ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทรู ผนึก ม.เทคโนโลยีมหานคร และ GalaxySpace เปิดตัว ASTRA

เชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้นไม่น้อยกับข่าวล่าสุดที่ ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย ทรู อินโนเวชัน เซ็นเตอร์ ได้จับมือกับพันธมิตรระดับแนวหน้าอย่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) และ GalaxySpace ในการประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ เพื่อเปิดตัวโครงการ ทรู ผนึก ม.เทคโนโลยีมหานคร และ GalaxySpace เปิดตัว “ASTRA” วางกรอบพัฒนาบุคลากรยุคใหม่ ซึ่งถือเป็นการปักหมุดหมายครั้งใหญ่ของวงการเทคโนโลยีอวกาศไทยเลยทีเดียวครับ

ทรู ผนึก ม.เทคโนโลยีมหานคร และ GalaxySpace เปิดตัว “ASTRA” วางกรอบพัฒนาบุคลากรยุคใหม่

โครงการ ASTRA (Accelerated Space Technology, Research & Applications) นี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามาใช้ แต่เป็นการเน้นที่ “คน” เป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่เข้าใจเทคโนโลยีอวกาศอย่างถ่องแท้ ตั้งแต่การเชื่อมโยงข้อมูลดาวเทียมเข้ากับ AI ไปจนถึงระบบสื่อสารที่ทันสมัย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรมไทย

ก้าวสำคัญสู่ Space Talent Framework

ความน่าสนใจของ ASTRA คือการวางกรอบ Space Talent Framework ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การเรียนรู้ การทำวิจัย ไปจนถึงการลงมือทำจริง โดยโครงการ ทรู ผนึก ม.เทคโนโลยีมหานคร และ GalaxySpace เปิดตัว “ASTRA” วางกรอบพัฒนาบุคลากรยุคใหม่ นี้ จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาและนักวิจัยไทยได้เรียนรู้จากโจทย์จริงผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่:

  • Space Infrastructure & Connectivity: วางพื้นฐานโครงสร้างพื้นฐานดาวเทียม
  • Space Intelligence: นำข้อมูลอวกาศมาประมวลผลด้วย AI และ Machine Learning
  • Space Applications: การประยุกต์ใช้ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม
  • Space Economy: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอวกาศอย่างเป็นรูปธรรม

นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เป้าหมายหลักคือการเปลี่ยน Data จากอวกาศให้กลายเป็น Intelligence ที่ช่วยในการตัดสินใจได้จริง ขณะที่ทาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ก็พร้อมสนับสนุนด้วยการนำวิศวกรและนักวิจัยเข้าสู่สนามทดลองจริงร่วมกับ GalaxySpace ที่จะมาถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสากล

เรามองว่าโครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก เพราะการสร้างบุคลากรให้พร้อมสำหรับยุคสมัยใหม่ ไม่ได้หมายถึงแค่การเรียนทฤษฎีในห้องเรียนอีกต่อไป แต่คือการพาคนรุ่นใหม่ไปสัมผัสเทคโนโลยีอวกาศและโจทย์ทางธุรกิจที่ซับซ้อน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรม แทนที่จะเป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว นี่คือโอกาสทองสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากจะเติบโตในสายงานเทคโนโลยีชั้นสูงและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศครับ

ที่มา – ทรู ผนึก ม.เทคโนโลยีมหานคร และ GalaxySpace  เปิดตัว “ASTRA” วางกรอบพัฒนาบุคลากรยุคใหม่

ผู้อพยพหลายร้อยคนในเมืองเซวตาจัดการประท้วง เรียกร้องขอสถานะผู้ลี้ภัย

ผู้อพยพหลายร้อยคนในเมืองเซวตาจัดการประท้วง เรียกร้องขอสถานะผู้ลี้ภัย

เหตุการณ์ความตึงเครียดในเมืองเซวตา ดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งของทวีปแอฟริกา ยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง หลังจากที่มีรายงานว่า ผู้อพยพหลายร้อยคนในเมืองเซวตาจัดการประท้วง เรียกร้องขอสถานะผู้ลี้ภัย เพื่อขอโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่และหลีกหนีจากความยากลำบากที่พวกเขาเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

