ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ชูต อิท ดราก้อนส์ ตีตั๋วเข้ารอบตัดเชือก ไทยลีก 2025

บาสเกตบอลไทยลีก 2025 กำลังเข้าสู่ช่วงตัดสินอย่างสนุกตื่นเต้น เมื่อทีม ชูต อิท ดราก้อนส์ โชว์ฟอร์มเข้มข้น คว้าชัยสำคัญในเกมล่าสุด ผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกได้อย่างภาคภูมิใจ โดยทำผลงานรวมทั้งเลก 12 เกม ชนะ 10 เกม มีคะแนนรวม 22 แต้ม รั้งอันดับ 2 ของลีกแบบไม่มีผู้ใดแซงหน้าได้ในตอนนี้

ชูต อิท ดราก้อนส์ เก็บชัยสำคัญ เจาะ แบนวาส สแลมเมอร์สฯ

ในนัดที่ 3 ของเลกที่ 2 รอบแรก ซึ่งเป็นการดวลเดือดที่สนามกีฬาโรงเรียนอุปถัมภ์ สพป.นครสวรรค์ เขต 2 เมืองนครสวรรค์ ชูต อิท ดราก้อนส์ ซึ่งทำผลงานล่าสุดในเลกแรกเอาชนะ แบนวาส สแลมเมอร์ส ทีเอ็นเอส-ทีเอสที มาแล้ว 89-81 ก็กลับมาโชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงอีกครั้ง ชนิดที่ว่าเปิดหัวได้ทันที และรักษาระดับความเข้มข้นไว้จนจบเกม

ผลการแข่งขันที่น่าพูดถึง

ชูต อิท ดราก้อนส์ ทำผลงานสุดโดดเด่นเอาชนะ แบนวาส สแลมเมอร์ส ทีเอ็นเอส-ทีเอสที ไปแบบขาดลอย 98-65 ทำให้รักษาอันดับ 2 ได้อย่างมั่นคง พร้อมเป็นทีมอันดับต้นๆ ที่เข้ารอบตัดเชือกได้ก่อนใคร นอกจากนี้ ชูต อิท ดราก้อนส์ ยังเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับคู่แข่งคนสำคัญในเกมที่เหลือ เช่น ไวท์ ไลอ้อนส์ และทีจีอี ไทยเครื่องสนาม ซึ่งแข่งกันแบบตัวต่อตัวด้วยการวัดความเก่งในนัดสำคัญๆ ที่จะเป็นตัวตัดสินช่วงท้ายของลีก

ส่วนทีม แบนวาส สแลมเมอร์ส ทีเอ็นเอส-ทีเอสที ยังไร้คะแนนบุญจากการแข่งขันครั้งนี้ โดยมีสถิติรวม 12 เกม ชนะ 6 เกม แพ้ 6 เกม มี 18 คะแนน ยังดิ้นรนอยู่ในอันดับ 5 ต้องลุ้นแบบระทึกอกระทึกใจในการแข่งขันที่เหลือ ทั้งในเรื่องของผลการแข่งขันของตนเอง และผลของทีมอื่นที่มีคะแนนตามหลังอย่างใกล้ชิด

รายชื่อผู้เล่นสำคัญของทั้งสองทีม

แบนวาส สแลมเมอร์ส ทีเอ็นเอส-ทีเอสที : กานต์ณัฐ เสมอใจ, แสนรัก รงเรือง, คารีม แจ็คสัน, ฌานภพ ตันติวงษ์, มาร์คัส เจมส์ แฮมมอนด์ส

ชูต อิท ดราก้อนส์ : พันธวัช เตชะสำราญ, อีริค ฟรีแมน, โจนาธาน ชาร์ล ฮาส, อัคชีอีส ฟีลด์ส, นิธิพัฒน์ เทศกาล

วิเคราะห์ผลงานโดยรวมของ ชูต อิท ดราก้อนส์

ในการแข่งขันในลีกนี้ ไม่ใช่แค่ผลการแข่งขันที่สำคัญ แต่ความสามารถในการเล่นเป็นทีม การจัดการเกม และกลยุทธ์ของโค้ชก็มีบทบาทหนักหน่วงทีเดียว โดย ชูต อิท ดราก้อนส์ ถือเป็นทีมที่มีฐานผู้เล่นแข็งแกร่ง ลีกหนักลีกเบา นอกจากนี้ยังมีความยืดหยุ่นทั้งในแนวรุกและแนวรับ ทำให้ผ่านรอบแรกได้อย่างสบาย และกำลังมุ่งหน้าสู่การคว้าแชมป์อย่างเต็มตัว

สำหรับนักบอลบาสเกตบอลและผู้ชมที่ชื่นชอบกีฬาจับตาดูได้เลยว่าทีม ชูต อิท ดราก้อนส์ มีลุ้นมากน้อยแค่ไหนในการเป็นแชมป์ ไทยลีก 2025 ในครั้งนี้ โดยสิ่งสำคัญคือความตั้งใจและความมุ่งมั่นของทีมและผู้เล่นทุกคนที่เข้าร่วมฤดูกาลนี้

