ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ซุปเปอร์เล็ก ช่วย “ธานท์ ซิน” อนาคตไกล

“ซุปเปอร์เล็ก เกียรติหมู่ 9” เจ้าของตำแหน่งแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต (125-135 ป.) และผู้ท้าชิงอันดับ 5 ของแรงกิง ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.) ชื่นชมความตั้งใจในการฝึกซ้อมของ “ธานท์ ซิน” นักสู้สายแข็ง วัย 20 ปี จากเมียนมา ซึ่งมาเก็บตัวที่ค่ายมวย “ซุปเปอร์เล็ก มวยไทยยิม” ของตน เพื่อเตรียมทำศึกพบกับ “กิ่งซางเล็ก ว.คำชำนาญ” ภายใต้กติกามวยไทย รุ่นฟลายเวต (125-135 ป.) ในฐานะคู่รองศึก ONE ลุมพินี 120 วันศุกร์ที่ 15 ส.ค.นี้ เริ่มคู่แรก 19.30 น.

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา “ซุปเปอร์เล็ก” ให้การต้อนรับ “ธานท์ ซิน” พร้อมทีมงานซึ่งมาเก็บตัวอยู่ที่ค่ายของตนอย่างอบอุ่น โดยเผยถึงการฝึกซ้อมให้กับลูกศิษย์เฉพาะกิจรายนี้ด้วย

“ธานท์ ซิน เลือกมาซ้อมที่นี่ เพราะเขามีความชื่นชอบในตัวผมและอยากมีโอกาสได้ฝึกซ้อมอย่างใกล้ชิดด้วย เขาเป็นนักมวยที่แข็งแกร่ง แต่เพราะเขาอายุยังน้อยเลยยังขาดประสบการณ์อยู่ ผมได้แนะนำเทคนิคการชกให้ไปพอสมควร เมื่อเขาเลือกมาซ้อมกับผมแล้ว ก็อยากให้เขาได้วิชากลับไปมากที่สุดครับ”

ซุปเปอร์เล็ก ช่วย “ธานท์ ซิน” อนาคตไกล

ส่วนมุมมองต่อไฟต์ที่ “ธานท์ ซิน” จะปะทะฝีมือกับ “กิ่งซางเล็ก” นั้น “ซุปเปอร์เล็ก” มองว่าเป็นเกมการต่อสู้ที่สนุกดุเดือดแน่นอน พร้อมโปรยยาหอมว่า “ธานท์ ซิน” มีอนาคตที่สดใสรออยู่

“ผมมองว่าคู่นี้สู้กันไม่ครบยกแน่นอน เนื่องจากทั้ง ธานท์ ซิน และ กิ่งซางเล็ก ต่างมีอาวุธหนักทั้งคู่ น่าติดตามว่าใครจะพลาดให้ใครก่อน แม้ ธานท์ ซิน ดูเป็นรองทุกกระบวนท่า แต่ถ้า กิ่งซางเล็ก พลาด ก็มีสิทธิ์โดนเล่นงานได้เหมือนกัน ถือเป็นอีกหนึ่งคู่มวยที่น่าดูมาก ต้องติดตามชมครับ”

“ธานท์ ซิน เป็นนักสู้ที่มีความพยายามสูงมาก ผมอยากให้เขาประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ เขาต้องดูแลพี่ชายที่มีปัญหาด้านสายตา ซึ่งผมเชื่อว่าตรงนี้คือแรงบันดาลใจสำคัญที่จะทำให้เขาพัฒนาฝีมือขึ้นได้อีกมากครับ” 

ส่วนทาง “ซุปเปอร์เล็ก” กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกายเตรียมสภาพความพร้อมก่อนขึ้นชกเช่นกัน โดยเตรียมข้ามฟ้าไปเผชิญหน้ากับ “ยูกิ โยซะ” ซุปเปอร์สตาร์นักสู้แดนซามูไร ภายใต้กติกาคิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต ในศึกยิ่งใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ ONE 173 ที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย. 68 ณ สนาม อาริอาเกะ อารีนา กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แฟนกีฬาชาวไทยเตรียมส่งแรงใจไปเชียร์กันได้เลย!  

สำหรับศึก ONE ลุมพินี 120 แฟนกีฬาชาวไทยสามารถจองบัตรเข้าชมในสนามผ่านทาง THAI TICKET MAJOR คู่แรกเริ่มเวลา 19.30 น. รับชมการถ่ายทอดสดทาง ช่อง 7HD กด 35 (ภาษาไทย) เริ่ม 20.30 น. ขณะที่ศึก ONE 173 จองบัตรเข้าชมในสนามผ่านทาง ONEFC.com/one173/ รวมทั้งติดตามข่าวสารอัปเดตของทั้ง 2 ศึกนี้ได้ที่เฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand เว็บไซต์ ONEFC.com และอินสตาแกรม ONEChampTh  และ TikTok ONEChampTH

มองอนาคต “ธานท์ ซิน” กับซุปเปอร์เล็ก

การที่ซุปเปอร์เล็กให้ความช่วยเหลือธานท์ ซิน ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักกีฬารุ่นใหม่ การได้เรียนรู้จากแชมป์โลกย่อมเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ “ธานท์ ซิน” พัฒนาฝีมือและก้าวหน้าในเส้นทางนักมวยอาชีพได้อีกมาก การถ่ายทอดวิชาและความรู้จากรุ่นสู่รุ่นเช่นนี้ จะช่วยยกระดับวงการมวยไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ที่มา – “ซุปเปอร์เล็ก” ช่วยถ่ายทอดวิชาให้ “ธานท์ ซิน” มั่นใจอนาคตก้าวไกล