สถานการณ์เบื้องหลังการเรียกร้องของผู้อพยพ

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เมืองเซวตาต้องเผชิญกับสถานการณ์ผู้อพยพทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาล โดยมีตัวเลขคาดการณ์ว่ามีผู้คนหลักหมื่นคนไหลบ่าเข้ามาในเมืองที่มีประชากรไม่มากนัก แม้ว่าหลายคนจะตัดสินใจเดินทางกลับโดยสมัครใจไปแล้ว แต่ยังมีผู้อพยพอีกกลุ่มใหญ่ที่ยังคงตกค้างอยู่ตามชายหาดและพื้นที่ชานเมือง โดยปราศจากทรัพยากรพื้นฐานที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

จากการรายงานข่าว พบว่ากลุ่มคนที่ออกมาประท้วงต่างชูธงชาติสเปนและป้ายข้อความที่สะท้อนถึงความอัดอั้นตันใจ เช่น “เราไม่ต้องการกลับไปยังโมร็อกโก” และ “เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน” พวกเขาต้องการเพียงพื้นที่ปลอดภัยที่จะไม่ทำให้ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายอีกต่อไป

เหตุผลและอุปสรรคในการขอลี้ภัย

ปัญหาสำคัญที่ทำให้สถานการณ์นี้มีความซับซ้อน คือท่าทีที่ชัดเจนจากรัฐบาลสเปน โดยนายเฟอร์นันโด กรานเด-มาร์ลาสกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสเปน ได้ออกมาแถลงว่า ผู้อพยพที่เดินทางเข้ามาอย่างผิดกฎหมายจะไม่มีสิทธิ์ได้รับสถานะทางกฎหมายหรือถูกส่งต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของสเปน ยกเว้นในกรณีพิเศษที่เข้าข่ายความเปราะบางอย่างยิ่งเท่านั้น

ตัวอย่างความยากลำบากที่ผู้อพยพบางคนต้องเผชิญ ได้แก่:

  • การถูกกดขี่ข่มเหงจากรสนิยมทางเพศในประเทศต้นทาง
  • การขาดแคลนอาหาร น้ำสะอาด และที่พักอาศัยที่เหมาะสม
  • ข้อจำกัดในการเข้าถึงการช่วยเหลือจากหน่วยงานหรือองค์กรอิสระ (NGO)

ความรู้สึกเหนื่อยล้าและสิ้นหวังของเหล่าผู้อพยพสะท้อนผ่านเสียงเรียกร้องว่า “เราต้องการทางออก” ซึ่งเป็นคำถามที่สังคมโลกต้องขบคิดว่า การจัดการกับปัญหาผู้อพยพอย่างเป็นธรรมและมีมนุษยธรรมนั้นควรมีขอบเขตอย่างไร ท่ามกลางกฎระเบียบของรัฐที่เข้มงวด

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ย้ำเตือนให้เราเห็นว่า วิกฤตการณ์ผู้อพยพไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่คือชีวิตของผู้คนนับพันที่กำลังรอคอยคำตอบว่ามนุษยธรรมจะยังคงมีที่ยืนในสังคมปัจจุบันหรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ต่อไปในฐานะคนไร้รัฐ

ที่มา – ผู้อพยพหลายร้อยคนในเมืองเซวตาจัดการประท้วง เรียกร้องขอสถานะผู้ลี้ภัย

เพชรบุรีจับมือสมุทรสงคราม เดินหน้าท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ดัน MICE City

เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มคุ้นหูกับคำว่าการท่องเที่ยวแบบรักษ์โลกกันมากขึ้นแล้วใช่ไหมครับ ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมากเมื่อทาง จ.เพชรบุรี ได้จับมือกับ จ.สมุทรสงคราม เพื่อร่วมกันยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของทั้งสองจังหวัดให้ก้าวสู่ระดับสากล ผ่านโครงการ เพชรบุรีจับมือสมุทรสงคราม เดินหน้าท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ดัน MICE City ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่จะทำให้เมืองท่องเที่ยวของเราเติบโตได้อย่างสมดุลและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม

เพชรบุรีจับมือสมุทรสงคราม เดินหน้าท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ดัน MICE City

เมื่อไม่นานมานี้ ณ โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ ได้มีการจัดสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ประกอบการ โดยมีเป้าหมายหลักในการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการท่องเที่ยวจากการท่องเที่ยวแบบทั่วไปสู่การเป็น เพชรบุรีจับมือสมุทรสงคราม เดินหน้าท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ดัน MICE City อย่างเต็มตัว โดยเน้นการจัดประชุม นิทรรศการ และงานอีเวนต์ระดับนานาชาติที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญ

ก้าวสำคัญสู่มาตรฐานระดับโลก

แนวทางการขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เน้นเรื่องธุรกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการรับรองมาตรฐานคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) ซึ่งถือเป็นเทรนด์โลกที่นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ให้ความสนใจอย่างมาก ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้กระบวนการ “ปรับ-ลด-ชดเชย” เพื่อก้าวเข้าสู่มาตรฐานสากลได้อย่างมั่นใจ

ประโยชน์ของการขับเคลื่อนครั้งนี้มีมากมาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น:

  • สร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการท่องเที่ยว
  • ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน
  • ยกระดับภาพลักษณ์ของเพชรบุรีให้เป็นศูนย์กลางการจัดงานประชุมชั้นนำ

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการนำทุนทางวัฒนธรรมและอาหารพื้นถิ่นมาเป็นจุดขายที่แตกต่าง การที่เพชรบุรีและสมุทรสงครามจับมือกัน จะช่วยขยายฐานกลุ่มลูกค้าและทำให้การท่องเที่ยวในพื้นที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาวแน่นอนครับ

หากเรามองในมุมของนักท่องเที่ยว การที่จังหวัดหันมาส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่คือการรักษาสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามเอาไว้ให้ลูกหลานของเราได้เห็นในอนาคต อยากให้ทุกคนลองเปิดใจสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับมาตรฐานเหล่านี้ดูนะครับ เพราะทุกการตัดสินใจเที่ยวของคุณ จะช่วยโลกของเราได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – เพชรบุรีจับมือสมุทรสงคราม เดินหน้าท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ดัน “MICE City”

เปิดสาเหตุเพลิงคร่าชีวิตคู่รักเทรดคริปโต-แมว หลักฐานชัด

จากเหตุการณ์สลดใจที่เกิดขึ้นกับคู่รักเจ้าของบ้านหรูย่านนนทบุรี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้พร้อมกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึง เปิดสาเหตุเพลิงคร่าชีวิตคู่รักเทรดคริปโต-แมว หลักฐานชัดข้อความบนกำแพง ที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล โดยเหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

เปิดสาเหตุเพลิงคร่าชีวิตคู่รักเทรดคริปโต-แมว หลักฐานชัดข้อความบนกำแพง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบข้อมูลที่บ่งชี้ว่านี่อาจไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุทั่วไป เมื่อเจ้าหน้าที่พบถังน้ำมันขนาดใหญ่และเตาอั้งโล่ภายในห้องน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่พบร่างของผู้เสียชีวิตทั้งสอง รวมถึงแมวที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก แม้จะมีกระแสข่าวว่ามีการเทรดคริปโตเคอร์เรนซีเป็นอาชีพหลัก แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นเรื่องความเครียดส่วนตัวหรือปัญหาหนี้สินออกไป

หลักฐานสำคัญที่ชี้ชัดถึงการเตรียมการ

นอกจากสภาพของที่เกิดเหตุแล้ว ยังพบหลักฐานที่เป็นข้อความเขียนด้วยลายมือบนกำแพงหน้าห้อง ระบุว่า “ให้เคารพการตัดสินใจ และเคารพครอบครัวของทั้ง 2 ฝ่าย” ซึ่งญาติยืนยันว่าเป็นลายมือของฝ่ายหญิงจริง นอกจากนี้การที่ประตูบ้านถูกล็อกจากด้านในอย่างแน่นหนา ยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานว่าเหตุการณ์นี้อาจมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ทำให้ เปิดสาเหตุเพลิงคร่าชีวิตคู่รักเทรดคริปโต-แมว หลักฐานชัดข้อความบนกำแพง กลายเป็นเบาะแสสำคัญที่ตำรวจต้องเร่งขยายผล

