ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กพท. เร่งตรวจสอบเอกสารขออนุญาตบินโดรนเกษตร

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เร่งตรวจสอบเอกสารขออนุญาตบินโดรนเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรและนักบินโดรนสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยตามระเบียบกฎหมาย

กพท. เร่งตรวจสอบเอกสารขออนุญาตบินโดรนเกษตร

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า จากการผ่อนปรนการบินโดรนเกษตรที่ประกาศเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 มีบางพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้งาน นำไปสู่การรับข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการขึ้นทะเบียน รวมถึงปัญหาในการขออนุญาตบินจากนักบินโดรนเกษตรและเกษตรกร

พลอากาศเอก มนัท กล่าวว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงในปัจจุบันมีความไวต่อผลกระทบจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อชาวบ้าน จึงขอความร่วมมือให้ทุกคนที่ครอบครองโดรนต้องเข้ามาขึ้นทะเบียนผ่านระบบ UAS Portal ทั้งเว็บไซต์ https://uasportal.caat.or.th และแอปพลิเคชันมือถือทั้ง IOS และ Android โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

การขึ้นทะเบียนและขออนุญาตบินโดรนเกษตรอย่างถูกต้อง

สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะใช้งานโดรนในวงการเกษตร ควรดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและจดทะเบียนโดรนผ่าน ระบบ UAS Portal ซึ่งเป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกในเรื่องของเอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ โดยผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตบินผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal ได้จริง

  • ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเข้าใจง่าย
  • ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • รายงานปัญหาและข้อเสนอแนะได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ทาง กพท. ได้มีการประสานงานกับสมาคมโดรนเกษตรประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกในการรวบรวมข้อมูลปัญหาและข้อเสนอแนะจากสายตรงคือเกษตรกรและนักบินโดรน เพื่อนำมาประชุมหารือกับสำนักงานที่เกี่ยวข้องในอนาคตอันใกล้

ด้านแรงงานและความร่วมมือในระดับท้องถิ่น กพท. ยังได้ประสานไปยังกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ให้นำประกาศผ่อนปรนการบินโดรนเกษตรฯ ไปแจ้งให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านรับทราบ ทำให้การควบคุม区域性ในแต่ละพื้นที่เป็นระบบมากขึ้น

สำหรับคนที่ต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขออนุญาตบินโดรนในภาคเกษตร สามารถตรวจสอบได้ที่:

เป็นกระบวนการที่ทุกฝ่ายต้องมีความรู้จักและเคารพต่อกัน เพราะในระยะยาว การใช้งานโดรนในภาคเกษตรจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอาหารของประเทศอย่างมาก

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือนักบินโดรน พยายามลงทะเบียนและปฏิบัติตามข้อกำหนดของ กพท. เพื่อให้การใช้งานโดรนเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งยังช่วยยกระดับการเกษตรของไทยไปสู่ระบบเทคโนโลยีได้จริง

ที่มา – “กพท.” เร่งเช็กเอกสารขออนุญาต “บินโดรนเกษตร” พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ

ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. ลดลง 50 บาท

วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 09.06 น. ตลาดทองคำเปิดการซื้อขายครั้งแรกของวันโดย ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 50 บาท สู่ระดับ 51,500 บาท เทียบกับราคาเมื่อวานที่ปรับตัวลดลงไปถึง 400 บาทจากการประกาศทั้งหมด 10 ครั้งในรอบวัน

ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. ลดลง 50 บาท

ผลจากการเคลื่อนไหวของ ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. ทำให้ราคาทองคำแท่งมีการรับซื้อที่ราคาบาทละ 51,400 บาท และราคาขายออกอยู่ที่บาทละ 51,500 บาท ในขณะที่ทองรูปพรรณราคาซื้อคืนอยู่ที่บาทละ 50,376.68 บาท และราคาขายออกบาทละ 52,300 บาท

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองวันนี้ 12 ส.ค.

