ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

แข้งเสือเหลืองเชียร์สโมสรดึง “ซานโช” คืนถิ่นเก่า

ในวงการฟุตบอลเมืองเบียร์ เรื่องราวความเคลื่อนไหวของตลาดซื้อขายนักเตะถือเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอยู่เสมอ โดยเฉพาะข่าวลือที่ว่า โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ อาจคว้าตัว เจดอน ซานโช ศิษย์เก่ากลับมาถิ่น ซิกนัล อิดูนา ปาร์ก อีกครั้ง ซึ่งกลายเป็นที่กล่าวขวัญของเหล่า “เสือเหลือง” อย่างล้นหลาม

แข้งเสือเหลืองเชียร์สโมสรดึง “ซานโช” คืนถิ่นเก่า

จากข่าวลือที่ว่า ซานโช ไม่มีอนาคตที่ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อีกต่อไป และถูกจัดอยู่ในบัญชีขายด้วยค่าตัวเพียงแค่ 20 ล้านยูโร (ราว 760 ล้านบาท) ทำให้สโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายคนเริ่มสนใจ

ความหวังของเสือเหลือง

นักเตะหลายคนภายในสโมสรดอร์ตมุนด์ ออกมาแสดงออกถึงความคาดหวังว่า ซานโช จะได้กลับมาร่วมทีมอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า เจ้าตัวยังคงมีความสามารถสูง สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพของแนวรุกให้พุ่งสูงขึ้นได้อีกครั้ง

ทว่า บิลด์ สื่อชื่อดังของเยอรมนี ระบุว่า ผู้บริหารของดอร์ตมุนด์ยังกังวลอยู่หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นฟอร์มการเล่นที่ดูตกลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไปเล่นในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สภาพจิตใจ การควบคุมวินัย รวมถึงค่าเหนื่อยที่สูงถึง 8-10 ล้านยูโร (ประมาณ 304-380 ล้านบาท) ต่อปี ซึ่งถือว่ายังสูงสำหรับนักเตะวัย 25 ปีที่พึ่งผ่านจุดต่ำสุดของชีวิตในสนาม

อย่างไรก็ตาม การได้กลับมาอยู่กับทีมเก่า เป็นโอกาสที่เจ้าตัวจะได้เริ่มต้นใหม่ในที่ที่เป็นดินแดนแห่งความทรงจำ และจากข่าวลือทั้งหมด ยังมีโอกาสที่สูงว่าการย้ายทีมครั้งใหม่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ครั้งถัดไปของเจดอน ซานโช นักเตะที่เคยทำให้ทุกคนหลงใหลในศึกบุนเดสลีกาเมื่อหลายปีก่อน

หากคุณเป็นแฟนบอลตัวยงต้องตามให้ทันทุกข่าวสารซื้อขายนักเตะ เพราะตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ปีนี้อาจจะมีเซอร์ไพรส์ให้ได้ลุ้นกันอีกครั้ง

ที่มา – แข้งเสือเหลืองเชียร์สโมสรดึง “ซานโช” คืนถิ่นเก่า

เปิดยุทธการเขย่าชายแดน! หลังพบแรงงานเขมรพยายามลักลอบกลับเข้าไทย

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ สภ.บ้านแปลง อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เกิดเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เนื่องจากพบแรงงานชาวกัมพูชากลับมาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายจำนวนมาก ส่งผลให้หน่วยงานความมั่นคงร่วมมือกันจัดทำ ‘เปิดยุทธการเขย่าชายแดน’ เพื่อป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเข้มแข็ง

เปิดยุทธการเขย่าชายแดน! หลังพบแรงงานเขมรพยายามลักลอบกลับเข้าไทย

ในคืนดังกล่าว ชุดปฏิบัติการพิเศษจากชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจสภ.บ้านแปลง นำโดย พ.ต.อ.ปัญญา เรือนดี ผกก.สภ.บ้านแปลง ได้ร่วมกันวางแผนปฎิบัติการที่เน้นย้ำความมั่นคงบริเวณชายแดนอย่างรอบด้าน ดำเนินการลาดตระเวนช่องทางธรรมชาติที่แนวชายแดนอำเภอโป่งน้ำร้อน เพื่อป้องกันแรงงานเขมรจากการลักลอบเข้ามาภายในประเทศ

ทั้งนี้มีรายงานว่าก่อนหน้านี้ แรงงานชาวกัมพูชามีการเดินทางกลับประเทศของตนเองจำนวนมาก ตามข่าวที่รัฐบาลฮุนเซนปล่อยออกมา แต่เมื่อกลับไปแล้วกลับพบว่าไม่มีงานทำ ส่งผลให้พวกเขายอมเสี่ยงชีวิตเข้ามาลักลอบกลับเข้าไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณอำเภอโป่งน้ำร้อนซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง

เปิดยุทธการเขย่าชายแดนกับการลักลอบกลับเข้าไทยอย่างไร?

