ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รวบสองผัวเมียบอส ล่า ‘บัญชีม้า’ ทั่วภาคเหนือ ส่งแก๊งคอลฯ เสียหายกว่า 10 ล้าน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พลตำรวจตรีใหญ่กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 พร้อมผู้บริหารระดับสูงหลายคน ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนพิเศษร่วมมือกันจับกุมคู่สามีภรรยาที่มีพฤติกรรมแปลก suspicious โดยเฉพาะในเรื่องการจัดหาบัญชีปลอมหรือที่เรียกกันว่า ‘บัญชีม้า‘ เพื่อใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายภายใต้การดำเนินการของกลุ่มขบวนการที่เชื่อมโยงกับคอลเซ็นเตอร์

รวบสองผัวเมียบอส ล่า ‘บัญชีม้า’ ทั่วภาคเหนือ ส่งแก๊งคอลฯ เสียหายกว่า 10 ล้าน

เหตุการณ์เกิดขึ้นภายหลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียดของผู้สืบสวน ทำให้สามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัย 2 คนซึ่งเป็นสามีและภรรยาอาศัยกันอยู่ในตำบลแม่สาย จังหวัดเชียงราย และมีพฤติกรรมน่าเอารัดเอาใจสงสัยอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับรายได้ที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้อย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องรถยนต์หรูหราและเงินสดจำนวนมากที่ไม่สอดคล้องกับสถานะทางการเงินที่เคยทราบมาก่อนหน้านี้

กระบวนการจับกุมและการแจ้งข้อหา

ในการจัดการครั้งนี้ พลตำรวจตรีอมรศักดิ์ เกษมก์สิริ พลตำรวจตรีณัฐวุฒิ ภาคภูมิ รวมถึงพลตำรวจตรีเดชพล เปรมศิริ ผู้บังคับการกองสืบสวนสอบสวนพิเศษภาค 6 ได้ลงพื้นที่เพื่อดำเนินการควบคุมตัวตามหมายจับที่ออกโดยศาลยุติธรรมแล้ว พร้อมกับยึดของกลางอันเป็นรูปธรรมจำนวนมาก ซึ่งรวมถึง เงินสดจำนวนหนึ่งล้านบาท รถยนต์แบรนด์หรู 1 คัน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

  • จับกุมที่ร้านสะดวกซื้อในบางซื่อ
  • พบเงินสดมากกว่าหนึ่งล้านบาท
  • ของกลางรถยนต์หรู 1 คัน
  • ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการแก่กลุ่มคอลเซ็นเตอร์
  • หลักฐานทางดิจิทัลเกี่ยวกับการร่วมมือกับผู้ใช้งานบัญชีม้า

จากการสอบสวนเบื้องต้นภายหลังการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ พบว่า นางสาววิลาสินี และนายธนพล เคยถูกดำเนินคดีมาก่อนหน้านี้ภายใต้ความผิดที่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือรับรองความสมบูรณ์ และเลขประจำตัวประชาชนของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งการกระทำในครั้งนี้มีผลพวงสำคัญถึงมูลค่าความเสียหายทางธุรกิจของธนาคารและหน่วยงานภาครัฐซึ่งสูญเสียรวมมากกว่าสิบล้านบาท

กรณีดังกล่าวถือว่าน่าเป็นห่วงเพราะมีรูปแบบการดำเนินการที่รอบคอบและมีการจำแนกบทบาทของสมาชิกอย่างชัดเจนภายในกลุ่ม ในฐานะให้บริการทางเทคนิค администrtive และ personnel management เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บริการจากการควบคุมของเจ้าหน้าที่สามารถกระทำได้โดยไม่ถูกระบุตัวจริง ส่งผลให้การปราบปรามโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม (สภ.) ต้องใช้เวลาเตรียมแผนอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ผู้กระทำหลบหนีได้ง่าย

โดยผลสรุปจากการสำนวณข้อมูล backend system ของธนาคารแห่งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า มีบัญชีเงินฝากที่ได้รับโอนเข้ามาจากชื่อบุคคลที่เป็นบัญชีม้ามากกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนทั้งหมดในภาคเหนือ ซึ่งถือว่ามีความเสียหายต่อประชาชนในระดับกว้างขวาง รัฐบาลจึงยังไม่สงบและมุ่งมั่นที่จะแสวงหาแนวทางในการป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในลักษณะเดียวกันได้อีก

ข้อหาที่ถูกแจ้งต่อผู้ต้องหาครั้งนี้ประกอบไปด้วย: “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน” ซึ่งสามารถเพิ่มโทษได้ถึงจำคุกในอัตราสูงสุดกรณีตามหลักกฎหมายที่ใช้บังคับในประเทศไทย

เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามไปยังเครือข่ายอื่นๆ ที่อาจร่วมมือหรือมีส่วนเชื่อมโยงกับคู่กรณี ทั้งในด้านการสนับสนุนทางเทคโนโลยี ทางด้านบุคลากร และในด้านแหล่งที่มาของโปรไฟล์ที่ถูกใช้ เป็นต้น ความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงถือเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงและความน่าเชื่อถือให้แก่ระบบบริการเริ่มต้นทางดิจิทัลในประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของเครือข่ายขบวนการหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ตที่มีองค์ประกอบซับซ้อนและนำมาซึ่งผลกระทบตามมาอย่างทรงพลัง หากไม่วางโครงสร้างความปลอดภัยและวางแผนป้องกันได้อย่างทั่วถึง เหตุการณ์เหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีกได้