และด้วยโปรแกรมการแข่งขันที่เหลือในเลกที่ 2 ที่ยังเข้มข้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเยือนสนาม จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นนัดสำคัญระหว่าง ทีจีอี ไทยเครื่องสนาม พบกับ แบนวาส สแลมเมอร์ส ทีเอ็นเอส-ทีเอสที และอีกคู่ใหญ่ระหว่าง คริปโต ค็อบบรา เชียงราย กับ ไฮ-เทค บาสเกตบอล คลับ จะยังคงสร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอลบาสเกตบอลได้อย่างแน่นอน

อย่าลืมติดตามอัปเดตการแข่งขัน ชูต อิท ดราก้อนส์ เพื่อร่วมเป็นกำลังใจให้กับทีมฮีโร่ในสนาม และร่วมลุ้นแชมป์กับ ไทยลีก 2025 ไปด้วยกัน

ที่มา – “ชูต อิท ดราก้อนส์” ผงาดรอบตัดเชือก ศึกยัดห่วงอาชีพ “ไทย ลีก 2025”

มณฑลยูนนานคว้าสถิติโลก “พื้นที่ปลูกชาโบราณขนาดใหญ่ที่สุด”

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา ว่า พื้นที่ปลูกชาโบราณขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเหมิ่งไห่ แคว้นปกครองตนเองสิบสองปันนา ของกลุ่มชาติพันธุ์ไท ในมณฑลยูนนาน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ได้รับการรับรองสถิติจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ (Guinness World Records) ให้เป็น “พื้นที่ปลูกชาโบราณขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ด้วยอาณาเขตที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 375.71 ตารางกิโลเมตร

มณฑลยูนนานคว้าสถิติโลก “พื้นที่ปลูกชาโบราณขนาดใหญ่ที่สุด”

พื้นที่ดังกล่าวถือเป็นแหล่งกำเนิดและศูนย์กลางสำคัญของชาผู่เอ๋อร์ (Pu’er tea) ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยคุณภาพชาที่เหนียวข้นและมีรสชาติเฉพาะตัว พื้นที่เพาะปลูกแทรกอยู่ระหว่างเทือกเขาสูง มีระดับความสูงระหว่าง 1,000 ถึงกว่า 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สภาพแวดล้อมแบบกึ่งร้อนชื้นและปริมาณฝนที่เพียงพอตลอดทั้งปี ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปลูกชาที่มีคุณภาพสูง

ความพิเศษของพื้นที่เพาะปลูกชาโบราณ

สิ่งที่ทำให้พื้นที่นี้โดดเด่น คือความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และการใช้วิธีปลูกแบบพึ่งตนเอง ไม่มีการใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมีในการบำรุงต้นชา ชาวไร่ชาวสวนในพื้นที่ใช้ความรู้ดั้งเดิมและวิธีการสืบทอดกันมาเป็นเวลากว่าหลายร้อยปี เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของใบชาให้อยู่เสมอ ชาผู่เอ๋อร์ที่ผลิตจากพื้นที่นี้จึงมีรสชาติขมเด่น แต่หลังจากผ่านกระบวนการหมักและเก็บรักษานาน จะค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นรสชาติหวานอมขม และมีกลิ่นหอมนุ่มนวลที่ติดลิ้นยาวนาน

ทำไม “พื้นที่ปลูกชาโบราณขนาดใหญ่ที่สุด” ถึงสำคัญ?

ไม่ใช่แค่ขนาดและสถิติที่เป็นที่น่าประทับใจเท่านั้น แต่พื้นที่นี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมการเกษตรแบบยั่งยืน ซึ่งต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวไทในท้องถิ่น พวกเขาไม่เพียงแค่ปลูกชาเพื่อการค้าขายเท่านั้น แต่ยังรักษาความเชื่อมโยงกับธรรมชาติไว้อย่างสมดุล

  • การปลูกชาแบบพึ่งตนเอง โดยไม่ใช้สารเคมี
  • ระดับความสูงที่เหมาะสำหรับชาผู่เอ๋อร์ ช่วยให้茶叶มีขุณภาพดีเยี่ยม
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งในแง่สุขภาพและรสชาติ

จากการได้รับการขึ้นทะเบียนจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ นั้น ทำให้เกิดความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ให้เข้ามาเยี่ยมชมและเรียนรู้วิธีการปลูกชาแบบโบราณ ซึ่งเป็นหนึ่งในขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่ต้องร่วมมือกันรักษาไว้

การค้นพบและยอมรับในระดับโลกของ พื้นที่ปลูกชาโบราณขนาดใหญ่ที่สุด ถือเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวมณฑลยูนนาน และเป็นโอกาสในการส่งเสริมอุตสาหกรรมชารายใหญ่ในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

หากคุณคือนักเดินทางผู้ชื่นชอบชาหรือผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรมพื้นถิ่น ควรใส่ “มณฑลยูนนาน” ลงในแผนท่องเที่ยวของคุณ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่หาได้ไม่ในที่อื่น

ที่มา – มณฑลยูนนานคว้าสถิติโลก “พื้นที่ปลูกชาโบราณขนาดใหญ่ที่สุด”

กองทัพบกเตรียมใช้สิทธิ์ป้องกันตัวหลัง‘เขมร’วางระเบิดโจมตีทหารไทย

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ได้เกิดเหตุระเบิดร้ายแรงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดที่มีการวางไว้โดยฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้กองทัพบกเตรียมใช้สิทธิ์ป้องกันตัวในกรณีที่เกิดการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำอีก.

