ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7 ปิดฉาก 13 ปี

ทำเอาแฟนๆ ใจหายไม่น้อย หลังล่าสุด “เปรี้ยว-ทัศนียา การสมนุช” นักแสดงสาวมากฝีมือที่สร้างชื่อจากช่อง 7 HD ประกาศยุติบทบาทนักแสดงในสังกัดอย่างเป็นทางการ หลังตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับต้นสังกัดที่ร่วมงานกันมากว่า 13 ปี เพื่อเดินหน้าสู่เส้นทางใหม่ในฐานะนักแสดงอิสระ การตัดสินใจครั้งนี้ของ เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตการทำงานของเธอ

เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7

โดยเธอยังได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความสุดซึ้งผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว เผยความรู้สึกขอบคุณต่อช่อง 7 HD ที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่อบอุ่นและให้โอกาสมาโดยตลอด ซึ่งสาวได้ระบุว่า “วันนี้มาไหว้ลาผู้ใหญ่และพี่ๆ ในช่อง7 เปรี้ยวขอขอบคุณผู้ใหญ่ พี่ๆ ในช่องที่เคารพรักทุกคนนะคะ ที่ให้โอกาสดีๆ กับเปรี้ยวมาตลอด 13 ปี บ้านหลังนี้อบอุ่นและงดงามสำหรับเปรี้ยวเสมอ เป็นทั้งครู เป็นทั้งผู้ให้ เป็นมิตรภาพที่เปรี้ยวจะไม่ลืมเลย ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่คอยดูแล และซัพพอร์ตเปรี้ยวมาตลอดนะคะ

เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7

วันนี้เปรี้ยวออกมาเริ่มต้นใหม่ มาหาประสบการณ์ใหม่ๆ หวังว่าพี่ๆ จะเป็นกำลังใจให้เปรี้ยวจากบ้านหลังนี้นะคะ ถ้าไม่มีช่อง 7HD และผู้ใหญ่ทุกท่าน พี่ๆ ทุกคน คงไม่มีใครรู้จัก เปรี้ยว ทัศนียา คนนี้ได้เลย ขอบคุณมากๆ ค่ะ ด้วยรักและเคารพจากใจจริงค่ะ #เป็นนักแสดงอิสระแล้วน้า #ในรอยยิ้มมีน้ำตาซ่อนอยู่”

เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7

อย่างไรก็ตามหลังจากที่หลายคนได้เห็นโพสต์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนพี่น้องร่วมสังกัด หรือแฟนคลับ ต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์กันมากมาย อาทิ คิดถึงแย่เลย รักนะครับ , เป็นกำลังใจให้ลูกเปรี้ยวนะ , ขอให้เติบโตและมีผลงานให้ชมเยอะๆนะคะ , รักเด้ออิเปีย , นอติดตามผลงานต่อไป ฯลฯ

เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7

โดยการเป็นนักแสดงอิสระของสาวเปรี้ยว ครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเส้นทางอาชีพของเธอ แฟนๆ คงต้องจับตาดูว่าเธอจะมีผลงานใหม่ๆ อะไรมาให้ติดตามกันบ้างในอนาคต การตัดสินใจของ เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7 ทำให้หลายคนสงสัยถึงทิศทางในอนาคตของเธอในวงการบันเทิง เรามาดูกันว่าจะมีอะไรต่อไปสำหรับนักแสดงมากความสามารถคนนี้

อนาคตของเปรี้ยว ทัศนียา หลังลาช่อง 7

การก้าวออกมาเป็นนักแสดงอิสระของ เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7 เปิดโอกาสให้เธอได้เลือกรับบทบาทที่หลากหลายมากขึ้น และร่วมงานกับผู้ผลิตที่แตกต่างกันไป นี่อาจเป็นโอกาสให้เธอได้พัฒนาฝีมือและแสดงศักยภาพในด้านต่างๆ ที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน แฟนๆ สามารถคาดหวังผลงานที่น่าสนใจและท้าทายจากเธอได้ในอนาคต

เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7 ปิดฉาก 13 ปี

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการสิ้นสุดเส้นทาง 13 ปีในฐานะนักแสดงสังกัดช่อง 7 HD ของเปรี้ยว ทัศนียา แต่อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่น่าตื่นเต้นในเส้นทางอาชีพของเธอ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจนำมาซึ่งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เธอเติบโตและพัฒนาตัวเองในวงการบันเทิงต่อไป แฟนๆ สามารถติดตามและให้กำลังใจเธอได้ในทุกๆ ผลงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – โบกมือลาบ้านที่รัก ‘เปรี้ยว ทัศนียา’ ลาช่อง 7 ปิดฉาก 13 ปี เผยความในใจก่อนผันตัวเป็นอิสระ!