ให้ประชาชนตื่นตัวและตรวจสอบบัญชีในชื่อตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากพบช่องโหว่ร้ายแรงจะช่วยลดโอกาสความเสียหายจากกลุ่มอาชญากรใช้ข้อมูลของคุณในการกระทำผิดได้

ที่มา – รวบสองผัวเมียบอส ล่า ‘บัญชีม้า’ ทั่วภาคเหนือ ส่งแก๊งคอลฯ เสียหายกว่า 10 ล้าน

ตม.3 รวบ 4 หมายจับคนไทย-ต่างชาติ ฉ้อโกง-ยักยอกทรัพย์-หนีควบคุมตัว

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) การระดมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในช่วงวันที่ 15-24 ส.ค.68 ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดย พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่ 3 (ตม.3) ได้สั่งการร่วมกับ พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพะยอม และ พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง รอง ผบก.ตม.3 ร่วมกับ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผู้กำกับกองสืบสวน (ผกก.สส.บก.ตม.3) แบ่งชุดปฏิบัติการเป็น 4 ชุด เพื่อดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับอย่างมีประสิทธิภาพ

ตม.3 รวบ 4 หมายจับคนไทย-ต่างชาติ ฉ้อโกง-ยักยอกทรัพย์-หนีควบคุมตัว

จากการวางแผนและดำเนินการอย่างรอบคอบในวันเดียว ตม.3 สามารถดำเนินการจับกุมได้ถึง 4 หมายจับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:

  • นายเดชา (สงวนนามสกุล) อายุ 58 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี กล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” ร่วมกับความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ (กรณีบัญชีม้า) ความเสียหายกว่า 400,000 บาท
  • นายเจี้ยนเหิง (Mr. Jianheng Xia) อายุ 29 ปี สัญชาติจีน ตามหมายจับศาลแขวงพัทยา กล่าวหาว่า “ยักยอกทรัพย์” ความเสียหายกว่า 400,000 บาท
  • นายสุนทร (สงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดไชยา กล่าวหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ (บัญชีม้า) ความเสียหายกว่า 200,000 บาท
  • นายวัน เหงียน ลูเยน (MR. NGUYEN VAN LUYEN) อายุ 30 ปี สัญชาติเวียดนาม ตามหมายจับศาลแขวงสมุทรปราการ กล่าวหาว่า “หลบหนีในระหว่างถูกควบคุมตัว” ความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง

เป้าหมายของตม.3 ในการจับกุมผู้ต้องหา

พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ กล่าวว่า การระดมจับกุมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่มุ่งเน้นการปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะอาชญากรรมเทคโนโลยี เช่น บัญชีม้า และพฤติกรรมการฉ้อโกงที่กระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

กรณีผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า มักจะมีพฤติกรรมที่ทั้งกระทำในหลายพื้นที่ สร้างความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายหลายคน การออกตัวอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคม

นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติ โดยแสดงให้เห็นว่าบ้านเมืองเราไม่ยอมให้อาชญากรรมใดๆ ลุกลาม และมีระบบการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ

การจับกุมในวันแรกก็สามารถดำเนินการได้ถึง 4 หมายจับ ซึ่งเป็นผลดีของความร่วมมือในหน่วยงาน และการวางกลยุทธ์ตั้งแต่การระดมข้อมูลจนถึงการเข้าจับกุมจริง คาดว่าจะมีการจับกุมเพิ่มขึ้นอีกมากในช่วงการปฏิบัติการ 10 วันที่กำลังจะเกิดขึ้น

หากคุณต้องการข้อมูลเกี่ยวกับกรณีความผิดในลักษณะนี้ เพื่อป้องกันตนเองจากความเสียหาย ควรศึกษาข้อมูล และหลีกเลี่ยงช่องทางที่อาจเป็นภัยต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนตัวของคุณ

ที่มา – ตม.3 รวบ 4 หมายจับคนไทย-ต่างชาติ ฉ้อโกง-ยักยอกทรัพย์-หนีควบคุมตัว

‘หลวงพ่ออลงกต’ สั่งเคลียร์ปมกรรมสิทธิ์ที่ดิน ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายวีระ จำลอง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อมูลวัดพระบาทน้ำพุ โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมลงพื้นที่เพื่อเข้าพบกับ “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัด เพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชีรายจ่ายของวัด รวมถึงการบริจาคต่างๆ ซึ่งท่านได้ชี้แจงให้เห็นภาพการใช้จ่ายเพื่อการบริหารงานต่างๆ ของมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง

‘หลวงพ่ออลงกต’ สั่งเคลียร์ปมกรรมสิทธิ์ที่ดิน ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ผลสรุปจากการพบปะดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อติดตามแนวทางการดำเนินการต่อไป ที่สำคัญ หลวงพ่ออลงกต ยืนยันว่าจะมีแถลงข่าวอย่างเป็นทางการโดยทีมกฎหมายในวันที่ 17 สิงหาคม ที่วัดพระบาทน้ำพุ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ

กรรมสิทธิ์ที่ดิน ปมซับซ้อน ต้องเคลียร์ภายใน 30 วัน

นอกจากนี้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะสงฆ์ โดยมีพระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด เป็นประธาน ยังได้ลงพื้นที่สอบถามข้อมูลอย่างละเอียด โดยพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินของมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับวัด ซึ่งในบางรายถูกจดทะเบียนในนามบุคคล ทำให้เกิดข้อครหาทางการเงินและการบริหาร

โดย ‘หลวงพ่ออลงกต’ ได้รับทราบปัญหานี้อย่างจริงจัง และได้ตอบรับอย่างชัดเจนว่าจะรีบดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน พร้อมทั้งจะรายงานผลการดำเนินงานให้คณะสงฆ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบอย่างเป็นทางการ

  • เอาจริงเอาจังกับการตรวจสอบข้อมูลทางการเงินภายในวัด
  • มุ่งเน้นความโปร่งใสในการถือครองที่ดินของมูลนิธิ
  • เป้าหมายคือความชัดเจนในขั้นตอนภายใน 30 วัน

การตัดสินใจครั้งนี้ของ ‘หลวงพ่ออลงกต’ ถือเป็นก้าวสำคัญต่อความโปร่งใสในการบริหารจัดการทรัพย์สินของศาสนสถาน และเป็นการตอบโจทย์ต่อข้อสงสัยของสังคมอย่างชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับสถาบันศาสนาที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

ที่มา – ‘หลวงพ่ออลงกต’ สั่งเคลียร์ปมกรรมสิทธิ์ที่ดิน ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

รัฐแคลิฟอร์เนียประกาศแผนแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ โต้ทรัมป์

รัฐแคลิฟอร์เนียเตรียมประกาศแผนแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ เพื่อเป็นการตอบโต้แนวทางการแบ่งเขตเลือกตั้งของรัฐเทกซัส ซึ่งคาดว่าเอื้อต่อพรรครีพับลิกัน โดยมีเป้าหมายในการรักษาความยุติธรรมของการเลือกตั้งและไม่ให้เกิดการ “เจอร์รี แมนเดอริง” หรือการแบ่งเขตเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

รัฐแคลิฟอร์เนียประกาศแผนแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เพื่อต่อต้านแนวทางรีพับลิกัน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ว่านายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ประกาศแผนจัดตั้งเขตเลือกตั้งชั่วคราวสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยจะนำอำนาจไปสู่คณะกรรมการอิสระ แทนที่จะปล่อยให้คณะกรรมการที่อิงพรรคการเมืองควบคุมกระบวนการนี้

นิวซัมน้อยใจว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งแบบใหม่จะช่วยยกเลิกผลที่เกิดจากรัฐเทกซัสภายใต้แรงผลักดันของผู้นำพรรค共和 อย่างทรัมป์ ซึ่งพยายามกำหนดเขตเลือกตั้งเพื่อทำให้พรรครีพับลิกันได้เปรียบในสภาผู้แทนราษฎร

เหตุใดรัฐแคลิฟอร์เนียต้อง “โต้” แผนแบ่งเขตเลือกตั้งของเทกซัส?

พรรคเดโมแครตมองว่าแผนการแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรครีพับลิกันเป็นความพยายามที่โจ่งแจ้งในการแบ่งเขตแบบเอื้อประโยชน์ เพื่อแย่งชิงเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งกลางเทอมปีหน้า โดยพรรครีพับลิกันขณะนี้ครองสภานิติบัญญัติแห่งสหรัฐด้วยเสียงข้างมากเพียง 7 เสียงเท่านั้น

โดยเฉพาะเมื่อนายเกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าราชการรัฐเทกซัส สั่งการแบ่งเขตแบบ “เจอร์รี แมนเดอริง” เพื่อ “หาที่นั่งให้ทรัมป์ 5 ที่” นั้น ถือเป็นประกายที่กระตุ้นให้รัฐแคลิฟอร์เนียเร่งดำเนินการรับมือทันที

  • รัฐแคลิฟอร์เนียเรียกร้องให้คณะกรรมการอิสระเข้าควบคุม
  • ต่อต้านการแบ่งเขตเพื่อผลประโยชน์พรรค
  • ป้องกันการ “เจอร์รี แมนเดอริง” เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

นายเกวิน นิวซัมกล่าวชัดเจนว่าแผนนี้เป็นการรักษาความเป็นธรรมให้กับการเมืองในสหรัฐฯ และให้ความมั่นใจว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนจะมีเสียงมีค่าเท่ากัน โดยเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันที่ 4 พ.ย. นี้ ออกเสียงลงคะแนนเพื่ออนุมัติแผนแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ที่เอื้อต่อความยุติธรรมมากขึ้น

หากแนวคิดนี้ผ่านการรับรอง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ส่งผลต่อโครงสร้างการเมืองของสหรัฐฯ และอาจกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้รัฐอื่นๆ ออกมาเรียกร้องให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างเที่ยงธรรมเช่นกัน