กองทัพบกเตรียมใช้สิทธิ์ป้องกันตัวหลัง‘เขมร’วางระเบิดโจมตีทหารไทย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าว เวลาประมาณ 09.10 น. ส.อ.ธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 พร้อมกำลังพลอีก 7 นาย กำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย ห่างจากปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ราว 1 กิโลเมตร ขณะที่เดินปฏิบัติหน้าที่ ส.อ.ธีรพลเหยียบทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางไว้ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าซ้ายอย่างรุนแรง แต่ปัจจุบันอาการปลอดภัยแล้ว ภายใต้การรักษาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก.

การละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ

โฆษกกองทัพบกระบุว่า เหตุการณ์ล่าสุดนี้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำที่ฝ่ายกัมพูชาระเบิดข้อตกลงหยุดยิง และละเมิดกติกาของอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งต้องห้ามการใช้และวางทุ่นระเบิดทุกประเภทอย่างเด็ดขาด โดยเป็นการโจมตีอย่างมีเป้าหมายต่อกำลังพลของไทยโดยตรง และเกิดขึ้นภายในดินแดนไทยอย่างชัดเจน.

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเก่าที่คล้ายกันหลายครั้ง ที่บ่งบอกถึงเจตนาร้ายต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการโจมตีทหารไทยอย่างตั้งใจ และใช้ทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือซ่อนเร้นเพื่อสร้างความเสียหาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขัดแย้งกับข้อตกลงหยุดยิงในระหว่างประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ณ ประเทศมาเลเซีย เมื่อไม่นานมานี้.

การเตรียมใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง

กองทัพบกได้ชี้แจงว่า แม้ว่าตลอดมายจะสานติวิธีเป็นหลัก แต่หากสถานการณ์บีบบังคับอย่างต่อเนื่อง กองทัพบกเตรียมใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลไทย รวมถึงรักษาความมั่นคงของพรมแดน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาไม่เพียงละเมิดข้อตกลงเท่านั้น แต่ยังไม่ให้ความร่วมมือในการจัดการกับปัญหาทุ่นระเบิด.

  • เหตุการณ์ล่าสุดสะท้อนถึงการวางแผนโจมตีของฝ่ายกัมพูชา
  • กองทัพบกยืนยันว่าไม่เป็นผู้รุกราน และมีเจตนารักษ์สันติภาพ
  • อาจจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองกำลังพล

ทั้งนี้ การโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพฤติกรรมที่ไม่เคารพข้อตกลงระหว่างประเทศ เป็นสัญญาณอันตรายที่กองทัพไทยควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และหากจำเป็น อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตอบโต้เพื่อปกป้องชีวิตทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนแนวรบได้.

มาช่วยกันเฝ้าระวังและให้กำลังใจกำลังพลที่อยู่บนแนวรบ พวกเขาคือผู้เสียสละเพื่อความสันติของประเทศ ความจริงต้องได้รับการเผยว่า ขณะที่พวกเขายังต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาความสงบ

ที่มา – ‘กองทัพบก‘เตรียมใช้สิทธิ์ป้องกันตัวหลัง‘เขมร’วางระเบิดโจมตี‘ทหารไทย’

รัฐบาลสหรัฐพิจารณาจัดประเภทกัญชา เป็น “ยาเสพติดอันตรายต่ำ”

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ว่า อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดประเภทใหม่สำหรับกัญชา และจะตัดสินใจในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

รัฐบาลสหรัฐพิจารณาจัดประเภทกัญชา เป็น “ยาเสพติดอันตรายต่ำ”

แม้ว่าจะมีรัฐ 45 แห่งในสหรัฐอเมริกา ที่ออกกฎหมายรับรองการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์และสันทนาการ แต่รัฐบาลกลางยังคงจัดให้กัญชาอยู่ในหมวดหมู่ยาเสพติดประเภท 1 หรือยาเสพติดที่มีอันตรายสูง เสพติดง่าย และไม่ได้รับการยอมรับในการใช้ทางการแพทย์

ความหมายของการจัดประเภทใหม่

กัญชาได้ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ยาเสพติดประเภท 1 นับตั้งแต่การลงนามในกฎหมายควบคุมยาเสพติด (Controlled Substances Act – CSA) เมื่อปี 2513 และหากได้รับการจัดประเภทใหม่ กัญชาจะอยู่ในกลุ่มเดียวกับยาต่าง ๆ เช่น ไทลีนอลผสมโคเดอีน และสเตียรอยด์อนาบอลิก ซึ่งสามารถสั่งจ่ายได้โดยผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ และร้านขายยาที่มีใบอนุญาต