ตุรกีร้อนสุด! กรกฎาคมทำสถิติในรอบ 55 ปี

ตุรกีเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงจนทำลายสถิติ อุณหภูมิในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาสูงที่สุดในรอบ 55 ปีของประเทศ สร้างความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมว่า กระทรวงสิ่งแวดล้อมตุรกีระบุบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ว่า ข้อมูลจากสถานีตรวจอากาศ 66 แห่ง จากทั้งหมด 220 แห่งของประเทศ แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1.9 องศาเซลเซียสในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สถานการณ์ ตุรกีบันทึกสถิติเดือนกรกฎาคม นี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและระบบนิเวศอีกด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ตุรกีต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวและลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

ทั้งนี้ อุณหภูมิสูงสุดที่บันทึกได้คือ 50.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในเมืองซิโลปี ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี ห่างจากชายแดนติดกับอิรักและซีเรียประมาณ 10 กิโลเมตร ตัวเลขดังกล่าวทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของประเทศที่ 49.5 องศาเซลเซียส ซึ่งทางการตุรกีบันทึกได้เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 ในจังหวัดเอสกิเชเฮียร์ ทางตะวันตกของประเทศ

ตุรกีบันทึกสถิติเดือนกรกฎาคม ร้อนที่สุดในรอบ 55 ปี

อนึ่ง ตุรกีเผชิญกับอากาศร้อนระอุต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ พร้อมกับไฟป่าหลายจุด ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 14 รายเมื่อเดือนที่แล้ว จากการต่อสู้กับไฟป่าในภาคตะวันตกของประเทศ อีกทั้งคลื่นความร้อนยังทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่

ผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นในตุรกี

  • สุขภาพ: ความร้อนจัดอาจทำให้เกิดโรคลมแดด ภาวะขาดน้ำ และปัญหาสุขภาพอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว
  • เกษตรกรรม: อุณหภูมิที่สูงขึ้นและการขาดแคลนน้ำอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกิดความเสียหายต่อพืชผลและปศุสัตว์
  • สิ่งแวดล้อม: ไฟป่าและการขาดแคลนน้ำเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

รัฐบาลตุรกีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนและไฟป่า การรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดน้ำ และการวางแผนระยะยาวเพื่อปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การที่ ตุรกีบันทึกสถิติเดือนกรกฎาคม ว่าเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบ 55 ปี เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและจริงจัง ไม่เพียงแต่ในตุรกีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทั่วโลก การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการลงทุนในพลังงานสะอาดเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและรักษาสภาพแวดล้อมให้ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นหลัง

การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการปรับตัวของภาคเกษตรกรรมก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ตุรกีจำเป็นต้องพัฒนาระบบชลประทานที่ทันสมัยและสนับสนุนเกษตรกรในการใช้เทคโนโลยีและวิธีการที่ช่วยลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

ในขณะที่ ตุรกีบันทึกสถิติเดือนกรกฎาคม ที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ เราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของเรา เช่น การประหยัดพลังงาน การลดการใช้พลาสติก และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้

ที่มา – ตุรกีบันทึกสถิติเดือนกรกฎาคม ร้อนที่สุดในรอบ 55 ปีของประเทศ

รวบ “กบ บ้านสะอาด” โจรลัก จยย. เพิ่งพ้นโทษ!

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2568 พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมกำลังชุดสืบสวน จับกุม นายบุญมี หรือ กบ บ้านสะอาด ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล จ.ขอนแก่น ขณะนั่งอยู่ที่ บขส.3 ขอนแก่น หลังก่อเหตุตระเวนโจรกรรมรถจักรยานยนต์ในเขต จ.ขอนแก่นและเตรียมการที่จะโจรกรรมรถอีกครั้ง

พ.ต.อ.ยศวัจน์ กล่าวว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายหลายรายว่ารถจักรยานยนต์ถูกคนร้ายขโมยรถไปจากพื้นที่จอดรถของจุดบริการขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น บขส.3 และสถานีรถไฟ จึงได้ลงพื้นที่สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน จากเหตุที่ถูกโจรกรรม คันแรก รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ ทะเบียนกรุงเทพฯ ที่ลานจอดจักรยานยนต์ บขส.3 คันต่อมาคือรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า ดรีม ทะเบียน ขอนแก่น ที่ลานจอดจักรยานยนต์ บขส.3 และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ ทะเบียน ขอนแก่น ที่ลานจอดจักรยานยนต์ สถานีรถไฟ

จากการสืบสวนและตรวจสอบกล้องวงจรปิดหลายร้อยชั่วโมง พบว่าคนร้ายเป็นบุคคลเดียวกัน มีแผนประทุษกรรมลักษณะเดียวกันทั้ง 3 คดี ซึ่งจากการสืบสวนเชื่อว่าคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้คือ นายบุญมี หรือฉายา กบ บ้านสะอาด จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมพบว่านายบุญมี เคยถูกจับคดีลักทรัพย์เมื่อปี 2566 เพิ่งพ้นโทษเมื่อ 24 ก.ค. 2568ที่ผ่านมา”

ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า จากการลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวพบว่านายบุญมี กลับเข้ามาในพื้นที่ จึงได้ออกสืบสวนติดตามและพบตัวอยู่ที่ บขส.3 จึงควบคุมตัวมาสอบสวน ที่ สภ.เมืองขอนแก่น

จากการสอบสวน นายบุญมี รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์ทั้ง 3 คดี และนำพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจยึดรถที่ซุกซ่อนไว้ คืนให้กับผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว และตั้งข้อกล่าวหาว่าลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อบริการสาธารณะ ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รวบ “กบ บ้านสะอาด” โจรลัก จยย. เพิ่งพ้นโทษ!

ไทม์ไลน์การจับกุม “กบ บ้านสะอาด”

คดี รวบ “กบ บ้านสะอาด” โจรลัก จยย. รายนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่เพิ่งพ้นโทษและหวนกลับมากระทำผิดซ้ำ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะนำพาตัวเองกลับเข้าสู่เรือนจำอีกครั้ง แต่ยังสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นในสังคมอีกด้วย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการสอดส่องดูแลเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

เรื่องราวของ รวบ “กบ บ้านสะอาด” โจรลัก จยย. กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ต้องหารายนี้เพิ่งพ้นโทษมาได้ไม่นานก็กลับมาก่อเหตุซ้ำ ทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพในการแก้ไขและฟื้นฟูผู้กระทำผิดในปัจจุบัน

บทสรุปคดี “กบ บ้านสะอาด” และข้อคิดที่ได้

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อป้องปรามไม่ให้ผู้กระทำผิดหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อลดโอกาสในการเกิดอาชญากรรม

หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรม หรือพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่

ที่มา – รวบ “กบ บ้านสะอาด” โจรลัก จยย. เผยสุดแสบเพิ่งพ้นโทษออกคุกไม่ถึงเดือน

เปิดภาพ บ้านคนไทยถูกจรวดเขมร BM-21 ถล่มยับ

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณฝั่งเขาพระวิหาร โดยเฉพาะพื้นที่บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เริ่มกลับมามีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง หลังชาวบ้านทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนา ภายหลังต้องอพยพออกจากพื้นที่กว่า 2 สัปดาห์ท่ามกลางสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดน อย่างไรก็ตามแม้หลายคนจะกลับบ้านด้วยความคิดถึงและหวังจะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แต่บางครอบครัวกลับต้องเผชิญกับความสูญเสีย เปิดภาพ บ้านคนไทยถูกจรวดเขมร BM-21 ถล่มยับ อย่างน่าเศร้า

เช่นเดียวกับ นายกุลนที ใจเครือ อายุ 45 ปี ที่เดินทางกลับมาตรวจสอบบ้าน ซึ่งได้รับความเสียหายหนักจากกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชา จนเหลือแต่ซาก

นายกุลนที เล่าว่า เหตุปะทะเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะตนอยู่ในสวนยางพารา ได้ยินเสียงปืนดังสนั่นหลายนัด จึงรีบออกจากสวนเพื่อพาครอบครัวอพยพไปยังที่ปลอดภัย โดยเริ่มต้นที่บ้านเอื้ออาทรในตัว อ.กันทรลักษ์ แต่เนื่องจากวิถีกระสุนระยะไกลได้ครอบคลุมพื้นที่กว้าง จึงต้องย้ายไปอยู่ในจุดอพยพที่ห่างออกไปอีก

นายกุลนที เล่าต่อว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของน้าตน ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ตนจึงเข้ามาตรวจสอบสภาพบ้านแทน พบว่าทั้งโครงสร้างไม้และปูนได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด ประตู หน้าต่าง กระจก และหลังคาถูกกระสุนถล่มจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว เบื้องต้นคาดว่าอาจต้องทุบทิ้งและสร้างใหม่ทั้งหมด

“บ้านหลังนี้มีอายุกว่า 40 ปี เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นปู่ มาสู่รุ่นพ่อและรุ่นลูก เต็มไปด้วยความทรงจำของครอบครัว การต้องเห็นบ้านในสภาพนี้ เป็นเรื่องที่ยากจะทำใจยอมรับได้” นายกุลนที กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจ

ทั้งนี้ กล้องวงจรปิดจากบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงได้บันทึกภาพเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุไว้ได้อย่างชัดเจน เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 24 ก.ค. ภาพแสดงให้เห็นว่าหลังจากรถอีแต๋นขับผ่านจุดเกิดเหตุไปเพียงไม่กี่วินาที กระสุนก็พุ่งตกใส่บ้านที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง.

