ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดน

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนเกาหลีเริ่มคลี่คลาย? มีรายงานข่าวว่าเกาหลีเหนือเริ่มดำเนินการย้ายลำโพงออกจากพื้นที่ชายแดนแล้ว หลังจากที่เกาหลีใต้ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันก่อนหน้านี้ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความอ่อนไหว และมีความพยายามที่จะสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน

เกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ว่าสำนักงานคณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับการตรวจพบความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือ ในการรื้อถอนเครื่องขยายเสียงที่ติดตั้งตามแนวชายแดน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงของเกาหลีใต้จะติดตามความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจน ว่าอีกฝ่ายรื้อถอนลำโพงออกจากพื้นที่แห่งอื่นด้วยแล้วหรือไม่

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเกาหลีเหนือเกิดขึ้น หลังกองทัพเกาหลีใต้เริ่มเคลื่อนย้ายเครื่องขยายเสียงออกจากแนวชายแดน “เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงปฏิบัติในการฟื้นฟูความสัมพันธ์” โดยทั้งสองประเทศเริ่มปิดเสียงลำโพงตามแนวชายแดน เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา

ทำไมเกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดน?

การตัดสินใจของเกาหลีเหนือที่เกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความต้องการที่จะลดความตึงเครียดและแสวงหาแนวทางในการเจรจา แม้ว่าในอดีตการสื่อสารระหว่างสองประเทศมักจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ ซึ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา แสดงออกอย่างชัดเจนว่า ต้องการ “ประนีประนอม” กับรัฐบาลเปียงยาง แต่จนถึงตอนนี้ เกาหลีเหนือยังไม่มีท่าทีอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับผู้นำคนใหม่ของเกาหลีใต้.

การที่เกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดน แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ การเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภูมิภาคและโลก

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอน และการวิเคราะห์ถึงแรงจูงใจที่แท้จริงเบื้องหลังการกระทำของเกาหลีเหนือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การสื่อสารและการเจรจาอย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ถึงแม้ว่าเกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดนจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์ การรักษาความระมัดระวังและการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การตัดสินใจของทั้งสองประเทศในการลดอุปกรณ์กระจายเสียงตามแนวชายแดน ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การเปิดโอกาสให้มีการเจรจาและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้ในระยะยาว

เครดิตภาพ : AFP

การที่เกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดนนั้นเป็นเพียงก้าวแรก การสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความพยายามและความมุ่งมั่นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

ที่มา – เกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดน หลังเกาหลีใต้จัดการก่อน

‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ

โจนาธาร เข็มดี กองหลังจาก “ราชันมังกร” ราชบุรี เอฟซี ยอมรับว่า สภาพร่างกายของเขา ยังไม่เต็มร้อย และไม่แน่ว่าจะฟิตทันหรือไม่ สำหรับช่วยทีมชาติไทย ทำศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ 2025” ที่ จ.กาญจนบุรี

ฟุตบอลคิงส์คัพ ปีนี้ จัดที่สนามกีฬากลาง จ.กาญจนบุรี (สนามกลีบบัว) วันที่ 4 และ 7 ก.ย. นี้ โดยมีทีมเข้าร่วม คือ ทีมชาติไทย ที่เป็นแชมป์เก่า, อิรัก, ฮ่องกง และ ฟิจิ โดยจะจับสลากประกบคู่ วันที่ 13 ส.ค. 68 เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี

ขณะเดียวกัน โจนาธาร เข็มดี เซ็นเตอร์แบ๊กดาวรุ่ง ที่เป็นกำลังหลักในชุดคว้าแชมป์คิงส์คัพ ครั้งที่ 50 ที่ จ.สงขลา อัปเดตสภาพร่างกายตัวเอง ระบุว่า แม้ยังไม่ฟิต 100% แต่เริ่มกลับมาซ้อมกับทีม ราชบุรี แล้ว เตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ ไทยลีก

เมื่อถามถึงโอกาสในการติดทีมชาติไทย สู็ศึกคิงส์คัพ โจนาธาร ยอมรับว่า ไม่แน่ใจว่าจะฟิตทันหรือไม่ เป้าหมายแรกต้องกลับมาเล่นกับ ราชบุรี ให้ได้ก่อน

“ผมไม่รู้จะทันไหม ยังไม่ได้กลับมาซ้อม 100% กับราชบุรีเลย เป้าหมายของผม ต้องกลับมาเล่นกับ ราชบุรี เอฟซี ก่อนจะคิดถึงทีมชาติ แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากร่วมทีมชาติมาก”

โจนาธาร กล่าวด้วยว่า ตนยังไม่ลืมความประทับใจ ในการเป็นแชมป์คิงส์คัพ ครั้งที่ 50 ที่ จ.สงขลา เป็นการแข่งขันที่สนุกมาก ขณะเดียวกัน สำหรับ คิงส์คัพ ที่ จ.กาญจนบุรี อยากให้แฟนมาเยอะๆ คิดว่าปีนี้มีแต่ทีมดีๆ เข้ามาร่วม เชื่อว่าจะสนุกมากแน่นอน.

‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ

ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับ ‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ ทำให้แฟนบอลหลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงโอกาสในการเข้าร่วมการแข่งขันของเขา เรามาเจาะลึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันของโจนาธารกันดีกว่า

สถานการณ์ล่าสุดของโจนาธาร เข็มดี กับการป้องกันแชมป์คิงส์คัพ

โจนาธาร เข็มดี กองหลังจากราชบุรี เอฟซี ได้ออกมาเปิดเผยถึงสภาพร่างกายของตนเองว่ายังไม่ฟิตเต็มร้อย ทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าจะสามารถช่วยทีมชาติไทยในการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ 2025 ที่จังหวัดกาญจนบุรีได้หรือไม่ สถานการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับแฟนบอลที่หวังจะเห็นเขาลงสนามในนามทีมชาติ

การแข่งขันคิงส์คัพในปีนี้จะจัดขึ้นที่สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี (สนามกลีบบัว) ในวันที่ 4 และ 7 กันยายน โดยมีทีมเข้าร่วมคือ ทีมชาติไทย (แชมป์เก่า), อิรัก, ฮ่องกง และฟิจิ การจับสลากประกบคู่จะมีขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี

โจนาธาร เข็มดี ซึ่งเป็นกำลังหลักในการคว้าแชมป์คิงส์คัพครั้งที่ 50 ที่จังหวัดสงขลา ได้อัปเดตสภาพร่างกายของตัวเองว่า แม้จะยังไม่ฟิต 100% แต่ก็เริ่มกลับมาซ้อมกับทีมราชบุรีแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ในไทยลีก

เมื่อถูกถามถึงโอกาสในการติดทีมชาติไทยเพื่อร่วมศึกคิงส์คัพ โจนาธารยอมรับว่ายังไม่แน่ใจว่าจะฟิตทันหรือไม่ โดยเป้าหมายแรกของเขาคือการกลับมาลงเล่นให้กับราชบุรี เอฟซีก่อน

“ผมไม่รู้จะทันไหม ยังไม่ได้กลับมาซ้อม 100% กับราชบุรีเลย เป้าหมายของผมคือการกลับมาเล่นกับราชบุรี เอฟซี ก่อนจะคิดถึงทีมชาติ แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากร่วมทีมชาติมาก” โจนาธารกล่าว

โจนาธารยังกล่าวถึงความประทับใจในการเป็นแชมป์คิงส์คัพครั้งที่ 50 ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นการแข่งขันที่สนุกมาก และสำหรับคิงส์คัพที่จังหวัดกาญจนบุรี เขาอยากให้แฟนบอลเข้ามาชมกันเยอะๆ เพราะเชื่อว่าปีนี้จะมีแต่ทีมดีๆ เข้าร่วมและจะสนุกอย่างแน่นอน

ความสำคัญของการมี ‘โจนาธาร’ ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ

‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ ส่งผลต่อความแข็งแกร่งของทีมชาติไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากโจนาธารเป็นกองหลังที่มีความสามารถและประสบการณ์ การขาดหายไปของเขาอาจทำให้ทีมต้องปรับแผนการเล่นพอสมควร การมีเขาอยู่ในทีมจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและความสามารถในการป้องกันประตูได้อย่างมาก

  • ประสบการณ์ในการแข่งขันระดับนานาชาติ
  • ความสามารถในการอ่านเกมและการเข้าสกัด
  • ความเป็นผู้นำในแผงหลัง

ทำไมแฟนบอลถึงให้ความสนใจข่าว ‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ

แฟนบอลชาวไทยต่างให้ความสนใจกับข่าวนี้เป็นอย่างมาก เพราะโจนาธารเป็นนักเตะที่ได้รับความนิยมและเป็นที่คาดหวังว่าจะสามารถช่วยทีมชาติไทยในการแข่งขันสำคัญๆ ได้ การที่เขายังไม่แน่ใจว่าจะฟิตทันหรือไม่ ทำให้แฟนบอลหลายคนรู้สึกเป็นห่วงและอยากให้เขาสามารถกลับมาลงสนามได้โดยเร็ว

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับนักกีฬาที่ตนเองชื่นชอบเป็นเรื่องปกติของแฟนบอล และข่าว ‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ ก็เป็นหนึ่งในข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้

สถานการณ์ของ ‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แฟนบอลและทีมงานโค้ชต่างหวังว่าเขาจะสามารถกลับมาฟิตสมบูรณ์และพร้อมที่จะลงสนามช่วยทีมชาติไทยในการป้องกันแชมป์คิงส์คัพได้สำเร็จ ขอเป็นกำลังใจให้โจนาธารหายจากอาการบาดเจ็บและกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม!