การที่รัฐบาลกลางพิจารณาจัดประเภทกัญชาใหม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญที่สุด นับตั้งแต่กฎหมายที่ทำให้กัญชาผิดกฎหมายในระดับกลาง

อย่างไรก็ตาม การจัดประเภทใหม่นี้ไม่ได้หมายความว่า การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการจะถูกกฎหมายภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลาง การเปลี่ยนแปลงจะเน้นในแง่ประโยชน์ทางการแพทย์ของกัญชามากกว่า

การวิเคราะห์ผลกระทบ

การตัดสินใจครั้งนี้ต้องใช้การวิเคราะห์อย่างรอบคอบ โดยรัฐบาลจะพิจารณาถึงประโยชน์ด้านการแพทย์ของกัญชา เช่น การบรรเทาอาการเจ็บปวด คลื่นไส้ และการสูญเสียความอยากอาหาร รวมถึงการเปรียบเทียบกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม

  • การอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ
  • การลดข้อจำกัดทางกฎหมายสำหรับผู้ป่วยที่ใช้กัญชา
  • การเปลี่ยนแปลงในระบบสาธารณสุขและการรักษา

ทั้งนี้ อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่า การตัดสินใจเรื่องรัฐบาลสหรัฐพิจารณาจัดประเภทกัญชา เป็น “ยาเสพติดอันตรายต่ำ” นั้นมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน

การพิจารณาจัดประเภทกัญชาใหม่ เป็นประเด็นที่นักสิทธิและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพให้ความสำคัญ เพราะอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในแนวทางการควบคุมสารเสพติดของสหรัฐอเมริกา และส่งผลต่อเชิงกฎหมายและสุขภาพของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

น่าจับตาว่า ข้อเสนอและการตัดสินใจในอนาคตจะมีผลกระทบอย่างไรต่อภาพรวมของนโยบายยาเสพติดของรัฐบาลกลาง และสิทธิของผู้ป่วยในอเมริกา

ที่มา – รัฐบาลสหรัฐพิจารณาจัดประเภทกัญชา เป็น “ยาเสพติดอันตรายต่ำ”

เสียงสะท้อนจากทหารพรานชายแดน ‘พวกผมไม่ไหวแล้วนะพี่’

ล่าสุดมีเหตุระเบิดบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ทำให้ทหารพรานชายแดนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเรื่องราวนี้ได้สะท้อนเสียงสะเทือนใจจากผู้ที่อยู่ในพื้นที่อย่างชัดเจน

เสียงสะท้อนจากทหารพรานชายแดน ‘พวกผมไม่ไหวแล้วนะพี่’

จากกรณี พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ในเวลาประมาณ 09.10 น. กองทัพบกได้รับรายงานว่า หน่วยทหารพราน ร้อย.ทพ.2610 ซึ่งปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม เกิดเหตุระเบิด จนส่งผลให้ทหารหนึ่งนายได้รับบาดเจ็บเสียขา ได้ถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อเข้ารับการรักษา

ต่อมาได้มีรายงานชื่อทหารที่เหยียบกับระเบิดคือสิบเอกธีรพล เทียสันที ซึ่งเป็นทหารพรานจู่โจมที่ 2610 ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทำให้ขาซ้ายขาดจากการเหยียบระเบิดขณะลาดตระเวนในพื้นที่ปีกขวาของปราสาทตาเมือนธม

ความรู้สึกของคนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “จ่าไอซ์ ทัพฟ้า” ได้ออกมาโพสต์เรื่องราวที่สะเทือนใจเกี่ยวกับเหตุระเบิดดังกล่าว โดยได้พูดคุยกับเพื่อนทหารพรานที่อยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน ได้เปิดเผยถึงความรู้สึกที่เบื่อหน่าย ตื่นเต้น และไม่แน่นอนในสถานการณ์ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่

เจ้าของโพสต์ระบุข้อความว่า “พวกผมไม่ไหวแล้วนะพี่ ผมโทรฯ คุยกับเพื่อนที่เป็นทหารพราน อยู่กับพี่ธีรพลที่ขาขาด เสียงเล่าออกมาจากหัวใจ ร้องไห้ แต่แฝงไปด้วยความเข้มแข็ง บอกผมว่า พวกผมไม่ไหวแล้วนะเว้ยพี่

ผู้โพสต์ยังกล่าวอีกว่า “วันนี้เป็นพี่เขา วันพรุ่งนี้อาจเป็นผม มะรืนอาจเป็นน้องอีกคน เราไม่รู้เลยว่ามันวางไว้ตรงไหน จะทำอะไรอยากให้รัฐบาลสั่ง เอาให้จบจบไปเลย พวกผมไม่ไหวแล้วพี่”

