ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ธีรรัตน์’ เร่งสร้างบ้าน อ.น้ำยืน หลังปะทะชายแดน

น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการสร้างบ้านให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยได้เข้าเยี่ยมและติดตามการซ่อมแซมบ้านของนายอาทิตย์ พันธ์โชติ และนายณัฐกิตติ์ ตาดี ซึ่งบ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์ดังกล่าว

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 13 อุบลราชธานี และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุบลราชธานี ได้ดำเนินการรื้อถอนอาคารหลังเก่าที่เสียหาย และปรับปรุงพื้นที่เพื่อเตรียมการสร้างบ้านหลังใหม่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังได้ให้การสนับสนุนบ้าน knock down เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้มีที่พักอาศัยชั่วคราวก่อน ซึ่งบ้านชั่วคราวจะเดินทางมาถึงในวันที่ 11 สิงหาคม สำหรับเงินเยียวยา นอกเหนือจากเงินกองทุนผู้ประสบสาธารณภัย ได้กำชับให้จังหวัดเร่งเบิกจ่ายและประสานส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือเยียวยาต่อไป

ก่อนหน้านี้ น.ส.ธีรรัตน์ ได้ลงพื้นที่ตำบลสีวิเชียร อำเภอน้ำยืน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม และได้กำชับให้จังหวัดอุบลราชธานี และอำเภอน้ำยืน บูรณาการร่วมกับ ปภ.จังหวัดอุบลราชธานี ในการเร่งรื้อถอนอาคารที่พังเสียหายโดยเร็ว เพื่อให้การสร้างบ้านหลังใหม่เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขได้โดยเร็ว

‘ธีรรัตน์’ ลงพื้นที่ดูคืบหน้าสร้างบ้านประชาชนพื้นที่ อ.น้ำยืน หลังรับผลกระทบปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

การลงพื้นที่ของ น.ส.ธีรรัตน์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การเร่งดำเนินการสร้างบ้านใหม่ให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำยืน ‘ธีรรัตน์’ ลงพื้นที่ดูคืบหน้าสร้างบ้านประชาชนพื้นที่ อ.น้ำยืน หลังรับผลกระทบปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว

ความคืบหน้าการช่วยเหลือประชาชน อ.น้ำยืน

ความคืบหน้าล่าสุดในการช่วยเหลือประชาชนในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นไปในทิศทางที่ดี โดยมีการรื้อถอนอาคารที่เสียหาย และเตรียมการสร้างบ้านใหม่ นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนบ้านพักชั่วคราวจากกระทรวงยุติธรรม และมีการเร่งดำเนินการเบิกจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

  • การรื้อถอนอาคารที่เสียหายแล้วเสร็จ
  • การเตรียมการสร้างบ้านใหม่
  • ได้รับการสนับสนุนบ้านพักชั่วคราว
  • เร่งดำเนินการเบิกจ่ายเงินเยียวยา

การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็วที่สุด

‘ธีรรัตน์’ ลงพื้นที่ดูคืบหน้าสร้างบ้านประชาชนพื้นที่ อ.น้ำยืน หลังรับผลกระทบปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่การฟื้นฟูจิตใจและความเชื่อมั่นของประชาชนก็สำคัญไม่แพ้กัน หวังว่าการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน จะช่วยให้ชาวอำเภอน้ำยืนกลับมาเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ที่มา – ‘ธีรรัตน์’ ลงพื้นที่ดูคืบหน้าสร้างบ้านประชาชนพื้นที่ อ.น้ำยืน หลังรับผลกระทบปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘วิทัย รัตนากร’ เป็นผู้ว่าฯ ธปท.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘วิทัย รัตนากร’ เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘วิทัย รัตนากร’ เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นข่าวสำคัญในแวดวงเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ โดยระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายวิทัย รัตนากร ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568 ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 มาตรา 28/14

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘วิทัย รัตนากร’ เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน เนื่องจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายทางการเงินและการกำกับดูแลสถาบันการเงินของประเทศ การตัดสินใจของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประวัติและประสบการณ์ของ ‘วิทัย รัตนากร’

นายวิทัย รัตนากร เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในด้านการเงินและการธนาคารอย่างยาวนาน ก่อนที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘วิทัย รัตนากร’ เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นั้น ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายทางการเงินของประเทศ ตลอดจนเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศ

ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้หลายฝ่ายเชื่อมั่นว่า นายวิทัย รัตนากร จะสามารถนำพาธนาคารแห่งประเทศไทยให้ก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ประกาศ ณ วันที่ 10 ส.ค. 2568

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ภูมิธรรม เวชยชัย

รองนายกรัฐมนตรี

การเข้ารับตำแหน่งของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่นี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว หรือความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศ

ดังนั้น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่จึงมีบทบาทสำคัญในการนำพาเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

นโยบายและแนวทางการดำเนินงานของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่จะเป็นอย่างไร และจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘วิทัย รัตนากร’ เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ศุภชัยย้อนบุญเชิด: คำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่นายบุญเชิด คิดเห็น อดีตอธิบดีกรมที่ดิน ได้กล่าวถึงเรื่องที่ดินเขากระโดง โดยระบุว่า เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้วทุกอย่างต้องจบลง เขากระโดงเป็นที่ดินของการรถไฟฯ ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ ดังนั้นจึงต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทั้งหมด โดยนายศุภชัยได้อ้างถึงประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด ที่ระบุว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขการจดทะเบียนสิทธิหรือนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษานั้น โดยใช้วิธีการที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด และตามมาตรา 62 ศาลจะต้องแจ้งผลคำพิพากษาถึงที่สุดให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบด้วย

นายศุภชัยกล่าวว่า สิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้ว่าเนชั่นจะสั่งให้อดีตอธิบดีกรมที่ดินตอบโต้เขานั้นเป็นไปตามที่เขาคิดไว้จริงๆ เขายังกล่าวอีกว่า อดีตอธิบดีกรมที่ดินเคยเป็นทั้งอธิบดีกรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดมาก่อน น่าจะมีความรอบรู้ในหน้าที่ที่ต้องทำ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วก็ได้แต่บ่นพึมพำว่าอดีตอธิบดีมาได้ไกลเหลือเกิน

ประเด็นสำคัญที่นายศุภชัยเน้นย้ำคือ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลผูกพันของคำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ เท่านั้น เขากล่าวว่า คำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ ซึ่งก็คือโจทก์ 35 ราย ไม่มีผลผูกพันกับเจ้าของที่ดินผู้มีเอกสารสิทธิ์อีก 995 ราย แล้วคำพิพากษาศาลฎีกาที่สั่งให้เพิกถอนโฉนดของ 995 รายนั้นอยู่ที่ไหน

นายศุภชัยตั้งคำถามว่า หากอดีตอธิบดีกรมที่ดินยังดำรงตำแหน่งอยู่ในเวลานั้น จะกล้าสั่งให้เพิกถอนโฉนดโดยไม่ขอดูคำพิพากษาถึงที่สุดของ 995 รายก่อนหรือไม่ จะไม่ตรวจสอบการออกโฉนดที่ดินของกรมที่ดินว่าออกเอกสารสิทธิ์ผิดพลาดหรือผิดกฎหมายหรือไม่ และถ้าหากพบว่ามีการคลาดเคลื่อนหรือผิดกฎหมาย นั่นหมายความว่าอดีตอธิบดียอมรับว่ากรมที่ดินซึ่งตนเองเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดได้กระทำผิดกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ

“ผมคิดว่าถ้าท่านสั่งในเวลานั้นอย่างที่ท่านมาพูดเอาตอนนี้จริงๆ ท่านคงถูกดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 เหมือนอย่างคุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ ซึ่งต้องโทษจำคุกเพราะเรื่องเพิกถอน ไม่เพิกถอน นี่แหละ จะบอกให้” นายศุภชัยกล่าว พร้อมทั้งเน้นย้ำว่ามาตรา 61 วรรคแปด บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานที่ดิน ไม่ใช่อธิบดีกรมที่ดิน ดังนั้นอธิบดีฯ ไม่สามารถสั่งเจ้าพนักงานงานที่ดินได้ เพราะไม่มีใครอยากเสี่ยงติดคุกติดตารางด้วย

ทำความเข้าใจผลผูกพันของคำพิพากษาศาลฎีกา

จากกรณีที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นว่าความเข้าใจในเรื่องคำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ เป็นสิ่งสำคัญ การตีความกฎหมายที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและส่งผลกระทบต่อผู้อื่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงและเกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชนจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือการศึกษาและทำความเข้าใจกฎหมายอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะดำเนินการใดๆ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

  • การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดินอย่างละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ
  • การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสามารถช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
  • ความเข้าใจในข้อกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน

ความรอบคอบและการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเป็นสิ่งที่ควรมีในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งที่มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

สุดท้ายนี้ การวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมและการพัฒนาสังคม

คำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ เป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญในระบบกฎหมาย ซึ่งทุกคนควรทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการนำไปใช้ที่ไม่ถูกต้อง

ที่มา – ‘ศุภชัย’ ย้อน ‘บุญเชิด’คำพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ 35 ราย ไม่ผูกพัน อีก 995 ราย