ในยุคที่เสียงประชาชนต้องถูกเคารพอย่างแท้จริง การปรับปรุงเขตเลือกตั้งจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของการเลือกตั้งที่ซื่อสัตย์ รัฐแคลิฟอร์เนียอาจกลายเป็นผู้นำทางการเมืองด้วยโหวดของประชาชนที่เลือกความยุติธรรม

ที่มา – รัฐแคลิฟอร์เนียเดินเกมโต้ทรัมป์ ประกาศแผนแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่

กองทัพภาค 2 เผย พบโดรนข้ามแดน 50 ลำ ตรวจจับแสงอินฟราเรด คาดข้าศึกเพิ่มกำลังพล

กองทัพภาค 2 เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ได้ตรวจพบ โดรนข้ามแดน ของฝ่ายตรงข้ามจำนวน 50 ลำ รวมถึงจุดแสงอินฟราเรดที่เคลื่อนที่ในพื้นที่ใกล้จุดตรวจชายแดน ซึ่งคาดว่าเป็นการเพิ่มกำลังพลจากข้าศึก

กองทัพภาค 2 เผย พบโดรนข้ามแดน 50 ลำ ตรวจจับแสงอินฟราเรด คาดข้าศึกเพิ่มกำลังพล

จากสถานการณ์ล่าสุด ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า ในช่วงเวลา 14.00 น. พบ โดรนข้ามแดน ในพื้นที่ชายแดนจำนวน 37 ลำ และอีก 13 ลำในพื้นที่ด้านใน ขณะเดียวกันยังตรวจพบแสงอินฟราเรด 10 จุด ที่เคลื่อนที่ขึ้นเขาพนมประสิทธิโส สูงจากจุดตรวจราว 1-2 กิโลเมตร

สถานการณ์โดยรวม

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการรวมตัวเพิ่มกำลังของฝ่ายตรงข้าม โดยกองทัพไทยยืนยันว่าจะยังคงตรึงกำลังที่ฐานปฏิบัติการอยู่ในเขตอธิปไตย และพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างรอบคอบตามแนวทางการประชุม GBC ที่ผ่านมา

  • ตรวจพบโดรนข้ามแดน 50 ลำ
  • พบสัญญาณอินฟราเรด 10 จุด
  • มีการเคลื่อนที่ขึ้นภูเขาพนมประสิทธิโส
  • คาดว่าเป็นการเพิ่มกำลังพลจากข้าศึก

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ในพื้นที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 00.45 น. วันเดียวกัน โดยมีรายงานว่ามีกำลังพลทหารใช้อาวุธปืนยิงใส่ประชาชนในพื้นที่ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย

การสอบสวนและการสูญเสียกำลังพลทางทหาร

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า พลทหารรายหนึ่งชื่อ พลฯ รัฐภูมิ เทพศิริ สังกัด ร้อย.ร.1623 ได้ออกจากตำแหน่งโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมนำอาวุธปืน M16 และกระสุนไปด้วย หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่พบศพของพลทหารรายนี้นอนอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ โดยนำปืนไว้ข้างกายและมีอาการว่าได้อัตวินิบาตกรรม

ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังสอบสวนสาเหตุและแรงจูงใจอย่างละเอียด และเตรียมรายงานข้อเท็จจริงต่อหน่วยบัญชาการอย่างเป็นทางการ

ด้านความร่วมมือจากองค์กรด้านสังคมพลเมือง ได้มีการปฏิบัติงานจิตอาสาโดย ศูนย์ปฏิบัติการจิตอาสา (จอส.) พระราชทานในพื้นที่ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ โดยร่วมดำเนินการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย และให้การเยียวยาแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ย้ำเตือนประชาชนให้รับข้อมูลจากช่องทางทางการเท่านั้น เพื่อความถูกต้องและความปลอดภัยร่วมกัน

เหตุการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของทหารไทยในพื้นที่ชายแดนและแนวทางการปฏิบัติอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก

ที่มา – กองทัพภาค 2 เผย พบโดรนข้ามแดน 50 ลำ ตรวจจับแสงอินฟราเรด คาดข้าศึกเพิ่มกำลังพล

พรรคไทยสร้างไทย ไม่เห็นชอบงบประมาณปี 2569

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา พรรคไทยสร้างไทย ได้ประกาศมติไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ร่างงบประมาณฉบับดังกล่าว ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ประเทศ ในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรที่ยังขาดความโปร่งใส

พรรคไทยสร้างไทย เผยว่า ตัวร่างงบประมาณไม่สามารถสะท้อนถึงปัญหาหลักที่ประชาชนและประเทศชาติกำลังเผชิญ เช่น เศรษฐกิจที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง รวมไปถึงความท้าทายในเวทีโลก ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์อย่างแท้จริง

พรรคไทยสร้างไทย ไม่เห็นชอบงบประมาณปี 2569

ทั้งนี้ พรรคเสนอว่า งบประมาณควรพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยมีหลักสำคัญคือ ความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และต้องมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ แทนที่จะเป็นการ ทุ่มงบประมาณปี 2569 ไปกับโครงการที่ให้ผลตอบแทนในระยะสั้นหรือบางกลุ่มเฉพาะ