คำเรียกร้องของทหารพรานชายแดน

เสียงสะท้อนจากทหารพรานชายแดนนี้ไม่ได้มีเพียงความเจ็บปวดทางร่างกาย แต่ยังมีภาระทางจิตใจที่หนักหน่วง รายละเอียดของการสูญเสียและความเสี่ยงในแต่ละวันเป็นสิ่งที่คนภายนอกไม่สามารถเข้าใจได้อย่างแท้จริง

การได้รับบาดเจ็บครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคลเท่านั้น แต่สะท้อนภาพรวมของปัญหาที่รอการแก้ไขมานานในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะภัยคุกคามจากวัตถุระเบิดที่อาจซ่อนเร้นอยู่ทุกหนทุกแห่ง

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนในพื้นที่ยังคงต้องเผชิญกับอันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้เกิดหนุนเสริมเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งหาทางแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องและดูแลทหารพรานและประชาชนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

การฟังเสียงสะท้อนจากทหารพรานชายแดนครั้งนี้ ควรถูกใช้เป็นแรงผลักดันในการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะ“ชีวิตมนุษย์มีค่า และพวกเราไม่ควรยอมแพ้ต่อเสียงกลัวที่เคยมีอยู่”

ที่มา – เสียงสะท้อนจากทหารพรานชายแดน ‘พวกผมไม่ไหวแล้วนะพี่’ หลังเพื่อนร่วมรบบาดเจ็บจากระเบิด

ภาพจุดเกิดทหารพรานเหยียบกับระเบิด หลุมใหญ่ 100 ซม.

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา เหตุระเบิดสะเทือนข่าวเมืองไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารพรานหน่วยร้อย.ทพ.2610 ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในบริเวณปราสาทตาเมือนธม จนทำให้ขาของหนึ่งในกำลังพลเสียหายอย่างหนัก

ภาพจุดเกิดทหารพรานเหยียบกับระเบิด

จุดเกิดเหตุเกิดขึ้นหลังรั้วลวดหนามบริเวณฐานจุ๊บตาโมก ฝั่งตะวันตกของปราสาทตาเมืองธม ที่พลทหารพรานร้อย.ทพ.2610 เหยียบกับระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ก่อน撤离จากพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศไทยมาก่อนหน้านี้บริเวณหลุมระเบิดมีขนาดกว้างประมาณ 70 ถึง 100 เซนติเมตร มีเศษผ้าลายพรางซึ่งอาจเป็นเสื้อผ้าของ ทหารพราน ที่ได้รับบาดเจ็บ และยังพบเศษซากอุปกรณ์ของกับระเบิดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่

ความเสี่ยงในพื้นที่ชายแดน

พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชากว่าหลายสิบกิโลเมตรยังคงมีอันตรายแฝงอยู่มากมาย โดยเฉพาะกับระเบิดและทุ่นร้ายอื่นๆ ที่เหลือค้างอยู่จากความขัดแย้งในอดีต การเจาะจงรายละเอียดเช่นเรื่องราวของ ภาพจุดเกิดทหารพรานเหยียบกับระเบิด จึงไม่ใช่เพียงข่าวในชั่วโมง แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่สำคัญทั้งต่อหน่วยงานทหารและประชาชนในพื้นที่

  • พื้นที่ ป.ป.ช.ยังคงมีความอันตรายสูง
  • กับระเบิด PMN-2 เป็นที่นิยมใช้งานในสงคราม
  • การปรับปรุงแผนรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ภารกิจจึงเป็นสิ่งจำเป็น

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะรายงั้น หากแต่เป็นข้อบ่งชี้ว่าภัยอันแฝงมากับพื้นที่ที่เคยเผชิญสงครามยังคงอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเราผู้คนอยู่เสมอ ภาพจุดเกิดทหารพรานเหยียบกับระเบิด เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่เตือนใจถึงความเสียหายที่ไม่อาจกู้คืน

เมื่อเราหว่านำเสนอกล่าวเรื่องราวเช่นนี้ อย่าลืมส่งเสียงให้ความรู้ต่อเพื่อนร่วมชาติของเรา เพราะการรู้เท่าทันภัยอันแฝงอยู่ในทุกหนทางอาจป้องกันความสูญเสียได้จริง

ที่มา – เปิดภาพจุดเกิด ‘ทหารพราน’ เหยียบกับระเบิด หลุมใหญ่ 100 ซม.

พสกนิกรชายแดนร่วมใจจัดกิจกรรมวันแม่ “สร้างรอยยิ้มคืนสู่ชายแดน”

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ณ ศาลาอเนกประสงค์วัดศิริวราวาส อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ พสกนิกรในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ร่วมมือกันจัดกิจกรรมวันแม่แห่งชาติอย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหมาย ภายใต้แนวคิด “สร้างรอยยิ้มคืนสู่ชายแดน” ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความรัก ความกตัญญู และความน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พิธีบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล

กิจกรรมเริ่มขึ้นเวลา 07.30 น. ด้วยพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายความจงรักภักดีและระลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ ซึ่งทรงเป็นแม่ของแผ่นดินที่อุทิศพระวรกายเพื่อแผ่นดินและประชาชนอย่างสุดซึ้ง บรรยากาศของพิธีเต็มไปด้วยความรักและความเคารพนับถืออย่างลึกซึ้ง