ในตลาดโลก ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. ทองคำ Spot ปรับตัวลดลงแตะระดับ 3,352 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากการประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะไม่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทองคำ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาการเปิดเผยว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมของสหรัฐ เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

  • ทองคำแท่ง รับซื้อ: 51,400 บาท
  • ทองคำแท่ง ขายออก: 51,500 บาท
  • ทองรูปพรรณ รับซื้อ: 50,376.68 บาท
  • ทองรูปพรรณ ขายออก: 52,300 บาท

ราคาทองคำในตลาดโลกปิดเมื่อคืนที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 86.60 ดอลลาร์ สู่ระดับ 3,404.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงกดดันจากกระแสขายสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองหาโอกาสในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

จากข้อมูลดังกล่าว แม้ว่า ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วงเช้าวันนี้หากเทียบกับช่วงปิดเมื่อวาน แต่แนวโน้มจากปัจจัยภายนอกยังน่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเคลื่อนไหวของตลาดเศรษฐกิจสหรัฐอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำในตลาดโลก และส่งผลต่อมุมมองของนักลงทุนในระยะสั้น

หากคุณเป็นผู้ติดตามราคาทองคำอย่างใกล้ชิด ข้อมูลล่าสุดวันนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด เพราะสามารถช่วยให้คุณวางแผนการซื้อขายหรือลงทุนได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 12 ส.ค. ลดลง 50 บาท

ทรัมป์เตรียมคุยกับปูติน เพื่อหยั่งเชิงเรื่องดินแดนยูเครน-รัสเซีย

บรรยากาศการเมืองโลกตอนนี้กำลังตึงเครียดขึ้นทุกที เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาเตรียมเดินทางไปพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ ที่รัฐอะแลสกา เพื่อ หยั่งเชิง ว่ารัสเซียและยูเครนจะยอม “แลกเปลี่ยนดินแดน” เพื่อยุติสงครามได้หรือไม่ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต่างประเทศต่างจับตาดูอย่างใกล้ชิด

ทรัมป์เตรียมคุยกับปูติน เพื่อหยั่งเชิงสถานการณ์

ในการประชุมครั้งนี้ ทรัมป์เผยว่าการ คุยกับปูติน ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ดูท่าทีอย่างจริงจัง เพื่อประเมินว่าการเจรจาจะนำไปสู่ความคืบหน้าได้หรือไม่ “ผมคิดว่าน่าจะรู้ได้ตั้งแต่สองนาทีแรกเลยว่าเขาเปิดใจหรือไม่” ทรัมป์กล่าว

ปูติน-ยูเครน ต้องยอมกันเรื่องดินแดน

แม้จะเป็นท่าทีของสหรัฐที่คาดหวังให้รัสเซียและยูเครน “ยอมกันเรื่องดินแดน” แต่จนถึงขณะนี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ยอมเปิดรับแนวคิดอย่างชัดเจน ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศเผยว่า ทีมงานของทรัมป์กำลังขับเคลื่อนให้ประเทศในยุโรปเห็นชอบกับแผนการที่ว่า ยูเครนอาจต้องสละพื้นที่ดอนบาส หรือภาคตะวันออก ให้แก่รัสเซีย ในขณะที่รัสเซียจะต้องคืนดินแดนตอนใต้ของยูเครน เช่น เคียร์ซอนและซาโปริซเซีย

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันว่าเป้าหมายหลักของสหรัฐคือการให้ปูตินยุติสงครามที่เกิดขึ้นในยูเครน ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรของรัสเซียมาก่อน หลังจากพบกับปูตินแล้ว ทรัมป์จะเดินทางไปหารือกับผู้นำจากประเทศยุโรปเพิ่มเติม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าว

“เราหวังให้มีการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรม และจะต้องมีการยอมรับกันทั้งสองฝ่ายในระดับหนึ่ง” ทรัมป์กล่าวเสริม

  • เจรจาแบบเปิดใจกับรัสเซียและยูเครน
  • เสนอแนวคิด “ยอมกันเรื่องดินแดน”
  • ค้นหาทางออกเพื่อยุติความขัดแย้ง

การเมืองระหว่างประเทศในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งที่โลกจับตามอง ไม่ใช่แค่เพื่อความสงบในภูมิภาค แต่เพื่ออนาคตของความสัมพันธ์ระดับโลกในอนาคต ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเจรจาสันติภาพ

ด้านผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากการยอมกันเรื่องดินแดนเกิดขึ้นจริง จะต้องเป็นข้อตกลงที่รักษาความมั่นคงของยูเครนไว้พร้อมกับลดความขัดแย้งในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม หากผู้นำทั้งสองไม่ยอมกันในประเด็นดินแดน ก็อาจทำให้สงครามลุกลามและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก

ในขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ซีนารีโอของการเจรจาในอะแลสกา ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพหรือเป็นฐานยุทธ์ทางการเมืองเพียงเท่านั้น

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญของการเจรจากับหัวใจของความขัดแย้งในยุโรปครั้งนี้ พร้อมเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลก

ที่มา – ทรัมป์เตรียมคุยกับปูติน “เพื่อหยั่งเชิง” ชี้รัสเซีย-ยูเครน “ต้องยอมกันเรื่องดินแดน”

ไฟเผาวอด! โรงเรียนเก่าเมืองระยอง คาดฝีมือแก๊งวัยรุ่นมั่วสุมวางเพลิง

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในพื้นที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยอาคารโรงเรียนเก่าหน้าวัดดอนมะกอกล่าง หมู่ 5 ตำบลคลองปูน กลายเป็นจุดหมายของเปลวไฟที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดควันดำพวยพุ่งสูงมองเห็นได้ไกลหลายกิโลเมตร

ไฟเผาวอด! โรงเรียนเก่าเมืองระยอง คาดฝีมือแก๊งวัยรุ่นมั่วสุมวางเพลิง

พ.ต.ท.คงศักดิ์ ไชยต้นเชื้อ สว.(สอบสวน) สภ.ปากน้ำประแสร์ ได้รับรายงานเหตุอย่างเร่งด่วน จึงรีบประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น รถดับเพลิงจาก อบต.คลองปูน และเทศบาลตำบลปากน้ำประแส เพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ ผู้คนต่างตื่นตระหนกกันเป็นแถว กระทั่งใช้เวลานานกว่า 30 นาทีเพลิงจึงถูกควบคุมได้

อย่างไรก็ตาม อาคารโรงเรียนเก่าหลังนี้ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากเปลวไฟ ที่ลุกไหม้ท่วมบริเวณโดยรอบ ทำให้โครงสร้างไม้เก่าแก่กลายเป็นซากถ่านดำทั้งหมด

วัยรุ่นกลุ่มมั่วสุมเข้าวางเพลิง?

ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ มีกลุ่มวัยรุ่นหลายคนเข้าไปในโรงเรียนเก่าอย่างลักลอบ จนกระทั่งเพียงชั่วพริบตา มีเสียงดังคล้ายการระเบิด ตามด้วยประกายไฟโหมลุก จนนำไปสู่ความเสียหายครั้งใหญ่นี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากการวางเพลิงของวัยรุ่นกลุ่มที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในพื้นที่ จึงได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดและหลักฐานจากพยานเพื่อจับกุมผู้ต้องหาตามกติกากฎหมาย

  • เพลิงไหม้รุนแรง ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
  • ซากโรงเรียนเก่าถูกทำลายจนเหลือแต่เศษถ่าน
  • กลุ่มวัยรุ่นถูกสงสัยว่าเป็นผู้วางเพลิงโดยตั้งใจ
  • กำลังเร่งสืบสวนและล่าตัวผู้ก่อเหตุ

วัยรุ่นในยุคปัจจุบันอาจเต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ แต่หากไม่มีการดูแลที่เหมาะสม ก็สามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมได้ ความสะดวกสบายของโลกดิจิทัลทำให้พวกเขาเข้าถึงสารสนเทศได้ง่าย แต่หากพลัดหลงจากการเลี้ยงดูและให้ความรู้ที่ถูกต้อง ก็อาจกลายเป็นภัยต่อชุมชน

คำว่า “ไฟเผาวอด! โรงเรียนเก่าเมืองระยอง คาดฝีมือแก๊งวัยรุ่นมั่วสุมวางเพลิง” ไม่ใช่แค่หัวข้อข่าว แต่มันสะท้อนถึงปัญหาสังคมที่จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

การร่วมมือกันระหว่างครัวเรือน โรงเรียน และหน่วยงานท้องถิ่น เป็นสิ่งสำคัญที่ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้วัยรุ่นหลงเข้าสู่วงกบฏหรือพฤติกรรมที่กระทบต่อความปลอดภัยของชุมชน

