ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘เบทาโกร’ ทำสถิติใหม่ กำไร 2,594 ล้านบาท เพิ่ม 313.2%

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG ผู้นำด้านธุรกิจอาหารครบวงจรของไทย ทำสถิติใหม่ด้วยกำไรสุทธิสูงสุดในไตรมาส 2/68 หลังจากที่กวาดเงินบริสุทธิ์มาได้ถึง 2,594 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 313.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสามารถในการเติบโตและความแข็งแกร่งด้านการเงินอย่างโดดเด่นของ ‘เบทาโกร’

‘เบทาโกร’ สร้างสถิติใหม่ในไตรมาส 2/68

จากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย รายได้รวมในไตรมาส 2/68 เท่ากับ 31,661 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.6% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว พร้อมทั้งสร้างอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงถึง 19.6% ในขณะที่ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่แค่ 14.1% เท่านั้น การควบคุมต้นทุนและการบริหารค่าใช้จ่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหลือเพียง 10.3% ของรายได้ เมื่อเทียบกับ 10.6% ในปีก่อน

การเติบโตที่มาจากการส่งออก

นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์ เบทาโกร ได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป อเมริกา และเอเชีย ที่มีสัดส่วนตลาดส่งออกครึ่งปีแรกอยู่ที่ 39%, 28%, และ 27% ตามลำดับ พร้อมเป้าหมายในการเติบโตของยอดส่งออกในปีนี้ 15-20%

การเติบโตของกำไรสูงส่งผลมาจากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการปรับกลยุทธ์ในการบริหารพอร์ตสินค้า รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มาร์จิ้นสูง อย่างผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารแปรรูปที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพในทุกด้าน

โอกาสและแนวโน้มครึ่งปีหลัง

ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ‘เบทาโกร’ มีโอกาสเติบโตที่ดีขึ้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น ราคาวัตถุดิบที่ตกลง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ส่งผลให้การบริโภคอาหารนอกบ้านผ่าน Foodservice เพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต

  • กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 313.2%
  • รายได้รวมเติบโต 15.6%
  • ควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เป้าหมายส่งออกเติบโต 15-20%

ผู้บริหารของ ‘เบทาโกร’ มั่นใจว่าบริษัทจะสามารถรักษารูปแบบการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปได้ทั้งในด้านรายได้และกำไร โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์เจาะลึกตลาดต่างประเทศ และยกระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นแนวทางหลักเพื่อควบคุมตลาดทั้งใน国内 และระหว่างประเทศ

ด้วยความแข็งแกร่งด้านการเงิน การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และกลยุทธ์การเติบโตที่ชัดเจน ‘เบทาโกร’ มีศักยภาพสูงที่จะกลายเป็นผู้นำนักสร้างมูลค่าแห่งอนาคตของวงการอาหารไทยและเอเชีย

ที่มา – ‘เบทาโกร’ ทำสถิติสูงสุดใหม่ กำไร 2,594 ล้านบาท เติบโต 313.2%

เอสเอ็มอีใจชื้นกนง.หั่นดอกเบี้ย วอนลดอีกครั้งหน้า

กรณีล่าสุดที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ต่อปี เหลือเพียง 1.50% ต่อปี ส่งผลให้กลุ่มเอสเอ็มอีไทยต่างมีความคาดหวังว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยในรอบถัดไป เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของประเทศต่อไป

เอสเอ็มอีใจชื้นกนง.หั่นดอกเบี้ย วอนลดอีกครั้งหน้า

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เผยว่า ขอบคุณกนง. ที่ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะช่วยในการลดภาระหนี้สินของลูกหนี้ กระตุ้นการลงทุน การจ้างงาน และการใช้จ่ายของประชาชน

ขอฝากโจทย์อีกเพียบจาก SME

นอกจากการลดดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ทางสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยยังเสนอแนวทางการช่วยเหลือในหลายๆ ด้าน เช่น การทบทวนลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคาร (MOR, MRR, MLR) เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับผลตอบแทนอย่างแท้จริงจากการผ่อนคลายทางการเงิน

  • ทบทวน Net Interest Margin (NIM) ของสถาบันการเงิน
  • ลดความซับซ้อนในกระบวนการขอสินเชื่อ
  • ปรับกลไกแก้หนี้อย่างยั่งยืน
  • ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ยังควรมีการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินสำหรับเอสเอ็มอี เช่น การเปิดโอกาสให้ SME ที่เป็น NPL สามารถใช้ Factoring เพื่อลดภาระหนี้ รวมทั้งจัดตั้งระบบ Credit Scoring เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ

ที่สำคัญ คือ SME คาดหวังมากกว่าแค่การลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่มองไปที่ “การแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบอย่างเร่งด่วน” ที่จะช่วยพาเอสเอ็มอีไทยให้ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

ด้วยการร่วมมือกันจากภาครัฐ สถาบันการเงิน และกลุ่มเอสเอ็มอีเอง โอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งนั้นมีอยู่จริง ขอเพียงว่าเรา “ร่วมกันทำสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิมให้ประเทศไทย”

ที่มา – เอสเอ็มอีใจชื้นกนง.หั่นดอกเบี้ย วอนลดอีกครั้งหน้า กระตุ้นกำลังซื้อ ขอฝากโจทย์อีกเพียบ

ไม่รอด! ‘บิ๊กเต่า’ บุกรวบ ‘จอนนี่ มือปราบ-เมีย-พวก’ รุกป่านิคมลำโดมน้อย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจภาค ๑ และ พลตำรวจตรี ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการกองปราบปราม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปดำเนินการในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเข้าควบคุมตัว ‘จอนนี่ มือปราบ-เมีย-พวก’ ได้แก่ นายยุทธพล ศรีสมพงษ์ พร้อมน.ส.จิราพร สีบุระ ภรรยา และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ตามหมายจับจากศาลอาญาทุจริตภาค 3 ซึ่งถูกกล่าวหาความผิดตามมาตรา 157 ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานที่ใช้อำนาจผิดเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

ไม่รอด! ‘บิ๊กเต่า’ บุกรวบ ‘จอนนี่ มือปราบ-เมีย-พวก’ รุกป่านิคมลำโดมน้อย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลจากพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งในตอนนั้น นายยุทธพล และภรรยาได้เดินทางไปซื้อที่ดินเปล่า ๆ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในตำบลคำเขื่อนแก้ว จังหวัดอุบลราชธานี จากนั้นก็ดำเนินการก่อสร้างรีสอร์ทที่ใช้ชื่อว่า ‘จอนนี่ มือปราบ’ โดยไม่ขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้พื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ในเขตป่าไม้ส่วนกลาง 20% และต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจัดที่ดินตั้งถิ่นฐานตามนโยบายของรัฐ

ข้อมูลสำคัญในคดี ‘จอนนี่ มือปราบ’

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองยังคงดำเนินการอย่างผิดกฎหมาย โดยร่วมมือกับทางผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ในการออกเอกสารรับรองเท็จเกี่ยวกับสถานะของที่ดิน กล่าวอ้างว่าไม่มีข้อพิพาทและไม่อยู่ในพื้นที่ป่าสงวน พร้อมทั้งมีการแก้ไขเอกสารเพื่อปกปิดข้อเท็จจริง จนทำให้เจ้าหน้าที่ อบต. ลงนามรับรองสิ่งปลูกสร้างแม้จะทราบดีว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หลังจากได้รับเอกสารที่ถูกสร้างขึ้นโดยมิชอบ นายยุทธพล ได้นำไปใช้เพื่อขอ เลขที่บ้าน ขอมิเตอร์น้ำ-ไฟ และดำเนินการ จดทะเบียนพาณิชย์ ก่อตั้งธุรกิจรีสอร์ทในพื้นที่ป่าอย่าง ผิดกฎหมาย อย่างเต็มตัว ซึ่งนอกจากจะหมายถึงความผิดเกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่ป่าแล้ว ยังมีการใช้หน้าที่ของเจ้าหน้าที่อย่างผิดวัตถุประสงค์อีกด้วย

  • ความผิดตาม ม.157 สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดหน้าที่
  • การบุกรุกป่าไม้ของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ปลอมแปลงเอกสารราชการเพื่อปกปิดความผิด
  • ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

เหตุการณ์นี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนถึงความท้าทายของระบบที่จัดการทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย โดยเฉพาะการบุกรุกป่าของบุคคลแต่กลับยังมีทางสำหรับอุโมงค์การทุจริตจากเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น ซึ่งอาจเปิดช่องให้กับความไม่เป็นธรรมในสังคมในหลาย ๆ ด้าน