นอกจากนี้ พรรคไทยสร้างไทย ยังมองว่ากระบวนการพิจารณางบประมาณ ไม่ได้รับความเอาใจใส่เพียงพอจากทุกฝ่าย ทั้งในระดับอนุกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่เพราะการอภิปรายหรือการตั้งข้อสงสัยมักถูกมองข้าม ทำให้ไม่มีความชัดเจนเพียงพอต่อสภาผู้แทนราษฎรและประชาชน

มาตรวัดความโปร่งใสของงบประมาณ

พรรคไทยสร้างไทย เตือนว่า หากงบประมาณฉบับนี้ผ่านโดยไม่มีการปรับปรุง จะทำให้ประเทศเสี่ยงต่อวิกฤตต่าง ๆ มากขึ้น เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ การเงิน และภัยพิบัติธรรมชาติ ซึ่งภาครัฐจะมีพื้นที่ทางคลังจำกัด ในการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ

  • โครงสร้างงบประมาณ ที่ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์
  • การกระจายเงินทุน ที่ไม่เท่าเทียมในระดับท้องถิ่น
  • การพิจารณางบประมาณ ที่ขาดความโปร่งใส

จากการวิเคราะห์ดังกล่าว พรรคไทยสร้างไทย ยืนยันการมีมติไม่เห็นชอบต่อร่างงบประมาณปี 2569 พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวน และปรับปรุงแผนการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ทั้งยังย้ำว่าเงินภาษีของประชาชนต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งหมดนี้เป็นเสียงสะท้อนจากพรรคที่ต้องการเห็น งบประมาณปี 2569 ที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ และยึดมั่นในหลักความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

หากคุณเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดสรรงบประมาณ ควรตั้งคำถามใหม่ ๆ ว่าเงินที่ใช้ไป เกิดประโยชน์เพียงพอหรือยัง? และหากคุณเป็นประชาชน อย่าลืมติดตาม พูดคุย และตั้งคำถามเพื่อความโปร่งใสของประเทศของเรา

ที่มา – พรรคไทยสร้างไทย เผย ไม่เห็นชอบงบประมาณปี 2569 ชี้ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ประเทศ

แทงค์ 500 ดีเซล Black Warrior พรีเมียมทรงพลัง

GWM (Thailand) ได้เปิดตัว NEW GWM TANK 500 DIESEL ล็อตแรกเมื่อ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา และเริ่มทยอยส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วประเทศ โดยเฉพาะรุ่นไฮไลต์อย่าง Black Warrior ที่ยกมาตรฐานใหม่ในตลาดเอสยูวีพรีเมียม 7 ที่นั่ง สู่การเป็นรถยนต์ที่มีความล้ำหน้าทั้งดีไซน์ เทคโนโลยี และขุมพลังดีเซล 2.4T เจนใหม่ที่ออกแบบเพื่อผู้นำยุคใหม่

แทงค์ 500 ดีเซล Black Warrior พรีเมียมทรงพลัง

NEW GWM TANK 500 DIESEL รุ่น Black Warrior ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ที่แสวงหาความโดดเด่น ลึกลับ และพรีเมียม ด้วยดีไซน์ที่เน้นโทนสีดำล้วน เสริมความแข็งแกร่งและหนักแน่นผ่านรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูทันสมัยและคะแนนดีไซน์สูง ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟหน้า-ไฟท้ายแบบรมดำ รวมไปถึงล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 20 นิ้ว ที่ช่วยเน้นมิติและให้ดีไซน์ดุดันมากยิ่งขึ้น

ห้องโดยสารสไตล์สุดพรีเมียม

ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นเบาะหนัง Nappa ที่ให้ความนุ่มนวลระดับพรีเมียม พร้อมระบบเบานวดไฟฟ้า และระบบระบายอากาศในที่นั่งด้านหน้าและแถวสอง ส่งเสริมให้ผู้โดยสารทุกคนได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ผ่อนคลายและสบายอย่างแท้จริง

หน้าจอคู่แบบอินเทอร์แอคทีฟ ขนาดใหญ่สูงสุด 14.6 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง 12 ตำแหน่ง และระบบชาร์จไร้สาย 50W ทำให้ห้องโดยสารกลายเป็น Smart Lounge ที่รองรับทั้งงานและความบันเทิง เสริมด้วยกระจกสองชั้นและระบบ Active Noise Cancellation ที่ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี

ขุมพลังดีเซล 2.4T หนุนสมรรถนะ

ขับเคลื่อนรถด้วยหัวใจหลักของ แทงค์ 500 ดีเซล Black Warrior คือเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนใหม่ ที่สามารถผลิตแรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ในรอบต่ำเพียง 1,500–2,500 รอบ/นาที พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ช่วยให้การเร่งเครื่องและตอบสนองของเครื่องยนต์มีประสิทธิภาพสูงสุด

ในรุ่นสองล้อ (2.4T ULTRA) จะมีโหมดการขับขี่ 3 โหมด คือ ปกติ สปอร์ต และประหยัด ส่วนรุ่น 4WD (2.4T ULTRA 4WD) มีมากถึง 8 โหมด พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Tank Turn และ Off-road Cruise Control ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจและความสามารถในการขับขี่ทุกเส้นทาง