ตำรวจไซเบอร์ รวบ 2 วัยรุ่นส่ง SMS หลอกดูดเงิน

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท.พร้อมด้วย นายวิสิษฐศักดิ์ เจริญไชย ผู้จัดการงานองค์กรสัมพันธ์ AIS พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงผลปฏิบัติการ “Operation Pinklao” รวบ 2 วัยรุ่นไทยขนเครื่อง FBS ขับรถตระเวนส่ง SMS ปลอมแนบลิงก์หลอกดูดเงินทั่วกรุงเทพมหานคร

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตํารวจไซเบอร์ร่วมกับ AIS เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกจนสามารถเข้าจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพที่ตระเวนใช้เครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) เพื่อส่ง SMS ปลอมเป็นชื่อหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยใช้ข้อความที่อ้างคะแนนจะหมดอายุเพื่อล่อลวงให้ประชาชนคลิกลิงก์แลกรางวัลหวังดูดเงินจากบัญชี ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มคนร้ายได้ก่อเหตุในพื้นที่ย่านสาธร พระราม 4 สุขุมวิท และเพรชบุรี ตํารวจสามารถจับกุมได้หลายครั้งทั้งผู้ต้องชาวไทยและต่างชาติ

สําหรับการจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจากทาง AIS ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าได้รับ SMS ปลอมแนบลิงก์น่าสงสัยคาดว่ามาจากมิจฉาชีพ จึงได้ประสานข้อมูลมายังตำรวจไซเบอร์และได้เริ่มทำการสืบสวนพร้อมนํากําลังลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับทีมวิศวกรจาก AIS เพื่อค้นหาคนร้ายโดยเฉพาะบนถนนเส้นหลักและย่านชุมชน จนกระทั่งพบรถยนต์ต้องสงสัยขับอยู่บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ จึงได้ติดตามมาถึงปั้มนํ้ามันแห่งหนึ่ง ถนนสิรินธร เขตบางพลัด กทม. จากนั้นจึงแสดงตัวขอตรวจค้นภายในรถยนต์พบผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายนิรันดร์ อายุ 20 ปี และ นายกิตติวรา อายุ 21 ปี พร้อมเครื่องจำลองสถานีฐาน (False base station) และโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง

จากการสอบสวน นายนิรันดร์ ให้การว่าได้รับการติดต่อจากนายทุนชาวจีนผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ให้ขับรถตระเวนส่ง SMS โดยได้รับค่าจ้างเป็นจำนวนเงินวันละ 2,500 บาท โดยผู้ต้องหาทั้งสองคนยอมรับว่าได้ก่อเหตุมาแล้ว 3 ครั้ง เบื้องต้นตํารวจแจ้งดําเนิน 6 ข้อหาความผิด ”ร่วมกัน ทํา มีใช้ นําเข้า นําออก หรือค้าเครื้องส่งสัญญาณ , ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม, ร่วมกันใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต , ร่วมกันพยายามฉ้อโกง , ร่วมกันดักสัญญาณ, และร่วมทําผิดฐานอั้งยี่“

ด้าน นายวิสิษฐศักดิ์ ผู้จัดการงานองค์กรสัมพันธ์ AIS กล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับส่งสัญญาณเพื่อส่ง SMS ปลอมให้กับเหยื่อโดยมีมือถือเป็นสื่อกลางในการสั่งการ สามารถกระจายสัญญาณในรัศมีประมาณ 1 – 2 กิโลเมตร สามารถส่ง SMS ปลอมได้วันละกว่า 20,000 ข้อความ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าทาง AIS หรือหน่วยงานอื่นๆ ปัจจุบันไม่มีนโยบายในการส่งลิงก์ให้ผู้ใช้บริการทำการกรอกข้อมูลส่วนตัวและไม่มีการโทรศัพท์ตรงไปหาตัวลูกค้าแต่อย่างใด ทั้งนี้ AIS ไม่นิ่งนอนใจยังคงร่วมมือกับตํารวจไซเบอร์ในการปราบปรามมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง

ตำรวจไซเบอร์ ร่วมกับ AIS ประสบความสำเร็จในการรวบ 2 วัยรุ่นหัวหมอตระเวนส่ง SMS หลอกดูดเงิน ซึ่งเป็นภัยร้ายที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

ตำรวจไซเบอร์ รวบ 2 วัยรุ่นหัวหมอตระเวนส่ง SMS หลอกดูดเงิน

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกคนระมัดระวัง SMS ที่มีลิงก์น่าสงสัย อย่าหลงเชื่อกลลวงของมิจฉาชีพที่พยายามรวบ 2 วัยรุ่นหัวหมอตระเวนส่ง SMS หลอกดูดเงินจากเหยื่อ

วิธีการป้องกันตนเองจาก SMS หลอกดูดเงิน

  • อย่าคลิกลิงก์ที่แนบมาใน SMS ที่ไม่น่าไว้วางใจ
  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของ SMS ทุกครั้ง
  • หากไม่แน่ใจ ให้โทรศัพท์สอบถามหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงใน SMS
  • ติดตั้งแอปพลิเคชันป้องกันมัลแวร์บนโทรศัพท์มือถือ
  • ระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวผ่านทางออนไลน์