“ทัพไทย” ลุ้น 6 ทอง! ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025

นายสัณหณัฐ สีจำปี นายกสมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะแห่งประเทศไทย เป็นประธานการแถลงข่าวการส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก ครั้งที่ 25 (The 25th World Transplant Games, 2025) ที่โรงแรมแคนทารี เฮ้าส์ รามคำแหง 42 กรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

โดยมี นางสาวฐปนีย์ โสภณ เลขาธิการสมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะแห่งประเทศไทย และ อ.นพ.ณัฐพัชร์ เขมวรวงศ์ ศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อาจารย์แพทย์ประจำทีมชาติไทย ในครั้งนี้ รวมทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนในการส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก ครั้งที่ 25 ประกอบด้วย คุณสัมฤทธิ์ อนุภักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่ม CENTRAL, คุณวิยะดา บูรณะภากรณ์ ตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด, คุณกฤษณะ ศรีปทุมทอง ผู้อำนวยการฝ่ายขายบริษัท มาราธอน (ประเทศไทย) จำกัด, เชษฐ์ศิริชัย ไวยอริยโพชฌงค์ ฝ่ายการตลาด ตัวแทนบริษัท วิคเตอร์ สปอร์ตส์ (ประเทศไทย) จำกัด และคุณธนพล วิทยาชาการ กรรมการบริหาร หจก. แม็กซิมัม ซัพพลาย ร่วมแถลงความพร้อม

นายสัณหณัฐ สีจำปี กล่าวว่า สมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะแห่งประเทศไทย จัดส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025 (World Transplant Games 2025) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-24 ส.ค.68 ที่เมืองเดรสเดรน ประเทศเยอรมนี โดยการแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลกครั้งนี้ มีนักกีฬาจากทั่วโลกเข้าร่วมแข่งขันกว่า 1,500 คน จากกว่า 50 ประเทศสมาชิกทั่วโลก ชิงชัยกันใน 17 ชนิดกีฬา

สำหรับการแข่งขันชิงชัยครั้งนี้มี คณะนักกีฬาไทย เข้าร่วม 26 คน ประกอบด้วยอาจารย์แพทย์ประจำทีม, พยาบาลประจำทีม, ตัวแทนหัวหน้าผู้ฝึกสอน และนักกีฬาตัวแทนทีมชาติไทย 23 คน ร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 135 รายการ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 6 เหรียญทอง ซึ่งนี้ผลงานของสมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะแห่งประเทศไทย ในการแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลกครั้งก่อนหน้า นักกีฬา 34 คน ของไทย สามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าอันดับ 4 ของโลกมาครอง ได้จากทั้งหมด 54 ประเทศ โดยทำได้ 39 เหรียญทอง และเป็นอันดับ 1 ของทวีปเอเชียอีกด้วย ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะของไทย ที่มีศักยภาพในการแข่งขันกีฬาในระดับโลกอย่างทัดเทียม

“สมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะแห่งประเทศไทย มีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางและผู้นำกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะในภูมิภาคเอเชีย (Transplant Sport Hub of Asia) เรามีความพร้อมในด้านมาตรฐาน องค์ความรู้ นักกีฬา สถานที่ และรวมถึงประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยว จึงเหมาะสมสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ไปพร้อม ๆ กัน” นายสัณหณัฐ กล่าว

“ทัพไทย” วางเป้า 6 ทอง ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025

การแข่งขันกีฬา“ทัพไทย” วางเป้า 6 ทอง ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักกีฬาไทยในระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาปกติ หรือนักกีฬาผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนอวัยวะ

ความพร้อมของ “ทัพไทย” วางเป้า 6 ทอง ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025

สมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะแห่งประเทศไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน “ทัพไทย” วางเป้า 6 ทอง ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025 โดยมีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจของนักกีฬาอย่างเข้มข้น รวมถึงการสนับสนุนจากผู้สนับสนุนต่างๆ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการกีฬา

  • นักกีฬา: นักกีฬา 23 คน
  • จำนวนรายการแข่ง: 135 รายการ
  • เป้าหมาย: 6 เหรียญทอง

การตั้งเป้าหมาย 6 เหรียญทองในการแข่งขัน “ทัพไทย” วางเป้า 6 ทอง ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นในศักยภาพของนักกีฬาไทย นอกจากนี้ การแข่งขันนี้ยังเป็นโอกาสอันดีในการสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้ผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนอวัยวะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนอวัยวะอีกด้วย การที่นักกีฬาไทยสามารถเข้าร่วมและประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศไทย

ผมเชื่อมั่นว่าด้วยความมุ่งมั่นและความพยายามของนักกีฬาไทย ประกอบกับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน “ทัพไทย” จะสามารถคว้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025 ได้อย่างแน่นอน และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีโลก

ที่มา – “ทัพไทย” วางเป้า 6 ทอง ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025 พร้อมยืนหนึ่งของเอเชีย

รัฐบาลเชิญชวน! ร่วมงานวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

เนื่องในโอกาสมหามงคลวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคมนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา และวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. ที่จะถึงนี้ เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงรายละเอียดของการจัดงาน โดยรัฐบาลได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล พิธีถวายเครื่องราชสักการะ วางพานพุ่ม และพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ณ ท้องสนามหลวง ขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศจัดขึ้น เพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. และเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์

รัฐบาลเชิญชวนร่วมงานวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินอย่างแท้จริง พระองค์ทรงอุทิศพระวรกาย และพระสติปัญญา เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรของพระองค์ ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา การสาธารณสุข และการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นผู้นำในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ทรงส่งเสริมให้มีการนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน และรักษาเอกลักษณ์ของชาติไทยให้คงอยู่สืบไป พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทยนั้นมากมายเกินคณานับ สมควรที่เราจะร่วมกันเทิดพระเกียรติ และน้อมนำพระราชดำริของพระองค์ท่านมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

กิจกรรมในวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. มีอะไรบ้าง?

สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นเนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. นั้น มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค หน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตัวอย่างกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ

  • พิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร
  • พิธีถวายเครื่องราชสักการะ วางพานพุ่ม และจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล
  • การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ
  • กิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์
  • การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว

นอกจากนี้ สถานที่ราชการและอาคารบ้านเรือนก็จะมีการประดับธงชาติไทย และธงตราสัญลักษณ์พระราชินี เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และแสดงความจงรักภักดี

เนื่องจากวันที่ 12 สิงหาคม ตรงกับวันอังคาร สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จึงได้แจ้งงดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะกลับมาดำเนินการประชุมอีกครั้งในวันอังคารที่ 19 สิงหาคม

อย่าลืม! ชวนคุณแม่และครอบครัวเข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ และใช้เวลาอันมีค่าในวันแม่แห่งชาติ ร่วมกันสร้างความทรงจำที่ดี และแสดงความรักความกตัญญูต่อผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา

ที่มา – ‘รัฐบาล’ เชิญชวนประชาชนร่วมงานวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

ใต้ป่วน! บึ้มทหารพราน เผากล้องวงจรปิดตำรวจ

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.กฤษฎา แก้วจันดี รอง ผบช.ภ.9 รักษาราชการแทน ผบก.ภจว.นราธิวาส ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.วีระศักดิ์ เพอแสละ ผกก.สภ.จะแนะ ปิดกั้นสวนยางพาราที่รกทึบของชาวบ้าน บริเวณบ้านไอร์บือแต หมู่ 4 ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง สืบเนื่องจากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ชุดจรยุทธ์ กองร้อยทหารพรานที่ 4910 กรมทหารพรานที่ 49 ขณะกำลังพลรวม 7 นาย กำลังเดินลาดตระเวนกดดันกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่แฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ได้แก่ ส.อ.ธวัชชัย ขำเหนี่ยว อายุ 47 ปี, อส.ทพ.เอกพงษ์ เมืองเหนือ อายุ 31 ปี และ อส.ทพ.จิตวัต ดิฐจำนงค์ อายุ 26 ปี ซึ่งอาการล่าสุดปลอดภัยแล้ว เหตุเกิดเมื่อเวลา 19.20 น. ของคืนวันที่ 9 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

การปิดกั้นสวนยางพาราดังกล่าวมีขึ้นเนื่องจากสภาพพื้นที่รกทึบ เกรงว่าคนร้ายจะใช้เป็นที่ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ขณะเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ยังได้ประสานงานกับผู้ใหญ่บ้านเพื่อแจ้งให้เจ้าของสวนยางพรงดกรีดยางเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัย จนกว่าเจ้าหน้าที่จะเคลียร์พื้นที่และรวบรวมวัตถุพยานแล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน

จากการสังเกตการณ์ของเจ้าหน้าที่ พบว่าจุดเกิดเหตุอยู่ในป่าลึก ห่างจากถนนประมาณ 200 เมตร ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน คาดว่าคนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในภาชนะขนาดเล็ก ฝังไว้บริเวณทางเดินในสวนยางพารา เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่เดินผ่านมาจึงจุดชนวน แต่พลาดเป้า ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

ในส่วนของ อ.บาเจาะ ในช่วงเช้าที่ผ่านมา พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ แก้วมี สว.(สอบสวน) สภ.ปะลุกาสาเมาะ ได้รับแจ้งจากนายซอและ มะแล ผู้ใหญ่บ้านมาแฮ ว่ามีกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งบนเสาไฟฟ้า บริเวณสามแยกบ้านมาแฮ ถูกคนร้ายลอบวางเพลิงได้รับความเสียหาย 1 ตัว ในช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 9 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 1 ได้เข้าตรวจสอบ พบว่ากล้องวงจรปิดดังกล่าวเป็นของ สภ.ปะลุกาสาเมาะ คาดว่าคนร้ายปีนหลังคากระเบื้องศาลาที่พักใกล้เสาไฟฟ้า แล้ววางเพลิงก่อนหลบหนีไป

เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เพื่อสร้างสถานการณ์และความปั่นป่วนในพื้นที่

โจรใต้ป่วน 2 อำเภอ ลอบบึ้มทหารพรานเจ็บ 3 เผากล้องวงจรปิดตำรวจ

สถานการณ์ความรุนแรงและเหตุการณ์ โจรใต้ป่วน 2 อำเภอ ลอบบึ้มทหารพรานเจ็บ 3 เผากล้องวงจรปิดตำรวจ สะท้อนอะไร

เหตุการณ์ โจรใต้ป่วน 2 อำเภอ ลอบบึ้มทหารพรานเจ็บ 3 เผากล้องวงจรปิดตำรวจ ที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ ตอกย้ำให้เห็นว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามควบคุมสถานการณ์อย่างเต็มที่ แต่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ยังคงหาช่องทางในการก่อเหตุร้ายอย่างต่อเนื่อง การลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพรานและการเผากล้องวงจรปิดตำรวจ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความหวาดกลัวและบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์ความไม่สงบคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นได้