ในที่สุด คดี “ไฟเผาวอด! โรงเรียนเก่าเมืองระยอง คาดฝีมือแก๊งวัยรุ่นมั่วสุมวางเพลิง” ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่ควรได้ยึดถือ ไม่ใช่แค่รอรับข่าวในสื่อ แต่ต้องลงมือดูแลลูกหลานและเยาวชนโดยรอบให้มีพฤติกรรมที่ถูกต้องและมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

ที่มา – ไฟเผาวอด! โรงเรียนเก่าเมืองระยอง คาดฝีมือแก๊งวัยรุ่นมั่วสุมวางเพลิง

อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีในการมอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2025 ซึ่งจัดโดย กระทรวง อว. ร่วมด้วย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเชิดชูเกียรติและเป็นกำลังใจให้แก่เยาวชนไทยและคุณครูที่สร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีความโดดเด่น โดยมี นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมพิธีฯ ดังกล่าว ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

นายสุวรงค์ กล่าวว่า “โครงการ Prime Minister’s Science Award ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 9 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการมอบรางวัลอันทรงเกียรติจากท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยยกย่องเชิดชูเกียรติเยาวชนและครูที่ทุ่มเทในด้านวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เราขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกคนที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ หวังว่าความสำเร็จนี้จะเป็นแรงบันดาลใจและประสบการณ์อันมีค่าในการก้าวไปสู่เวทีที่สูงขึ้น ที่สำคัญต้องขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมกันสร้างพลังขับเคลื่อนและเป็นกำลังใจสำคัญในการสร้างเยาวชนนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพเพื่อประเทศต่อไป”

รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ กล่าวว่า “สมาคมวิทยาศาสตร์ฯ เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์แก่สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะเยาวชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ โดยเฉพาะการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทักษะและกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชนไทย รางวัล Prime Minister’s Science Award 2025 จึงเปรียบเสมือนเครื่องหมายแห่งความสำเร็จอันทรงคุณค่า ที่มอบแก่เยาวชนและครูผู้ทุ่มเทในการสร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นทั้งแรงบันดาลใจและกำลังใจสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารางวัลนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่ช่วยผลักดันศักยภาพของเยาวชนไทยและบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวสู่การสร้างความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต”

ผู้ได้รับรางวัล Prime Minister’s Science Awards 2025

โครงการ Prime Minister’s Science Award 2025 ประกอบด้วยรางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2025 มอบให้กับเยาวชนที่สร้างสรรค์ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีความโดดเด่น และ รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2025 มอบให้กับคุณครูที่เป็นตัวอย่างอันดีด้านวิทยาศาสตร์

ผู้สนใจสามารถมาเยี่ยมชมโครงงานวิทยาศาสตร์ฯ ได้ที่งาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568” (NST Fair 2025) ตั้งแต่วันนี้ – 17 สิงหาคม นี้ ณ ฮอลล์ 5-6 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

การส่งเสริมเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์เป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศ การให้รางวัลเช่นนี้จึงเป็นแรงผลักสำคัญในการปลุกเร้าความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชาติอย่างยั่งยืน

ที่มา – อว. มอบรางวัล Prime Ministers science Awards 2025 เชิดชูเกียรติเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ไทย

DSI สอบสวนที่ดินเขากระโดง รฟท.ครอบครองไม่เว้นใคร

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การนำของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กำลังดำเนินการสอบสวนกรณีที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่มีการครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึง 10 รายที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลทั่วไป

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า ที่ดินพื้นที่เขากระโดงซึ่งมีทั้งหมด 5,083 ไร่นั้น เป็นพื้นที่ที่เคยมอบให้รฟท. เพื่อพัฒนาเป็นทางรถไฟสายอีสานใต้ เนื่องจากบริเวณนี้มีหินที่ใช้ในการสร้างทาง ประกอบกับชาวบ้าน 18 รายได้ขายที่ดินให้แก่รฟท. และหลังจากนั้นมีผู้เข้าครอบครองบางรายได้ทำการยึดที่โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ซึ่งทำให้เกิดคดีความต่อเนื่องหลายราย และรฟท. ชนะในทุกคดี