การจับกุมครั้งนี้ที่ดำเนินการโดย ‘บิ๊กเต่า’ ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของรัฐในการปราบปรามการทุจริตในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพลเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง หากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดหน้าที่ ก็ต้องได้รับบทลงโทษตามกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับแฟน ๆ ของ ‘จอนนี่ มือปราบ’ และผู้ติดตามคดีนี้ คงต้องจับตาดูพัฒนาการทางกฎหมายอย่างใกล้ชิด เพราะกรณีนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงโจทย์ใหญ่ของสังคมไทยในปัจจุบันที่ควรให้ความสำคัญ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การใช้อำนาจ และความโปร่งใสของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หากคุณมีความสนใจในเรื่องคล้าย ๆ กัน การติดตามข่าวคดีด้านสิ่งแวดล้อมและการทุจริตต่อไป อาจช่วยให้คุณมีมุมมองที่ลึกซึ้งขึ้นในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย อย่าลืมติดตามข่าวและติดตามบทสรุปในอนาคต

ที่มา – ไม่รอด! ‘บิ๊กเต่า’ บุกรวบ ‘จอนนี่ มือปราบ-เมีย-พวก’ รุกป่านิคมลำโดมน้อย

“หงส์แดง” ลุ้นทุบสถิติช็อปแหลกเกิน 400 ล้านปอนด์

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เตรียมสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในตลาดซื้อขายนักเตะฤดูร้อนปี 2025 หลังจากมีผลงานทำตลาดอย่างต่อเนื่องและเตรียมทุบสถิติการใช้จ่ายเกิน 400 ล้านปอนด์ ซึ่งจะกลายเป็นสถิติใหม่สำหรับสโมสรในฤดูร้อนนี้

“หงส์แดง” ลุ้นทุบสถิติช็อปแหลกเกิน 400 ล้านปอนด์

ล่าสุด ลิเวอร์พูล เซ็นสัญญากับ โจวานนี เลโอนี กองหลังวัย 18 ปีจาก “จัลโลบลู” ปาร์มา ด้วยค่าตัวประมาณ 26 ล้านปอนด์ นักเตะวัยรุ่นที่เติบโตมากับวงการฟุตบอลอิตาลี และเคยค้าแข้งกับทีมระดับซerie B คือ ปาโดวา และ ซามพ์โดเรีย ก่อนจะย้ายไปร่วมทัพ “จัลโลบลู” เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล เชื่อว่า เลโอนี พร้อมเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ทันทีโดยไม่มีแผนปล่อยให้ยืมตัว

เติมความแข็งแกร่งในแนวรับ

อย่างไรก็ตาม กองหลังที่น่าจับตามองอีกรายคือ มาร์ก เกฮี กัปตันทีม “รอยัล เบิร์นลี่ย์” ทีมชาติอังกฤษ ซึ่งแม้จะเหลือสัญญาเพียง 12 เดือน แต่สโมสรยังตั้งราคาไว้ที่ 40 ล้านปอนด์เต็ม โดย ลิเวอร์พูล ยังพยายามเจรจาให้ตกลงกันในเรื่องค่าตัวที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทหลังตลาดจะปิดไม่ทันหากข้อตกลงไม่เสร็จภายในเวลา

สรุปการซื้อขายนักเตะของลิเวอร์พูลในซัมเมอร์นี้ มีการใช้จ่ายไปแล้วราว 270 ล้านปอนด์ ซึ่งยังไม่รวมการเซ็นสัญญากับเลโอนี และอาจจะยังมีนักเตะรายอื่น ๆ เข้ามาเติมเต็ม ทีมตกแชมป์ฟุตบอลเอฟเอ คัพ จึงได้ขายนักเตะไปแล้วประมาณ 170 ล้านปอนด์ เพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงิน และสามารถกลับมาช็อปต่อจนสามารถทำสถิติใหม่ ๆ ได้

  • เลโอนี คว้าตัวด้วยค่าตัว 26 ล้านปอนด์
  • เกฮี อาจตามมาด้วยค่าตัวสูงกว่า 40 ล้านปอนด์
  • อเล็กซานเดอร์ อิซัค เป้าหมายที่เหลือของทีมในตลาดนี้

หากการได้อิซัค และเกฮี เสร็จสมบูรณ์ ลิเวอร์พูล จะกลายเป็นทีมที่ใช้จ่ายในตลาดซัมเมอร์นี้สูงสุด โดยตัวเลขอาจทะลุ “หงส์แดง” ลุ้นทุบสถิติช็อปแหลกเกิน 400 ล้านปอนด์ หากนับรวมค่าตัวทั้งหมด อาจจะแตะระดับ 400 ล้านปอนด์ และกลายเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ใช้จ่ายมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก

จุดแข็งของลิเวอร์พูล คือการใช้ “ระบบผู้เล่นหนุ่ม” ในช่วงซัมเมอร์นี้ เป็นแนวทางหลัก ไม่ว่าจะเป็น เลโอนี และอิซัค ซึ่งเป็นฟอร์มดีจากลีกท้องถิ่นหรือทีมอื่น ๆ ที่ได้โอกาสเข้ามาพิสูจน์ตัวเองใน “ยูโรเปียน คอนเฟอเรนซ์ ลีก” หรือแชมเปียนส์ลีก

การใช้งบประมาณอย่างชาญฉลาด กับการตักเงินลงทุน “อนาคต” ของทีม ทำให้ลิเวอร์พูลสามารถกำจัดข้อผิดพลาดในจุดอ่อนของทีมในฤดูกาลที่ผ่านมา และเตรียมพุ่งเป้าแชมป์ในฤดูกาลใหม่ได้อย่างมั่นใจ

ทั้งนี้ การทุ่มเงินมากขนาดนี้ ต้องแทบคำนวณรายละเอียดทุกยูโร ด้วยการวางแผนหลังการซื้อด้วยการติดตามฟอร์ม การพัฒนา และลิ้งค์ไปถึงตัวเลือกบางส่วนในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น อิซัค ที่อาจสร้างชื่อเสียงให้กับสโมสรได้ ถ้าหากเขาประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับ โดนัลด์ โลฟเรน ที่เคยย้ายจากสเปอร์สไปร่วมกับชุดเลือดแดงเมื่อสองปีก่อน

เรามาติดตามกันต่อว่าจะมีใครย้ายเข้ามาเสริมความแกร่งให้กับ “หงส์แดง” ก่อนตลาดปิด และมันจะกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งหรือไร้ความหมาย ขอชวนแฟนบอลทั่วโลก ติดตามบทสรุปสุดท้ายแห่งฤดูร้อนครั้งนี้!

ที่มา – “หงส์แดง” ลุ้นทุบสถิติช็อปแหลกเกิน 400 ล้านปอนด์

หุ้นเช้านี้เปิดบวก 0.68 จุด สัญญาณ Fund Flow ยังไหลเข้า

ตลาดหุ้นไทยเช้านี้วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เปิดตลาดในแดนบวก โดยดัชนี SET ปรับตัวขึ้น 0.68 จุด ปิดภาคเช้าที่ 1,278.11 จุด พร้อมมูลค่าซื้อขายที่ 2,934.67 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างบวกสำหรับนักลงทุน เพราะ สัญญาณ Fund Flow ยังไหลเข้า โดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างประเทศ

หุ้นเช้านี้เปิดบวก 0.68 จุด สัญญาณ Fund Flow ยังไหลเข้า

สำนักวิเคราะห์ด้านการลงทุนหลายแห่ง เช่น บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าตลาดในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้อาจจะ แกว่งตัวในกรอบไซด์เวย์ หรืออาจจะปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าตลาดจะมีแรงขายทำกำไรบ้าง แต่ภาพรวมจาก สัญญาณ fund flow ที่ยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ถือว่าเป็นปัจจัยหนุนสำคัญมาก

ภาพตลาดภูมิภาคและปัจจัยหนุนในประเทศ

นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหากพิจารณาจากมูลค่าหุ้นรายใหญ่ (Big Lot) ของ TIDLOR เมื่อวานนี้แล้ว จะเห็นว่ายังคงมีความเชื่อมั่นในตลาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนับรวมการซื้อสุทธิในตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งยังคงดึงดูดกระแสเงินทุนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) ยังถือว่าเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในช่วงระยะกลางถึงยาว ทำให้สภาพคล่องในระบบยังคงอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการลงทุน

  • ดัชนีเปิดตลาดวันนี้ที่ระดับ 1,278.11 จุด
  • เพิ่มขึ้น 0.68 จุด
  • มูลค่าซื้อขาย 2,934.67 ล้านบาท
  • นักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิ
  • กรอบแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,282 จุด และ 1,290–1,300 จุด
  • แนวรับประเมินที่ระดับ 1,260 และ 1,250 จุด

ในทางเทคนิค นักวิเคราะห์มองว่า หากดัชนีสามารถยืนเหนือแนวต้าน 1,282 จุดได้อย่างมั่นคง จะมีโอกาสกลับไปปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และหากยืนได้จะสามารถเปิดพื้นที่ขึ้นสู่ระดับ 1,290–1,300 จุดได้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระวังหากดัชนีพักฐานสั้นและต่ำกว่า 1,250 จุด เพราะอาจส่งสัญญาณลบต่อภาพรวมเทคนิค