เหตุการณ์ โจรใต้ป่วน 2 อำเภอ ลอบบึ้มทหารพรานเจ็บ 3 เผากล้องวงจรปิดตำรวจ เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว

ที่มา – โจรใต้ป่วน 2 อำเภอ ลอบบึ้มทหารพรานเจ็บ 3 เผากล้องวงจรปิดตำรวจ

สุชาติ ลุยติดดาว Thai SELECT โฉมใหม่ในสวิส

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ นำทีมติดดาวตรา Thai SELECT โฉมใหม่ ให้กับ 8 ร้านอาหารไทยในสวิตเซอร์แลนด์ หวังยกระดับมาตรฐานอาหารไทยในระดับสากล ตอกย้ำ Soft Power ด้านอาหารของไทย

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และนางสาวจีรนันท์ หิรัญญสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมโอกาสทางการค้าและร้านอาหารไทยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยไฮไลท์ของงานคือการมอบตรา Thai SELECT โฉมใหม่ และติดดาวให้กับร้านอาหารไทยรายใหม่จำนวน 8 แห่ง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการผลักดันอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับโลก

8 ร้านอาหารไทยในสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้รับตรา Thai SELECT ติดดาว

สำหรับร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT 1 ดาวในครั้งนี้ มีรายชื่อดังต่อไปนี้:

  • 1. ร้าน Roi-Et Thai Restaurant ที่เมืองซูริค
  • 2. ร้าน Little Thai ที่เมืองอินเตอร์ลาเคน
  • 3. ร้าน Siam Thai Catering & Take Away ที่เมืองบูคส์
  • 4. ร้าน Phanat Thai Restaurant ที่เมืองลูเซิร์น
  • 5. ร้าน Thai Lemon Grass ที่เมืองซูริค
  • 6. ร้าน Thai Food Corner ที่เมืองซูริค
  • 7. ร้าน Phuket Thai Food ที่เมืองซูริค
  • 8. ร้าน Zentral Thai Restaurant ที่เมืองซูริค

สุชาติ ชมกลิ่น มอบตรา Thai SELECT โฉมใหม่ให้ร้านอาหารไทยในสวิส

นายสุชาติ กล่าวว่า ร้านอาหารไทยมีบทบาทสำคัญในการเป็น Soft Power ด้านอาหาร ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย และเป็นหน้าต่างที่เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้สัมผัสกับวัฒนธรรมไทย การมอบตรา Thai SELECT โฉมใหม่ ที่มีการใช้ระบบให้ดาวคล้ายกับ Michelin Star โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ (Casual, 1 ดาว, 2 ดาว และ 3 ดาว) จะช่วยสร้างมาตรฐานและเพิ่มแรงดึงดูดในระดับสากล ปัจจุบัน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT ทั้งหมด 22 ร้าน หลังจากการมอบตราในครั้งนี้

ในการหารือกับผู้ประกอบการร้านอาหารไทย พบว่าจุดแข็งของอาหารไทยคือรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ การใช้วัตถุดิบสดใหม่จากประเทศไทย เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากที่อื่น อาหารไทยเป็นที่รู้จักและชื่นชอบในสวิตเซอร์แลนด์มาหลายยุคหลายสมัย อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญคือการขาดแคลนแรงงานฝีมือ โดยเฉพาะเชฟและบุคลากรด้านบริการ แม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะมีโรงเรียนการโรงแรมชั้นนำ แต่ไม่ใช่เชฟอาหารไทยแท้ ผู้ประกอบการจึงต้องการให้รัฐบาลไทยสนับสนุนการส่งบุคลากรด้านอาหารจากประเทศไทยมาช่วยขยายธุรกิจ

แนวทางแก้ไขปัญหาและส่งเสริมร้านอาหาร Thai SELECT ในสวิตเซอร์แลนด์

นายสุชาติกล่าวว่า ในฐานะที่กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมอาหารไทยสู่ตลาดโลก จะนำประเด็นปัญหาการขาดแคลนแรงงานนี้ไปหารือร่วมกับกระทรวงแรงงานและกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหาทางออกที่เป็นรูปธรรม เช่น การจัดโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาฝึกงานด้านอาหารไทย การผลักดันให้สาขาเชฟอาหารไทยเป็นอาชีพที่ขาดแคลนในสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงการใช้ตรา Thai SELECT เป็นแต้มต่อในการได้รับสิทธิ์พิเศษในการหาแรงงานเชฟมากกว่าร้านอาหารไทยทั่วไป

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะต่อยอดแอปพลิเคชันที่รวบรวมข้อมูลร้าน Thai SELECT ทั่วโลก เชื่อมต่อกับ Search Engine และระบบจองร้าน พร้อมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของสมุนไพรไทยและวัตถุดิบสำคัญ เพื่อทำการตลาดเชิงรุก ทำให้ตรา Thai SELECT เป็นที่รู้จักและเข้าถึงได้ง่ายในระดับโลก