สีสันเฉพาะตัว สื่อบุคลิกผู้นำ

NEW GWM TANK 500 DIESEL วางจำหน่ายใน 3 รุ่นย่อย พร้อมสีภายนอกทั้งสีขาว สีเทา และ Black Warrior (เฉพาะรุ่น 2.4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD) ภายในตกแต่งด้วยโทนดำสุดพรีเมียม ผสานกับข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ที่ออกรถ 500 ท่านแรก โดยทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของ GWM ที่ผลักดันให้รถยนต์แต่ละคันเป็นมากกว่าแค่เครื่องจักร แต่เป็นตัวตนของผู้ขับขี่อย่างแท้จริง

หากคุณกำลังมองหารถที่มีความล้ำหน้าทั้งดีไซน์ เทคโนโลยี และประสิทธิภาพ เรามั่นใจว่า แทงค์ 500 ดีเซล Black Warrior พรีเมียมทรงพลัง คือคำตอบสำหรับคุณ นี่ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือการเดินทางที่สื่อถึงรสนิยมและสไตล์แห่งการเป็นผู้นำ

ที่มา – แทงค์ 500 ดีเซล Black Warrior พรีเมียมทรงพลัง

‘ไอติม’หวังลดงบสภา 800 ล้าน สร้างบรรทัดฐานป้องกันภาษีประชาชน

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการงบประมาณ ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปรับลดงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งถือเป็นการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อป้องกันการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินอย่างสิ้นเปลือง สำหรับปีงบประมาณนี้ คณะกรรมการฯ ได้มีมติปรับลดงบประมาณในหน่วยงานของรัฐสภาถึง 880 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าอยู่ในช่วงเศรษฐกิจที่ยากลำบาก หากสามารถใช้ภาษีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ประเทศผ่านวิกฤตได้เร็วขึ้น

‘ไอติม’หวังลดงบสภา 800 ล้าน สร้างบรรทัดฐานป้องกันภาษีประชาชน

ในวาระการประชุมกระทรวงของรัฐสภา น.ส.กนกกาญจน์ วิลาวัณย์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ไอติม วิลาวัณย์’ ได้แสดงความเห็นว่าการปรับลดงบประมาณครั้งนี้ถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ เน้นย้ำว่าถึงแม้จะยังไม่เป็นไปตามที่พรรคประชาชน (ปชน.) เห็นว่าควรจะลด แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง บรรทัดฐานในการใช้เงินภาษี อย่างประหยัด และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

โครงการไหนถูกตัด 100%?

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถูกปรับลดงบประมาณมากที่สุด ส่งผลให้หลายโครงการถูกตัดงบทั้งหมด เช่น โครงการปรับปรุงศาลาแก้ว ที่มีวงเงิน 123 ล้านบาท และ โครงการปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ อีก 118 ล้านบาท ซึ่งมีการตัดออกทั้งยวง เพราะคณะกรรมการมีมติว่าไม่จำเป็นต้องใช้งบเป็นจำนวนมากในขณะที่วัตถุประสงค์สามารถหาวิธีจำกัดการใช้จ่ายได้

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ได้รับการพิจารณาปกป้อง เช่น ระบบภาพยนตร์ 4D ในห้องบรรยายใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกตั้งงบไว้ค่อนข้างสูง แต่มีการปรับลดลง 70% โดยตัดระบบ 4D ออกจากงบประมาณได้ 126 ล้านบาท และ การจัดซื้อจอ LED ทั้งภายในและภายนอกรัฐสภา ก็ถูกปรับลดลง 80% เช่นกัน

งบไหนน่าสงสัย?

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ยังคงมีโมเดลการใช้จ่ายบางรายการที่อาจไม่เป็นไปตามหลักบริหารงบประมาณอย่างเข้มงวด เช่น งบเดินทางไปต่างประเทศ หรือ การพัฒนาแอปพลิเคชัน ที่ซ้ำซ้อนกับระบบเดิมที่มีอยู่แล้ว

เขาเสนอว่าหากสามารถรวมทรัพยากรระหว่างสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับสำนักเลขาธิการวุฒิสภาได้ จะสามารถลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนได้อีก นับเป็นแนวทางที่น่าพิจารณาเมื่ออยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน

ในทางเดียวกัน นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส. กทม. พรรค ปชน. ได้กล่าวถึงการปรับปรุงห้องจัดเลี้ยงโซนซี ซึ่งถูกขอลดงบประมาณ 21 ล้านบาท พร้อมแจ้งรายละเอียดงานที่เกือบจะใช้พื้นทั้งหมดทำใหม่ ทั้งที่ยังใช้งานได้อยู่ พร้อมลิสต์วัสดุและค่าใช้จ่ายที่ดูแปลกาก เช่น เก้าอี้นั่งรับประทานอาหารแบบหลุยส์ ราคาเก้าอี้ละ 25,000 บาท เสียดายแรงงานประชาชนที่จ่ายภาษีให้โครงการเหล่านี้ดำเนินต่อไปได้

เรียกร้องความเท่าเทียมในงบอาหาร

ด้าน นายสกล สุทรวาณิชย์กิจ ส.ส. ปทุมธานี พรรค ปชน. ได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณเฉพาะด้านอาหารเลี้ยงเจ้าหน้าที่ภายในรัฐสภา หลังพบว่าราคางบอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแตกต่างกันอย่างชัดเจน และเจ้าหน้าที่ฟันเฟืองของการประชุมไม่ได้รับการบริโภคแบบเท่าเทียม อย่างไรก็ตามเขาเสนอให้ใช้ส่วนที่เงินงบประมาณลดลงพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกภายในที่ประชุมให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ทุกกลุ่ม