หน่วยปฏิบัติการได้วางแผนเพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานเขมรแฝงตัวเข้ามา พร้อมทั้งดำเนินการตรวจค้นในพื้นที่ชุมชนใกล้ชายแดน และพบยาเสพติดบางจำนวนรวมถึงผู้เสพใน 7 ราย (ชาย 6 ราย หญิง 1 ราย) หน่วยงานยังยึดรถจักรยานยนต์แต่งซิ่งไว้ตรวจสอบอีก 2 คัน ซึ่งอาจใช้ในการเคลื่อนไหวผิดกฎหมาย

  • ตรวจจับแรงงานเขมรลักลอบเข้าไทยได้ 50 คน
  • ส่งตัวกลับประเทศหลังตรวจสอบความผิด
  • ยึดยาเสพติดและจับกุมผู้เสพสInProgress
  • เปิดปฏิบัติการร่วมกับทหารและตำรวจอย่างเป็นระบบ

เพราะเหตุนี้การเปิดยุทธการเขย่าชายแดน! ถือเป็นข้อบ่งชี้ว่า หน่วยงานความมั่นคงเริ่มให้ความสำคัญกับปัญหาผู้ลักลอบข้ามแดนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนจันทบุรีที่อาจเกิดภัยแฝงจากการเคลื่อนไหวของแรงงานต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย

การป้องกันต้องมาจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยทหาร ตำรวจ หรือประชาชนในพื้นที่ ซึ่งหากมีการระมัดระวังมากขึ้น เราจะสามารถรักษาความสงบสุขของประเทศไว้ได้ในระยะยาว

ที่มา – เปิดยุทธการเขย่าชายแดน! หลังพบแรงงานเขมรพยายามลักลอบกลับเข้าไทย

สภาฯ ถกงบปี 69 วาระ 2 วันแรกใช้เวลา 15 ชม. ถึงมาตรา 14 กระทรวงเกษตร

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายใต้การเป็นประธานของนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 โดยเป็นการประชุมใน สภาฯ ถกงบปี 69 วาระ 2 วันแรก ซึ่งเน้นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเป็นการพิจารณาในรายมาตราอย่างละเอียดรอบคอบ

สภาฯ ถกงบปี 69 วาระ 2 วันแรก

บรรยากาศของการประชุมในช่วงดึกเป็นไปอย่างราบรื่น โดย สส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้เข้าร่วมอภิปรายกันอย่างพร้อมเพรียง ที่ประชุมได้ลงคะแนนเสียงผ่านมาตรา 13 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ไปก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว

การอภิปรายในมาตรา 14 กระทรวงเกษตร

เมื่อพิจารณาถึงมาตรา 14 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรากฏว่ามีผู้สงวนความเห็นจำนวนมาก และมี สส. หลายรายเสนอแปรญัตติ ทำให้การอภิปรายในประเด็นนี้ใช้เวลานาน ซึ่งกระทบต่อระยะเวลาการประชุมโดยรวม

ในช่วงเวลา 00.05 น. นายฉลาด ขามช่วง ประธานในที่ประชุมได้ประกาศพักการประชุม และจะดำเนินการต่อในเช้าวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. เพื่อดำเนินการพิจารณาและลงมติในมาตรา 14 ต่อไป

  • ข่าวการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
  • การพิจารณางบประมาณปี 2569 วาระที่ 2
  • ประเด็นในมาตรา 14 กระทรวงเกษตร

สำหรับในวันแรกของการประชุมในครั้งนี้ ได้ใช้เวลาในการพิจารณานานถึง 15 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานและแสดงถึงความสำคัญของงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่มีผลต่อแผนงานและโครงการของภาครัฐในหลายกระทรวง

ผู้ติดตามประเด็นการเมืองและงบประมาณแผ่นดินควรติดตามการพิจารณาในวันต่อไปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นต่าง ๆ ในแต่ละมาตราจะส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและภาคธุรกิจในประเทศ

หากคุณเป็นผู้ติดตามสถานการณ์ สภาฯ ถกงบปี 69 วาระ 2 วันแรก อย่างใกล้ชิด อย่าลืมกลับมาติดตามข่าวสารและผลการประชุมต่อเนื่องจากวันถัดไปเพื่อไม่พลาดรายละเอียดสำคัญ

ที่มา – สภาฯถกงบปี 69 วาระ 2 วันแรก 15ชม. ถึง มาตรา 14 ก.เกษตร

‘แพรว MUT กรุงเทพฯ’ คว้ารางวัลรอบชุดว่ายน้ำ

การประกวด Miss Universe Thailand 2025 รอบชุดว่ายน้ำ ถือเป็นเวทีที่ดึงดูดสายตาแฟนนางงามได้อย่างสุดลูกหูลูกตา โดยเฉพาะรางวัลพิเศษ Glow The Universe by Glass Skin ที่จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ณ โรงแรมแอนกษณา คอนเวนชันแอนด์เอ็กซิบิชันสเปซ ภูเก็ต ซึ่งมีผู้เข้าประกวดทั้งหมด 77 คนจากทั่วประเทศ ต่างเดินทางมาร่วมชิงรางวัลอย่างเต็มรูปแบบ

‘แพรว MUT กรุงเทพฯ’ คว้ารางวัลรอบชุดว่ายน้ำ

การประกวดในรอบนี้เป็นการมองหาความพร้อมของผู้เข้าแข่งขันทั้งในเรื่องของรูปร่าง บุคลิกภาพ และการแสดงออกที่น่าประทับใจ ผู้เข้าแข่งขันทุกคนล้วนสวมชุดว่ายน้ำสุดพิเศษสีเขียวแบรนด์ Glass Skin ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจ พร้อมบอกใบ้ถึงความฟิตเป๊ะของแต่ละคนอย่างชัดเจน

ความตื่นเต้นของเวที

จากบรรยากาศในคืนนั้น พิธีกรรับเชิญอย่าง “เฌอเอม-ชญาธนุส ศรทัตต์” ได้เผยว่า ทุกคนต่างสวยงามและมีออร่าที่โดดเด่นไม่ซ้ำกัน ทำให้การตัดสินในค่ำคืนนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก คณะกรรมการ不得不พิจารณาองค์ประกอบหลายด้าน เช่น การเดิน การโพสต์ และความมั่นใจในตนเอง

ผลการคัดเลือกในรอบนี้ทำให้เหลือผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเพียง 17 คน ได้แก่ อุดรธานี, สมุทรสงคราม, สงขลา, สมุทรปราการ, พังงา, ลพบุรี, ภูเก็ต, เพชรบุรี, ปทุมธานี, นครปฐม, ราชบุรี, สระบุรี, นครศรีธรรมราช, กรุงเทพมหานคร, ตราด, นครนายก, และขอนแก่น

  • และสุดท้าย เมื่อตัดสินกันจนเหลือเพียง 7 คนสุดท้าย ได้แก่
  • MUT สระบุรี กรุงเทพมหานคร
  • ภูเก็ต
  • ขอนแก่น
  • สงขลา
  • นครศรีธรรมราช
  • สมุทรปราการ

แต่ใครจะคิดว่า ก่อนที่สุดแล้วรางวัลพิเศษ “Glow The Universe by Glass Skin” จะตกเป็นของ “แพรว-แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง” ในฐานะ ‘แพรว MUT กรุงเทพฯ’ ผู้ได้รับเงินรางวัลไปครอง 30,000 บาทพร้อมชื่อเสียงและเกียรติยศในเวทีระดับประเทศ!

การคว้ารางวัลไปครองในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องใช้ทักษะการแสดงออก การเดิน และความมั่นใจระดับพรีเมียม ซึ่งแพรวทำได้อย่างยอดเยี่ยม จนหลายคนถึงกับชื่นชม

เวทีอย่าง Miss Universe Thailand ไม่ใช่แค่ประกวดความงาม แต่มันเป็นเวทีแห่งโอกาสและการเติบโต หากคุณรักในเวทีนางงาม ต้องตามติดข่าวและเชียร์เหล่าสาวงามในแต่ละเวทีอย่างใกล้ชิด เพราะทุกขั้นตอนของพวกเธอล้วนน่าประทับใจ

ที่มา – ‘แพราง MUT กรุงเทพฯ’ โชว์สเต็ปเซ็กซี่รอบชุดว่ายน้ำ สาดออร่าออใจคว้ารางวัลไปครองเพียงหนึ่งเดียว!

ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน ดูงานศูนย์วิจัยระบบรางกว่างโจว พร้อมเยี่ยมชม GAC Aion

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะผู้เข้าร่วมอบรมในหลักสูตร ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 (บทจ. Young Executive Program 2) ได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่มณฑลกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้มีโอกาสเรียนรู้นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างมุมมองใหม่ในอุตสาหกรรมการขนส่งและยานยนต์ไฟฟ้า

ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน ชมศูนย์วิจัยระบบราง

หนึ่งในไฮไลท์ของการเดินทางคือการเข้าเยี่ยมชม ศูนย์วิจัยวิศวกรรมแห่งชาติเพื่อความปลอดภัยและการประกันการปฏิบัติงานของระบบขนส่งทางรางในเขตเมือง ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการกำหนดมาตรฐานระบบรางของจีน โดยมีนายเหอ จื้อซิน รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ให้การต้อนรับและพาคณะเยี่ยมชมศูนย์ฯ พร้อมทั้ง分享ภาพรวมวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมระบบราง

ในระหว่างการเข้าชม คณะได้รับฟังรายละเอียดเกี่ยวกับระบบ Swifton OS 2.0 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการรางอัจฉริยะที่พัฒนามาจากการผสานเทคโนโลยีหลายด้าน เช่น อินเทอร์เน็ต, IoT และคลาวด์คอมพิวติ้ง เพื่อเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ และสามารถควบคุมระบบรางทั้งในด้านความปลอดภัยและการตรวจสอบอัตโนมัติ

แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกับ GAC Aion

นอกจากนี้ คณะยังได้มีโอกาสเดินทางต่อเพื่อศึกษาดูงานที่โรงงานของ GAC Aion New Energy Automobile บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันดับต้นๆ ของจีน ภายใต้การบริหารของ GAC Group ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลก

กิจกรรมในโรงงานประกอบด้วยการเยี่ยมชม สายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Aion ที่ใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติขั้นสูง และชมรถยนต์ EV ที่ใช้แพลตฟอร์ม AEP 3.0 และเทคโนโลยี Magazine Battery ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับพรีเมียม พร้อมการแสดงสายการผลิตของ Hyper SSR ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าที่มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.3 วินาที

บทเรียนความสำเร็จของ GAC Aion ทั้งในด้านเทคโนโลยีและตลาดโลก ได้เปิดรับผู้บริหารไทยเข้าถึงแนวคิดและแนวทางการขับเคลื่อน innovation อย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้กับอุตสาหกรรมยานยนต์และโครงสร้างพื้นฐานของไทย

โครงการผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน ในปีนี้เป็นความร่วมมือจากหลายองค์กรชั้นนำ ทั้งสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน, สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน และหอการค้าไทย–จีน อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และ China Media Group

การศึกษาดูงานนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มพูนความรู้ แต่ยังช่วยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างเยาวชนผู้บริหารไทยและจีนในหลากหลายด้าน ทั้งเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้นำรุ่นใหม่ที่สนใจเชื่อมโยงโลกไทย-จีนด้วยนวัตกรรม การเดินทางครั้งนี้คือแรงผลักสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเต็มไปด้วยโอกาส

ที่มา – ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน ดูงานศูนย์วิจัยระบบรางกว่างโจว พร้อมเยี่ยมชม GAC Aion New Energy Automobile

’จ๊ะจ๋า-จิ๊บ‘ ซาบซึ้ง คุณยายบริจาคร่างกาย ภูมิใจไม่เคยเรียนหนังสือ ได้เป็นอาจารย์ใหญ่ให้ว่าที่คุณหมอ

เรื่องราวของ “จ๊ะจ๋า พริมรตา” และสามีหนุ่ม “จิ๊บ วสุ” ที่มาพร้อมกับความทouched และยกระดับความภาคภูมิใจอย่างลึกซึ้ง เมื่อจ๊ะจ๋าได้เปิดใจผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวถึงความภาคภูมิใจในตัวคุณยายแท้ๆ ที่แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือเลย แต่ได้อุทิศร่างกายเพื่อเป็นวิทยาทาน เป็น “อาจารย์ใหญ่” ให้แก่นักศึกษาแพทย์ในวาระสุดท้ายของชีวิต

