ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เร่งหาสาเหตุ? ลอบยิงผู้ใหญ่บ้านรับซื้อทุเรียนสาหัส

กรณีที่ ลอบยิงผู้ใหญ่บ้านรับซื้อทุเรียนสาหัส ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอเมืองยะลา เมื่อคืนวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้สร้างความตกใจให้กับชุมชนอย่างมาก โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่ นายอาหามะ มาหนิ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลเขื่อนบางลาง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา กำลังทำหน้าที่รับซื้อทุเรียนที่แผงในพื้นที่ตำบลบันนังสาเรง

เร่งหาสาเหตุ? ลอบยิงผู้ใหญ่บ้านรับซื้อทุเรียนสาหัส

จากข้อมูลที่มี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุในเวลาประมาณ 00:30 น. ว่ามีชายคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุ นายอาหามะ กำลังพูดคุยกับลูกค้าขณะที่มีคนร้ายซุ่มอยู่ในป่าละเมาะ แล้วใช้อาวุธปืนยิงใส่เขา 1 นัดด้วยกระสุนจริง ซึ่งกระสุนเข้าโดนบริเวณหลัง จนทำให้เขาล้มลงทันที

หลังเกิดเหตุ ชาวบ้านได้ร่วมกันช่วยเหลือนำตัวผู้บาดเจ็บไปส่งที่ โรงพยาบาลศูนย์ยะลา อย่างเร่งด่วน จากนั้นแพทย์ได้นำตัวเข้าห้องผ่าตัดเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอย่างเต็มความสามารถ เนื่องจากอาการมีความรุนแรง

เจ้าหน้าที่เร่งเก็บพยานหลักฐาน

เช้าวันที่ 12 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานที่ 10 ยะลา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียด โดยมีรถยนต์หลากหลายรุ่น เช่น อีซูซุ MU-X และหลายรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ ซึ่งถูกเก็บไว้เป็นพยานหลักฐานในการสืบสวน

จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น ทำให้ปรากฏข้อมูลสำคัญว่านายอาหามะ เป็นลูกชายของ นายมือลี มาหนิ ที่เคยถูก 사람ร้ายบุกบ้านยิงเสียชีวิตพร้อมกับนายประกิจ กลมสอาด เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกรณีที่น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากเกิดความคล้ายคลึงในรูปแบบการก่อเหตุ

  • เหตุเกิดในพื้นที่เดียวกัน
  • มีลักษณะการใช้อาวุธปืนยิงแบบในป่าซุ่ม
  • มีลูกชายคนหนึ่งของเหยื่อรายก่อนหน้าถูกทำร้ายในลักษณะใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนว่า การลอบยิงผู้ใหญ่บ้านรับซื้อทุเรียนสาหัส ครั้งนี้ มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จลาจลในพื้นที่หรือเป็นความขัดแย้งส่วนตัว ประกอบกับมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างญาติของเหยื่อรายก่อนหน้าและเหตุการณ์ล่าสุด

สังคมขณะนี้ต่างจับตามองว่าจะพบแนวทางใหม่ในการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้เหตุการณ์ทั้งสองแม่นยำตรงเป้า และสามารถติดตามตัวผู้ก่อเหตุได้โดยเร็ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโน้มน้าวให้ทุกคนตระหนักอีกครั้งถึงความเสี่ยงของผู้ที่ทำงานในพื้นที่ใกล้เคียงสถานการณ์ไม่สงบ และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของประชาชนที่ทำงานในช่วงกลางดึกโดยเฉพาะกรณีเช่นนี้

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เราอยากฟังความคิดเห็นของคุณว่า สมควรหรือไม่หากสถานที่ทำงานบนพื้นที่ขนาดใหญ่ควรต้องมีการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมจากหน่วยงานท้องถิ่นหรือไม่

ที่มา – เร่งหาสาเหตุ? ลอบยิง ผู้ใหญ่บ้าน รับซื้อทุเรียนสาหัส พบพ่อถูกยิงดับไม่ถึง1ปี