เปิดภาพ บ้านคนไทยถูกจรวดเขมร BM-21 ถล่มยับ

เหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาได้สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับทรัพย์สินและชีวิตของผู้คนในพื้นที่ หนึ่งในภาพที่สะเทือนใจที่สุดคือ เปิดภาพ บ้านคนไทยถูกจรวดเขมร BM-21 ถล่มยับ จนเหลือแต่ซากปรักหักพัง บ้านที่เคยเป็นที่พักพิงและเต็มไปด้วยความทรงจำของครอบครัว กลับกลายเป็นเพียงเศษซากที่แสดงถึงความสูญเสียและความเจ็บปวด

ผลกระทบจากเหตุการณ์จรวดถล่ม

เหตุการณ์ เปิดภาพ บ้านคนไทยถูกจรวดเขมร BM-21 ถล่มยับ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงตัวบ้านเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของเจ้าของบ้านและคนในครอบครัวอย่างมาก การที่ต้องเห็นบ้านที่ตนเองรักและผูกพันมาตั้งแต่เด็กถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา เป็นสิ่งที่ยากจะทำใจยอมรับได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เนื่องจากต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยและต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสภาพที่ยากลำบาก

  • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน: บ้านเรือนถูกทำลาย, ข้าวของเครื่องใช้เสียหาย
  • ผลกระทบทางจิตใจ: ความเครียด, ความวิตกกังวล, ความเศร้าโศก
  • ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต: การพลัดพรากจากที่อยู่อาศัย, การขาดแคลนสิ่งของจำเป็น

สถานการณ์เช่นนี้ต้องการความช่วยเหลือและการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย

การสูญเสียบ้านไม่ใช่แค่การสูญเสียทรัพย์สิน แต่เป็นการสูญเสียความทรงจำ ความอบอุ่น และความมั่นคงในชีวิต เราหวังว่าความช่วยเหลือจะไปถึงมือผู้ที่ต้องการอย่างรวดเร็ว และขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้

ที่มา – เปิดภาพความเสียหายบ้านของคนไทย ถูกจรวดเขมร BM-21 ถล่มยับเหลือแต่ซาก

สธ. เผย! บาดเจ็บจากเหตุรบกัมพูชา 3 รายสาหัส

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบด้านการแพทย์และการสาธารณสุขที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนผู้บาดเจ็บและสถานะของโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ

สธ. เผยประชาชนบาดเจ็บจากเหตุรบกัมพูชา 3 รายอาการสาหัส ยังรักษาตัวในรพ.

จากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พบว่าสถานการณ์ ณ เวลา 10.00 น. ยอดผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ที่ 17 ราย แบ่งเป็นผู้เสียชีวิตโดยตรง 14 ราย และเสียชีวิตทางอ้อม 3 ราย ในส่วนของผู้บาดเจ็บสะสมมีจำนวน 39 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มี 3 รายที่อาการยังคงสาหัสและต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้บาดเจ็บที่ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 3 รายนั้น กระจายกันอยู่ที่โรงพยาบาลต่างๆ ได้แก่ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ 1 ราย โรงพยาบาลศรีสะเกษ 1 ราย และโรงพยาบาลสุรินทร์ 1 ราย ทีมแพทย์และพยาบาลกำลังให้การดูแลรักษาอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นโดยเร็ว

ผลกระทบด้านสุขภาพจิตต่อผู้อพยพ

นอกจากผลกระทบทางกายภาพแล้ว สธ. ยังให้ความสำคัญกับผลกระทบทางด้านจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยได้ทำการคัดกรองสุขภาพจิตของผู้อพยพจำนวน 86,010 คน และพบว่ามีผู้ที่มีภาวะเครียดสูงถึง 4,511 คน และมีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย 497 ราย ตัวเลขเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลและแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ทีมงานด้านสุขภาพจิตกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้การดูแลและสนับสนุนทางจิตใจแก่ผู้อพยพ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความเครียดและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้

สถานการณ์ของโรงพยาบาลและสถานีอนามัย (รพ.สต.) ที่ได้รับผลกระทบก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากข้อมูลพบว่ามีโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบสะสม 20 แห่ง ในจำนวนนี้มี 10 แห่งที่เปิดให้บริการตามปกติแล้ว 7 แห่งที่เปิดให้บริการบางส่วน และยังมี 3 แห่งที่ยังคงปิดให้บริการ ได้แก่ โรงพยาบาลน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ และโรงพยาบาลบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

ในส่วนของ รพ.สต. พบว่ามีที่ได้รับผลกระทบสะสม 149 แห่ง โดยมี 60 แห่งที่เปิดให้บริการตามปกติ 46 แห่งที่เปิดให้บริการบางส่วน และ 43 แห่งที่ยังคงปิดให้บริการ การที่โรงพยาบาลและ รพ.สต. ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติย่อมส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้โรงพยาบาลและ รพ.สต. ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงที

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ส่งผลให้ สธ. เผยประชาชนบาดเจ็บจากเหตุรบกัมพูชา 3 รายอาการสาหัส ยังรักษาตัวในรพ. แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางและความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การมีระบบการแพทย์และสาธารณสุขที่เข้มแข็งและการให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตอย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบและปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน

การที่ สธ. เผยประชาชนบาดเจ็บจากเหตุรบกัมพูชา 3 รายอาการสาหัส ยังรักษาตัวในรพ. เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เราทุกคนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว และผู้ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับการดูแลและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

ที่มา – สธ. เผยประชาชนบาดเจ็บจากเหตุรบกัมพูชา 3 รายอาการสาหัส ยังรักษาตัวในรพ.