’จ๊ะจ๋า-จิ๊บ‘ ซาบซึ้ง คุณยายบริจาคร่างกาย

จ๊ะจ๋าเล่าให้ฟังว่า คุณยายอายุ 86 ปีได้บริจาคร่างกายไว้ จึงเมื่อล่วงลับไป ร่างกายเลยถูกโรงพยาบาลรับไปดูแล และถูกใช้เป็นต้นแบบการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์เป็นอย่างดี

“พอทราบว่าร่างของคุณยายถูกนำมาใช้ประโยชน์ นิสิตมาราชิกมากราบขอบคุณ ก็บอกว่าคุณยายของเราเป็นอาจารย์ใหญ่ของพวกเขาเลยค่ะ ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดเลยสำหรับคุณยายที่ไม่เคยได้เข้าโรงเรียนหนังสือเลย” จ๊ะจ๋าเปิดใจอย่างน้ำตาซึม

การให้คือคุณค่าสุดท้ายของชีวิต

ย้อนกลับไป หากแต่จ๊ะจ๋าเองก็เป็นผู้บริจาคอวัยวะดวงตาและอวัยวะต่าง ๆ ไว้ก่อนหน้านี้ ครอบครัวทั้งฝ่ายของเธอและจิ๊บ ก็ได้ครอบคลุมในแนวคิดของการบริจาค ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ น้องสาว ทุกคนต่างได้แสดงเจตจำนงว่าจะส่งต่อความมีประโยชน์แม้หมดลมหายใจแล้ว

“จริงๆ เราไม่รู้เลยว่าบริจาคไว้แล้วเขาจะเอามาทำอะไรกับเรา จนกระทั่งรู้ว่าใช้ได้จริง และมันกลายเป็นความภาคภูมิใจสูงสุด” จ๊ะจ๋าเผย

  • คุณยายอายุ 86 ปีบริจาคร่างกาย
  • นิสิตมาราชิกขอบคุณ – ถือว่าเป็น “อาจารย์ใหญ่” ตัวจริง
  • ครอบครัวจ๊ะจ๋าและจิ๊บเป็นสายบริจาคทั้งคู่

ทั้งคู่ส่งเสริมกันและกันในเรื่องนี้ เพราะจิ๊บเล่าถึงช่วงเด็กที่คุณพ่อพาไปดูร่างกายของผู้มีจิตความศรัทธาที่บริจาคร่างกายเป็นวิทยาทาน “เราเลี่ยมใสตั้งแต่เด็ก ยิ่งโตขึ้นก็เข้าใจว่าการให้มันดีจริงๆ” จิ๊บบอก

ทำไมถึงควรบริจาคร่างกาย?

การบริจาคร่างกายไม่ใช่แค่สิ่งที่ดีสำหรับผู้รับ แต่มันยังเป็นภูมิปัญญาทางศีลธรรมที่ขับเคลื่อนความโชคดีให้กับคนรุ่นหลัง ทั้งในด้านวิชาการ การศึกษา รวมทั้งการฝึกฝนวิชาชีพแพทย์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จ๊ะจ๋าและจิ๊บทั้งคู่เปรียบเหมือนเป็นต้นแบบของการสนับสนุนงานศพสันติธรรม ความเชื่อที่ว่าการให้คือความสุขที่ยั่งยืน นั่นคือสิ่งที่พวกเขาอยากฝากเอาไว้กับทุกคน

หากคุณกำลังมองหาวิธีที่จะใช้ชีวิตให้คุ้มค่า แม้ตอนจบของชีวิตก็ยังมีความหมายยิ่งนัก “죽แล้วก็ยังให้ความรู้ได้อีก นั่นแหละสุดยอด” จ๊ะจ๋าบอก

ลองถามตัวเองดูสักหน่อย สิ่งที่เรามีตอนจบของชีวิต คือกระท่อมว่างเปล่า หรือจะให้มันเต็มไปด้วยคุณค่าของความให้?

ที่มา – ’จ๊ะจ๋า-จิ๊บ‘ ซาบซึ้ง คุณยายบริจาคร่างกาย ภูมิใจไม่เคยเรียนหนังสือ ได้เป็นอาจารย์ใหญ่ให้ว่าที่คุณหมอ!