ที่มา – ‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ

ปศุสัตว์บางพลี ประกาศพื้นที่ระบาด พิษสุนัขบ้า

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. เพจ “สสจ.สมุทรปราการ” เผยแพร่ประกาศสำนักงานปศุสัตว์ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เรื่อง กำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราว ชนิดโรคพิษสุนัขบ้า ตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ด้วยท้องที่ หมู่ที่ 7 ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอบางพลี ได้พบสุนัขป่วยด้วยโรคระบาด ชนิดโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ซึ่งโรคนี้เป็นโรคระบาดตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 โดยมีแนวโน้มที่จะแพร่ระบาด ออกไปยังท้องที่ข้างเคียง หรือระบาดเข้ามาในท้องที่ได้จากการเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือพาหนะของโรคระบาด

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ปศุสัตว์อำเภอประจำท้องที่อำเภอบางพลี จึงออกประกาศ ไว้ดัง ต่อไปนี้ ข้อ 1. ให้ท้องที่ หมู่ 7 ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการไปทางทิศเหนือ จด ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ, ไปทางทิศใต้ จด ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ , ไปทางทิศตะวันออก จด ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ, ไปทิศตะวันตก จด ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการเป็นเขตโรคระบาดชั่วคราวชนิดโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ในสัตว์ชนิดสุนัขและแมว 

ข้อ 2. ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ ชนิดสุนัขและแมว หรือซากของสัตว์ดังกล่าว เข้า ออก
ผ่าน หรือภายในเขตโรคระบาดชั่วคราวเว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้นทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 แห่งพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. 2568 ถึงวันที่ 4 ก.ย. พ.ศ. 2568 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากคำแนะนำของกรมควบคุมโรคระบุมี 10 ข้อควระวังเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า

  • 1.โรคพิษสุนัขบ้า เมื่อเกิดอาการขึ้นแล้ว ไม่สามารถรักษาให้หายได้ต้องเสียชีวิตทุกราย
  • 2. โรคพิษสุนัขบ้า สามารถเกิดขึ้นกับสัตว์ชนิดอื่นได้ด้วย เช่น แมว ชะนี ลิง กระรอก กระแต หนู ค้างคาว หรือแม้กระทั่ง วัว ควาย ม้า สุกร
  • 3. สุนัขเป็นตัวแพร่เชื้อที่สำคัญที่สุด กว่า 95% ของผู้เสียชีวิตมาจากสุนัข

  • 4. สุนัขและแมว ที่ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้าสามารถแพร่เชื้อได้ทางน้ำลาย
  • 5 คาถาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 5 ย. อย่าแหย่ อย่าเหยียบ อย่าแยก อย่าหยิบ อย่ายุ่ง
  • 6.หากถูกสัตว์กัดหรือข่วนให้รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยน้ำสะอาด และสบู่ หลาย ๆ ครั้ง แล้วใส่ยาฆ่าเชื้อ จากนั้นไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีเพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคพิษสุนัขบ้า

  • 7.ควรมารับวัคซีนตามกำหนดเวลา อย่างเคร่งครัด รวมทั้งเฝ้าระวังสุนัขหรือแมวที่มากัดเป็นเวลา 10 วัน หากสัตว์ตายระหว่างดูอาการ ให้แจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อตัดหัวสุนัขส่งตรวจหาเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า
  • 8.อาการสุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าระยะเริ่มแรก เช่น สุนัขจะมีอารมณ์และอุปนิสัยเปลี่ยนไปจากเดิม ม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ กินข้าวกินน้ำน้อยลง การเคี้ยวหรือกลืนผิดปกติ
  • 9. ต้องพาสุนัขหรือแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี และ
  • 10 .ไม่ปล่อยสุนัขไปเพ่นพ่านในที่สาธารณะ ตามลำพัง ต้องใส่สายจูงเมื่อพาสุนัขออกนอกบ้าน ถ้าสุนัขดุควรสวมเครื่องป้องกันสุนัขกัด.