DSI สอบสวนที่ดินเขากระโดง รฟท.ทั้งหมด ไม่เว้น 10 นิติบุคคล-คนทั่วไป

ที่มาของข้อโต้แย้งคือ มีการออกโฉนดให้แก่ 10 รายที่ไม่ใช่ของรฟท. ซึ่งมีพื้นที่รวม 670 ไร่ ซึ่งทาง DSI อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง และเอกสารถามพยานหลักฐานจากหลายหน่วยงาน เช่น กรมที่ดิน การรถไฟ และหน่วยงานราชการเพื่อกำหนดข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

หน่วยงานราชการในพื้นที่เขากระโดง

ในพื้นที่พิพาทยังมีหน่วยงานราชการอยู่ทั้งหมด 12 แห่ง ซึ่งรวมถึง อบต. เทศบาล กรมทางหลวง ธุรการรัฐ และหน่วยงานอื่นๆ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินประมาณ 1,000 ไร่ คาดว่าก่อนหน้านี้อาจถือว่าเป็นที่ดินราชพัสดุ แต่ DSI ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าอยู่ภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของรฟท. หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากกรมการปกครองว่าในพื้นที่เขากระโดงมีประชาชนอาศัยอยู่ประมาณ 7,600 คน แบ่งออกเป็น 7 หมู่บ้าน 4,700 ครัวเรือน โดยมีโฉนดและหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวมกว่า 995 แปลง

ข้อควรระวังคือ แม้ประชาชนยังมีโฉนด แต่หากการสอบสวนของ DSI สรุปว่าเป็นที่ของรฟท.อย่างแน่นอน จะส่งผลให้ต้องดำเนินการคืนที่ดินตามกฎหมายต่อไป หรืออาจมีการเพิกถอนเอกสารสิทธิในอนาคต

จากการตรวจสอบของ DSI ยังเปิดเผยให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสิทธิของรัฐและประชาชนให้สมดุล เพื่อไม่ให้นโยบายของรัฐเก่าตกเป็นข้อโต้แย้งในอนาคต

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เขากระโดง ควรเฝ้าติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพราะการสืบสวนครั้งนี้อาจเปลี่ยนแปลงสถานะการถือครองที่ดินของคุณได้

ที่มา – DSI ลุยสอบที่ดินเขากระโดง รฟท.ทั้งหมด ไม่เว้น 10 นิติบุคคล-คนทั่วไป

สรวงศ์ โต้ ข่าว ‘นายกฯอิ๊งค์’ จ่อลาออก หลัง ผ่านงบประมาณปี 2569

ล่าสุด มีกระแสข่าวว่านายกฯอิ๊งค์ หรือนางสุพรรณี ชินวัตร อาจเตรียมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2569 ได้รับการอนุมัติแล้วจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำให้หลายคนลุ้นว่าสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยหรือไม่

สรวงศ์ โต้ ข่าว ‘นายกฯอิ๊งค์’ จ่อลาออก

ที่ท้องสนามหลวง เมื่อเวลา 08.05 น. วันที่ 12 สิงหาคม นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาชี้แจงสถานการณ์หลังมีข่าวลือว่านางสุพรรณีอาจเตรียมลงจากตำแหน่ง นายสรวงศ์กล่าวว่า การลาออกของนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด

การยืนยันจากผู้นำพรรคเพื่อไทย

“วันนี้นายกฯก็ยังมาเข้าร่วมงานทำบุญตักบาตรตามปกติ และเราไม่ได้กังวลอะไร เพราะไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ในพรรคแต่อย่างใด” นายสรวงศ์เผยต่อสื่อมวลชนในการแถลงข่าว โดยระบุว่า ทุกคนยังให้ความร่วมมือกันอย่างดี และไม่มีความรู้สึกหดหู่ใด ๆ จากข่าวดังกล่าว

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า แม้จะมีกระแสข่าวเชิงลบเกี่ยวกับนายกฯอิ๊งค์ แต่พรรคเพื่อไทยยังคงมั่นคงทางการเมือง เนื่องจากมีความชัดเจนในการทำงานบนทุกหน้าที่ และการผ่านงบประมาณในครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใด ๆ

  • การเดินหน้างานของพรรครวมถึงผู้นำยังคงเป็นไปอย่างราบรื่น
  • ไม่มีปัญหาภายในพรรคเกี่ยวกับตำแหน่งหรือความเชื่อมั่น
  • ประชาชนยังคงโปร่งใส่ต่อหน้าที่ของพรรคในฐานะฝ่ายค้าน