มอบใบประกาศแม่ดีเด่น จำนวน 23 ท่าน

หลังจากพิธีถวายบุญ ผู้ร่วมงานได้ร่วมในพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณ “แม่ดีเด่น” ให้กับสตรีผู้มีคุณค่าในชุมชน จำนวน 23 ท่าน ที่ได้เสียสละและเลี้ยงดูลูกหลานให้เติบโตเป็นเยาวชนที่มีศีลธรรม และมีความรับผิดชอบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของแม่ในสังคม โดยมีนายอำเภอกันทรลักษ์ จ่าเอก สมควร สิงห์คำ และนางนุชรีย์ สิงห์คำ นายกกิ่งกาชาดอำเภอกันทรลักษ์ เข้าร่วมเป็นประธานในพิธี

นางมลวิภา โบจรัส ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอกันทรลักษ์ เปิดเผยว่า การคัดเลือกแม่ดีเด่นในครั้งนี้ มีนัยสำคัญมากกว่าการประเมินเพียงคุณธรรม เนื่องจากพื้นที่ชายแดนเคยเผชิญกับความไม่สงบ การกลับมาของรอยยิ้มผ่านกิจกรรมวันแม่ถือเป็นเครื่องหมายของความหวัง ความเข้มแข็งของชุมชน และการเน้นย้ำถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัวในสังคมไทย

รอยยิ้มใหม่ในพื้นที่ชายแดน

กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงสร้างความสุขให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังส่งเสริมความสามัคคีและความรักในครอบครัว ซึ่งเป็นแก่นแท้ของวันแม่ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดน ที่บางครั้งต้องเผชิญกับสถานการณ์เสี่ยงภัย พลังแห่งความรักของแม่คือสิ่งที่ช่วยให้ทุกคนเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เห็นคุณค่าในแม่ของคุณ อย่าลืมแบ่งปันเรื่องราว หรือเข้าร่วมกิจกรรมแสดงความกตัญญูในโอกาสต่างๆ เพราะการยอมรับและชื่นชม อาจเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ใครสักคนยิ้มได้อีกครั้ง

ที่มา – พสกนิกรชายแดนร่วมใจจัดกิจกรรมวันแม่ “สร้างรอยยิ้มคืนสู่ชายแดน”

“ยูเอ็น-กลุ่มสื่อ” รุมจวกอิสราเอล สังหารทีมนักข่าวอัลจาซีราในกาซา

ในเหตุการณ์ที่สะเทือนวงการสื่อโลก นักข่าวของสถานีอัลจาซีราในกาซาถูกสังหารอย่างโหดร้าย ทำให้เกิดการประณามจากสหประชาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั่วโลก การโจมตีครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

“ยูเอ็น-กลุ่มสื่อ” รุมจวกอิสราเอล สังหารทีมนักข่าวอัลจาซีราในกาซา

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ผู้คนจำนวนมากในเมืองกาซาซิตีได้ร่วมกันจัดพิธีรำลึกที่โรงพยาบาลอัล-ชิฟา เพื่อแสดงความเคารพต่อนายอานัส อัล-ชาริฟ นักข่าวประจำกรุงกาซาของอัลจาซีรา วัย 28 ปี และเพื่อนร่วมงานอีก 4 คนที่ถูกสังหารในฉนวนกาซาเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เป้าหมายโจมตีคือ “นักข่าวที่อิสราเอลกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย”

ต่อมาอิสราเอลได้ออกมาให้การยืนยันว่ากิจกรรมทางทหารครั้งดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อโจมตีนายอานัส อัล-ชาริฟ ซึ่งกองทัพอิสราเอลระบุว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” เชื่อมโยงกับกลุ่มฮามาส พวกเขาอ้างว่าเขาแอบใช้ตนเป็นนักข่าวเพื่อปิดบังกิจกรรมเกลื่อนแกล้งอย่างอื่น แถมยังมีบทบาทสำคัญในการจัดการโจมตีด้วยจรวดใส่ภูมิภาคของชาวอิสราเอล ด้วยฐานะหัวหน้ากิจกรรมการก่อการร้ายภายใต้สังกัดฮามาส

  • การเข้าทำลายที่พักอาศัยโดยตรงในพื้นที่สงคราม ไม่ถือว่าเป็นกรณีผิดพลาด
  • การเสียชีวิตของนักข่าวอิสระรวมไปถึงทีมนักข่าวชุดใหญ่ สะท้อนถึงอันตรายที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ปฏิบัติงานสื่อ
  • การตรวจสอบภายหลังจะช่วยส่งเสริมความยุติธรรมในอุตสาหกรรมรายงานข่าว

ภายหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ คณะกรรมการปกป้องผู้สื่อข่าวโลก (CPJ) ได้ออกมาสนับสนุนหลักการที่นักข่าวควรได้รับความปลอดภัยจากความรุนแรงทางทหาร และถิ่นกำเนิดของพวกเขาไม่ควรเป็นฐานให้ถูกกดขี่หรือถูกจำแนกในเชิงลบ จากความหลากหลายทางเชื้อชาติหรือมุมมองทางการเมือง มีการวิพากษ์ว่ากองทัพอิสราเอลมีพฤติกรรมแสดงออกในลักษณะเดิมๆ หลายครั้ง โดยโจมตีบุคลากรสื่อที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันที่น่าเชื่อถือ

สำนักข่าวอัลจาซีราได้เปิดเผยว่า การโจมตีครั้งดังกล่าวมาจากการพยายามของอิสราเอลในการกำจัดเสียงสะท้อนที่เปิดโปงความจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในกาซา ขณะที่นายอานัสถือได้ว่าเป็นนักข่าวที่กล้าหาญที่สุดในพื้นที่แห่งนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการเตือนภัยสื่อโลกอีกครั้งเกี่ยวกับอันตรายที่รอคอยในภาคสนาม และวิถีของผู้ประกอบวิชาชีพที่ต้องเผชิญความเสี่ยงเพื่อส่งเสียงให้สังคมฟัง

หากคุณต้องการรับการอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์การขัดแย้ง มิสไซล์ และผลกระทบต่อพลเมืองในกาซา อย่าลืมติดตามเว็บไซต์ของเราใกล้ชิดข่าวสารทุกวัน!

ที่มา – “ยูเอ็น-กลุ่มสื่อ” รุมจวกอิสราเอล สังหารทีมนักข่าวอัลจาซีราในกาซา

รอนนี เลือก 3 ตัวเต็งคว้าแชมป์สอยคิวซาอุดิ

“เดอะ รอคเกตส์” รอนนี โอซัลลิแวน อดีตแชมป์โลกสนุ้กเกอร์ 7 สมัย ได้ออกมาเปิดเผยรายชื่อนักสอยคิว 3 คนที่มีโอกาสสูงสุดในการคว้าแชมป์ รอนนี เลือก 3 ตัวเต็งคว้าแชมป์สอยคิวซาอุดิ ในการแข่งขัน ซาอุดีอาระเบีย สนุ้กเกอร์ มาสเตอร์ส ที่จะจัดขึ้นที่เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย

รอนนี เลือก 3 ตัวเต็งคว้าแชมป์สอยคิวซาอุดิ

รอนนี เชื่อว่า ใครก็ตามที่ต้องการคว้าแชมป์ในรายการนี้จะต้องมีฟอร์มการเล่นที่ดีเยี่ยมและความสามารถพิสูจน์ตัวเองในระดับโลก โดยเขาได้ยกย่องนักสอยคิว 3 คนดังกล่าวว่าอยู่ในระดับสูงกว่าผู้เล่นคนอื่น ๆ ทั่วไปในรายการนี้ รวมถึงมีประสบการณ์และผลงานที่น่าประทับใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ไคเรน วิลสัน แกร่งสุดในขณะนี้

ในบรรดานักสอยคิวทั้งหมด รอนนี ชื่นชมเฉพาะ ไคเรน วิลสัน เป็นอย่างมาก โดยเรียกเขาว่า “นักสอยคิวที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้” หลังจากที่เขาเพิ่งคว้าแชมป์เซี่ยงไฮ้ มาสเตอร์ส และยังเป็นแชมป์โลกปี 2024 มาแล้ว อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์ก็ยังไม่จบ เพราะยังมี จัดด์ ทรัมป์ เจ้าของตำแหน่งมืออันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบัน และ จ้าว ซินถง ซึ่งยังครองตำแหน่งแชมป์โลกอยู่

ทั้งสามคนนี้ถือเป็นผู้เล่นที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในระดับโลก ซึ่งรอนนียังระบุเพิ่มเติมว่า มีอีกประมาณ 7-8 คนที่มีความสามารถและความน่าจะเป็นสูงพอที่จะคว้าแชมป์ได้เช่นกัน ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นสนามที่หนักแน่นและคัดค้านสูงมาก

  • ไคเรน วิลสัน – แชมป์โลกปี 2024 และเซี่ยงไฮ้ มาสเตอร์ส
  • จัดด์ ทรัมป์ – มืออันดับหนึ่งของโลก
  • จ้าว ซินถง – แชมป์โลกคนปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี เรายังต้องจับตาดูตัวผู้เล่นอื่น ๆ ที่อาจสร้างเซอร์ไพรส์ เช่น ลูกา เบรเซล แชมป์โลกปี 2023 ที่ต้องถอนตัวจากหลายรายการใหญ่ในฤดูกาลนี้เนื่องจากปัญหาทางด้านสุขภาพ ทำให้เขายังไม่ได้ลงแข่งแมตช์ไหนเลยในฤดูกาลปัจจุบัน ส่งผลให้อันดับของเขาตกลงมาอยู่ที่ 39 ของโลก ซึ่งหากเขาสามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายและทำผลงานได้ดีเหมือนเดิม ก็อาจเป็นตัวแปรสำคัญในการลุ้นแชมป์ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ การแข่งขัน ซาอุดีอาระเบีย สนุ้กเกอร์ มาสเตอร์ส ถือเป็นโอกาสทองสำหรับนักสอยคิวทั่วโลก เนื่องจากเงินรางวัลรวมสูงถึง 2.3 ล้านปอนด์ และแชมป์ของรายการจะได้รับเงินรางวัลถึง 5 แสนปอนด์ ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักเล่นและแฟน ๆ อย่างสูง