การรวบ 2 วัยรุ่นหัวหมอตระเวนส่ง SMS หลอกดูดเงินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไซเบอร์และ AIS ในการปกป้องประชาชนจากภัยออนไลน์

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์ ร่วม AIS รวบ 2 วัยรุ่นหัวหมอตระเวนส่ง SMS หลอกดูดเงิน

สำนักพุทธฯ ชี้! ตำรวจชะลอเก็บข้อมูลวัด

จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา มีมติให้รับทราบข้อมูลของวัดต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามฯ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยนายอินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.พศ. ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ได้มีการแจ้งแนวปฏิบัติไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่เก็บข้อมูลทุกวัด

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจาก สำนักพุทธฯ ชี้หลายพื้นที่ตำรวจสั่งชะลอเข้าเก็บข้อมูลวัดแล้ว ผอ.พศ. ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับรายงานถึงความไม่สบายใจและความกังวลของพระสังฆาธิการในหลายพื้นที่ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรง ทำให้พระสังฆาธิการบางรูปพิจารณาที่จะลาออกจากตำแหน่ง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจในบางพื้นที่ได้รับทราบถึงข้อกังวลใจของพระสังฆาธิการ และได้มีการชะลอการดำเนินการดังกล่าว เพื่อปรับให้เกิดความเหมาะสมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ พศ. ยังได้ให้ พศจ. รายงานปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปรับแนวทางการเก็บข้อมูลให้เกิดความเหมาะสมต่อไป

สำนักพุทธฯ ชี้หลายพื้นที่ตำรวจสั่งชะลอเข้าเก็บข้อมูลวัดแล้ว

นายอินทพร กล่าวว่า “เหตุที่พระสังฆาธิการไม่สบายใจ เนื่องจากเป็นการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และลงรายละเอียดลึกมาก อีกทั้งเมื่อพระ ชาวบ้าน เห็นตำรวจเข้าวัดก็มักจะคิดว่าเกิดเรื่องไม่ดีกับวัดนั้น” เขายังเสริมอีกว่า ได้ให้ พศจ. สำรวจปัญหาแล้ว เพื่อหารือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปรับแนวทางสำรวจข้อมูลให้เกิดความเหมาะสมกับทุกฝ่าย

ทำไมตำรวจถึงชะลอการเก็บข้อมูลวัด?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจชะลอการเก็บข้อมูลวัด มาจากความกังวลของพระสังฆาธิการและประชาชนในพื้นที่ การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจในวัด มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณของปัญหาหรือเหตุการณ์ไม่ดี ซึ่งสร้างความไม่สบายใจและความเข้าใจผิดได้ง่าย นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลที่ละเอียดเกินไปอาจสร้างความรู้สึกว่าเป็นการคุกคามความเป็นส่วนตัวของวัดและพระสงฆ์ได้

สำนักพุทธฯ ชี้หลายพื้นที่ตำรวจสั่งชะลอเข้าเก็บข้อมูลวัดแล้ว เพื่อปรับปรุงแนวทางการทำงานให้มีความเหมาะสมและสร้างความเข้าใจที่ดีกับทุกฝ่าย การหารือร่วมกันระหว่างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ และพระสังฆาธิการ จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาและพัฒนากระบวนการทำงานที่โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การปรับแนวทางการเก็บข้อมูลให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและพระสงฆ์ จะช่วยสร้างความมั่นใจและความไว้วางใจในกระบวนการทำงานได้

  • การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส
  • การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย
  • การปรับปรุงกระบวนการทำงานให้เหมาะสม

เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความสำเร็จและความยั่งยืนในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ และพระสังฆาธิการ การทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาระบบที่เหมาะสมและยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย

สำนักพุทธฯ ชี้หลายพื้นที่ตำรวจสั่งชะลอเข้าเก็บข้อมูลวัดแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการปรับปรุงการทำงานให้มีความเหมาะสมและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างหน่วยงานภาครัฐและศาสนจักร การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความร่วมมือและพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้น

การชะลอการเก็บข้อมูลวัดในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ทบทวนและปรับปรุงแนวทางการทำงาน เพื่อให้การดำเนินการในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างประโยชน์สูงสุดต่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทยโดยรวม

ที่มา – ‘สำนักพุทธฯ’ ชี้หลายพื้นที่ตำรวจสั่งชะลอเข้าเก็บข้อมูลวัดแล้ว

เจี๊ยบ อมรัตน์ ชี้! โฆษกไม่ใช่ปลากัด ต้องมืออาชีพ

จากกรณีที่ “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” พิธีกรและนางงามชื่อดัง ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโฆษกของศูนย์เฉพาะกิจดังกล่าว ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการประชาสัมพันธ์และสื่อสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน หลายคนต่างเข้ามาแสดงความยินดีและให้กำลังใจ แต่ก็มีบางกลุ่มที่แสดงความไม่เห็นด้วยและเข้ามาโจมตีอย่างรุนแรงนั้น ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “เจี๊ยบ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ออกมาโพสต์ข้อความสุดร้อนแรงลงแฟนเพจ “Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล”

โดยผู้โพสต์ระบุข้อความว่า “หน้าที่โฆษกคงไม่ใช่ไปชนแบบปลากัด การสื่อสารต้องเน้นความสุขุมและความแม่นยำของข้อมูล”

อย่างไรก็ตาม เจ้าของโพสต์ยังระบุข้อความอีกว่า “ไม่ใช่เน้นความมันหรือความสะใจ ต้องมีภาพของความเป็นมืออาชีพให้ประชาคมโลกเชื่อถือ #ไทยกัมพูชา #ปนัดดา

ประเด็นที่ “เจี๊ยบ อมรัตน์” ได้กล่าวถึงเรื่อง หน้าที่โฆษกไม่ใช่ชนแบบปลากัด ต้องมีความเป็นมืออาชีพ นั้นกลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลายคนเห็นด้วยกับมุมมองที่ว่าการสื่อสารของโฆษกควรเน้นที่ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล มากกว่าการสร้างความขัดแย้งหรือความสะใจเพียงอย่างเดียว

เจี๊ยบ อมรัตน์ ชี้หน้าที่โฆษกไม่ใช่ชนแบบปลากัด ต้องมีความเป็นมืออาชีพ!

ข้อความที่ “เจี๊ยบ อมรัตน์” โพสต์นั้น สรุปได้ว่าการทำหน้าที่โฆษกที่ดี ไม่ควรใช้การตอบโต้แบบเผ็ดร้อน หรือเน้นความสะใจ แต่ควรที่จะสร้างความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสื่อสารที่ดี ที่เน้นความถูกต้อง ชัดเจน และมีเหตุผล

ทำไมความเป็นมืออาชีพจึงสำคัญสำหรับโฆษก?

ความเป็นมืออาชีพของโฆษกมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโฆษกเป็นตัวแทนขององค์กรหรือหน่วยงาน การสื่อสารของโฆษกจึงส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร หากโฆษกขาดความเป็นมืออาชีพ ใช้อารมณ์ หรือให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ก็จะส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรในระยะยาว นอกจากนี้ หน้าที่โฆษกไม่ใช่ชนแบบปลากัด ต้องมีความเป็นมืออาชีพ ยังรวมถึงการมีความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก การตอบคำถามที่ท้าทาย และการรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรในทุกสถานการณ์

การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยความสุขุม รอบคอบ และความแม่นยำของข้อมูล การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าการสร้างความขัดแย้งหรือความสะใจ หน้าที่โฆษกไม่ใช่ชนแบบปลากัด ต้องมีความเป็นมืออาชีพ จริงๆ

  • ความสุขุมและรอบคอบในการสื่อสาร
  • ความถูกต้องและแม่นยำของข้อมูล
  • การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น
  • การรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร

ความคิดเห็นของ “เจี๊ยบ อมรัตน์” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่มีความรับผิดชอบ และการคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมและประเทศชาติ การทำหน้าที่โฆษกจึงไม่ใช่เพียงแค่การแถลงข่าวหรือตอบคำถาม แต่เป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ดังนั้น การทำหน้าที่โฆษกที่ดีจึงต้องมีความเป็นมืออาชีพ มีความรับผิดชอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

ที่มา – ‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ ชี้หน้าที่โฆษกไม่ใช่ชนแบบปลากัด ต้องมีความเป็นมืออาชีพ!

นครพนมจัดระเบียบสังคม พบนักท่องเที่ยวเสพยาบ้า!

นครพนมเดินหน้าจัดระเบียบสังคมอย่างเข้มข้น! เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองจังหวัดนครพนม นำโดย พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผบก.ภ.จว.นครพนม และ นายสมศักดิ์ บุญจันทร์ นายอำเภอเมืองนครพนม ได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นสถานบันเทิงชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองนครพนม เมื่อคืนที่ผ่านมา ภายใต้ภารกิจหลักคือการ จัดระเบียบสังคมนครพนม และป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ

เจ้าหน้าที่ตำรวจนครพนมตรวจค้นสถานบันเทิง

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าถึงร้านดังกล่าว พบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากถึง 300 คน กำลังใช้บริการอย่างสนุกสนาน เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัว สั่งให้หยุดการแสดงดนตรี และทำการปิดประตูทุกด้าน เพื่อทำการตรวจปัสสาวะของทั้งพนักงานและนักท่องเที่ยวทั้งหมดอย่างละเอียด ผลปรากฏว่าพบผู้ใช้บริการจำนวน 2 ราย คือ นายพีรพัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี และ นายนิทัศน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี มีสารเสพติด (ยาบ้า) ในร่างกาย

ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด

พ.ต.ท.พร้อมศักดิ์ รัตนดี รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครพนม ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งสองรายยอมรับสารภาพว่าได้เสพยาบ้ามาจากบ้านก่อนที่จะเดินทางมาใช้บริการที่ร้านดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตรวจพบการพกพาอาวุธหรือสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ เพิ่มเติม

ผู้ต้องหารับสารภาพ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” แก่ผู้ต้องหาทั้งสอง ก่อนที่จะนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ ผู้ต้องหาจะถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติ

นครพนมจัดระเบียบสังคม ตรวจผับร้านอาหาร พบนักท่องเที่ยวเสพยาบ้า

การปฏิบัติการ จัดระเบียบสังคมนครพนม ครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ต้องการสร้างความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นไปที่การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

ผลกระทบจากการเสพยาบ้า และความสำคัญของการจัดระเบียบสังคมนครพนม

ยาบ้าเป็นยาเสพติดที่ร้ายแรง มีผลเสียต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้เสพ การเสพยาบ้าอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม การทะเลาะวิวาท และปัญหาสังคมอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้น การ จัดระเบียบสังคมนครพนม และการปราบปรามยาเสพติด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

  • การจัดระเบียบสังคมช่วยลดปัญหาอาชญากรรม
  • การปราบปรามยาเสพติดช่วยลดจำนวนผู้เสพยาและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากยาเสพติด
  • การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดช่วยให้พวกเขากลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติ

การดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการ จัดระเบียบสังคมนครพนม จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนมให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ โดยการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติดหรืออาชญากรรมอื่นๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่

ที่มา – นครพนมจัดระเบียบสังคม ตรวจผับร้านอาหาร พบนักท่องเที่ยวเสพยาบ้า

กสทช. แจง! เสาสัญญาณสุรินทร์ ลดสัญญาณกันแก๊งคอล

จากกรณีที่ กัน จอมพลัง ได้โพสต์ภาพและข้อความเกี่ยวกับเสาสัญญาณโทรศัพท์บริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ล่าสุดทาง กสทช. ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการปรับลดสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์

แหล่งข่าวจาก กสทช. เปิดเผยว่า เสาสัญญาณที่เป็นประเด็นนั้นคือ สถานีฐานด่านพรหมแดนช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 3.5 กิโลเมตร และอยู่ในพื้นที่ศุลกากรช่องสะงำ โดยมีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายติดตั้งสถานีฐานในบริเวณนี้

การติดตั้งและใช้งานเสาสัญญาณดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบของ กสทช. ที่กำหนดความสูงของเสาอากาศ (Antenna) ไม่เกิน 30 เมตรในรัศมีพื้นที่ชายแดน แม้ว่าเสาสัญญาณที่ตรวจสอบจะมีความสูงรวม 50 เมตร และติดตั้งอุปกรณ์ที่ความสูง 50 เมตร แต่ได้มีการปรับมุมเอียง (Tilt) ลง และใช้ระบบ Cell Radius Control เพื่อลดระยะครอบคลุมของสัญญาณให้เป็นไปตามข้อกำหนด

นอกจากนี้ ยังมีการร่วมตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ กสทช. อย่างต่อเนื่อง และในช่วงที่มีเหตุการณ์ปะทะหรือความเสี่ยงด้านความมั่นคง กสทช. ได้สั่งให้ปลด Cell Radius เพื่อป้องกันการใช้งานสัญญาณในทางที่ผิดกฎหมาย

กสทช. ย้ำว่ามาตรการปรับลดสัญญาณในพื้นที่ชายแดนเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่ง กสทช. ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติและร่วมตรวจสอบกับผู้ให้บริการอย่างเคร่งครัด จากการตรวจสอบกรณีนี้ พบว่าผู้ให้บริการได้ดำเนินการตามระเบียบครบถ้วน และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

กสทช. แจงกรณีเสาสัญญาณชายแดนสุรินทร์ ปรับลดสัญญาณตามมาตรการป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงมาตรการนี้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เราจะมาลงรายละเอียดในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อคลายความสงสัยและสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินการของ กสทช. เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ทำไมต้องปรับลดสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ชายแดน?

เหตุผลหลักในการปรับลดสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ชายแดนคือ การป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมักจะใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานในการปฏิบัติการหลอกลวงประชาชน การลดความครอบคลุมของสัญญาณจะทำให้การติดต่อสื่อสารของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นไปได้ยากขึ้น และช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อ

มาตรการปรับลดสัญญาณมีอะไรบ้าง?