ในขณะที่บางฝ่ายมองว่าข่าวดังกล่าวอาจขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในภาพรวมของพรรคเพื่อไทย แต่คนในพรรคกลับมองว่าเป็นเพียงกระแสข่าวที่ไม่มีพื้นฐานแน่นอน

“เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเลย ทางพรรคเรากำลังใจยังดีนะคะ” นายสรวงศ์กล่าวพร้อมกับยกนิ้วโป้งสองข้าง แสดงออกถึงความมั่นใจอย่างเด่นชัด

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีการเมืองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ก็ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยยังมีเสถียรภาพและมีเป้าหมายชัดเจนในการทำงานเพื่อสังคมไทย

สรุปแล้ว การข่าวเกี่ยวกับนายกฯอิ๊งค์ที่อาจลาออกนั้นไม่ใช่เรื่องที่ส่งผลร้ายแรงต่อพรรคเพื่อไทย เพียงแค่เป็นเรื่องราวที่งูเปลือกงวมจนเกิดกระแส แต่ Part ที่แท้จริงคือความเข้มแข็งและการทำงานสู่เป้าหมาย ซึ่งพรรคเพื่อไทยยังมั่นคงอยู่เสมอ

หากคุณกำลังมองหาข้อมูลความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุดในประเทศไทย ระบบข่าวของเราอัปเดตความจริงทันเหตุการณ์ พร้อมอาจ้ดูคำตอบที่คุณต้องการจากข้อมูลละเอียดเกี่ยวกับพรรคการเมืองไทย

ที่มา – ‘สรวงศ์​’ โต้​ กระแสข่าว ‘นายกฯอิ๊งค์’​ จ่อลาออก​หลัง​ผ่านงบประมาณปี 2569

เปิดขั้นตอนเก็บเส้นผมพิสูจน์ “ใครเสพยาเสพติด” ย้อนหลังหลายเดือน

การพิสูจน์ว่าใครเสพยาเสพติดโดยใช้เส้นผมเป็นเทคนิคหนึ่งที่มีความแม่นยำสูง เพราะสามารถย้อนดูย้อนหลังได้นานหลายเดือน ซึ่งมากกว่าการตรวจผ่านเลือดหรือปัสสาวะที่มีระยะเวลาจำกัด

เปิดขั้นตอนเก็บเส้นผมพิสูจน์ “ใครเสพยาเสพติด” ย้อนหลังหลายเดือน

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคการตรวจหาสารเสพติดในเส้นผม เพื่อใช้ในการพิสูจน์ประวัติการใช้ยาเสพติดของบุคคล โดยระบุว่า การเก็บเส้นผมมาตรวจ เป็นวิธีที่สามารถตรวจสอบย้อนเวลาได้ตั้งแต่ระยะสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน

เนื่องจากสารเสพติดจะสะสมในรากผมเมื่อผู้ใช้เสพเข้าสู่ร่างกาย และเมื่อผมเจริญยาวขึ้น สารเหล่านั้นก็จะอยู่ในเส้นผม ทำให้นักพิสูจน์สามารถย้อนกลับไปดูข้อมูลเมื่อหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนก่อนได้ ซึ่งแตกต่างจากการใช้เลือดที่ตรวจย้อนกลับได้เพียง 2-3 วัน และปัสสาวะ 6 ชั่วโมงถึง 3 วัน

วิธีเก็บตัวอย่างเส้นผมอย่างถูกต้อง

สำหรับกระบวนการเก็บ เส้นผมพิสูจน์ใครเสพยาเสพติด เพื่อใช้ประกอบพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดีนั้น ต้องมีการดำเนินการตามมาตรา 11/2 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 และในข้อแนะนำระบุว่า

  • ควรเก็บตัวอย่างเส้นผมอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุ เพื่อให้แน่ใจว่าเส้นผมที่มีสารเสพติดสะสมจะงอกออกมานอกหนังศีรษะได้
  • ต้องหลีกเลี่ยงการตัดหรือโกนผมก่อนการสอบสวนเสร็จสิ้น เพื่อไม่ให้สูญเสียหลักฐาน

ข้อดีของการตรวจสารเสพติดในเส้นผม คือ แม่นยำ ตรวจสอบย้อนหลังได้ยาว และเก็บตัวอย่างได้ง่ายโดยไม่เจ็บปวด ช่วยให้ลดความเสี่ยงที่ผู้เสพจะหลอกตรวจผ่านการงดใช้สารชั่วคราว