แม้ รอนนี เลือก 3 ตัวเต็งคว้าแชมป์สอยคิวซาอุดิ เพื่อเป็นแนวทางให้แก่แฟน ๆ และผู้ติดตามกีฬาสนุ้กเกอร์ แต่เรายังเชื่อว่าการแข่งขันในสนามแบบนี้ย่อมไม่มีใครรู้ว่าใครจะไปถึงเส้นชัยจริงๆ การเตรียมตัว การเข้าฟอร์ม และการควบคุมอารมณ์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถเปลี่ยนความพ่ายแพ้ให้กลายเป็นชัยชนะได้ในที่สุด

ที่มา – “รอนนี” ยก 3 ตัวเต็งจ๋าคว้าแชมป์สอยคิวซาอุดิ

ส่งมอบกระบะ นิสสัน นาวารา เสริมพลังช่วยงานกู้ภัย

เมื่อเร็วๆ นี้ นิสสัน ประเทศไทย โดยนำโดย ทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส และ สุวรรณา วัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ สยามนิสสัน ที.เค.เอฟ. ได้ร่วมพิธีส่งมอบรถยนต์ กระบะ นิสสัน นาวารา จำนวน 23 คัน ให้กับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร ณ สถานีดับเพลิงและกู้ภัย เขตบางบอน เพื่อสนับสนุนภารกิจสำคัญในการดับเพลิงและช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

กระบะ นิสสัน นาวารา ช่วยยกระดับการปฏิบัติงานสาธารณะ

การส่งมอบกระบะ นิสสัน นาวาราในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการยืดหยุ่นและความสามารถในการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลาย ชาตรี แนวจำปา ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการดับเพลิงและกู้ภัย 6 ได้รับมอบรถยนต์รุ่นนี้จากรองประธานอาวุโสของนิสสันในพิธีอย่างเป็นทางการ

สมรรถนะที่ตอบโจทย์ทุกภารกิจ

นิสสัน นาวารา ถูกออกแบบมาให้พร้อมใช้งานในทุกสภาพแวดล้อม ทั้งเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์แบบ 2.3 ลิตร 4 สูบทวินเทอร์โบ ความจุสูง ช่วยให้มีแรงขับเคลื่อนที่เสถียร และเชสซีที่ผลิตจากเหล็กกล้า ช่วยให้สามารถรับน้ำหนักได้เต็มพิกัด และสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางทุรกันตร์หรือเขตเมืองที่แออัด

นิสสัน นาวารา ยังมาพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่เน้นความปลอดภัยสูงขั้น เช่น ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) และอีกหลากหลายเทคโนโลยีที่ติดตั้งอยู่ครบครันทั้งภายในและภายนอกตัวรถ ทำให้ผู้ขับมั่นใจได้ตลอดการเดินทาง และเหมาะกับงานที่สำคัญ เช่น การปฏิบัติงานของหน่วยกู้ภัยและหน่วยจราจร

  • เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ 2.3 ลิตร 4 สูบ
  • เชสซีเหล็กกล้า ความทนทานสูง
  • ระบบเบรก ABS และอื่น ๆ
  • สิ่งอำนวยความสะดวกภายในครบครัน

“นิสสัน นาวารา เป็นรถกระบะที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะและความทนทาน นาวารามาพร้อมสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่ จึงเป็นรถยนต์ที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุนภารกิจดับเพลิง และกู้ภัยของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร นิสสันภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจนี้เพื่อช่วยเหลือสังคม” ทาคาอากิ ยานางิ กล่าวในพิธีส่งมอบ

จากการส่งมอบครั้งนี้ กระบะ นิสสัน นาวารา จะถูกนำไปใช้พิเศษในงานด้านสาธารณประโยชน์ เพื่อให้บริการที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือประชาชน จริงๆ แล้ว การเลือกรถกระบะที่เหมาะสมกับงานด้านบูรณาการการช่วยเหลือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะช่วยให้ทีมงานมีความคล่องตัวและสามารถเข้าถึงผู้ประสบภัยได้ทันเวลากว่าเดิม

ถ้าคุณกำลังมองหารถกระบะที่มีประสิทธิภาพ สมรรถนะสูง และวางใจได้ในทุกสภาพการใช้งาน ก็ควรลองศึกษาเรื่องของ นิสสัน นาวารา ให้มากขึ้น ซึ่งจะตอบโจทย์ทั้งในงานราชการและงานส่วนตัวได้อย่างลงตัว

ที่มา – ส่งมอบกระบะ นิสสัน นาวารา