  • การจำกัดความสูงของเสาอากาศ: กำหนดให้เสาอากาศในพื้นที่ชายแดนมีความสูงไม่เกิน 30 เมตร เพื่อลดระยะการแพร่กระจายของสัญญาณ
  • การปรับมุมเอียงของเสาอากาศ: ปรับมุมเอียงของเสาอากาศลง เพื่อให้สัญญาณครอบคลุมพื้นที่น้อยลง
  • การใช้ระบบ Cell Radius Control: ควบคุมระยะครอบคลุมของสัญญาณให้เป็นไปตามที่กำหนด
  • การปลด Cell Radius: ในช่วงที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบหรือความเสี่ยงด้านความมั่นคง จะมีการสั่งให้ปลด Cell Radius เพื่อตัดสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่นั้น

ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากการปรับลดสัญญาณหรือไม่?

กสทช. ตระหนักดีว่าการปรับลดสัญญาณอาจส่งผลกระทบต่อการใช้งานโทรศัพท์ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนบ้าง แต่ได้พยายามดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อให้กระทบต่อการใช้งานของประชาชนน้อยที่สุด โดยจะมีการปรับลดสัญญาณเฉพาะในพื้นที่ที่จำเป็น และมีการตรวจสอบและปรับปรุงการตั้งค่าสัญญาณอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ประชาชนยังคงสามารถใช้งานโทรศัพท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กสทช. ยืนยันว่าจะดำเนินการกำกับดูแลและตรวจสอบการใช้คลื่นความถี่อย่างเข้มงวด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะและความมั่นคงของประเทศ และจะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง

การดำเนินการของ กสทช. ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง แม้ว่าอาจจะมีผลกระทบต่อผู้ใช้งานบ้าง แต่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในการลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – “กสทช.”  แจงกรณีเสาสัญญาณชายแดนสุรินทร์ ปรับลดสัญญาณตามมาตรการป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

กัมพูชาลั่นทุ่นระเบิดเก่า! ไทยทำตามมติจีบีซี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อสำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ถึงท่าทีของกัมพูชาต่อกรณีทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน

สำนักงานกัมพูชาว่าด้วยการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการช่วยเหลือเหยื่อ (ซีเอ็มเอเอ) ได้ออกแถลงการณ์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากกระทรวงการต่างประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ระบุว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ โดยกัมพูชายืนยันว่าตนเองเป็นภาคีที่เคร่งครัดของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งกัมพูชาให้สัตยาบันเมื่อปี 2542

ซีเอ็มเอเอยังเน้นย้ำถึงความสำเร็จของกัมพูชาในด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา กัมพูชาสามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้มากกว่า 1 ล้านลูก และวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากสงครามเกือบ 3 ล้านชิ้น ช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมาก และฟื้นฟูพื้นที่ให้แก่ชุมชน

จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการสืบสวนอย่างเป็นทางการและโปร่งใสเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด ดังนั้น หากยังไม่มีข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน การแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อสาธารณะจึงควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานอาจบั่นทอนบรรยากาศความร่วมมือที่สร้างขึ้นภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง และยังอาจกระทบต่อความไว้วางใจซึ่งจำเป็นสำหรับการเจรจาอย่างสร้างสรรค์

กัมพูชาแสดงความหวังว่า ประเทศไทยจะเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ลงนามร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย (จีบีซี) สมัยวิสามัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อที่สอง ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงการวางกำลังทหารในปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนไหวเพิ่มเติม รวมถึงการลาดตระเวนเข้าไปใกล้จุดวางกำลังของอีกฝ่าย

กัมพูชาลั่นทุ่นระเบิด “เป็นของเก่า” เรียกร้องไทยทำตามมติจีบีซี

ประเด็นสำคัญที่กัมพูชาย้ำคือ ทุ่นระเบิดที่พบเป็นของเก่า ไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่เพิ่งวางใหม่ การออกมาตอบโต้ของกัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล และยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง

ทำไมกัมพูชาถึงเน้นย้ำเรื่องทุ่นระเบิดเก่า?