ชื่นชม! น้องกัญญาณัฐ ปั๊มหัวใจคุณลุงรถชน

เรื่องราวสุดประทับใจถูกแชร์สนั่นโลกออนไลน์ เมื่อนักเรียนหญิงชั้น ม.5 แสดงความกล้าหาญ ช่วยชีวิตคุณลุงประสบอุบัติเหตุรถชน แม้สุดท้ายจะไม่สำเร็จ… ไปติดตามเรื่องราว ชื่นชม! น้องกัญญาณัฐ นักเรียน ม.5 ปั๊มหัวใจคุณลุงรถชน แม้ยื้อไม่สำเร็จ กันเลย

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกิดกระแสชื่นชมอย่างล้นหลามในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนหล่มสักวิทยาคม ได้โพสต์คลิปวิดีโอของ น.ส.กัญญาณัฐ แสนแก้ว นักเรียนชั้น ม.5/11 กำลังทำ CPR ช่วยชีวิตชายสูงอายุที่ประสบอุบัติเหตุรถชน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ขณะที่ น.ส.กัญญาณัฐ นั่งรถไปโรงเรียน เมื่อรถมาถึงถนนสายบ้านโนนทอง-จางวาง อ.หล่มสัก รถได้ชนกับรถจักรยานไฟฟ้าของคุณลุงคนหนึ่ง ทำให้คุณลุงแน่นิ่งไปกับพื้น เธอจึงรีบลงไปดูพบว่าคุณลุงไม่มีชีพจรแล้ว เธอจึงรีบโทรแจ้งโรงพยาบาลและลงมือทำ CPR ทันที จนชีพจรคุณลุงกลับมาอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าหน้าที่กู้ชีพจะมาถึงและนำส่งโรงพยาบาลหล่มสัก แต่เนื่องจากอาการสาหัสมาก คุณลุงจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา

น.ส.กัญญาณัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะเกิดเหตุไม่ได้รู้สึกตกใจเลย แต่คิดเพียงอย่างเดียวว่าจะต้องช่วยชีวิตคุณลุงให้ได้ ซึ่งความรู้เรื่องการทำ CPR นี้ได้มาจากโครงการอบรมช่วยเหลือชีวิตที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น

ดร.พีรวัฒน์ จันทกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนหล่มสักวิทยาคม กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจในตัวของ น.ส.กัญญาณัฐ ที่เป็นนักเรียนจิตอาสาและนำความรู้มาใช้ช่วยเหลือคนได้จริง ทางโรงเรียนเตรียมมอบใบประกาศเกียรติคุณให้ และจะสนับสนุนนักเรียนหญิงคนนี้อย่างเต็มที่ในการสอบเข้าเรียนต่อในสายการแพทย์หรือสาธารณสุขตามที่ตั้งใจไว้

ชื่นชม! น้องกัญญาณัฐ นักเรียน ม.5 ปั๊มหัวใจคุณลุงรถชน แม้ยื้อไม่สำเร็จ

เรื่องราวของน้องกัญญาณัฐ สะท้อนถึงอะไร?

  • ความสำคัญของการฝึกอบรมและการเรียนรู้ทักษะชีวิต: โครงการอบรม CPR ของโรงเรียน ทำให้นักเรียนมีความรู้และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • จิตสำนึกสาธารณะและความกล้าหาญ: น้องกัญญาณัฐ ไม่ลังเลที่จะเข้าช่วยเหลือผู้อื่น แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ตื่นตระหนก
  • ความสำคัญของการมีสติและการตัดสินใจ: แม้จะไม่สามารถช่วยชีวิตคุณลุงได้ แต่การที่น้องกัญญาณัฐตัดสินใจทำ CPR อย่างรวดเร็ว ก็ช่วยยื้อชีวิตคุณลุงไว้ได้ช่วงหนึ่ง

เรื่องราว ชื่นชม! น้องกัญญาณัฐ นักเรียน ม.5 ปั๊มหัวใจคุณลุงรถชน แม้ยื้อไม่สำเร็จ เป็นอุทาหรณ์ให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การมีจิตใจที่พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น และการใช้ความรู้ที่ได้เรียนมาให้เกิดประโยชน์ แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่อย่างน้อยก็ได้ทำดีที่สุดแล้ว

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการมีความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการทำ CPR นั้นสำคัญมาก เพราะสามารถช่วยชีวิตคนได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เราทุกคนควรเรียนรู้ทักษะเหล่านี้เพื่อเตรียมพร้อมช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ชื่นชมในความกล้าหาญและความมีน้ำใจของน้องกัญญาณัฐ! และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของคุณลุงผู้เสียชีวิตด้วยครับ

ที่มา – ชื่นชม! ‘น้องกัญญาณัฐ’ นักเรียน ม.5 ปั๊มหัวใจคุณลุงรถชน แม้ยื้อไม่สำเร็จ

เลบานอนประณามอิหร่าน! ค้านปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงทวีความตึงเครียด เมื่อเลบานอนออกมาประณามอิหร่านอย่างรุนแรง สืบเนื่องจากกรณีที่อิหร่านแสดงท่าทีคัดค้านการปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของเลบานอน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า คณะรัฐมนตรีเลบานอนได้สั่งการให้กองทัพจัดทำแผนการที่จะทำให้รัฐบาลเบรุตสามารถควบคุมอาวุธทั้งหมดภายในประเทศได้แต่เพียงผู้เดียวภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งนั่นก็หมายความรวมถึงการปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ด้วย