  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและธุรกิจการลงทุนของทั้งคู่
  • รอผลชันสูตรจากนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด
  • การประสานงานกับญาติเพื่อหาสาเหตุของความเครียด

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ เหตุการณ์นี้นับเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ที่เตือนให้เราเห็นความสำคัญของการใส่ใจสุขภาพจิตคนรอบข้าง โดยเฉพาะในยุคที่การลงทุนมีความเสี่ยงสูงและความกดดันจากสังคมมีมากขึ้น ทุกคนควรหันมาสังเกตพฤติกรรมหรือสัญญาณความเครียดของคนใกล้ชิด เพราะบางครั้งข้อความที่เขียนไว้ อาจเป็นเสียงสุดท้ายที่พวกเขาต้องการสื่อสารให้เราเข้าใจก่อนจากไป หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังประสบปัญหา อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือสายด่วนสุขภาพจิต เพราะทุกปัญหามีทางออกเสมอ เปิดสาเหตุเพลิงคร่าชีวิตคู่รักเทรดคริปโต-แมว หลักฐานชัดข้อความบนกำแพง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่เป็นบทเรียนที่เตือนใจให้เราดูแลกันและกันให้ดีที่สุดในวันที่ยังมีโอกาส

ที่มา – เปิดสาเหตุเพลิงคร่าชีวิตคู่รักเทรดคริปโต-แมว หลักฐานชัดข้อความบนกำแพง

เด็มโก้ ครึ่งแรกปี 69 สุดแกร่ง! กำไร 30.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 519.4%

สวัสดีครับเพื่อนนักลงทุนทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีจากฝั่งหุ้นพลังงานและวิศวกรรมมาฝากกัน กับผลงานล่าสุดของบริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ DEMCO ที่เรียกได้ว่าผลประกอบการออกมาโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการประกาศว่า เด็มโก้ ครึ่งแรกปี 69 สุดแกร่ง! กำไร 30.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 519.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เคยขาดทุน ถือเป็นการพลิกฟื้นธุรกิจที่น่าสนใจมากครับ

เด็มโก้ ครึ่งแรกปี 69 สุดแกร่ง! กำไร 30.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 519.4%

นายณัฐพงศ์ กอร่ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DEMCO ได้ออกมาเปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ว่าบริษัทฯ สามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 30.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 7.2 ล้านบาท ถึง 37.4 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตมหาศาลถึง 519.4% ท่ามกลางรายได้รวมที่ทำได้ 974.5 ล้านบาท

เบื้องหลังความสำเร็จและการบริหารต้นทุน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เด็มโก้ ครึ่งแรกปี 69 สุดแกร่ง! กำไร 30.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 519.4% ไม่ใช่แค่เรื่องรายได้เพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพครับ โดยบริษัทสามารถลดต้นทุนรวมและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลงได้ถึง 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าทีมบริหารเอาจริงเอาจังกับการเพิ่ม Margin ของธุรกิจ

ปัจจุบัน DEMCO ยังคงมุ่งเน้นในธุรกิจหลักที่แข็งแกร่ง ดังนี้:

  • งานรับเหมาก่อสร้างโครงการ (EPC) ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลัก
  • งานติดตั้งและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนรายใหญ่
  • การลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนที่มีอนาคตไกล

สำหรับมูลค่างานในมือ (Backlog) ของบริษัทในปัจจุบันนั้นสูงถึง 2,699 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571 ทำให้มั่นใจได้ว่าพื้นฐานรายได้ในอนาคตค่อนข้างมีความมั่นคงครับ