สารเสพติดที่ตรวจพบได้จากเส้นผม

ปัจจุบัน สถาบันนิติวิทยาศาสตร์สามารถตรวจหาสารเสพติดและเมทาบอไลท์ได้ถึง 28 ชนิด ซึ่งครอบคลุมกลุ่มเสพติดหลัก เช่น

  • ยาบ้า (MDMA)
  • ไอซ์ (เมทแอมเฟตามีน)
  • เฮโรอีน
  • กัญชงและกัญชา
  • ยาเค (Ketamine)
  • ยาอี (Ecstasy) และอื่นๆ

การตรวจขั้นสูงใช้เทคนิค LC/MS/MS ซึ่งมีความแม่นยำสูง และได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เพื่อยืนยันการใช้สารในระดับที่กฎหมายยอมรับ

ด้วยความหลากหลายของสารเสพติดที่สามารถตรวจหาได้ผ่านเส้นผม สถาบันนี้ยังพร้อมให้บริการหน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมถึงบุคคลทั่วไปที่มีความจำเป็น และมีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับหน่วยงานทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการตรวจพิสูจน์อย่างมีมาตรฐาน

หากคุณหรือคนในวงใกล้ต้องการตรวจสอบความเสี่ยงจากการเสพยา หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลตรวจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำที่สุด เพราะการตรวจสารเสพติดในเส้นผมไม่ใช่แค่เรื่อง证据ทางกฎหมาย แต่ยังเป็นเครื่องมือตรวจสอบเพื่ออนาคตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – เปิดขั้นตอนเก็บเส้นผมพิสูจน์ “ใครเสพยาเสพติด” การันตี ย้อนหลังได้หลายเดือน

การลงทุนของจีนหนุนเป้าหมาย “ไทย” เป็นศูนย์กลางส่งออกระดับโลก

การลงทุนของจีนในประเทศไทยกำลังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ “ไทย” ก้าวไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางส่งออกสินค้าระดับโลก โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รัฐบาลไทยได้เน้นย้ำถึงกลยุทธ์ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจจากประเทศผู้ผลิตเชิงพาณิชย์ดั้งเดิม สู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกสินค้าเทคโนโลยีเชิงลึก เพื่อยกระดับการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

การลงทุนของจีนหนุนเป้าหมาย “ไทย” เป็นศูนย์กลางส่งออกระดับโลก

หนึ่งในตัวอย่างชัดเจนของความร่วมมือนี้คือในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยบริษัทจีนชั้นนำ เช่น BYD, Changan, GAC Aion และ Great Wall Motor อัดเงินลงทุนสร้างโรงงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและตลาดการส่งออกในภูมิภาค โดยมุ่งผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อีวีไทย: เติบโตก้าวกระโดดจากความร่วมมือกับจีน

การลงทุนของจีนไม่ได้จำกัดเพียงการผลิต แต่ยังช่วยเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่แบตเตอรี่ อุปกรณ์ชาร์จ ไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานว่า มีโครงการลงทุนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการอนุมัติแล้ว 21 โครงการ พร้อมกำลังการผลิตรวม 386,000 คันต่อปี มูลค่าการลงทุนสูงถึง 137,000 ล้านบาท

ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุว่า ยอดผลิตยานยนต์ไฟฟ้านั่งส่วนบุคคลในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายนของปีนี้อยู่ที่ 23,798 คัน เพิ่มขึ้นถึง 380% เมื่อเทียบรายปี คิดเป็น 3.28% ของยอดการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในประเทศ นับเป็นสัญญาณชัดเจนของการเติบโตที่ทรงพลังของตลาด EV โดยเฉพาะจากการสนับสนุนของนักลงทุนจากจีน

โครงการพัฒนา “ไทย” สู่ศูนย์กลางส่งออกต้องเปิดกว้างรับนวัตกรรม

นอกจากภาคยานยนต์แล้ว นักลงทุนจีนยังให้ความสนใจกับอุตสาหกรรมดิจิทัล เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และพลังงานสีเขียว (BCG) ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างไทยและจีนจะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถผลักดันเทคโนโลยีระดับโลกและการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ

คุณจุฬา ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า “ไทยมีศักยภาพจะกลายเป็นศูนย์กลางการแปรเปลี่ยนเทคโนโลยีจากการวิจัยไปเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ระดับโลก โดยพึ่งพาความช่วยเหลือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่มีขนาดมหึมาของจีน”

ในอนาคต ไทยตั้งเป้าขยายความร่วมมือด้านการขนส่งอันยั่งยืน ผ่านยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายประเภท รวมถึงรถไฟที่ใช้พลังงานจากแหล่งหมุนเวียน และพัฒนา “ท่าเรือสีเขียว” ด้วยพลังงานไฟฟ้าจากการลงทุนในเทคโนโลยีที่มีต้นกำเนิดจากจีน

ด้วยความก้าวหน้าและเป้าหมายที่ชัดเจน ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางส่งออกเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะเมื่อได้เปิดโอกาสให้การลงทุนของจีนเข้ามาหนุนแรงในทุกยุทธศาสตร์ของประเทศ

ที่มา – การลงทุนของจีนหนุนเป้าหมาย “ไทย” เป็นศูนย์กลางส่งออกระดับโลก

‘ภูมิธรรม’ นำคณะรัฐมนตรีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 2568

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ที่บริเวณท้องสนามหลวง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางอภิญญา เวชยชัย ภริยา ได้เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี

‘ภูมิธรรม’ นำคณะรัฐมนตรีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 2568

ในการนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้เดินทางมายังพิธีอย่างเป็นทางการ ร่วมกับคณะองคมนตรีและภริยา ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญและคู่สมรส พร้อมทั้งน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รวมถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคู่สมรส เลขาธิการนายกรัฐมนตรี หน่วยราชการในพระองค์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและภริยา หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้แทนภาคเอกชน ร่วมพิธีถวายความเคารพและบุญกุศลอย่างเป็นทางการ

พิธีถวายพระราชกุศลตามประเพณี

เมื่อถึงพิธีสถาน สมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะ จำนวน 10 รูป ได้ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์เพื่อทำพิธีตาม仪轨 ซึ่งนายภูมิธรรมและภริยาได้ร่วมจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พร้อมถวายธูปเทียนหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้อาราธนาศีลให้กับพระสงฆ์ทั้ง 10 รูป และให้ร่วมสวดพระพุทธมนต์เพื่อสร้างความสงบสุขในจิตใจของประชาชน

ต่อจากนั้น ได้มีการถวายผ้าไตรและเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์ทั้ง 10 รูป โดยมี ‘ภูมิธรรม’ นำคณะรัฐมนตรีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล อย่างเป็นทางการ พระสงฆ์ทั้ง 10 รูปได้อนุโมทนาบุญให้กับผู้ร่วมพิธี และรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้กรวดน้ำรับพรจากพระสงฆ์ สัมผัสความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรม เพื่อถวายความเคารพหน้าพระฉายาลักษณ์ พร้อมกราบลาพระรัตนตรัยตามวิสัย

ในตอนท้ายของพิธี นายภูมิธรรมได้นำคณะร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 194 รูป เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศลอย่างสมเกียรติ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการแสดงถึงความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะแม่แห่งชาติ โดย ‘ภูมิธรรม’ นำคณะรัฐมนตรีทำบุญตักบาตร ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมที่สร้างความสามัคคีและภูมิใจให้แก่คนไทย

ภาพบรรยากาศในพิธีเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และเรียบง่าย สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพต่อศีลธรรมและความเชื่อที่คนไทยรักษาไว้มาอย่างยาวนาน

สรุป

การจัดพิธีถวายพระราชกุศลในปีนี้มีความหมายเป็นพิเศษ โดย ‘ภูมิธรรม’ นำคณะรัฐมนตรีทำบุญตักบาตร เพื่อรำลึกถึงพระคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่ทรงดำรงตนเป็นแบบอย่างแห่งความเมตตา ความเสียสละ และความรักชาติ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการรวมใจคนทั่วประเทศ

หากคุณมีโอกาส ในการปีหน้าลองเข้าร่วมพิธีถวายพระราชกุศลเช่นนี้ เพราะจะช่วยเสริมสร้างความศรัทธาและวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไป

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’นำครม.ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 2568