การเน้นย้ำว่ากัมพูชาลั่นทุ่นระเบิดเป็นของเก่า มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชาในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ หากยอมรับว่ามีการวางทุ่นระเบิดใหม่ อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความช่วยเหลือที่ได้รับจากนานาชาติในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

นอกจากนี้ การที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยทำตามมติจีบีซี สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม การกล่าวหาและการตอบโต้กันไปมาระหว่างทั้งสองฝ่าย อาจเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการแก้ไขปัญหา

สถานการณ์กัมพูชาลั่นทุ่นระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งไทยและกัมพูชาจะต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และสร้างความมั่นใจว่าพื้นที่ชายแดนจะปลอดภัยสำหรับทุกคน

การที่กัมพูชายืนยันว่า กัมพูชาลั่นทุ่นระเบิดที่พบเป็นของเก่า และเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามมติจีบีซี เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี แต่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย

สถานการณ์ล่าสุดนี้ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาและการสื่อสารอย่างเปิดเผยระหว่างไทยและกัมพูชา การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดและการรักษาความสงบตามแนวชายแดน จำเป็นต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจและความมุ่งมั่นร่วมกันในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพ : AFP

ที่มา – กัมพูชาลั่นทุ่นระเบิด “เป็นของเก่า” เรียกร้องไทยทำตามมติจีบีซี

Calvin Harris ร่วมงาน Creamfields Asia 2025

เทศกาลดนตรี Electronics ระดับโลก “Creamfields Asia 2025” ชวนดีเจตัวท็อปแห่งวงการ ‘Calvin Harris’ (แคลวิน แฮร์ริส) นำทัพไลน์อัปแรก เตรียมพร้อมกับโชว์สุดยิ่งใหญ่ที่อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5-10 เมืองทองธานี ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 13-14 ธันวาคมนี้ จัดโดยไลฟ์ เนชั่น เทโร ร่วมด้วย ยูทีเอ เวนเจอร์ และ ไลฟ์ เนชั่น อิเล็คโทรนิกส์ เอเชีย

เตรียมตัวให้พร้อม! เพราะ Calvin Harris จะมาเขย่าเวที Creamfields Asia 2025 อย่างแน่นอน! ใครที่เป็นแฟนเพลง EDM ห้ามพลาดเด็ดขาดกับสุดยอดดีเจระดับโลกที่จะมาสร้างความมันส์แบบจัดเต็ม

Calvin Harris ดีเจ นักร้อง นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์เแถวหน้าผู้รันวงการเพลงอิเล็คโทรนิกส์มานานกว่า 20 ปี เจ้าของผลงานเพลงที่มียอดสตรีมรวมมากกว่า 3 หมื่นล้านวิว และพ่วงดีกรีไลน์อัปของเทศกาลดนตรี EDM อย่าง Creamfields ที่จัดขึ้นในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2552 เตรียมเสิร์ฟโชว์สุดมันส์ระดับตำนานพร้อมโชว์เพลงใหม่ “Free” และ “Miracle” จากอัลบั้ม “96 Months” นอกจากนี้ เตรียมพบกับกองทัพไลน์อัปที่จะมาครองพื้นที่อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์อีกกว่า 50 ศิลปิน บน 4 สเตจใหญ่ โปรดักชั่นอลังการที่จะทำให้แฟน ๆ ดื่มด่ำกับดนตรี Electronics และบรรยากาศสุดฟินที่คนรัก EDM ไม่ควรพลาด 13-14 ธันวาคม 2568 ที่อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5-10 เมืองทองธานี หรือติดตามได้ทาง ไลฟ์เนชั่นเทโรเลยจ้า

Calvin Harris Creamfields Asia 2025

Calvin Harris ประกาศจอยไลน์อัปแรก Creamfields Asia 2025

Creamfields Asia เป็นเทศกาลดนตรี Electronic ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และการได้ Calvin Harris มาร่วมงานในปี 2025 นี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดนตรี EDM ของเทศกาลนี้

ทำไมต้องไป Creamfields Asia 2025 ที่มี Calvin Harris?

  • พบกับ Calvin Harris ดีเจระดับโลก
  • ไลน์อัปศิลปิน EDM กว่า 50 ศิลปิน
  • 4 สเตจสุดอลังการ
  • โปรดักชั่น แสง สี เสียง จัดเต็ม
  • ประสบการณ์ดนตรี EDM ที่คุณจะไม่มีวันลืม

เทศกาล Creamfields Asia 2025 ที่กำลังจะมี Calvin Harris นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลดนตรี แต่มันคือประสบการณ์ทางดนตรีที่จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของคุณไปอีกนานแสนนาน เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสัมผัสความมันส์ระดับโลกไปด้วยกัน!

อย่ารอช้า! รีบจองบัตร Creamfields Asia 2025 แล้วเตรียมตัวไปสนุกกับ Calvin Harris และศิลปิน EDM อีกมากมายที่จะทำให้คุณเต้นไม่หยุดตลอดทั้งคืน!

แฟนๆสามารถติดตามข่าวสารรอบโลกได้แล้ววันนี้ที่ www.dailynews.co.th และทุกแพลตฟอร์มของ Dailynews

ที่มา – “Calvin Harris” ประกาศจอยไลน์อัปแรก เทศกาลดนตรี Electronics ระดับโลก Creamfields Asia 2025