ในมุมมองของผม การที่ DEMCO ปรับกลยุทธ์มารุกตลาดโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ไม่ว่าจะเป็นงานสถานีไฟฟ้าหรือระบบสายส่ง ถือว่าเดินมาถูกทางครับ เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดของประเทศยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ใครที่กำลังมองหาหุ้นในกลุ่มวิศวกรรมที่มีการฟื้นตัวชัดเจนก็น่าจับตามองตัวนี้ไว้ให้ดีเลยครับ

ที่มา – เด็มโก้ ครึ่งแรกปี 69 สุดแกร่ง! กำไร30.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 519.4%

ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว! ป้าดาท้าชนทวงความยุติธรรม

ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว! ป้าดาท้าชนทวงความยุติธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อนางชมมณี น้อยจันทร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ป้าดา” ได้ออกมาเปิดใจหลังจากเสร็จสิ้นรายการโหนกระแส ถึงมหากาพย์ข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ซึ่งป้าดายืนยันว่า ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว! ป้าดาท้าชนทวงความยุติธรรม เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงและล้างมลทินให้กับครอบครัวของตนที่ถูกกล่าวหาว่าไปบุกรุกและทำร้ายพระสงฆ์

ป้าดาระบุว่า ทางทายาทมีหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเฮียง พิมพ์ศรี คุณตาของเธอ และไม่ได้มีการระบุชื่อในทำเนียบวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เธอจึงต้องการความชัดเจนว่าการจัดตั้งวัดในพื้นที่นี้มีความโปร่งใสหรือไม่ โดยเป้าหมายต่อไปคือการบุกสำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) เพื่อขอตรวจสอบที่มาที่ไปทั้งหมด

เปิดปมร้อน: ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว! ป้าดาท้าชนทวงความยุติธรรม

นอกจากปัญหาที่ดินแล้ว ป้าดายังได้เปิดเผยเรื่องราวสุดช็อกที่ตนต้องเผชิญมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยอ้างว่าถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งการถูกอุ้ม การยัดคดี และเหตุการณ์พยายามฆ่ารวมกว่า 8 คดี ซึ่งเธอระบุว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจบางกลุ่มที่ไม่โปร่งใส จนสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับตนและบริวาร ป้าดาจึงใช้โอกาสนี้ฝากถึงผู้มีอำนาจระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ลงมาตรวจสอบและดูแลความทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง

  • ตรวจสอบการจัดตั้งวัดป่าอดุลยารามว่าถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่
  • ทวงคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหลักฐานโฉนดเลขที่ 61945
  • เรียกร้องความเป็นธรรมจากคดีที่ถูกยัดเยียดและกระบวนการยุติธรรม

ในมุมมองของป้าดา เธอเชื่อมั่นว่าด้วยหลักฐานที่มีอยู่ในมือ จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นฝ่ายถูกและใครเป็นฝ่ายผิด เธอย้ำว่า ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว! ป้าดาท้าชนทวงความยุติธรรม และจะไม่ยอมถอยหลังให้กับการกลั่นแกล้งอย่างแน่นอน สำหรับใครที่กำลังติดตามกรณีนี้ เชื่อว่าในอนาคตเราจะได้เห็นความชัดเจนจากฝั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาและการตรวจสอบคดีความจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญของการรักษาสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนคนไทย

ที่มา – ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว! ‘ป้าดา’ ท้าชนทวงความยุติธรรมจ่อบุก พศ. ไขปมที่ดินวัด-การจัดตั้ง

ราชทัณฑ์แจงปมปล่อย เล่าต๋า ก่อนกำหนด เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากมีกระแสข่าวการปล่อยตัวนายเล่าต๋า แสนลี่ อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญ ซึ่งล่าสุดทางกรมราชทัณฑ์ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณี ‘ราชทัณฑ์’ แจงปมปล่อย ‘เล่าต๋า’ ก่อนกำหนด ชี้ประพฤติตัวดีจนได้เลื่อนเป็น ‘นักโทษชั้นเยี่ยม’ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยย้ำว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

‘ราชทัณฑ์’ แจงปมปล่อย ‘เล่าต๋า’ ก่อนกำหนด ชี้ประพฤติตัวดีจนได้เลื่อนเป็น ‘นักโทษชั้นเยี่ยม’

หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดผู้ต้องขังคดีร้ายแรงจึงได้รับอิสรภาพ ทั้งที่ศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต ทางกรมราชทัณฑ์อธิบายว่า นายเล่าต๋าซึ่งปัจจุบันมีอายุ 85 ปี ได้ประพฤติตัวดีในเรือนจำมาโดยตลอด ไม่เคยทำผิดวินัย ส่งผลให้ได้รับพิจารณาเลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมในปี พ.ศ. 2565 นอกจากนี้ ยังได้รับพระราชทานอภัยโทษหลายครั้งตามสัดส่วนของอัตราโทษ ซึ่งรวมถึงการเป็นผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 70 ปีตามกฎหมายอีกด้วย

สรุปเหตุผลที่ ‘ราชทัณฑ์’ แจงปมปล่อย ‘เล่าต๋า’ ก่อนกำหนด ชี้ประพฤติตัวดีจนได้เลื่อนเป็น ‘นักโทษชั้นเยี่ยม’

  • นายเล่าต๋าได้รับพระราชทานอภัยโทษรวม 6 ครั้ง ทำให้โทษจำคุกตลอดชีวิตถูกปรับลดลงตามลำดับ
  • ได้รับการเลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมจากการประพฤติตนดีเยี่ยมระหว่างถูกคุมขัง
  • กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์และกฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่มีข้อยกเว้นหรือการเลือกปฏิบัติ
  • มีการส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าติดตามพฤติการณ์หลังพ้นโทษ

อย่างไรก็ตาม ทางกรมราชทัณฑ์ตระหนักถึงความกังวลของสังคม จึงเตรียมทบทวนแนวทางการบริหารโทษสำหรับคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักนิติธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของสังคมคือหัวใจสำคัญในการพิจารณาทุกครั้ง

การปล่อยตัวครั้งนี้ไม่ใช่การใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคล แต่เป็นผลลัพธ์จากการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้ ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทางหน่วยงานจะนำไปปรับปรุงเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสังคมไทยในอนาคต

ที่มา – ‘ราชทัณฑ์’ แจงปมปล่อย ‘เล่าต๋า’ ก่อนกำหนด ชี้ประพฤติตัวดีจนได้เลื่อนเป็น ‘นักโทษชั้นเยี่ยม’

พศ.แจ้งผู้ว่าฯขอนแก่น ขออนุเคราะห์ความปลอดภัยคณะสงฆ์ ‘วัดป่าอดุลยาราม’-เร่งรัดเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์ที่ดิน

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นภายในวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ส่งผลให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ต้องรีบเข้ามาดูแลอย่างเร่งด่วน โดยล่าสุดได้มีการทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เพื่อให้ช่วยดำเนินการในเรื่องพศ.แจ้งผู้ว่าฯขอนแก่น ขออนุเคราะห์ความปลอดภัยคณะสงฆ์ ‘วัดป่าอดุลยาราม’-เร่งรัดเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่อให้คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนได้สบายใจและกลับมาปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

พศ.แจ้งผู้ว่าฯขอนแก่น ขออนุเคราะห์ความปลอดภัยคณะสงฆ์ ‘วัดป่าอดุลยาราม’-เร่งรัดเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์ที่ดิน

ปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม ถือเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อมานาน แม้ว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ยังคงมีประเด็นความปลอดภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง พศ. จึงได้ขอความร่วมมือจากจังหวัดขอนแก่น ดังนี้:

  • จัดกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงดูแลความปลอดภัยให้กับเจ้าอาวาสและคณะสงฆ์ภายในวัด
  • เฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงหรือการคุกคามในพื้นที่ศาสนสถาน
  • ให้ความมั่นใจแก่พุทธศาสนิกชนที่เข้ามาทำบุญว่าวัดมีความปลอดภัย