“เรามารับฟังปัญหาของร้านอาหารไทยในสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้รับตรา Thai SELECT เพื่อหาแนวทางช่วยเหลืออย่างตรงจุด เพราะการมีร้านอาหารไทยที่มีมาตรฐาน จะช่วยส่งเสริมการจำหน่ายวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารไทยในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงพาณิชย์มีแอปและเว็บไซต์สำหรับช่วยทำตลาดในระดับประเทศและระดับโลก จะให้ตรา Thai SELECT เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยรักษาคุณภาพอาหารไทยและส่งเสริมการใช้วัตถุดิบไทยในร้านอาหารทั่วโลก และจะช่วยแก้ปัญหาเป็นที่พึ่งให้กับผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในฐานะครอบครัว Thai SELECT ” นายสุชาติ กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ที่เว็บไซต์ www.ditp.go.th หรือโทรสายด่วน 1169

การผลักดันตรา Thai SELECT ในต่างแดน ถือเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมอาหารไทยและเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ‘สุชาติ‘ ลุยติดดาวตรา Thai SELECT โฉมใหม่ ให้ 8 ร้านอาหารไทยในสวิส

ตะเภาแก้วรับ1ล้าน! หนึ่งล้านเล็กฟาด5แสนศึกRWS

ศึก RWS ที่เวทีมวยราชดำเนิน เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา คู่เอกเป็นการพบกันระหว่าง ตะเภาแก้ว สิงห์มาวิน กับ หนึ่งล้านเล็ก จิตรเมืองนนท์ ผลปรากฏว่า ตะเภาแก้ว เป็นฝ่ายชนะคะแนนไปอย่างเป็นเอกฉันท์ ป้องกันแชมป์ราชดำเนิน รุ่นเวลเตอร์เวท เอาไว้ได้อย่างสวยงาม

แม้ว่าในไฟต์นี้ หนึ่งล้านเล็ก จะโดนเข่าของตะเภาแก้วเข้าอย่างจังตลอด 5 ยก แต่ด้วยหัวใจนักสู้ที่เกินร้อย ทำให้เขาไม่ยอมแพ้ เดินหน้าบดบี้ แลกหมัดกับตะเภาแก้วอย่างดุเดือดจนถึงวินาทีสุดท้าย ทำให้ทาง RWS ตัดสินใจมอบโบนัสพิเศษสำหรับการชกที่ดุเดือดให้ทั้งคู่ คนละ 250,000 บาท

แต่ความมันส์ของไฟต์หยุดโลก “ตะเภาแก้วรับ1ล้าน! หนึ่งล้านเล็กฟาด5แสนศึกRWS” ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะ “คุณแบงค์” เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ บิ๊กบอสแห่ง RWS ตัดสินใจเพิ่มโบนัสให้ทั้งคู่แบบคูณสอง! นั่นหมายความว่า หนึ่งล้านเล็ก ได้รับเงินจากไฟต์นี้ไปทั้งสิ้น 500,000 บาท (ยังไม่รวมค่าตัวที่ได้รับอยู่แล้ว)

ในส่วนของ ตะเภาแก้ว นั้น นอกจากจะได้รับโบนัสจากการชนะ 500,000 บาทแล้ว ยังได้รับโบนัสพิเศษจากการชกที่ดุเดือดอีก 500,000 บาท รวมเป็นเงินรางวัลทั้งสิ้น 1,000,000 บาท หรือ 1 ล้านบาทนั่นเอง! และแน่นอนว่ายังไม่รวมค่าตัวที่เขาจะได้รับอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ไฟต์ “ตะเภาแก้วรับ1ล้าน! หนึ่งล้านเล็กฟาด5แสนศึกRWS” นี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ RWS ที่มีการมอบ “ดับเบิล โบนัส” หรือโบนัสคูณ 2 ให้กับนักมวย ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากหัวใจนักสู้ที่ไม่มีใครยอมใครของทั้ง ตะเภาแก้ว และ หนึ่งล้านเล็ก ที่ทำให้ไฟต์นี้ออกมาสนุกสุดมันส์ ดุเดือดเลือดพล่าน และตรึงคนดูให้อยู่หน้าจอได้ตลอดทั้ง 5 ยกอย่างแท้จริง

ตะเภาแก้วรับ1ล้าน! หนึ่งล้านเล็กฟาด5แสนศึกRWS

เรียกได้ว่าเป็นค่ำคืนที่น่าจดจำสำหรับทั้งคู่ และเป็นไฟต์ที่สร้างความประทับใจให้กับแฟนมวยอย่างมาก การตัดสินใจมอบโบนัสพิเศษครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของ RWS ที่มีต่อนักกีฬา และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับวงการมวยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

อะไรที่ทำให้ไฟต์ ตะเภาแก้ว vs หนึ่งล้านเล็ก พิเศษขนาดนี้?

  • หัวใจนักสู้ของทั้งคู่: ทั้งตะเภาแก้วและหนึ่งล้านเล็กต่างก็แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของนักสู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อความยากลำบาก
  • ความดุเดือดของการชก: การแลกหมัดและเข่ากันอย่างไม่ยั้ง ทำให้ไฟต์นี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเร้าใจ
  • การตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมของ RWS: การมอบดับเบิลโบนัสเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจและเป็นขวัญกำลังใจให้กับนักมวย

ไฟต์ ตะเภาแก้วรับ1ล้าน! หนึ่งล้านเล็กฟาด5แสนศึกRWS ครั้งนี้ จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของ RWS อย่างแน่นอน ในฐานะของการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความมันส์ ดุเดือด และความประทับใจ และหวังว่าเราจะได้เห็นแมตช์ที่ยิ่งใหญ่แบบนี้อีกในอนาคต