สภาฯ ผ่านวาระ 2 งบฯ กระทรวงท่องเที่ยวฯ และพัฒนาสังคมฯ แล้ว

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568 บรรยากาศในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรค่อนข้างเข้มข้นแต่ราบรื่น โดยเฉพาะในวาระที่ 2 ของการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจและสังคม เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สภาผ่านฉลุย วาระ 2 งบ ‘ก.ท่องเที่ยวฯ-พัฒนาสังคมฯ’

ในวาระนี้ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านลุกขึ้นให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณในมาตรา 11 ซึ่งเป็นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และมาตรา 12 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

กระทรวงท่องเที่ยวฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณที่เพิ่มขึ้น

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายคือ งบประมาณที่เพิ่มขึ้นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โครงการส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยว และการตลาดท่องเที่ยวภายในและต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นรายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งเศรษฐกิจหลักของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนทางด้านกีฬา ด้วยการจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปมีสุขภาพที่ดี และส่งเสริมการจัดการแข่งขันกีฬาระดับชาติและนานาชาติในประเทศไทย

กระทรวงพัฒนาสังคมฯ เน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคม

ในส่วนของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจะนำไปใช้ในการพัฒนาสวัสดิการสังคม ระบบรับมือกับวิกฤติเด็กและเยาวชน รวมถึงการส่งเสริมและคุ้มครองคนพิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ

  • การให้ความช่วยเหลือทางสังคมแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
  • การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมและส่งเสริมคุณภาพชีวิต
  • การสนับสนุนเงินอุดหนุนเด็กและเยาวชน
  • การพัฒนาศักยภาพชุมชนในการจัดการปัญหาตนเอง

ภายหลังจากการอภิปรายอย่างเป็นระบบในวันนี้ สภาผู้แทนราษฎรก็ได้ลงมติเห็นชอบร่างงบประมาณรายจ่ายตามวาระที่ 2 ของทั้งสองกระทรวงดังกล่าว ด้วยเสียงข้างมาก ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการทางการเงินเพื่อพัฒนาประเทศในทุกด้าน

การผ่านวาระ 2 นี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปี ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินการในขั้นตอนถัดไป ได้แก่ วาระที่ 3 และวาระสุดท้าย ซึ่งจะต้องใช้อภิปรายอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณของประชาชน

นี่ไม่เพียงแค่การพิจารณาเรื่องงบประมาณเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงแนวทางในการบูรณาการนโยบายเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาพรวม อย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นผู้ที่ให้ความสนใจในเรื่องการเมือง การเงิน หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณการพัฒนาประเทศอย่างใกล้ชิด การติดตามประเด็นเช่นนี้อย่างต่อเนื่องนี้จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลเชิงลึกและสามารถประเมินผลรัฐบาลและนโยบายของประเทศได้เป็นอย่างดี

ที่มา – สภาผ่านฉลุย วาระ 2 งบ ‘ก.ท่องเที่ยวฯ-พัฒนาสังคมฯ’

วิทัย ว่าที่ ผู้ว่าการ ธปท. ขอบคุณ ธ.กรุงเทพ ลดดอกเบี้ย

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และมีมติเอกฉันท์ให้ ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.50% จากเดิมที่ 1.75% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นข่าว利好สำหรับทั้งภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป เพราะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืม ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถหมุนเวียนเงินทุนและลงทุนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนทั่วไปก็จะได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายภาระหนี้

วิทัย ว่าที่ ผู้ว่าการ ธปท. ขอบคุณ ธ.กรุงเทพ ลดดอกเบี้ย

ทันทีหลังจากที่ ธปท. ประกาศเรื่องดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารกรุงเทพ หนึ่งในสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศ ก็ได้ประกาศตาม suit อย่างรวดเร็ว โดยลดดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ MLR (Minimum Lending Rate), MRR (Minimum Retail Rate) และ MOR (Minimum Corporate Rate) ลง 0.25% ต่อปี

การดำเนินการของธนาคารกรุงเทพได้รับการตอบรับเชิงบวก ไม่เว้นแม้แต่จาก นายวิทัย รัตนากร ว่าที่ ผู้ว่าการธปท. ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นี้ โดย วิทัย ว่าที่ ผู้ว่าการ ธปท. ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Vitai Ratanakorn” ขอบคุณธนาคารกรุงเทพอย่างเป็นทางการ

เนื้อหาโพสต์ของวิทัย ว่าที่ ผู้ว่าการ ธปท.