ขั้นตอนการเร่งรัดเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย

สำหรับในส่วนของกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้น พศ. ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดการดำเนินการตามกฎหมาย โดยเน้นย้ำเรื่อง พศ.แจ้งผู้ว่าฯขอนแก่น ขออนุเคราะห์ความปลอดภัยคณะสงฆ์ ‘วัดป่าอดุลยาราม’-เร่งรัดเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลที่ระบุว่าที่ดินแปลงนี้เป็นศาสนสมบัติของวัด การดำเนินการขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจากชื่อเดิมนายเฮียง พิมพ์ศรี เป็นชื่อของวัดป่าอดุลยาราม จึงเป็นเรื่องที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นสามารถดำเนินการได้ทันทีตามกฎกระทรวงและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

การที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติออกมาขยับตัวในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังมานาน เพื่อให้วัดป่าอดุลยารามกลับมาเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวขอนแก่นอย่างแท้จริง การรักษาศาสนสมบัติของแผ่นดินเป็นหน้าที่ของทุกคน ดังนั้นการสนับสนุนให้หน่วยงานราชการดำเนินการตามกฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ

ที่มา – พศ.แจ้งผู้ว่าฯขอนแก่น ขออนุเคราะห์ความปลอดภัยคณะสงฆ์ ‘วัดป่าอดุลยาราม’-เร่งรัดเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์ที่ดิน

เปิดอัตราภาษี ค่ายรถจีน VS รถญี่ปุ่น ไทยเก็บลักลั่นแค่ไหน

ช่วงนี้ถ้าใครติดตามข่าวสารวงการยานยนต์ คงจะเห็นกระแสร้อนแรงที่ทำเอาวงการสั่นสะเทือน เมื่อยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดอย่าง โตโยต้า และ ฮอนด้า ออกมาตั้งคำถามถึง เปิดอัตราภาษี ค่ายรถจีน VS รถญี่ปุ่น ไทยเก็บลักลั่นแค่ไหน ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่าเรากำลังให้สิทธิพิเศษกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนมากเกินไปจนทิ้งห่างค่ายญี่ปุ่นที่อยู่คู่ไทยมานานหรือไม่

เปิดอัตราภาษี ค่ายรถจีน VS รถญี่ปุ่น ไทยเก็บลักลั่นแค่ไหน

ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่พูดถึงกันมาก คือโครงสร้างภาษี 3 ชั้น ที่ส่งผลให้รถยนต์เครื่องสันดาปและไฮบริดของค่ายญี่ปุ่นต้องแบกรับภาระที่หนักกว่ารถ EV จีนที่ได้รับการสนับสนุนเต็มสูบ นี่คือสิ่งที่ทำให้ผู้ผลิตระดับตำนานต้องออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม เพื่อให้การแข่งขันในสนามนี้เท่าเทียมกันมากขึ้น

เจาะลึกปมปัญหา เปิดอัตราภาษี ค่ายรถจีน VS รถญี่ปุ่น ไทยเก็บลักลั่นแค่ไหน

ความลักลั่นที่เกิดขึ้นสรุปได้ง่ายๆ ดังนี้ครับ:

  • ภาษีสรรพสามิต: รถ EV ได้รับการลดหย่อนภาษีเหลือเพียง 2% ในขณะที่รถเครื่องยนต์ปกติเสียภาษีสูงกว่ามากตามอัตราการปล่อยไอเสีย
  • การอุดหนุนราคา: มีมาตรการสนับสนุนด้านราคา (Subsidy) ที่ทำให้รถ EV จีนทำราคาได้ถูกจนค่ายญี่ปุ่นที่ผลิตรถไฮบริดในไทยแทบจะสู้ไม่ได้
  • ต้นทุนซัพพลายเชน: ค่ายรถญี่ปุ่นมีฐานการผลิตและแรงงานในไทยมหาศาล ซึ่งได้รับผลกระทบทางอ้อมจากยอดขายที่ลดลงเมื่อคนหันไปซื้อรถจีน

หลายคนมองว่ารัฐบาลไทยควรทบทวนนโยบายนี้ใหม่ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมเทคโนโลยีสีเขียวกับการดูแลฐานการผลิตเดิมที่สร้างงานให้กับคนไทยนับแสนคน การปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากเกินไปอาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ในระยะยาว