ที่มา – “ตะเภาแก้ว” รับ 1 ล้าน “หนึ่งล้านเล็ก” ฟาด 5 แสน! ดับเบิลโบนัสแตกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ศึก RWS

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ มอบกำลังใจทหารกล้า

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2568 นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผวจ.อุทัยธานี และ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ อดีต รมช.มหาดไทย พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมและให้กำลังใจ พลทหารพิตรพิบูล รามคำ ทหารกล้าวัย 19 ปี ชาวอำเภอบ้านไร่ จ.อุทัยธานี ที่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ ภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ

หลังจากเข้ารับการรักษาจนหายดีแล้ว พลทหารพิตรพิบูล ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาที่บ้านเกิดในตำบลห้วยแห้ง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี โดยคณะผู้เยี่ยมได้มอบเงินและสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมทั้งเป็นการตอบแทนคุณงามความดีและความเสียสละของพลทหารที่ได้ทำเพื่อประเทศชาติในครั้งนี้

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจที่ผู้บริหารระดับสูงมอบให้กับผู้ที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้เป็นตัวแทนในการมอบขวัญและกำลังใจให้กับพลทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับทั้งตัวทหารและครอบครัว

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์-ผู้ว่าฯอุทัยธานี มอบเงิน-สิ่งของกำลังใจทหารกล้าวัย 19 ปี สมรภูมิภูมะเขือ

การลงพื้นที่เยี่ยมและให้กำลังใจพลทหารพิตรพิบูล รามคำ โดยคุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่ทหารที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ การมอบเงินและสิ่งของเป็นการช่วยเหลือในเบื้องต้น และยังเป็นการแสดงออกถึงความขอบคุณและความซาบซึ้งในความเสียสละของพวกเขา

สิ่งที่ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ทำเพื่อทหารกล้า

  • เยี่ยมและให้กำลังใจถึงบ้านเกิด
  • มอบเงินและสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ
  • แสดงความขอบคุณในความเสียสละ

การกระทำของคุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์-ผู้ว่าฯอุทัยธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นแบบอย่างที่ดีในการดูแลและให้ความสำคัญกับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เราควรให้การสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ที่มา – ‘ซาบีดา ไทยเศรษฐ์-ผู้ว่าฯอุทัยธานี’ มอบเงิน-สิ่งของกำลังใจทหารกล้าวัย 19 ปี สมรภูมิภูมะเขือ

เขากระโดง: เพิกถอนที่ดินไม่ได้? รฟท. ไร้แผนที่!

จากกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อ้างว่ามีแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เวนคืนที่ดินพื้นที่เขากระโดง ล่าสุดมีเอกสารที่น่าสนใจเผยแพร่ออกมา

เอกสารดังกล่าวเป็นบันทึกข้อความจากนายสุชาติ เต็งสุวรรณ ผอ.สำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ถึงอธิบดีที่ดิน ลงวันที่ 18 มีนาคม 2552 เกี่ยวกับการเพิกถอนโฉนดที่ดินในเขตที่ดิน รฟท. บริเวณเขากระโดง ซึ่งเป็นผลการสอบสวนของคณะกรรมการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อตรวจสอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ในพื้นที่ประมาณ 5,083 ไร่ ที่อาจออกโดยไม่ชอบในเขตที่ดินของการรถไฟฯ

ประเด็นสำคัญคือ กรมที่ดินเห็นว่าไม่สามารถเพิกถอนที่ดินและยุติเรื่องสอบสวนได้ เนื่องจาก รฟท. ไม่สามารถนำส่งรูปแผนที่ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี พ.ศ. 2462 มาแสดงได้ โดย รฟท. ได้ส่งแผนที่นครราชสีมา (บุรีรัมย์) ของกรมแผนที่ทหาร พ.ศ. 2464 มาแทน ซึ่งระบุว่า “ค้นหาไม่พบ เนื่องจากเวลาได้ผ่านมานานถึง 85 ปีเศษแล้ว”

กรมที่ดินจึงไม่เชื่อว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวอยู่ในแนวเขตทางรถไฟตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวงฯ 2462

นอกจากนี้ ยังมีบันทึกข้อความจากนายเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ ผอ.สำนักมาตรฐาน กรมที่ดิน ถึงอธิบดีกรมที่ดิน ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2567 แจ้งเรื่องการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกทับซ้อนกับที่ดิน รฟท. เกี่ยวกับผลการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อตรวจสอบที่ดินในตำบลเสม็ดและตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จำนวน 992 ฉบับ ว่าออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คณะกรรมการสอบสวนฯ พบว่า แผนที่ที่ รฟท. นำไปใช้ในศาลปกครองกลางและศาลฎีกานั้น น่าเชื่อได้ว่าไม่ใช่แผนที่ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินฯ พ.ศ. 2464 แต่เป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นในปี 2531 และ 2539 ตามมติคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัด เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจน

ก่อนหน้านี้ นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีที่ดินในขณะนั้น ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2564 เรื่องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินของ รฟท. แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจาก รฟท. ไม่สามารถจัดส่งหลักฐานแผนที่ที่กำหนดแนวเขตทางรถไฟตามพระราชกฤษฎีกาฯ 2462 และไม่มีแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ 2464

เขากระโดง: เพิกถอนที่ดินไม่ได้? รฟท. ไร้แผนที่!