ตอกย้ำการตัดงบด้วยมุมมองจากฝ่ายรัฐสภา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกมธ.เสียงข้างมาก เสนอให้นำร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 ที่ร่างโดยนายกรัฐมนตรีเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างหลักประกันว่าการประชุมสภาองค์ประชุมครั้งนี้มีความสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ ด้วยแนวทางแบบนี้ อาจช่วยให้การใช้งบประมาณทุกภาคส่วนของสภาเป็นไปในเส้นทางที่โปร่งใสและเข้มแข็งมากขึ้น

ในปีนี้เราได้เห็นการร่วมมือของคณะกรรมการทุกฝ่าย ในการปรับลดงบประมาณส่วนราชการระดับสภารัฐสภา ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับerialized มองโดยรวมแล้ว หากแต่ละภาครัฐยังคงแย่งกันเสนอแนวทางลดงบอย่างจริงจังและมีเหตุผล ปีหน้าประชาชนจะได้สัมผัสความแตกต่างอย่างชัดเจนในภาพรวม

หากคุณยังมีข้อสงสัยว่าเงินภาษีที่จ่ายไปใช้ไปไหน มาเยี่ยมเยียนรัฐสภาและให้ความสนใจในแต่ละรายละเอียดงบประมาณ จะทำให้เราเป็นเจ้าของสิทธิ์ในการจัดสรรงบประมาณด้วยความรับผิดชอบ

ที่มา – ‘ไอติม’หวังปรับลดงบสภาปีนี้มากสุด 800 ล้าน สร้างบรรทัดฐานป้องภาษีประชาชน

อบจ.สมุทรสงคราม เตรียมอัดงบ 48 ล้านปรับสนามกีฬา-สร้างอาคารเรียนใหม่

องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรสงคราม เดินหน้าขับเคลื่อนแผนพัฒนาท้องถิ่นระยะ 5 ปี ภายใต้กรอบระยะเวลา พ.ศ. 2566-2570 อย่างมุ่งมั่น โดยได้มีการพิจารางบประมาณรวมกว่า 191 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการสำคัญหลายด้าน ทั้งการปรับปรุงสนามกีฬาและการก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และรองรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาในพื้นที่อย่างยั่งยืน

อบจ.สมุทรสงคราม เตรียมอัดงบ 48 ล้านปรับสนามกีฬา-สร้างอาคารเรียนใหม่

ในการประชุมสภาสมัยสามัญ สมัยที่ 2 ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568 ที่มีนายสายันต์ ส่องพราย ประธานสภา อบจ.สมุทรสงคราม เป็นประธานเปิดการประชุม ได้รับการพิจารณาแผนพัฒนาท้องถิ่นเพิ่มเติม ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ยุทธศาสตร์หลัก ครอบคลุมโครงการสำคัญทั้งสิ้น 36 โครงการ โดยมีวงเงินรวมกว่า 191 ล้านบาท

ยุทธศาสตร์สำคัญที่จัดสรรงบประมาณ

  • ยุทธศาสตร์ที่ 1: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จำนวน 25 โครงการ งบประมาณ 108.89 ล้านบาท
  • ยุทธศาสตร์ที่ 2: ส่งเสริมคุณภาพชีวิต การศึกษา ศาสนา กีฬา วัฒนธรรม จำนวน 5 โครงการ งบประมาณ 65.36 ล้านบาท
  • ยุทธศาสตร์ที่ 3: สนับสนุนเกษตรกรรม การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว จำนวน 2 โครงการ งบประมาณ 1.6 ล้านบาท
  • ยุทธศาสตร์ที่ 4: พัฒนาระบบบริหารกิจการบ้านเมือง จำนวน 4 โครงการ งบประมาณ 16.05 ล้านบาท

นายเจษฎา ญาณประภาศิริ นายก อบจ.สมุทรสงคราม ได้ชี้แจงว่าหนึ่งในโครงการสำคัญที่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณของปีงบประมาณ 2569 คือการปรับปรุงสนามกีฬา อบจ.สมุทรสงคราม ด้วยวงเงิน 48 ล้านบาท ซึ่งจะใช้สำหรับปรับปรุงสภาพแวดล้อม เช่น การติดตั้งไฟส่องสว่าง อัฒจรรย์ รั้วสนาม เสาธง อาคารแบดมินตัน ระบบระบายน้ำ พื้นลาน ระบบไฟฟ้า และถังน้ำใต้ดิน เพื่อให้สามารถรองรับกิจกรรมกีฬาและออกกำลังกายของประชาชนได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ยังได้วางแผนก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดเกตการาม (พรหมสุวัฒน์วิทยาคาร) ในอำเภอบางคนที ด้วยวงเงิน 9.62 ล้านบาท เพื่อให้การเรียนรู้ของนักเรียนในพื้นที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผู้บริหารเผยเป้าหมายที่สำคัญของ อบจ.สมุทรสงคราม