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องจับตาดูการประชุมในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ที่คาดว่าจะมีการรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตครั้งใหญ่ เพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับทุกค่ายรถยนต์ ในฐานะผู้บริโภค เราก็ได้แต่หวังว่าไม่ว่านโยบายจะเป็นอย่างไร ผลประโยชน์สูงสุดควรตกอยู่ที่ประชาชนและการเติบโตที่มั่นคงของเศรษฐกิจไทยครับ

ที่มา – เปิดอัตราภาษี ค่ายรถจีน VS รถญี่ปุ่น ไทยเก็บลักลั่นแค่ไหน จน”โตโยต้า-ฮอนด้า”ถึงกับทนไม่ไหว

ราชทัณฑ์ แจงยิบปล่อย เล่าต๋า แสนลี่ ยันทำตามกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากมีกระแสข่าวการปล่อยตัว นายเล่าต๋า แสนลี่ อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญ ซึ่งล่าสุดทางกรมราชทัณฑ์ได้ออกมาแจงรายละเอียดเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยยืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ราชทัณฑ์ แจงยิบปล่อย เล่าต๋า แสนลี่ ยันทำตามกฎหมาย

เหตุการณ์การปล่อยตัวนายเล่าต๋า แสนลี่ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 สร้างความกังวลใจให้แก่พี่น้องประชาชนไม่น้อย ทางกรมราชทัณฑ์จึงได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า นายเล่าต๋า ในวัย 85 ปี ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตจากคดียาเสพติดร้ายแรง แต่เนื่องจากมีการประพฤติตัวดีและไม่เคยทำผิดวินัยเรือนจำ จึงได้รับสิทธิในการเลื่อนชั้นเป็นชั้นเยี่ยมและได้รับพระราชทานอภัยโทษรวมถึง 6 ครั้ง ตามสัดส่วนของโทษและอายุที่เข้าเกณฑ์ผู้สูงอายุ

สรุปขั้นตอนและเหตุผลในการปล่อยตัว นายเล่าต๋า แสนลี่

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น กรมราชทัณฑ์ได้แจกแจงรายละเอียดการบังคับโทษไว้ดังนี้:

  • นายเล่าต๋าถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2559 รวมระยะเวลาที่ต้องโทษจริงกว่า 9 ปี
  • ได้รับการลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษหลายครั้งเนื่องจากพฤติกรรมดีและอายุเกิน 70 ปี
  • กระบวนการทั้งหมดไม่มีการเลือกปฏิบัติและผ่านการกลั่นกรองตามมาตรฐานของกรมราชทัณฑ์

หลายคนอาจสงสัยว่าการปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์แบบนี้เหมาะสมหรือไม่ กรมราชทัณฑ์ได้ตระหนักถึงความห่วงใยนี้เช่นกัน โดยเตรียมที่จะทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบเกี่ยวกับการบริหารโทษสำหรับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีที่มีผลกระทบต่อสังคมสูง เพื่อให้การบังคับโทษมีความสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับความปลอดภัยของประชาชนในอนาคต

นอกเหนือจากการชี้แจง ราชทัณฑ์ แจงยิบปล่อย เล่าต๋า แสนลี่ ยันทำตามกฎหมาย แล้ว ทางกรมราชทัณฑ์ยังได้ประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานด้านยาเสพติดและฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อติดตามพฤติการณ์ของนายเล่าต๋าหลังพ้นโทษอย่างใกล้ชิด นี่คืออีกก้าวสำคัญในการเพิ่มมาตรการดูแลสังคมให้ปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้

ในมุมมองของผู้เขียน การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการลดโทษคดีอุกฉกรรจ์นับเป็นเรื่องที่ควรเร่งดำเนินการ เพื่อให้บทลงโทษสะท้อนถึงความร้ายแรงของความผิดได้อย่างแท้จริง และเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสงบสุขของสังคมเป็นที่ตั้งครับ

ที่มา – ราชทัณฑ์ แจงยิบปล่อย “เล่าต๋า แสนลี่” ยันทำตามกฎหมาย เล็งทบทวนเกณฑ์ลดโทษคดีอุกฉกรรจ์