ทั้งนี้ หากคุณกำลังมองหาโอกาสซื้อขายในช่วงบ่ายหรือช่วงสัปดาห์นี้ ควรติดตามรายงานแนวโน้มตลาดของนักวิเคราะห์ที่เชื่อถือได้ และตั้งเป้าหมายการลงทุนอย่างชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด

ที่มา – หุ้นเช้านี้เปิดบวก 0.68 จุด สัญญาณ Fund Flow ยังไหลเข้า

จับกัง 1 เต้น สั่งตรวจสอบ เอกชนหัวหมอ ใช้โครงการรัฐ รีดหัวคิวแรงงานไทย

ล่าสุด นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการอย่างเร่งด่วน หลังทราบข่าวกรณีที่ เอกชนหัวหมอ ใช้โครงการของรัฐในการแอบอ้างและเรียกเก็บเงินแรงงานไทย ภายใต้โครงการฝึกงานด้านเทคนิคที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย และก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่แรงงานไทยจำนวนมาก

จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานอย่างละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แต่ได้สั่งการให้อธิบดีกรมการจัดหางานประสานงานกับหน่วยงานทูตไทยในประเทศญี่ปุ่น เพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง และหากพบว่ามีเอกชนรายใดไป ใช้โครงการรัฐ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างผิดกฎหมาย จะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

จับกัง 1 เต้น สั่งตรวจสอบ เอกชนหัวหมอ ใช้โครงการรัฐ รีดหัวคิวแรงงานไทย

สถานการณ์ในขณะนี้ถือว่าเยือกเย็น เพราะมีผู้ที่ไปทำงานในโครงการมาร้องเรียนผ่านโลกออนไลน์ว่า ถูกบังคับให้กู้เงิน จ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือถูกยึดบัตรเอทีเอ็มโดยไม่ชอบ ซึ่งการกระทำลักษณะนี้อาจเข้าข่ายการฉ้อโกง และเป็นอุปสรรคต่อชื่อเสียงของโครงการฝึกงานที่กระทรวงแรงงานเป็นผู้สนับสนุน

จับกัง 1 ระบุชัด ต้องตั้งคณะทำงานเร่งสอบสวน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าอาจมีเอกชนรายหนึ่งรายที่มีบทบาทเป็นผู้ประสานงานในกระบวนการส่งแรงงานไปต่างประเทศ ได้นำตำแหน่งหน้าที่นี้ไปใช้ รีดหัวคิวแรงงานไทย โดยเรียกเก็บเงินบังคับ และใช้ช่องทางผิดกฎหมายต่าง ๆ เพื่อล็อกผลประโยชน์ส่วนตัว

“ตอนนี้ผมได้สั่งให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเฉพาะ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และจะได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดำเนินการอย่างจริงจัง พร้อมทั้งให้กำลังใจกับแรงงานที่ออกมาเปิดเผยเหตุการณ์” รมว.แรงงาน กล่าว

  • สอบถามข้อมูลจากบริษัทหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนสมัครงาน
  • รายงานปัญหาไปที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน หรือหน่วยงานทูตไทยในต่างประเทศ
  • เก็บหลักฐานทุกอย่างเอาไว้เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย

ประเด็นนี้กระตุ้นให้หลายภาคส่วนเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแนวทางการจัดการแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในโครงการที่ใช้เงินอุดหนุนจากรัฐ พร้อมเน้นย้ำว่า ทุกขั้นตอนต้องมีความโปร่งใส และป้องกันการแอบอ้างใช้โครงการของรัฐในทางที่ผิด

ในฐานะพลเมืองไทย เรามีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองจากภาครัฐ และเมื่อพบว่ามีการฉ้อโกงหรือกระทำผิด เราเองก็มีหน้าที่ร่วมกันช่วยตรวจสอบและรายงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นต้องตกเป็นเหยื่อเหมือนกัน

ที่มา – ‘จับกัง 1’ เต้น สั่งตรวจสอบ เอกชนหัวหมอ ใช้โครงการรัฐ รีดหัวคิวแรงงานไทย

‘ดร.ปลอดประสพ’ ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมร ยันทำจริง พร้อมเชิญชวนร่วมกิจกรรม