อย่างไรก็ตาม นายอาลี อัคบาร์ เวลายาตี ที่ปรึกษาของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน โดยระบุว่า อิหร่านคัดค้านการปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างแน่นอน พร้อมทั้งยืนยันว่าอิหร่านจะยังคงให้การสนับสนุนประชาชนและการต่อต้านของเลบานอนต่อไป

ท่าทีดังกล่าวของอิหร่านได้สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลเลบานอนเป็นอย่างมาก กระทรวงการต่างประเทศเลบานอนจึงได้ออกมาตอบโต้ด้วยการโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ประณามคำกล่าวของเวลายาตี ว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของเลบานอนอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้

กระทรวงการต่างประเทศเลบานอนระบุเพิ่มเติมว่า “เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนของอิหร่านกระทำการล้ำเส้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยการออกแถลงการณ์ที่ไม่สมควรเกี่ยวกับการตัดสินใจภายในของเลบานอน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับอิหร่านแต่อย่างใด” พร้อมทั้งเตือนผู้นำในรัฐบาลเตหะรานว่าอิหร่านจะได้รับประโยชน์มากกว่า หากทางการให้ความสำคัญกับปัญหาของประชาชนของตนเอง

การผลักดันให้มีการปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เกิดขึ้นหลังจากสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เมื่อปีที่แล้ว ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาและฝ่ายต่อต้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน รวมถึงความกังวลที่ว่าอิสราเอลอาจยกระดับการโจมตีดินแดนเลบานอน หากรัฐบาลเบรุตไม่ดำเนินการใดๆเลบานอนประณามอิหร่าน กรณีค้านปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์

ประเด็นเรื่องการปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่อิหร่านออกมาแสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจนเช่นนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเลบานอนในระยะยาว

ทำไมเลบานอนถึงประณามอิหร่านเรื่องการปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์?

ความสัมพันธ์ระหว่างเลบานอนและอิหร่านมีความซับซ้อน เนื่องจากอิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์มาอย่างต่อเนื่อง เลบานอนมองว่าการที่อิหร่านออกมาคัดค้านการปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์เป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ และเป็นการขัดขวางความพยายามของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ

การที่เลบานอนออกมาประณามอิหร่านในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างมากต่อท่าทีของอิหร่าน และความกังวลเกี่ยวกับบทบาทของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในประเทศ เลบานอนต้องการที่จะเป็นรัฐที่สามารถควบคุมอาวุธภายในประเทศได้ทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม การปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์มีอิทธิพลอย่างมากในเลบานอน และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงสถานะของกลุ่มจึงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่เลบานอนกำลังเผชิญอยู่ในการสร้างความมั่นคงและเอกภาพของชาติ ท่าทีของอิหร่านยิ่งทำให้ภารกิจนี้ยากยิ่งขึ้น แต่เลบานอนก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของตนเอง

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างเลบานอนและอิหร่านในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจึงต้องอาศัยความเข้าใจ การเจรจา และความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – รับไม่ได้! เลบานอนประณามอิหร่าน เหตุคัดค้านการปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์

“เรือมังกรไทย” สุดเจ๋ง คว้าทอง เวิลด์เกมส์ 2025!

สุดยอด! ทัพนักกีฬา “เรือมังกรไทย” สร้างชื่อเสียงกระหึ่มโลก คว้าเหรียญทองแรกให้ประเทศไทยในการแข่งขันกีฬาเวิลด์เกมส์ 2025 ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยทั้งชาติ

ความสำเร็จครั้งนี้มาจากการแข่งขันเรือมังกร 10 ฝีพาย ผสม 200 เมตร ที่ทีมนักจ้ำบึ๊ด “เรือมังกรไทย” ของเราโชว์พลังและความสามัคคี พายเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยเวลา 47.15 วินาที คว้าเหรียญทองไปครองอย่างยิ่งใหญ่ เอาชนะเจ้าภาพอย่างจีนที่ทำเวลา 48.81 วินาที ซึ่งได้เหรียญเงิน และยูเครนที่ได้เหรียญทองแดงด้วยเวลา 48.85 วินาที

นอกจากเหรียญทองแล้ว ทัพ “เรือมังกรไทย” ยังสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในประเภทเรือมังกร 8 ฝีพาย โดยช่วยกันพายอย่างสุดกำลัง ก่อนเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 ด้วยเวลา 46.32 วินาที คว้าเหรียญเงินมาครองได้อีกด้วย

“เรือมังกรไทย” กับความสำเร็จในเวิลด์เกมส์ 2025

การคว้าเหรียญทองและเหรียญเงินของ “เรือมังกรไทย” ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ความมุ่งมั่น และความสามัคคีของนักกีฬา รวมถึงการสนับสนุนจากทีมงานและผู้ฝึกสอนทุกคน ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาและเยาวชนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจกีฬาและพัฒนาตนเองให้ก้าวไปสู่ระดับโลก

ทำไม “เรือมังกรไทย” ถึงคว้าชัย?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “เรือมังกรไทย” ประสบความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ คือ:

  • ความแข็งแกร่งของร่างกาย: นักกีฬาของเราได้รับการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อพัฒนากำลังและความทนทาน
  • เทคนิคการพายเรือที่ยอดเยี่ยม: โค้ชได้วางแผนและฝึกสอนเทคนิคการพายเรือที่เหมาะสมกับนักกีฬาแต่ละคน
  • ทีมเวิร์ค: ความสามัคคีและความเข้าใจกันภายในทีมเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • จิตใจที่แข็งแกร่ง: นักกีฬาของเรามีความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทาย

การแข่งขันเรือมังกรเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความแข็งแกร่งของร่างกาย เทคนิค และทีมเวิร์ค การที่ “เรือมังกรไทย” สามารถคว้าชัยชนะได้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักกีฬาไทยและความสามารถในการพัฒนาไปสู่ระดับสากล

บทสรุปความสำเร็จของ “เรือมังกรไทย”

ความสำเร็จของ “เรือมังกรไทย” ในเวิลด์เกมส์ 2025 เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำของวงการกีฬาไทย เราขอแสดงความยินดีและชื่นชมในความสามารถของนักกีฬาและทีมงานทุกคน หวังว่าความสำเร็จนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยหันมาสนใจกีฬาและสนับสนุนนักกีฬาไทยให้ก้าวไปสู่ระดับโลกต่อไป

ร่วมส่งกำลังใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันเวิลด์เกมส์ 2025 และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ทางช่องทางต่างๆ

ที่มา – “เรือมังกรไทย” สุดเจ๋ง โค่นเจ้าภาพ ประเดิมเหรียญทองแรก “ศึกเวิลด์เกมส์ 2025”

วันนอร์นัดถกงบ 69: ปรับลดเกือบ 9 พันล้าน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดประชุมสภาฯ วาระพิเศษ ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระสองและวาระสาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายงานของกมธ. ระบุว่า งบประมาณปี 2569 ที่ตั้งไว้ 3,780 ล้านล้านบาท กมธ.มีมติปรับลดทั้งสิ้น รวม 8,920 ล้านบาท

โดยทุกกระทรวงและส่วนราชการถูกปรับลดงบประมาณ ทั้งนี้มีกระทรวงและส่วนราชการที่ปรับลดสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่

  1. กระทรวงมหาดไทย ปรับลด 2,148 ล้านบาท สำหรับรายการที่ปรับลดส่วนใหญ่เป็นค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดิน สิ่งก่อสร้าง อาคารต่างๆ ของส่วนราชการ
  2. หน่วยงานรัฐสภา 880 ล้านบาท
  3. กระทรวงคมนาคม 795 ล้านบาท
  4. กระทรวงสาธารณสุข 693 ล้านบาท
  5. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 459 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับงบประมาณที่ปรับลดดังกล่าว ตามรายงานของกมธ. ได้จัดสรรให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอตามความเหมาะสม และจำเป็น รวม 8,690 ล้านบาท และจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ รวม 230 ล้านบาท

สำหรับส่วนราชการที่ได้รับงบประมาณเพิ่มเติม ประกอบด้วย

  1. รัฐวิสาหกิจ ตั้งเพิ่มจำนวน 4,914 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างงานโยธาตามสัญญาสัมปทานฯโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรม กทม.
  2. กระทรวงการคลัง ตั้งเพิ่มจำนวน 1,568 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศปี 2569
  3. งบกลาง ตั้งเพิ่มจำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กรณีป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง ภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง และภารกิจจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ
  4. กระทรวงแรงงาน ตั้งเพิ่มจำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ มาตรา 39
  5. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งเพิ่มจำนวน 153 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินสนับสนุนการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ
  6. หน่วยงานของศาล ตั้งเพิ่มจำนวน 83 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงานการพิจารณาพิพากษาคดีที่รวดเร็ว มีคุณภาพ
  7. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งเพิ่มจำนวน 20 ล้านบาท เพื่อใช้ในปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ส่วนของวัสดุเชื้อเพลิงและหล่อลื่น

นอกจากนั้นยังได้ตั้งเพิ่มในส่วนของ 2 แผนงาน ได้แก่ แผนงานบูรณาการ ตั้งเพิ่มจำนวน 20 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ติดสารเสพติดที่เข้าสู่กระบวนการบำบัดและพัฒนาพฤตินิสัย

แผนงานบุคลากรภาครัฐ จำนวน 160 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนค่าใช้จ่ายบุคลากร 6 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานอัยการสุงสุด 78 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 32 ล้านบาท สำนักงานศาลปกครอง 27 ล้านบาท สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) 13 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 6.9ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ารายงานของกมธ. ยังได้แจ้งรายละเอียดถึงงบประมาณในส่วนของรายการเปลี่ยนแปลง

ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย ที่ปรับลดงบประมาณของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ลง 114 ล้านบาท และได้เติมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลเมืองโคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา 35 ล้านบาท เทศบาลเมืองประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ 21 ล้านบาท เทศลาลเมืองลำปลายมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ 23 ล้านบาท และ เทศบาลตำบลเขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทา 33 ล้านบาท

กระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับลดงบส่วนของสำนักปลัดกระทรวงสาะธารสุข 70 ล้านบาท ไปจัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 13 แห่ง อาทิ อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ 8.6 ล้านบาท อบจ.ยะลา 5 ล้านบาท อบจ.ร้อยเอ็ด 6 ล้านบาท อบจ.พะเยา 9.7ล้านบาท อบจ.ตาก 7.8ล้านบาท เป็นต้น.

