้าระวังของกองทัพบกไทยก่อนหน้านี้ ได้มีการประณามกัมพูชาเกี่ยวกับข่าวบิดเบือนว่า ไทยเตรียมโจมตีอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพ โดยเฉพาะในจังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่สำคัญจากข่าวเท็จที่เผยแพร่จากบุคคลภายนอก

กรณีนี้เตือนคนไทยให้ตระหนักว่า ข่าวที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียหรือเว็บไซต์ต่างๆ อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะหากมีการกล่าวอ้างให้เกียรติประเทศชาติ หากตรวจสอบพบว่าเป็นความเท็จ ก็ควรสะกิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

หากคุณพบข่าวที่น่าสงสัย ควรแชร์ต่อหลังจากเช็กข้อมูลแล้ว และจำไว้ว่า “ข่าวดี ต้องตรวจสอบตัวจริงเสมอ

ที่มา – ที่ปรึกษารมว.กต.ซัดล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯอ้างเป็นสื่อรายงานข่าวป้ายสีไทย

รพ.นครนายก จัดมหกรรมคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง

โรงพยาบาลนครนายกได้จัดกิจกรรม “มหกรรมคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง (Colonoscopy)” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2568 โดยมี พญ.ธารสาย คล้ายสุบรรณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครนายก เป็นประธานเปิดงาน

รพ.นครนายก จัดมหกรรมคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง

กิจกรรมนี้ไม่เพียงเพื่อระลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระมารดา แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรอง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นโรคร้ายที่สามารถป้องกันและรักษาได้หากพบแต่เนื่องแรก

ใช้เทคโนโลยี FIT Test และ Colonoscopy

โครงการคัดกรองลำไส้ใหญ่ในครั้งนี้ใช้เทคนิคการตรวจเบื้องต้นด้วย FIT Test (Fecal Immunochemical Test) ซึ่งเป็นการตรวจหาเลือดปนในอุจจาระอย่างแม่นยำ หากผลตรวจเป็นบวก ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจยืนยันด้วยวิธีการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) พร้อมทั้งมีการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

วิธีนี้ช่วยลดเวลาในการรอคอยของผู้ป่วย และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลดี เพราะสามารถป้องกันโรคและจับโรคได้ตั้งแต่ช่วงต้น ทำให้อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

กิจกรรมที่ได้รับความร่วมมือจากแพทย์ส่องกล้องจากหลายโรงพยาบาล รวมถึงโรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลต่างๆ ได้ดึงดูดความสนใจจากประชาชนกว่า 5,395 คนที่เข้าร่วมตรวจคัดกรองเบื้องต้น และมีผู้เข้ารับการส่องกล้องจริงจำนวน 350 คน

ทีมแพทย์และพยาบาลจัดเตรียมบรรยากาศให้ความรู้สึกปลอดภัยและเชี่ยวชาญ เป็นมิตรกับผู้เข้ารับบริการทุกคน โดยเน้นด้านมาตรฐานทางการแพทย์ ความรวดเร็ว และความแม่นยำในการวินิจฉัย

ส่งเสริมสุขภาพชุมชนอย่างยั่งยืน

นอกจากจะเป็นกิจกรรมถวายราชกุศลในวันแม่แห่งชาติแล้ว โครงการรพ.นครนายก จัดมหกรรมคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพลำไส้ใหญ่ของคนไทย โดยเฉพาะคนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ

สุขภาพลำไส้ใหญ่มีผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ควรเริ่มจากการป้องกันการเจ็บป่วยตั้งแต่วันนี้ เพราะการตรวจสุขภาพเป็นประจำ คือก้าวแรกในการรักษาตัวเองและคนที่รัก

ไม่รอช้า! อย่ารอให้ป่วยแล้วค่อยมารักษา เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการตระหนักตัวเองก่อน

ที่มา – รพ.นครนายกจัดกิจกรรม มหกรรมคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง (Colonoscopy)

คาร์ราเกอร์ หวั่นหงส์ไม่ได้แชมป์ถ้าไม่แก้สิ่งนี้

เจมี คาร์ราเกอร์ อดีตกองหลังของลิเวอร์พูล หรือที่แฟนบอลไทยรู้จักในชื่อ “แบล็คเซนต์” ออกมายกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการเล่นของทีมในฤดูกาลนี้ โดยระบุอย่างตรงไปตรงว่าลิเวอร์พูลจะไม่มีทางคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้หากยังไม่ปรับปรุงวิธีการเล่นในระบบเกมรับในปัจจุบัน

คาร์ราเกอร์ หวั่นหงส์ไม่ได้แชมป์ถ้าไม่แก้สิ่งนี้

คาร์ราเกอร์ เผยว่าในแมตช์ล่าสุด แม้ว่าทีมจะเป็นฝ่ายชนะ “เซเมนโย” ได้สำเร็จ แต่การแสดงของทีมในช่วงที่ตาม 1-2 นั้นถือว่าไม่ดีเลย โดยเฉพาะช่วงที่มีผู้เล่น “หงส์แดง” ยืนเหนือลูกบอลมากถึง 8 คน ซึ่งในมุมมองของคาร์ราเกอร์ถือว่าผิดหลักการฟุตบอลสมัยใหม่ โดยกล่าวว่า “มันน่าตกใจมาก ในระดับนี้ ไม่มีทางเลยที่จะให้ผู้เล่นยืนเหนือบอลเยอะขนาดนี้”