ประธานรัฐสภาลงนามถวายพระพร 12 ส.ค.68

เมื่อเวลา 09.00 น. วันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568 ณ พระบรมมหาราชวัง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปีพุทธศักราช 2568

ประธานรัฐสภาลงนามถวายพระพร 12 ส.ค.68

การลงนามถวายพระพรในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงความจงรักภักดีและความเคารพอย่างสูงสุดของประชาชนชาวไทย ตลอดจนผู้ที่นำหน้าในการบริหารราชการแผ่นดิน ต่อพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งทรงมีพระกรณียกิจมากมายเพื่อประโยชน์แห่งชาติและประชานิยมในประเทศไทย

ความหมายของวันพ่อแม่แห่งชาติ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระอิสริยยศเป็นที่เคารพนับถืออย่างลึกซึ้งจากประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละ มีพระทัยเมตตาต่อทุกหมู่เหล่า และทรงสามารถรวมพลังของสังคมเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น

ภาพบรรยากาศในพิธีถวายพระพรเต็มไปด้วยความเคารพและศรัทธา ซึ่งจากภาพที่เผยแพร่ให้เห็น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ในฐานะประธานรัฐสภา ได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้แทนที่มาร่วมลงนามถวายพระพร โดยมีภาพถ่ายของกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและจิตสำนึกของผู้ร่วมลงนาม

  • สถานที่: พระบรมมหาราชวัง
  • วันและเวลา: วันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น.
  • ผู้ร่วมลงนาม: ประธานรัฐสภาและผู้แทนต่างๆ
  • โอกาสพิเศษ: วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระพันปีหลวง

เหตุการณ์ในวันนี้ถือเป็นการแสดงออกแห่งความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทย ที่มีต่อราชวงศ์จักรีและพระองค์ผู้ทรงคุณูปการอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของสังคมไทยในการเคารพและรักษาคุณงามความดีของสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เสมอ

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมถวายพระพรในวันพ่อแม่แห่งชาติ ยังส่งเสริมให้ประชาชนได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ และกระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ค่านิยมดีงามของชาติไว้อย่างถาวร

การลงนามถวายพระพรที่เกิดขึ้นในวันนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมไทยมีความสามัคคีและร่วมมือกันพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบของความเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์

หากคุณเคยมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเช่นนี้ การสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเองจะทำให้คุณเข้าใจความหมายลึกซึ้งของความจงรักภักดีที่คนไทยมีต่อพระมหากษัตริย์ได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – ‘ประธานรัฐสภา’ลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระพันปีหลวง 12 ส.ค.68

ปานเทพ เรียกร้องต่ออายุราชการแม่ทัพภาคที่ 2

ล่าสุด มีกรณีที่ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ออกมาโพสต์เรียกร้องให้มีการต่ออายุราชการ ของแม่ทัพภาคที่ 2 ผ่านแฟนเพจส่วนตัว ซึ่งข้อความของเขาได้รับการแชร์อย่างแพร่หลายบนโลกโซเชียล

ปานเทพ เรียกร้องต่ออายุราชการแม่ทัพภาคที่ 2

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายปานเทพได้โพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยระบุว่า “ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก ขอเรียกร้องให้ต่ออายุราชการ” เป็นข้อความที่เน้นย้ำความสำคัญของการมีเสถียรภาพในการบริหาร โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์ต่าง ๆ ยังคงมีความซับซ้อนและต้องการผู้นำที่มีความเชี่ยวชาญเขาอยู่ในตำแหน่ง

การสนับสนุนจากประชาชน

นอกจากนี้ นายปานเทพยังกล่าวอีกว่า “ท่านแม่ทัพภาคที่ 2 ใครเห็นด้วยช่วยแสดงพลังกดไลก์ และแชร์ถึงความต้องการนี้ด่วน” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการระดมพลังเสียงจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว

ข้อความดังกล่าวได้สร้างกระแสการอภิปรายอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับประเด็นเรื่องการควบคุมการปฏิบัติราชการ และการเลือกผู้มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพรวมของนโยบายในภูมิภาค

  • การต่ออายุราชการเป็นแนวทางที่เห็นผล
  • ต้องการความมั่นคงในภาวะแวดล้อมที่ไม่มั่นคง
  • ประชาชนและเจ้าหน้าที่สนับสนุน

การเรียกร้องของนายปานเทพสะท้อนให้เห็นว่า gathering support จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแค่ในฐานะผู้บริหาร แต่ยังเป็นเสียงสะท้อนจากสถานการณ์ที่ต้องการผู้นำที่มีความแข็งแกร่งและทรงคุณูปการ

หากเรื่องนี้มีความคืบหน้ามากขึ้น ก็ถือว่ามีนัยสำคัญต่อแนวทางการบริหารราชการในอนาคต อีกทั้งยังเป็นกรณีตัวอย่างที่ว่าสังคมสามารถมีส่วนร่วมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียได้อย่างไรในการสนับสนุนหรือแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสำคัญของประเทศ

ว่ากันว่า “เสียงของประชาชนคือพลัง” ข้อความเรียกร้องครั้งนี้อาจกลายเป็นแรงกระตุ้นให้มีการพิจารณาอย่างจริงจังในเรื่องการต่ออายุราชการเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่จะสร้างความน่าเชื่อถือและความพร้อมสำหรับผู้บริหารที่จะก้าวสู่บทบาทใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘ปานเทพ’ โพสต์เรียกร้องให้ ‘ต่ออายุราชการ’ แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่นไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก!

ประธานวุฒิสภาเข้าร่วมพิธีทำบุญถวายพระราชกุศล 12 ส.ค.68

ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เวลา 07.30 น. ณ ท้องสนามหลวง นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี

ประธานวุฒิสภาเข้าร่วมพิธีทำบุญถวายพระราชกุศล 12 ส.ค.68

ในวันสำคัญนี้ นางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา ก็ได้เข้าร่วมพิธีอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับผู้บริหารและข้าราชการสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ที่มาร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย โดยมีการสวดพระพุทธมนต์ และการตักบาตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พิธีถวายพระพรในพระบรมมหาราชวัง

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีที่สนามหลวง นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วยนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง นายทศพร แย้มวงษ์ รองเลขาธิการวุฒิสภา ตลอดจนคณะสมาชิกวุฒิสภาและผู้บริหารสำนักงาน เข้าร่วมพิธีลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

กิจกรรมในวันนี้มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความเคารพ ความจงรักภักดี และความสามัคคีของทุกภาคส่วนของสังคมไทยที่มาร่วมกันในโอกาสที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงพระชนมพรรษา

การเข้าร่วมพิธีครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงความจงรักภักดีของวุฒิสภาไทยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยมาอย่างสม่ำเสมอ

กิจกรรมเหล่านี้สะท้อนถึงความสำคัญของวัฒนธรรมอันดีงามของไทยอันมีความเชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมกันรักษาความเป็นหนึ่งของชาติ

หากคุณมีโอกาส อย่าลืมร่วมแสดงความเคารพในโอกาสสำคัญเช่นนี้ เพื่อให้วัฒนธรรมอันงดงามของไทยสืบทอดต่อไป

ที่มา – ‘ประธานวุฒิสภา’ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระพันปีหลวง 12 ส.ค.68

สิงคโปร์ปรับแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจประเทศ แต่เตือนความเสี่ยงระดับโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ว่ากระทรวงการค้าสิงคโปร์ออกแถลงการณ์ ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของปีนี้ จากเดิม 0-0.2% เป็น 1.5-2.5%

สิงคโปร์ปรับแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจประเทศ

การปรับเปลี่ยนตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้น หลังเศรษฐกิจของสิงคโปร์เติบโต 4.4% เมื่อเทียบเป็นรายปีในไตรมาสที่สอง หรือระหว่างเดือนเม.ย.-มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังขยายตัว 4.1% ในช่วงสามเดือนก่อนหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสิงคโปร์

เตือนถึงความเสี่ยงระดับโลก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการค้าสิงคโปร์เตือนว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอาจชะลอตัวลงในครึ่งหลังของปี เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจาก “ความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง” จากนโยบายการค้าของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงช่วงเวลาและขอบเขตของภาษีศุลกากร โดยเฉพาะภาคส่วนสำหรับผลิตภัณฑ์ยาและเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของสิงคโปร์