ด้วยการจัดสรรงบประมาณในระดับนี้ ที่ประชุมสภาได้เห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รวมทั้งสิ้น 230 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างมีคุณภาพ โดยแบ่งสัดส่วนงบประมาณตามรายละเอียดดังนี้

  • ด้านบริหารทั่วไป: 84.8 ล้านบาท
  • ด้านบริการชุมชนและสังคม: 59.7 ล้านบาท
  • ด้านเศรษฐกิจ: 57.8 ล้านบาท
  • ด้านการดำเนินงานอื่นๆ: 27.5 ล้านบาท

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบในการคืนค่าปรับให้แก่ผู้ประกอบการ 19 ราย จำนวน 2.3 ล้านบาท จากเงินสะสมปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือช่วงสถานการณ์โควิด-19 เพื่อบรรเทาภาระและกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น

การพัฒนาท้องถิ่นในระยะยาวของ อบจ.สมุทรสงคราม นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ และเป็นก้าวที่มั่นคงต่อไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในหลากหลายด้าน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เข้าใจถึงคุณค่าของการศึกษา และการพัฒนาชุมชนอย่างมีคุณภาพ การติดตามแผนงานสำคัญของ อบจ.สมุทรสงคราม จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในระดับท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน

ที่มา – อบจ.สมุทรสงคราม เดินหน้าแผนพัฒนาท้องถิ่น 5 ปี เตรียมอัดงบ 48 ล้าน ปรับโฉมสนามกีฬา-สร้างอาคารเรียนใหม่ 9.6 ล้าน

คดีลุงพล-น้องชมพู่: พฤติการณ์ลุงพลชัดเจนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค4

คดีลุงพล-น้องชมพู่ ถือเป็นคดีที่สร้างความสะเทือนขวัญให้สังคม และเป็นประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อเร็วๆ นี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค4 ได้ออกมาสรุปผลคดีอย่างชัดเจนว่า “พฤติการณ์ลุงพล” นั้นมีความผิดและเชื่อมโยงกับการสูญหายและการเสียชีวิตของน้องชมพู่ อย่างไร้ข้อกังขา

คดีลุงพล-น้องชมพู่ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ที่บ้านพักของครอบครัวผู้เสียหายในอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร เพราะน้องชมพู่ วัย 11 ขวบ ได้หายตัวไปจากบ้านโดยปริศนา จนกระทั่งพลิกโผเป็นคดีฆาตกรรมที่สะเทือนโลก เมื่อพบศพเด็กหญิงบนยอดเขาภูเหล็กไฟ ท่ามกลางหลักฐานหลายชิ้นที่ชี้ไปที่ ‘ลุงพล’ หรือชื่อจริงนายไชย์พล วิภา ผู้ซึ่งเคยใกล้ชิดกับครอบครัวผู้เสียหาย

พฤติการณ์ลุงพล ถูกชี้ว่ามีส่วนร่วมในคดี

ตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค4 การเก็บหลักฐานของพนักงานสอบสวนถือว่าสมบูรณ์ มีข้อเท็จจริงหลายประการที่ทำให้ศาลมั่นใจในความผิดของลุงพลเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น:

  • พบว่าองศาการตัดเส้นผมบนศพน้องชมพู่ เท่ากับองศาของการตัดเส้นขนในรถยนต์ของลุงพล (26 องศา)
  • ลุงพลถูกพยานแวดล้อมยืนยันว่าอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุในช่วงเวลาเกิดเหตุ
  • ครอบครัวมีเรื่องทะเลาะกันมาก่อนหน้านั้น
  • มีการเคลื่อนย้ายศพอย่างผิดกฎหมาย มีความพยายามอำพราง
  • ข้อต่อสู้ของลุงพลไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานได้

โทษที่ได้รับจากศาล

ศาลชั้นต้นเห็นว่าลุงพลมีความผิดฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมข้อหาพรากเด็กและทอดทิ้งเด็ก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค4 ได้เปลี่ยนการพิพากษาโดยเห็นว่ามีเจตนาฆ่าโดยตรง โดยลงโทษจำคุกทั้งหมด 26 ปี พร้อมให้ชดใช้เงินแก่พ่อแม่น้องชมพู่รวม 2.55 ล้านบาท

คดีนี้ยังมีประเด็นว่า ส่วนหนึ่งของชุมชนยังไม่เชื่อว่าลุงพลเป็นผู้ก่อเหตุ แต่หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพฤติการณ์บนพยานหลักฐานชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาคือผู้ลงมือ

แม้จะมีการยื่นคำร้องปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างยื่นฎีกา ศาลฎีหาก็ไม่อนุญาต เพราะเห็นว่าคดีนี้กระทบต่อความรู้สึกของสังคม และหากปล่อยตัวอาจมีโอกาสหลบหนีสูง

คดีลุงพล-น้องชมพู่สอนให้เราได้รู้ถึงความสำคัญของการใช้พยานหลักฐานและบทบาทของนิติวิทยาศาสตร์ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งยืนยันได้ว่าไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงความผิดได้ หากมีพฤติการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริง

ที่มา – เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค4 สรุป คดีลุงพล -น้องชมพู่ ระบุชัด พฤติการณ์ลุงพล