เรื่องราวความภาคภูมิใจในชาติและความรักชาติของ “ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ถือเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากประชาชนชาวไทยอย่างล้นหลาม หลังจากมีการโพสต์ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมรในราคาสูงถึงลูกละ 10,000 บาท เพื่อแสดงความรักชาติและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

‘ดร.ปลอดประสพ’ ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมร เพื่อความมั่นคงของชาติ

ประกาศที่น่าประทับใจนี้เป็นการตอบโต้ข่าวลือเกี่ยวกับวิกฤตชายแดนและสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเพื่อให้แน่ใจว่าความพยายามดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่คำพูด ดร.ปลอดประสพ ได้เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมที่สร้างความสามัคคีและความรักชาติ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • รับซื้อทุ่นระเบิดบุคคลแบบ PMN 2 จากทหารเขมร ในราคาลูกละ 10,000 บาท โดยสามารถนำส่งได้ที่ด่านชายแดนทุกแห่ง
  • เชิญชวนประชาชนติดธงชาติไทยหรือสติกเกอร์ธงชาติที่รถยนต์ส่วนตัว
  • รับเหมาสั่งซื้อ pin ธงชาติไทยจำนวน 1,000 อัน เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนติดบนเสื้อ
  • จัดประกวดแต่งเพลงรักชาติที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย – เขมร โดยให้รางวัลแก่ผู้ชนะ 10,000 บาท
  • เปิดโอกาสเชิญนักเรียนเก่าจากโรงเรียนชั้นนำในกรุงเทพฯ ร่วมขานรับกิจกรรมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่

ร่วมกิจกรรมกับ ‘ดร.ปลอดประสพ’ เพื่อสร้างความสามัคคี

อีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจจากกิจกรรมครั้งนี้ คือการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมร่วมมือกัน เพื่อเผยแพร่ค่านิยมความเป็นไทย ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ความขัดแย้งและปัญหาความไม่เข้าใจกันมีมากขึ้น การรณรงค์ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และการยืนยันอย่างจริงจังจาก “ดร.ปลอดประสพ” ว่า “เขียนมาไม่ใช่เขียนเล่นนะครับ ทำจริงๆ” ก็เพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างแรงผลักดันให้ประชาชนอยากมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น

โครงการนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สะท้อนถึงความตั้งใจอย่างแท้จริงในการรักษาความมั่นคง ส่งเสริมจิตสำนึกพลเมือง และจุดประกายความภาคภูมิใจในชาติให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน วัยทำงาน หรือผู้สูงวัย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักชาติและต้องการสนับสนุนความสามัคคีของชาติอย่างแท้จริง อย่าพลาดที่จะร่วมกิจกรรมร่วมใจกับ ‘ดร.ปลอดประสพ’ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี และร่วมกันสร้างชาติที่เข้มแข็งและสามัคคีไปด้วยกัน!

ที่มา – ‘ดร.ปลอดประสพ’ ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมร ยันทำจริง พร้อมเชิญชวนร่วมกิจกรรม

ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เยี่ยม ชรบ.-ชาวบ้าน กำชับตรวจสอบข่าว

เมื่อคืนวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้เดินทางลงพื้นที่หลายแห่งในจังหวัด เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจ ชรบ. และชาวบ้าน อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวรุนแรงใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น บริเวณหน้า สภ.บึงมะลู ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ รวมถึงบ้านหนองเม็ก บ้านภูมิซรอล และบ้านโศกขามป้อม

ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เน้นย้ำให้ตรวจสอบข้อมูล ไม่เชื่อข่าวเท็จ

ในโอกาสนี้ นายอนุพงศ์ ได้กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ ชรบ. ที่ทำงานอย่างขยันและมีจิตอาสาในการรักษาความปลอดภัยให้กับชุมชน ในช่วงที่มีความตึงเครียดทางการเมืองและปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูล อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ภูมิภาค ไม่ควรเชื่อข่าวลือหรือข่าวเท็จที่อาจนำไปสู่ความตื่นตระหนกกับผลกระทบในวงกว้าง

นายอนุพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเยี่ยมให้กำลังใจ ชรบ.-ชาวบ้าน ในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนในพื้นที่ และกระตุ้นให้ทุกฝ่ายร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในการเฝ้าระวังเหตุการณ์ร่วมกัน ส่วนกรณีที่มีประชาชนบางส่วนอพยพออกจากพื้นที่ เนื่องจากความกังวล ผู้ว่าฯ ได้ประสานงานให้มีการเปิดศูนย์พักพิงรองรับผู้อพยพ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกและความปลอดภัย

ตั้งเป้าสร้างหลุมหลบภัยในทุกชุมชน

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยังได้แจ้งถึงแผนการพัฒนาพื้นที่ในระยะต่อไป โดยเฉพาะการสร้างหลุมหลบภัยในพื้นที่ที่ยังไม่มี ซึ่งจากสถานการณ์ที่ผ่านมา พื้นที่บางแห่ง เช่น ต.บึงมะลู และต.เมือง มีความเสี่ยงสูงแต่ไม่มีศูนย์หลบภัยเพียงพอ จึงได้มีการเร่งรัดทบทวนแผนการจัดสรรงบประมาณ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและลดความเสี่ยงของประชาชน

  • เน้นการตรวจสอบข่าวสารจากหน่วยงานทางการเท่านั้น
  • จัดตั้งศูนย์พักพิงเพื่อรับรองประชาชน
  • จัดสรรงบประมาณสร้างหลุมหลบภัยให้ครอบคลุม
  • ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ชรบ. และประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ได้ยืนยันว่า การหยิบยกข้อมูลจำนวนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย ยังเป็นเพียงตัวเลขเบื้องต้น ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบและการอนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลอีกครั้ง จึงจะมีการเยียวยาอย่างเป็นทางการต่อไป

ในสถานการณ์เช่นนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเข้าใจและลดความวิตกกังวล ตลอดจนป้องกันผลกระทบจากข่าวลือที่อาจทำลายความสงบเรียบร้อยได้

ที่มา – ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เยี่ยมให้กำลังใจ ชรบ.-ชาวบ้าน เน้นย้ำตรวจสอบข้อมูล ไม่เชื่อข่าวเท็จ

หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” ของจีน ทุบสถิติโลกวิ่ง 100 เมตร

หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” หรือ “White Rhino” จากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ประเทศจีน ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในโลกของหุ่นยนต์โดยทำสถิติโลกในการวิ่ง 100 เมตรในเวลาเพียง 16.33 วินาที ถือเป็นสถิติที่เร็วที่สุดของหุ่นยนต์ประเภทนี้ในปัจจุบัน

หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” ของจีน ทุบสถิติโลกวิ่ง 100 เมตร

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าความสำเร็จนี้บันทึกไว้ในกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในวงการหุ่นยนต์ที่ออกแบบเพื่อเดินและวิ่งได้คล่องแคล่ว

หากเทียบกับมนุษย์ สถิติโลกการวิ่ง 100 เมตรที่เร็วที่สุดของมนุษย์คือ 9.58 วินาที โดย ยูเซน โบลต์ นักวิ่งชาวจาเมกัน แต่หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” ก็ทำได้อย่างน่าทึ่งด้วยเวลาเพียง 16.33 วินาที ถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างมหาศาล

เทคโนโลยีที่ใช้ใน “แรดขาว”

หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” ถูกพัฒนาโดยศูนย์เอ็กซ์-เมคานิกส์ (X-Mechanics) ร่วมกับศูนย์นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งหางโจว โดยใช้การออกแบบที่เน้น “สมรรถนะ” (Performance-based Design)

เทคโนโลยีหลักนั้นใช้การจำลองพลวัตแบบมัลติวัตถุประสงค์ ทำให้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของส่วนประกอบต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ทั้งในส่วนข้อต่อ แอคชูเอเตอร์ และระบบมอเตอร์ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความคงทนและสามารถเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำในความเร็วสูง

  • ออกแบบเพื่อสมรรถนะ
  • ระบบกล้ามเนื้อจำลอง “ระดับนักแข่ง”
  • โครงสร้างที่แข็งแรงแต่เบา
  • กลยุทธ์ควบคุมแบบเสริมแรงด้วย AI

หวังหงเทา ผู้นำโครงการระบุว่าการวิ่ง 100 เมตรไม่ได้วัดเพียงความเร็ว แต่ยังวัดความมั่นคงและความแม่นยำในการเคลื่อนไหวอีกด้วย สิ่งนี้ช่วยให้ทีมสามารถประเมินได้ว่ากลยุทธ์ในแง่การออกแบบและควบคุมนั้นถูกต้องหรือไม่