โดยระบุข้อความว่า “ขอขอบคุณ ธ กรุงเทพ ที่ดูแลภาคธุรกิจและประชาชนครับ ลดดอกเบี้ย 0.25% ทั้ง MLR MRR และ MOR ครับ” ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจว่าการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์เริ่มปรับตัวตามนโยบายการเงินของประเทศแล้ว

การที่ธนาคารกรุงเทพรีบดำเนินการลดดอกเบี้ยตามนโยบายของ กนง. อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่าธนาคารมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของประชาชนรวมถึงการเติบโตของภาคธุรกิจอย่างจริงจัง

ผลกระทบจากการลดดอกเบี้ยของ ธ.กรุงเทพ

การลดดอกเบี้ยในครั้งนี้มีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจหลายด้าน

  • ลดภาระหนี้ในครัวเรือน ครัวเรือนที่มีภาระผ่อนสินเชื่อบ้าน รถยนต์ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล จะได้รับการลดภาระหนี้รายเดือนอย่างชัดเจน
  • สนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ต้องพึ่งพาการกู้เงินเพื่อลงทุนและดำเนินงาน
  • กระตุ้นการบริโภค ด้วยการที่ประชาชนมีเงินเหลือใช้มากขึ้น อาจช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในตลาดภายในประเทศ

สำหรับ วิทัย ว่าที่ ผู้ว่าการ ธปท. นั้น ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูงต่อหน้าที่ และมีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนนโยบายการเงินที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การแสดงความชื่นชมและยอมรับต่อนโยบายของธนาคารพาณิชย์ล่าสุดก็แสดงให้เห็นถึงบทบาทของผู้นำอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากแนวโน้มดอกเบี้ยในทิศทางนี้ นี่อาจเป็นโอกาสที่ควรใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการหนี้และการลงทุนในระยะสั้น

สรุป ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลการเงิน เช่น ธปท. และธนาคารพาณิชย์ชั้นนำอย่างธนาคารกรุงเทพ ถือเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ การ ลดดอกเบี้ย ครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นมาตรการทางเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นการยืนยันว่า “ทุกบาทที่คุณหยอดทิ้งไป ยังสามารถหมุนเวียนกลับมาได้” หากเราบริหารจัดการอย่างชาญฉลาด

ที่มา – ‘วิทัย’ ว่าที่ ผู้ว่าการ ธปท. ขอบคุณ ธ.กรุงเทพ ลดดอกเบี้ย ดูแลภาคธุรกิจ-ประชาชน

กรมราชเลขานุการในพระองค์ ร่วมหน่วยงานช่วย ตชด.แนวหน้า

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่หอประชุมวชิรานุสรณ์ หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองอธิบดีกรมราชเลขานุการในพระองค์ และประธานกรรมการมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้ กรมราชเลขานุการในพระองค์ และหลายหน่วยงาน รวมน้ำใจช่วย ตชด.แนวหน้า เพื่อสนับสนุนภารกิจของกำลังพลตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) โดยมี พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รับมอบในฐานะรอง ผบช.ตชด.

กรมราชเลขานุการในพระองค์ และหลายหน่วยงาน รวมน้ำใจช่วย ตชด.แนวหน้า

หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมแสดงน้ำใจผ่านการบริจาคสิ่งของและอุปกรณ์จำเป็น เพื่อขวัญใจ ตชด. ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ไม่สงบที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง สิ่งของที่ได้รับมอบจะถูกนำไปส่งถึงมือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ 100% เพื่อการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศชาติ

ขวัญกำลังใจสำคัญยามท้าทาย

โครงการสนับสนุนครั้งนี้ สื่อถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการสืบสานพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รวมถึงสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงพระราชูปถัมภ์ กรมราชเลขานุการในพระองค์ และหลายหน่วยงาน รวมน้ำใจช่วย ตชด.แนวหน้า มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบอุปกรณ์การแพทย์พื้นฐาน หรือการสนับสนุนทางงบประมาณ

จากนั้นในช่วงบ่ายที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม กรุงเทพฯ ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม ก็ได้นำคณะผู้บริหารฯ และครอบครัวพุคยาภรณ์ ร่วมมอบ IFAK (Individual First Aid Kit) และเงินสมทบทุนรวม 700,000 บาท เพื่อสนับสนุนภารกิจของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

ขณะเดียวกัน ที่ทำการบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา นายอเนก วีระพจน์นานันท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ ก็ได้นำคณะอนุกรรมาธิการมามอบสิ่งของอุปโภค-บริโภคให้กับตำรวจชายแดนในพื้นที่อีกด้วย

  • สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของ ตชด.
  • ส่งมอบสิ่งของจำเป็นที่ช่วยให้การทำงานคล่องตัว
  • แสดงเจตนารมณ์ในการสืบทอดพระราชดำริ
  • รวมพลังจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม

การมารวมตัวของทุกภาคส่วนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของบทบาทตำรวจตระเวนชายแดน ที่เป็นแนวหน้าของความมั่นคงชาติ ในสถานการณ์ปัจจุบัน ความร่วมมือจากทุกหน่วยงานจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการส่งกำลังใจต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ชายแดน ลองเริ่มจากแชร์ประสบการณ์ดี ๆ หรือการสนับสนุนเล็ก ๆ น้อย ๆ ดูแล้วคุณจะพบว่าการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด และน่าทำมากกว่าที่คาด

ที่มา – กรมราชเลขานุการในพระองค์ และหลายหน่วยงาน รวมน้ำใจช่วย ตชด.แนวหน้า

ใบเฟิร์น พิมพ์ชนกเซ็กซี่แซ่บ โดนใจแฟนๆทั่วโซเชียล

สำหรับดาราสาวหน้าหวานอย่าง ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั้งในแง่ความสวยความงามและผลงานการแสดง ล่าสุดเธอกลับมาเป็นกระแสดราม่าอีกครั้ง เมื่อเผยภาพเซ็กซี่ใส่ชุดแนววินเทจสุดแซ่บ จนแฟนคลับต้องหลั่งไหลคอมเมนต์ชมล้นจอ

ใบเฟิร์น พิมพ์ชนกเซ็กซี่แซ่บ ทำเอาแฟนๆใจสั่นระทึก

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้เห็นสาว ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก อวดเสน่ห์ผ่านโซเชียลมีเดีย แต่รูปล่าสุดนี้เธอถือโอกาสพิเศษออกมาอวดความแซ่บแบบเต็มสูบมากกว่าเดิม ด้วยการใส่เสื้อแขนกุดสีขาวตัดกับกางเกงขาสั้นสีเทา ที่โชว์หน้าท้องเล็กน้อย และให้บรรยากาศของเสื้อผ้าที่ลงตัวทั้งในด้านสไตล์และการเลือกใช้อุปกรณ์เสริม

ใบเฟิร์น พิมพ์ชนกยังคงเป็นแรงบันดาลใจด้านสไตล์

ภายใต้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยภาพจากดาราและเซเลบมากมาย แต่ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ก็ยังคงมีจุดเด่นและสามารถสร้างปรากฏการณ์ความฮือฮาได้ทุกครั้งที่ลงภาพ ทั้งในเรื่องของความสวยที่ฉ่ำซีนออกไปจนเกินหน้า และยังตอกย้ำอีกครั้งว่าเธอยังคงเป็นหนึ่งในไอคอนความงามที่ไม่มีวันจบสิ้น

  • ชุดสีขาวตัดกับสีเทาให้ความรู้สึกสดใสและใสๆ
  • หน้าตายิ้มหวานแต่เต็มไปด้วยความเซ็กซี่
  • เสื้อผ้าบางเบาโชว์หุ่นเป๊ะแบบได้เอฟเฟกต์
  • การถ่ายทำให้เงาและแสงที่เข้ากันได้อย่างลงตัว

งานนี้สาวๆที่ชื่นชอบความเรียบง่ายแต่ดูมีสไตล์ ก็อาจได้แรงบันดาลใจในการเลือกแต่งตัวได้จากเธอ เพราะนอกจากจะดูน่ารัก ยังสามารถสร้างความแซ่บได้ในแบบฉบับของตัวเองมากที่สุด เพราะแปลกที่เธอไม่จำเป็นต้องโชว์ออกหน่อยแค่ไหนก็ยังสามารถทำสายตาค้างคาบน้ำลายของแฟนๆไว้ได้

สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จทั้งในหน้าที่การแสดงและการเป็นสตาร์โซเชียลมีเดีย ของใบเฟิร์นพิมพ์ชนก ก็ยังคงเติบโตและเป็นที่จับตามองของคนทั้งประเทศ ดังนั้นใครที่แอบชื่นชมความเซ็กซี่ของเธอ อย่าลืมกดไลค์กดฟอลโลว์ไว้ก่อนจะสายล่ะจ้า

ที่มา – “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” เผลอทำความแซ่บตกใส่โซเชียล แฟนๆตะลึงความสวยเซ็กซี่ทำละสายตาไม่ได้!