วิเคราะห์การแสดงของโกนาเต

เขายังชี้เป้า “อิบราฮิมา โกนาเต” ว่ากุนซือและทีมควรเร่งแก้ฟอร์มของเซ็นเตอร์แบ็กรายนี้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในจังหวะที่เสียประตูให้กับเซเมísimo ในครึ่งหลัง ซึ่งคาร์ราเกอร์มองว่า โกนาเต มีบทบาทสำคัญมาก และไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามที่ควรจะเป็นในเกมครั้งนั้น

“เขามีวันที่แย่จริงๆ ในการเล่นเซ็นเตอร์แบ็ก การเล่นในตำแหน่งนี้ต้องใช้สมาธิสูง อีกทั้งต้องมีความมั่นคงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หากขาดบารมีอย่างนี้ แผนรุกของทีมจะพังทลายได้ง่าย” คาร์ราเกอร์ กล่าวเสริม

  • เกมรับของลิเวอร์พูลยังไม่ดีตั้งแต่ช่วงพรีซีซั่น
  • การใช้ฟูลแบ็ก 2 คนที่มีแนวรุกสูง ทำให้เกมรับเสี่ยง
  • รองรับนักเตะกลางสนามที่ใช้เวลาดูบอลมากกว่าช่วยรับ
  • การเซ็นเซ็นเตอร์แบ็กใหม่ไม่ได้แก้ปัญหาต้นตอ

เขายังยกตัวอย่างว่าเกมรับของลิเวอร์พูลเริ่มมีปัญหามานานตั้งแต่ช่วงออฟซีซั่น ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการวางแผนรุกที่ดี แต่หากไม่สามารถควบคุมจังหวะการเสียบอลได้ ทุกอย่างก็อาจต้องพังทลายได้ง่าย พร้อมกล่าวว่า “ผมไม่ชอบความคิดที่ว่าทุกคนจะต้องพุ่งไปข้างหน้าตลอด ฟอร์มของกองหลังเป็นหัวใจหลักของเกมรับ สิ่งที่ลิเวอร์พูลขาดคือความมั่นคงนั่นเอง”

คาร์ราเกอร์ หวั่นหงส์ไม่ได้แชมป์ถ้าไม่แก้สิ่งนี้

ตอกย้ำความกังวลของเขาเพิ่มเติม คาร์ราเกอร์ เผยว่าแนวทางการจัดทีมของชล็อตต์ ยังไม่สามารถพิสูจน์ถึงความสำเร็จในสนามได้ โดยเฉพาะการใช้ “หมายเลข 10” ที่มีแนวโน้มครองบอลมากกว่าที่จะร่วมรับ รวมถึงฟูลแบ็ก 2 ข้างที่มีบทบาทสูงในเกมรุก ทำให้เกมรับของทีมแย่ลงไปเรื่อยๆ

“ถ้าลิเวอร์พูลยังเล่นในรูปแบบเดิมต่อไป และไม่แก้ไขทิศทาง การขึ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้จะเป็นเรื่องยากกว่าที่หลายคนคิดไว้มาก” คาร์ราเกอร์ สรุป

จากการวิเคราะห์ของคาร์ราเกอร์แล้ว ฟอร์มของกองหลังและวิธีจัดการแผนเกมรับของลิเวอร์พูล ถือเป็นจุดอ่อนหลัก ที่ลุ้นชัยชนะในการแข่งขันชั้นแนวหน้าไม่ได้ หากไม่มีการปรับปรุงผู้เล่นในแนวรับและระบบการเล่นโดยรวม

อย่างไรก็ตาม หงส์ยังมีเวลาในการพัฒนาและปรับปรุง แต่หากยังคิดแค่แก้ปัญหาด้วยคว้าเซ็นเตอร์แบ็กคนใหม่มาเสริม คงไม่สามารถตอบโจทย์ในระยะยาวได้ ต้องกลับมาที่โครงสร้างของระบบเกม ตั้งแต่แนวรุกจนถึงแนวรับ เท่านั้นจึงจะก้าวไปคว้าแชมป์ได้ในท้ายทาง

หากคุณเป็นแฟนคลับลิเวอร์พูล อย่าลืมสังเกตความเปลี่ยนแปลงในแนวรับของทีม และติดตามผลงานของโกนาเตในเกมถัดๆ ไป ว่าเขาสามารถขยับขึ้นมาอยู่ในฟอร์มที่ดีได้อีกครั้งหรือไม่

ที่มา – “คาร์ราเกอร์” หวั่นใจ “หงส์” ไม่ได้แชมป์ถ้าไม่แก้สิ่งนี้