ดร.เฉิงเซ่าเหวินหนึ่งในสมาชิกทีมวิจัย กล่าวถึงความสามารถพิเศษนี้ว่า “หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” มีความสามารถในการบรรทุกสูงสุดถึง 100 กิโลกรัม ทำให้มันไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ที่วิ่งได้เร็ว แต่ยังใช้งานจริงในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นับว่าการพัฒนานี้ไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางด้านเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นรากฐานสำคัญในการนำหุ่นยนต์ไปใช้งานในด้านต่างๆ เช่น การกู้ภัย การสำรวจพื้นที่อันตราย หรือแม้แต่การขนส่งของในพื้นที่ลำบาก

ในอนาคต เรากำลังจะเห็นหุ่นยนต์ที่ไม่เพียง “วิ่งเร็ว” แต่ “วิ่งแล้วมีประโยชน์” อย่างแท้จริง พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานในหลากหลายอุตสาหกรรม

ที่มา – หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” ของจีน ทุบสถิติโลก วิ่งเร็ว 100 เมตรใน 16.33 วินาที

แม่น้องชมพู่ โพสต์ขอบคุณศาลยุติธรรม มั่นใจมีความยุติธรรมจริง

จากกรณีที่ศาลฎีกาไม่รับคำร้องขอประกันตัวของ “ลุงพล” จำเลยคดีน้องชมพู่ ทำให้ต้องเข้าเรือนจำจังหวัดมุกดาหารทันที ล่าสุด “แม่น้องชมพู่” ได้ออกมาโพสต์ความรู้สึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยขอขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรมในคดีที่ลูกสาวเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน

แม่น้องชมพู่ โพสต์ขอบคุณศาลยุติธรรม

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นางพชรมน พชรภัสส์ หรือ “แม่น้องชมพู่” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พชรมน พัชรภัสส์ โดยแสดงความรู้สึกซาบซึ้งต่อกระบวนการยุติธรรมของศาล เนื่องจากได้รับคำตัดสินที่เป็นธรรมในคดีลูกสาวที่เสียชีวิตอย่างน่าสงสารเมื่อหลายปีก่อน

ในโพสต์ แม่น้องชมพู่ ระบุว่า “กราบขอบคุณศาลมุกดาหาร ศาลและอุทธรณ์ภาค 4 ที่เมตตาน้องชมพู่และครอบครัวเรานะคะ ความรู้สึกข้างในมันมากมายที่พูดออกมาเป็นประโยคไม่ได้ ได้แต่ขอบคุณความยุติธรรมที่มีอยู่จริง” สะท้อนถึงความปลดปล่อยทางจิตใจแม้จะยังเจ็บปวดและผ่านกระบวนการยุติธรรมมายาวนานหลายปี

ความยุติธรรมที่รอคอย

ข้อความดังกล่าวไม่ใช่แค่คำขอบคุณธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความหวังและศรัทธาในระบบยุติธรรมในสังคมไทย โดยเฉพาะกับคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก การที่ศาลมีคำตัดสินที่เป็นธรรม ถือเป็นการยืนยันว่าไม่มีความลำเอียง และระบบกฎหมายสามารถปกป้องความถูกต้องได้

  • กลับมาสู่ความยุติธรรม: แม้น้องชมพู่คาดหวังเพียงความจริง
  • ความพยายามมายาวนาน: เผชิญกับความเจ็บปวดหลายปี
  • กระบวนการที่โปร่งใส: ความเชื่อมั่นในศาลที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่า คุณแม่ไม่ได้เพียงต้องการความล้างแค้น แต่ต้องการให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง แม้ความเจ็บปวดจะยังอยู่ แต่ก็เป็นการเริ่มต้นใหม่ของครอบครัวที่หวังการเปิดเผยความจริง

การที่ แม่น้องชมพู่ ได้เผยความรู้สึกแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมไม่เพียงแค่คือคำพิพากษา แต่มันเป็นความรู้สึกที่ใครหลายคนรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับครอบครัวของเธอ

บทสรุปของความยุติธรรม

สุดท้ายแล้ว คดีของน้องชมพู่ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัวของครอบครัว แต่กลายเป็นเรื่องของความยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย การตัดสินในศาลไม่ใช่เพียงเพื่อให้ใครต้องรับโทษ แต่เพื่อยืนยันว่าความจริงยังคงอยู่ และความยุติธรรมก็ยังมีในสังคมไทยของเรา

หากคุณยังมีความสนใจติดตามข่าวสารคดีนี้ หรือต้องการเห็นความเป็นธรรมในคดีอื่น ๆ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ข่าวของเราเพื่อติดตามการพัฒนาอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ‘แม่น้องชมพู่’ โพสต์ซึ้งขอบคุณศาล เผยความยุติธรรมที่มีอยู่จริง