ไขปมปัญหาที่ดินเขากระโดง: ทำไมเพิกถอนไม่ได้?

  • ความขัดแย้งเรื่องแผนที่: รฟท. อ้างสิทธิ์ในที่ดินเขากระโดงโดยอ้างแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา แต่กลับไม่สามารถนำส่งแผนที่ดังกล่าวได้
  • การตรวจสอบของกรมที่ดิน: กรมที่ดินตรวจสอบแล้วพบว่าแผนที่ที่ รฟท. นำมาแสดงไม่ใช่แผนที่ตามพระราชกฤษฎีกาฯ
  • ข้อเสนอการเพิกถอนที่ดิน: แม้จะมีความพยายามในการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับซ้อนที่ดิน รฟท. แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้

บทสรุป: จากข้อมูลเอกสารที่ปรากฏ ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ดินเขากระโดง และข้อจำกัดในการเพิกถอนที่ดินเนื่องจากปัญหาเรื่องหลักฐานแผนที่ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และพิจารณาถึงผลกระทบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – เดือด!งัดเอกสารโต้ ‘คกก.มาตรา 61’ยันเพิกถอนที่ดิน‘เขากระโดง’ไม่ได้ -‘รฟท.’รับไม่มีแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา

จัดระเบียบคิวแท๊กซี่หมอชิต 2 ดีขึ้น! เริ่มตี 3-6 โมงเช้า

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้บริการรถแท็กซี่ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2! บขส. ได้ปรับปรุงการจัดระเบียบคิวแท๊กซี่หมอชิต 2 ให้ดียิ่งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงในช่วงเช้ามืด โดยได้ขยายเวลาการให้บริการตั้งแต่เวลา 03.00 – 06.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า ตามที่ บขส. ได้ปรับย้ายจุดบริการรถแท็กซี่ ในช่วงเวลา 03.00 – 05.30 น. มาให้บริการ ณ ช่องจอดที่ 96 – 98 บริเวณชานชาลา 2 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 โดยเริ่มดำเนินการในวันที่ 10 ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา พบว่าการให้บริการผู้โดยสารเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นระเบียบเรียบร้อยดี แท็กซี่ให้ความร่วมมือดี นำรถเข้าจอดในจุดที่กำหนด และมีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ

แท็กซี่

เนื่องจากในช่วงเวลา 05.00 น. เป็นช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก บขส. จึงได้ตัดสินใจปรับเพิ่มเวลาให้บริการจัดระเบียบคิวแท๊กซี่หมอชิต 2 เป็น 03.00 – 06.00 น. เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงสถานีขนส่งในช่วงเวลาดังกล่าว โดยแท็กซี่ที่เข้ามาให้บริการ ณ ช่องจอดที่ 96 – 98 บริเวณชานชาลา 2 สามารถเข้าจอดฟรีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น

แท็กซี่ หมอชิต 2

นายอรรถวิท กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการใช้บริการรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ยังคงสามารถใช้บริการได้ ณ จุดจอดรับ – ส่งบริเวณข้างเสาธง หน้าอาคารสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 เช่นเดิม อย่างไรก็ตาม บขส. ขอเน้นย้ำว่าพื้นที่จอดให้บริการรถแท็กซี่ บริเวณชานชาลา 2 เป็นพื้นที่ปิด อนุญาตให้เฉพาะผู้โดยสาร และพนักงานที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าใช้พื้นที่ได้ หากพบว่ามีผู้ใดเข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต บขส. จะดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

จัดระเบียบคิวแท๊กซี่หมอชิต 2

สิ่งที่ผู้โดยสารควรทราบเกี่ยวกับการจัดระเบียบคิวแท๊กซี่หมอชิต 2

  • เวลาให้บริการใหม่: 03.00 – 06.00 น.
  • สถานที่: ช่องจอดที่ 96 – 98 บริเวณชานชาลา 2 สถานีขนส่งหมอชิต 2
  • รถแท็กซี่: จอดฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม
  • รถเมล์ ขสมก.: จุดจอดเดิม บริเวณข้างเสาธง หน้าอาคารสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2
  • พื้นที่จำกัด: อนุญาตเฉพาะผู้โดยสารและพนักงานที่ได้รับอนุญาต

การปรับปรุงการจัดระเบียบคิวแท๊กซี่หมอชิต 2 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการของสถานีขนส่งหมอชิต 2 ให้ดียิ่งขึ้น หวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความพึงพอใจให้กับผู้โดยสารทุกท่านที่เดินทางมาถึงในช่วงเช้ามืด

ที่มา – เรียบร้อยดี! จัดระเบียบคิวแท๊กซี่ “หมอชิต 2” ปรับเพิ่มเวลาบริการ ตี 3-6 โมงเช้า เริ่มพรุ่งนี้

‘หมอประชา’ แชร์เคส เลือดออกก้านสมอง พร้อมวิธีคุมเสี่ยง

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นพ.ประชา กัญญาประสิทธิ์” เจ้าของเพจ “หมอประชาผ่าตัดสมอง” ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาท ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอเล่าเหตุการณ์จริงของผู้ป่วยชายวัย 29 ปี ซึ่งมีอาการโคม่าจากภาวะเลือดออกในก้านสมอง โดยไม่รู้ตัวมาก่อนว่าเป็นความดัน