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ได้ประกาศเก็บภาษี 100% สำหรับชิปจากบริษัทที่ไม่ได้ลงทุนในสหรัฐ และขู่ว่า จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากภาคเภสัชกรรมสูงสุดถึง 250%

  • เศรษฐกิจสิงคโปร์เติบโตได้ดีในไตรมาสที่สอง
  • มีการปรับคาดการณ์ GDP ปีนี้เพิ่มขึ้น
  • เตือนถึงความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐ

สิ่งที่น่าสนใจ คือแม้สิงคโปร์จะปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังคงมีการเตือนความเสี่ยงจากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศในเฟสหลังของปีนี้

จากการวิเคราะห์ แม้ผลประกอบการระยะสั้นของสิงคโปร์จะดูมีมุมมองที่ดี แต่ฝ่ายบริหารยังคงมีมุมมองรอบคอบต่อปัจจัยภายนอกที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เช่นเดียวกับปัญหาเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ซึ่งนักบริหารและนักวางแผนควรเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ

ที่มา – สิงคโปร์ปรับแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจประเทศ แต่เตือนความเสี่ยงระดับโลก

“การ์นาโช” ขู่ใส่ “ผีแดง” ให้ปล่อยไป “เชลซี”

อเลฮานโดร การ์นาโช ปีกตัวจี๊ดของ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วัย 21 ปี เริ่มทำตัวขู่ใส่สโมสรต้นสังกัด หลังจากที่ไม่ได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างเต็มที่ จนอาจเลือกที่จะย้ายไปร่วมทีม “สิงห์สำอาง” เชลซี แทน โดยมีรายงานว่าหากเรื่องการย้ายทีมไม่ได้เคลื่อนไหวไปข้างหน้า กองหน้าชาวสเปนพร้อมที่จะนั่งสำรองเป็นเวลา 6-12 เดือน

“การ์นาโช” ขู่ใส่ “ผีแดง” ให้ปล่อยไป “เชลซี”

จากข้อมูลที่เผยออกมาภายหลังการเปิดเผยของฟาบริซิโอ โรมาโน นักข่าวด้านตลาดย้ายทีมชื่อดัง ระบุว่า การ์นาโช ได้ส่งข้อความชัดเจนถึงสโมสรต้นสังกัดอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่า หากไม่ได้ย้ายไปร่วมทีมเชลซีในฤดูหน้า ตนยินดีนั่งแบ๊งค์ข้างสนามไปต่อ โดยอาจไม่ได้ลงสนามเลยเป็นเวลาครึ่งปีถึงหนึ่งปีเต็ม

สถานการณ์การเจรจาค่าตัว

เดิมที “ปีศาจแดง” ระบุราคาค่าตัวการ์นาโชสูงถึง 70 ล้านปอนด์ แต่เมื่อเห็นว่าตลาดไม่ค่อยร้อนแรงจึงลดเหลือเพียงเพียง 50 ล้านปอนด์ อย่างไรก็ตาม เชลซียังเห็นว่าตัวเลขดังกล่าวยังสูงเกินความคุ้มค่า ที่จะได้รับกลับมาจากการ์นาโชในปัจจุบัน

หัวหอกวัย 21 ปีรายนี้เหลือสัญญากับยูไนเต็ดอีกยาวไกล แต่มีข่าวว่าเขาเริ่มไม่พอใจกับตำแหน่งในทีม และต้องการโอกาสในการแสดงศักยภาพแบบเต็มๆ ที่ถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์

จากการ์นาโชเข้าร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาแล้ว 144 นัด โดยสามารถส่งลูกทีม 26 ลูก และมีแอสซิสต์ไปอีก 22 ครั้ง ถือว่าเป็นหนึ่งในนักเตะรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง หากได้รับโอกาสในการพัฒนา