วันนอร์นัดถกงบ 69

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ การปรับลดงบประมาณในบางส่วนและการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับบางหน่วยงาน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและประเทศชาติโดยรวม

การพิจารณา งบประมาณปี 69 อย่างรอบคอบ

การที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร นัดประชุมสภาฯ วาระพิเศษเพื่อพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการตรวจสอบและอนุมัติงบประมาณของประเทศ เป็นโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปราย ซักถาม และเสนอแนะเกี่ยวกับรายละเอียดของงบประมาณ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลจะเป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ผลการพิจารณาวันนอร์นัดถกงบ 69 ครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน

การที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ ได้พิจารณาและปรับลดงบประมาณลงเกือบ 9 พันล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการตรวจสอบและควบคุมการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลอย่างเข้มงวด การปรับลดงบประมาณในบางรายการอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบางหน่วยงาน แต่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในการประหยัดงบประมาณและนำเงินไปใช้ในโครงการที่มีความจำเป็นและสำคัญกว่า

การจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับบางหน่วยงาน เช่น รัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง และงบกลาง ก็มีความจำเป็นเพื่อให้หน่วยงานเหล่านั้นสามารถดำเนินงานตามภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละหน่วยงานจะช่วยให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้ว การพิจารณาวันนอร์นัดถกงบ 69 เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความรอบคอบและความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ อย่างถ่องแท้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญกับการพิจารณางบประมาณอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

การปรับเปลี่ยนงบประมาณที่ กมธ. ได้ทำ จะส่งผลกระทบต่อโครงการต่างๆ อย่างไร และจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่ น่าจะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและพิจารณาอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ‘วันนอร์’นัดประชุมถกงบ 13-15 ส.ค.นี้ หลัง กมธ.งบฯปรับลด เกือบ 9 พันล้าน

ฉก.ไชยานุภาพ ยึดยาบ้า 5.5 ล้านเม็ด หนุ่มทิ้งรถหนี

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญ เมื่อทหารชุดเฉพาะกิจไชยานุภาพ (ฉก.ไชยานุภาพ) สามารถยึดยาบ้า 5.5 ล้านเม็ดได้สำเร็จ โดยผู้ต้องสงสัย 3 รายได้ทิ้งรถหลบหนีไปได้ รายละเอียดเป็นอย่างไรมาติดตามกัน

กองบังคับการผาดง หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ได้รับแจ้งข่าวว่าจะมีการลักลอบขนส่งยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ จึงได้จัดกำลังกองร้อยทหารม้าที่ 1 ตั้งจุดตรวจชั่วคราวบริเวณบ้านหัวนา ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามกฎหมายยาเสพติด

ทหารชุดฉก.ไชยานุภาพ ยึดยาบ้า 5.5 ล้านเม็ด

กระทั่งเวลา 21.45 น. ของวันที่ 9 ส.ค. พบรถกระบะ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขับเข้ามา เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น แต่รถคันดังกล่าวได้หยุดก่อนถึงจุดตรวจประมาณ 200 เมตร จากนั้นชายต้องสงสัย 3 รายได้ลงจากรถและวิ่งหลบหนีเข้าไปในพื้นที่

ผลจากการตรวจสอบภายในรถ พบกระสอบทำเป็นเป้สะพายหลังจำนวน 30 กระสอบ วางอยู่ท้ายกระบะ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยแบ่งเป็นกระสอบละ 200,000 เม็ด จำนวน 25 กระสอบ (รวม 5,000,000 เม็ด) และกระสอบละ 100,000 เม็ด (รวม 500,000 เม็ด) รวมยาบ้าที่ยึดได้ทั้งสิ้นประมาณ 5.5 ล้านเม็ด

ทหารชุดฉก.ไชยานุภาพ ยึดยาบ้า 5.5 ล้านเม็ด

ในวันนี้ (10 ส.ค.) พล.ต.กิดากร จันทรา ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ได้มอบหมายให้ พ.อ.เดชาธร สายหยุด เป็นผู้แทนหน่วยฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบการตรวจยึดยาบ้า และนำของกลางส่งให้ สภ.เวียงแหง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

การตรวจยึดยาบ้า

สถิติการสกัดกั้นยาเสพติดที่น่าตกใจ

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน สามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 374 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 399 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 161,905,472 เม็ด, เฮโรอีน 145.8 กิโลกรัม, ไอซ์ 8,192 กิโลกรัม, ฝิ่น 93.5 กก. และ เคตามีน 696 กิโลกรัม จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 49 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 33 ศพ

หากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้ ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 33,323 ล้านบาท

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากยาเสพติด

การยึดยาบ้า 5.5 ล้านเม็ดในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งในการสกัดกั้นยาเสพติดของเจ้าหน้าที่ และสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของขบวนการค้ายาเสพติดในการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศ

ที่มา – ทหารชุดฉก.ไชยานุภาพ ยึดยาบ้า 5.5 ล้านเม็ด 3 หนุ่มต้องสงสัยทิ้งรถหนีรอด