โดยเจ้าของโพสต์ อธิบายว่า “รักแท้ไม่แพ้อัมพาต ผู้ป่วยชายอายุ 29 ปี เช้านี้ภรรยาได้ยินเสียงโคลมในห้องน้ำ ไปดูพบว่าสามีกองอยู่ที่พื้น รีบนำส่งโรงพยาบาล โคม่าและแขนขาทั้งสองข้างแทบจะไม่ขยับแล้ว ใส่ท่อช่วยหายใจ ส่ง CT พบมีเลือดออกขนาดใหญ่ก้านสมอง ได้คุยกับญาติถึงแนวทางการรักษา โดยอย่างแรกสู้เต็มที่และผ่าตัดเพื่อลดแรงดันในสมอง แต่รอดออกมาแล้วมีโอกาสติดเตียงสูงมาก เนื่องจากเลือดออกขนาดใหญ่ และอย่างที่ 2 ปล่อยให้ไปสบาย ไม่ต้องทรมานทั้งตัวเองและญาติ”

อีกทั้ง “ทางครอบครัวรับได้ขอแค่มีชีวิตอยู่ รู้สึกได้ถึงความรักจากภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน เคสนี้หลังจากที่รอดชีวิต กลับบ้านไปทุกครั้ง ที่กลับมาตรวจก็จะมีพ่อแม่และภรรยา เวลาผ่านไป 2 ปี ครั้งนี้นัดมาตรวจมีแต่แม่ที่พามา ผมได้ถามแม่ว่าแล้วลูกสะใภ้หายไปไหน แม่คนไข้เล่าว่า สงสารลูกสะใภ้จึงได้บอกให้ไปหาแฟนใหม่ อยากให้มีอนาคตที่ดี ตอนนี้ก็อายุ 30 ปีแล้ว เพราะลูกแม่แม่ดูแลได้ จึงได้บอกลูกสะใภ้ว่าไม่ต้องดูแลลูกชายของตัวเอง”

นอกจากนี้ “ถ้าวันนี้คุณแข็งแรงดี โปรดบอกคนที่คุณรักว่าโรคนี้ป้องกันง่ายนิดเดียว คือ คุมปัจจัยเสี่ยง และออกกำลังกาย ถ้าคุณไม่อยากให้คนที่คุณรักกลายเป็นคนพิการ คนติดเตียง คุมปัจจัยเสี่ยง อาทิ เบาหวาน, ความดัน, ไขมัน, อ้วน, เครียด, เหล้า และบุหรี่ อย่างเคสนี้อายุ 29 ปี เป็นความดันไม่รู้ตัว ออกกำลังกายทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดี”

อย่างไรก็ตาม “อย่าให้รอถึงคิวคนที่คุณรัก ที่จะเป็นโรคนี้นะครับ ถ้ารักใครก็บอกให้ออกกำลังกาย คุมปัจจัยเสี่ยง เพราะรักแท้แพ้อัมพลาต ขอให้ทุกคนสุขภาพดี”

ขอบคุณข้อมูล : หมอประชาผ่าตัดสมอง

จากกรณีศึกษาที่ ‘หมอประชา’ ได้แชร์เรื่องราวของผู้ป่วยชายวัย 29 ปี ที่ประสบภาวะเลือดออกในก้านสมอง เราได้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและการป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจนำไปสู่ภาวะอันตรายถึงชีวิตได้ การตระหนักถึงสุขภาพของตนเองและคนใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

‘หมอประชา’ แชร์เคสชายวัย 29 ปีเลือดออกก้านสมอง พร้อมข้อคิดคุมปัจจัยเสี่ยง

เรื่องราวเคสผู้ป่วยชายวัย 29 ปี ที่ ‘หมอประชา’ ได้นำมาแบ่งปันนั้น เป็นอุทาหรณ์ที่เตือนใจให้เราหันมาใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น ภาวะเลือดออกก้านสมอง เป็นภาวะที่อันตรายและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และการสูบบุหรี่ ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

วิธีป้องกันภาวะเลือดออกก้านสมอง ตามคำแนะนำของ ‘หมอประชา’

นอกจากการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ‘หมอประชา’ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกก้านสมองได้

  • ควบคุมความดันโลหิต: ตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ และหากพบว่ามีความดันโลหิตสูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ควบคุมระดับไขมันในเลือด: ควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพื่อลดระดับไขมันในเลือด
  • งดสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเลือดออกก้านสมอง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายจะช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดีขึ้น
  • ลดความเครียด: ความเครียดอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง

การดูแลสุขภาพไม่ได้เป็นเรื่องยาก เพียงแค่เราใส่ใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเล็กน้อย ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้มากมาย เริ่มต้นดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข

อย่ารอให้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจก่อน แล้วค่อยหันมาดูแลสุขภาพ เริ่มต้นวันนี้เพื่อคนที่คุณรักและเพื่อตัวคุณเอง การป้องกันเลือดออกก้านสมอง สามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและใส่ใจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา – ‘หมอประชา’ แชร์เคสชายวัย 29 ปีเลือดออกก้านสมอง พร้อมข้อคิดคุมปัจจัยเสี่ยง