บุคลิกและการประเมินจากเชลซี

เชลซีไม่เห็นปัญหาในด้านบุคลิกของ“การ์นาโช” ขู่ใส่ “ผีแดง” ให้ปล่อยไป “เชลซี” เลย เพราะผ่านการตรวจสอบและศึกษาตัวนักเตะมาอย่างละเอียด ถือเป็นนักเตะที่มีสไตล์การเล่นเหมาะกับระบบของ “สิงโตคำราม” ดีมาก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญคือตัวเลขค่าตัวที่ยูไนเต็ดยังยืนกรานไว้ที่ 50 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร สำหรับนักเตะที่ยังไม่ได้รับโอกาสอย่างต่อเนื่อง

  • การ์นาโช ลงสนามให้แมนฯ ยูไนเต็ดไปแล้ว 144 นัด
  • ยิงไป 26 ประตู และแอสซิสต์อีก 22 ครั้ง
  • สนใจย้ายทีมเพื่อเล่นให้กับเชลซีอย่างจริงจัง
  • หากไม่ได้ย้ายจะเลือกนั่งสำรองเป็นเวลา 6-12 เดือน

ขณะนี้สถานการณ์การเจรจากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ และเชื่อกันว่าหากยูไนเต็ดไม่ลดราคาค่าตัวลงอีกนิด “การ์นาโช” อาจต้องจัดการทางเลือกของตนเองโดยไม่รอเวลานานอีกต่อไป

การย้ายทีมในตลาดซื้อขายนักเตะครั้งนี้น่าจะส่งผลต่อโครงสร้างหน้าใหม่ของทั้งสองสโมสร ทั้งในแง่ของการเสริมความแข็งแกร่งให้ทีม และการปล่อยนักเตะที่อาจไม่ใช่ตัวเลือกสำคัญในอนาคตอีกต่อไป

ทั้งนี้ “การ์นาโช” ขู่ใส่ “ผีแดง” ให้ปล่อยไป “เชลซี” จะสามารถ “บังคับ” ให้ยูไนเต็ดยอมปล่อยตัวเขาไปร่วมทีมสิงห์สำอางได้จริงหรือไม่ ต้องติดตามกันใกล้ชิดในตลาดซื้อขายหน้าร้อนนี้

หากคุณเป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือเชลซี ต้องตามให้ทันข่าวสารทุกวัน เพราะตลาดนี้น่าดูมาก!

ที่มา – “การ์นาโช” ขู่ใส่ “ผีแดง” ให้ปล่อยไป “เชลซี”

วัดพระบาทน้ำพุ พบพิรุธเงินบริจาคเข้าข่ายฉ้อโกง

กรณีของ วัดพระบาทน้ำพุ ที่กำลังได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมากในช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อปรากฏหลักฐานว่าเงินบริจาคจำนวนมากอาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จนถึงขั้นเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เพจ “ทนายคู่ใจ” ซึ่งเป็นเพจของนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ทนายความชื่อดัง ได้เผยแพร่ข้อมูลที่น่ากังวลเกี่ยวกับการบริหารเงินบริจาคของวัด

ภายหลังการเปิดเผย ปรากฏว่าเจ้าอาวาสของ วัดพระบาทน้ำพุ ได้ยอมรับว่าเคยนำเงินบริจาคไปซื้อที่ดินจำนวนมหาศาลกว่า 2,000 ไร่ แล้วจงใจจดทะเบียนในนามญาติโยมและบุคคลใกล้ชิด แทนที่จะเป็นของมูลนิธิวัดอย่างตรงไปตรงมา ถึงแม้จะมีการกล่าวอ้างว่ามีบันทึกข้อตกลงในการโอนกรรมสิทธิ์กลับมายังวัดในอนาคต แต่เอกสารดังกล่าวกลับไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

วัดพระบาทน้ำพุ พบพิรุธเงินบริจาคเข้าข่ายฉ้อโกง

เรื่องนี้ทำให้ประชาชนและหน่วยงานราชการเริ่มตั้งข้อสงสัยอย่างจริงจัง โดยนายรณณรงค์ระบุว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรีควรออกมาให้ข้อมูลชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า เหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบหรือติดตามทรัพย์สินของวัดเป็นระยะเวลานานถึง 30 ปี ทั้งที่วัดแห่งนี้ได้รับเงินบริจาคอย่างต่อเนื่องจากร้อยพันประชาชนทั่วประเทศ

ภาพประกอบกรณีเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวจากกองบังคับการสอบสวนกลางยืนยันว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนเส้นทางของเงินบริจาคและกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เกี่ยวข้องกับ วัดพระบาทน้ำพุ อย่างละเอียด โดยพบความผิดปกติหลายประการ ที่อาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินของมูลนิธิ รวมถึงการใช้เงินบริจาคเพื่อกิจกรรมส่วนตัวของผู้บริหารวัด หรือการซื้อทรัพย์สินให้กับบุคคลภายนอก

หากยืนยันความผิด อาจถึงขั้นเอาผิดทางอาญา

ที่น่าตกใจยิ่งขึ้นคือ ข้อมูลที่สำนักงานกองปราบปรามได้ตรวจสอบนั้น พบว่ามีเงินบริจาคจำนวนใหญ่ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ไม่ตรงตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรถยนต์หรู เป็นต้น ซึ่งเชื่อมโยงไปยังบุคคลมีชื่อเสียงในวงกตัญญูอย่าง “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” ที่เคยเป็นที่รู้จักในด้านการระดมทุนให้วัด

  • ตรวจสอบเส้นทางเงินบริจาค
  • ยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย
  • ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด

หากผลการสอบสวนสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่ามีการใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ และposé ต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่เพียงแต่จะมีการดำเนินคดีทางแพ่งเท่านั้น แต่อาจมีการดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์หรือเบียดบังทรัพย์สินของมูลนิธิฯ ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงตามกฎหมายอาญา

การติดตามตรวจสอบคดีนี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการโปร่งใสและตรวจสอบในองค์กรทางศาสนา หากขาดความโปร่งใส จะเปิดโอกาสให้เกิดการละเมิดความเชื่อมั่นของประชาชนและอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของศาสนาโดยรวม การเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนและจริงจังจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยบริจาคให้กับวัดดังกล่าว ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากมีผลเสียเกิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้บริหาร คุณก็อาจมีสิทธิ์ในการดำเนินการเรียกร้องความเสียหายได้เช่นกัน

ที่มา – พบพิรุธเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ ใช้ผิดวัตถุประสงค์–เข้าข่ายฉ้อโกง อาจโยงยักยอกทรัพย์มูลนิธิฯ

รอตรวจสอบ! ‘รอง ผบก.ป.’ ชี้คดี ‘หมอบี’ ส่อผิดฉ้อโกง

คดีที่ว่าด้วย นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่หลายคนรู้จักในนาม ‘หมอบี’ ที่เพิ่งถูกสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในวงกว้าง โดยตัวนายเสกสันน์ได้ให้สัมภาษณ์หลังถูกสอบสวนเป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง ว่าตนเองไม่มีเจตนาในการฉ้อโกงเงินบริจาคแต่อย่างใด และระบุว่าได้นำเงินบริจาคทั้งหมดไปมอบให้กับ หลวงพ่ออลงกต อย่างครบถ้วน

รอตรวจสอบ! ‘รอง ผบก.ป.’ ชี้คดี ‘หมอบี’ ส่อผิดฉ้อโกง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บัญชาการกองบังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าในการรวบรวมพยานหลักฐานมากขึ้น และหลักฐานบางส่วนชี้ให้เห็นว่านายเสกสันน์เข้าข่าย ฉ้อโกง อย่างแท้จริง แม้ว่าตัวเขาจะอ้างว่าเงินที่หายไปถูกใช้ไปกับโครงการต่าง ๆ ของวัด เช่น ทุนนักเรียนนอก และโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ

ข้อมูลใหม่จากการสอบปากคำพยาน

หนึ่งในข้อมูลสำคัญที่เพิ่งได้รับการยืนยันคือ การสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มีแล้วกว่า 20 คน ทั้งจากฝั่งของนายเสกสันน์ รวมไปถึงพยานที่มีความเกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งพยานบางรายให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับคำให้การของนายเสกสันน์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินของวัด

นอกจากนี้ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญในคดีนี้ ได้ให้การเบื้องต้นกับเจ้าหน้าที่ และแสดงความเต็มใจที่จะร่วมมือในการตรวจสอบ พร้อมระบุว่าต้องการทราบความจริงเกี่ยวกับ เงินบริจาคที่หายไป โดยในเอกสารบางฉบับที่มีลายเซ็นของหลวงพ่อ แสดงให้เห็นว่าเขามีส่วนรับรู้กับการใช้จ่ายเงินบางส่วน แต่ก็มีบางส่วนที่ข้อมูลไม่ครบถ้วน

ในส่วนของทรัพย์สินส่วนบุคคลของนายเสกสันน์ รวมถึงรถยนต์หรูที่เพิ่งถูกตรวจสอบพบ นั้น นายเสกสันน์ได้ให้การว่าเป็นทรัพย์สินที่วัดเป็นผู้ครอบครองอย่างถูกต้อง แต่มีบางประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากชื่อผู้จดทะเบียนถือครองสินทรัพย์ดังกล่าวปรากฏว่าเป็นเครือญาติของนายเสกสันน์ ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสในระยะต่อไป

ที่ดินของวัดยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

อีกหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้คือ รายงานที่ว่า ที่ดินของวัด ซึ่งมีพื้นที่กว่า 2,326 ไร่ มีการจดทะเบียนในนามของบุคคลภายนอกและนิติบุคคลอื่น ทั้งที่ควรเป็นของวัดตามกฎหมาย ทางกองบังคับการปราบปรามได้แจ้งความร่วมมือกับ บก.ปปป. เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อมูลในส่วนนี้ โดยเน้นว่าหากพบการทุจริตในภาครัฐ จะมีการเปิดเผยอย่างเป็นระบบ

คดีของนายเสกสันน์ หรือ ‘หมอบี’ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบุคคล แต่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างการบริหารจัดการทางการเงินของวัดในประเทศไทยมากที่สุด ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับคดีต่างก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม จึงถือเป็นกรณีศึกษาเบื้องต้นที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า การสอบสวนในคดี ‘หมอบี’ นี้ยังมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ทั้งในด้านการตรวจสอบพยานหลักฐานและความเชื่อมโยงของทรัพย์สิน ซึ่งอาจมีการพิสูจน์ความผิดในระดับ уголовอย่างชัดเจนในอนาคต

ที่มา – รอตรวจสอบ! ‘รอง ผบก.ป.’ ชี้คดี ‘หมอบี’ ส่อผิดฉ้อโกง สอบพยานแล้วกว่า 20 ปาก

สลด! แคนดิเดตชิงผู้นำโคลอมเบียเสียชีวิตแล้ว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ว่า คุณอูริเบ วุฒิสมาชิกฝ่ายขวาอายุ 39 ปี หลานชายของอดีตประธานาธิบดีฮูลิโอ ซีซาร์ ตูร์บาย ถูกยิงเมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ในการรณรงค์หาเสียงที่กรุงโบโกตา ผู้โจมตีเป็นมือปืนวัยเพียง 15 ปี

สลด! แคนดิเดตชิงผู้นำโคลอมเบียเสียชีวิตแล้ว

แม้ว่าอูริเบจะมีอาการดีขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ทีมแพทย์ได้ประกาศเมื่อวันเสาร์ว่าเขาเสียชีวิตจากภาวะเลือดออกในสมอง

เหตุการณ์นี้ทำให้สื่อและสังคมต่างสะเทือนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าผู้เสียชีวิตมีความสำคัญทางการเมืองอย่างสูงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีของโคลอมเบียในปี 2026

การสืบสวนดำเนินอย่างไร?

ทางการโคลอมเบียสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 6 คน รวมถึงมือปืนวัยเยาว์ที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ หลังการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ นำไปสู่การจับกุมผู้นำกลุ่มต่อต้าน “เอล คอสเตโน” หรือชื่อเต็มว่า นายเอลเดอร์ โฮเซ อาร์เตอากา เฮอร์นันเดซ

  • มือปืนเป็นผู้เยาว์วัย 15 ปี
  • จับกุมผู้ต้องสงสัยได้ทั้งสิ้น 6 คน
  • ผู้นำกลุ่มต่อต้านดำรงชื่อ “เอล คอสเตโน”

กลุ่มผู้ก่อเหตุเชื่อว่าเป็นฟาร์ก กลุ่มกองกำลังติดอาวุธเก่าที่ยุบตัวเองไปแล้ว แต่ยังคงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ ทำให้เหตุการณ์นี้เปิดบาดแผลเก่าของประเทศที่เคยเผชิญกับความรุนแรงอย่างหนัก

ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า “บทบาทของรัฐคือการต่อต้านอาชญากรรมโดยไม่คำนึงถึงอุดมการณ์ใด ๆ และความปลอดภัยของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุดของข้าพเจ้า”

การสูญเสียครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และทำให้บางฝ่ายเรียกร้องให้มีการเสริมความปลอดภัยให้กับผู้สมัครระดับสูงมากขึ้น สิ่งนี้อาจมีผลกระทบต่อการเมืองของโคลอมเบียในระยะใกล้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ระบบการเมืองจะพัฒนาขึ้น แต่ความรุนแรงทางการเมืองยังคงแฝงอยู่ภายในโครงสร้างของสังคม

หากคุณเป็นผู้ติดตามสถานการณ์ต่างประเทศโดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงในการเมือง อย่าพลาดติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด อาจมีบทเรียนที่หลายประเทศสามารถเรียนรู้เพื่อป้องกันจากเหตุการณ์แบบนี้ได้

ที่มา – สลด! แคนดิเดตชิงผู้นำโคลอมเบียเสียชีวิตแล้ว หลังถูกลอบยิงเมื่อเดือนมิ.ย.

จับตาพรุ่งนี้ นบข.เคาะแจกเงินชาวนา ไร่ละพัน นาปี-นาปรัง

พรุ่งนี้ (13 ส.ค. 68) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะโครงการแจกเงินชดเชย ไร่ละ 1,000 บาท ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง และมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลราคาข้าวภายในประเทศ

จับตาพรุ่งนี้ นบข.เคาะแจกเงินชาวนา ไร่ละพัน นาปี-นาปรัง

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากการรับฟังปัญหาจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าราคาข้าวในท้องตลาดยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรหดตัว

ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายในจึงได้เตรียมข้อเสนอแนะเพื่อเสนอที่ประชุม นบข.พิจารณา โดยมีโครงการสำคัญ เช่น การประกันภัยข้าวนาปี การส่งเสริมการผลิต และการแจกเงินชดเชย ไร่ละ 1,000 บาทให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งคาดว่าจะมีการสรุปผลในการประชุมในวันพรุ่งนี้

แนวทางช่วยเหลือเกษตรกรอื่นๆ จากกระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินมาตรการหลายด้านเพื่อดูแลเกษตรกร อาทิ:

  • โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัด” ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตผ่านการจำหน่ายปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงในราคาลดพิเศษ
  • การระบายสินค้าเกษตร เช่น ลำไย ผ่านกิจกรรม “Thai Fruits Festival” และการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงตู้จำหน่ายอัตโนมัติและสายการบิน
  • การผลักดันตลาดส่งออกไปยังประเทศจีน ซาอุดีอาระเบีย และญี่ปุ่น เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าและราคาข้าวไทย

จับตาพรุ่งนี้ นบข.เคาะแจกเงินชาวนา ไร่ละพัน นาปี-นาปรัง” เป็นประเด็นที่ผู้สนใจควรให้ความสำคัญ เนื่องจากผลการประชุมจะมีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะเดินหน้าทุกมาตรการเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ภายใต้นโยบาย “พาณิชย์พึ่งได้”

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุม นบข. พรุ่งนี้ และผลการตัดสินใจที่จะมีผลกระทบต่อชาวนาทั่วประเทศ

ที่มา – จับตา พรุ่งนี้ นบข.เคาะแจกเงินชาวนา ไร่ละพัน นาปี-นาปรัง