ปศุสัตว์บางพลี ประกาศพื้นที่ระบาด พิษสุนัขบ้า

สถานการณ์การระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การป้องกันและควบคุมโรคอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อความปลอดภัยของทั้งสัตว์และคนในชุมชน

สิ่งที่ประชาชนควรทำเมื่อพบเจอสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคพิษสุนัขบ้า

หากพบสุนัขหรือแมวที่มีอาการน่าสงสัย เช่น มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ก้าวร้าว หรือมีน้ำลายไหลมากผิดปกติ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ และแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว

การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยง

การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี และควบคุมไม่ให้สัตว์เลี้ยงไปสัมผัสกับสัตว์ที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ ควรดูแลความสะอาดของสัตว์เลี้ยงและสภาพแวดล้อมที่สัตว์เลี้ยงอาศัยอยู่ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่ร้ายแรงและสามารถป้องกันได้ หากทุกคนร่วมมือกันในการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเข้มงวด เราจะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทั้งคนและสัตว์ได้ อย่าละเลยการพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนประจำปี และหากถูกสัตว์กัดหรือข่วน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

ที่มา – ปศุสัตว์บางพลี ประกาศพื้นที่ระบาด พิษสุนัขบ้า

สดุดีวีรบุรุษ! อุดรฯ เชิดชู 15 ทหารกล้า

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานว่าในเฟซบุ๊กของ “วาสนา นาน่วม” นักข่าวสายทหาร ได้มีการโพสต์ภาพบิลบอร์ดขนาดใหญ่ที่แสดงภาพของเหล่า สดุดีวีรบุรุษ! อุดรฯขึ้นบิลบอร์ดกลางเมือง เชิดชู 15 ทหารกล้าพลีชีพปกป้องแผ่นดินไทย ผู้เสียสละชีวิตในการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยข้อความที่ปรากฏบนบิลบอร์ดนั้นมีความว่า “ขอบคุณ ที่ไม่ลืม 15 ทหาร พลีชีพ ปกป้องแผ่นดิน ปกป้อง ศักดิ์ศรีประเทศ และศักดิ์ศรีคนไทย ใน สมรภูมิรบไทย-กัมพูชา กค.2568 ณ ทางเข้าเมืองอุดรธานี” ภาพนี้สร้างความประทับใจและความรู้สึกซาบซึ้งในความเสียสละของเหล่าทหารกล้าเป็นอย่างมาก

สดุดีวีรบุรุษ! อุดรฯขึ้นบิลบอร์ดกลางเมือง เชิดชู 15 ทหารกล้าพลีชีพปกป้องแผ่นดินไทย

รายชื่อของเหล่าทหารหาญทั้ง 15 นายที่ได้รับการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ประกอบไปด้วย:

  1. ส.ต. วรัญชิต ยวงสุวรรณ
  2. จ.ส.ต. ธวัชชัย บุสภา
  3. ส.อ. นพพล บุญเลิศ
  4. ส.อ. จิรายุ สิ่งห์อัน
  5. ส.อ. กฤษฎา น้อยโคตร
  6. ส.ท. ศราวุธ นามสวัสดิ์
  7. ส.อ. จิรายุทธ อินทุมาน
  8. พลทหาร ญาณพัฒน์ โคตรสาขา
  9. ส.อ. อมรินทร์ ผาสุก
  10. จ.ส.อ. อโณทัย ป้องแก้ว
  11. พลทหาร สิรวิชญ์ ภิญโญสุข
  12. จ.ส.อ. อภิรมย์ ทรงพุฒิ
  13. จ.ส.อ. ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย
  14. พลทหาร ธีรยุทธ กระจ่างทอง
  15. ส.ท. ต่อพงษ์ พันดวง

การเสียสละของทหารกล้าเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การจดจำและเชิดชูอย่างยิ่ง พวกเขาได้อุทิศชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยและรักษาความมั่นคงของชาติ สดุดีวีรบุรุษ! อุดรฯขึ้นบิลบอร์ดกลางเมือง เชิดชู 15 ทหารกล้าพลีชีพปกป้องแผ่นดินไทย เหล่านี้สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นหลัง

ความสำคัญของการสดุดีวีรบุรุษ

การสดุดีวีรบุรุษ! อุดรฯขึ้นบิลบอร์ดกลางเมือง เชิดชู 15 ทหารกล้าพลีชีพปกป้องแผ่นดินไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่เสียสละชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารและเจ้าหน้าที่ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน การรับรู้ว่าความเสียสละของพวกเขามีคุณค่าและได้รับการจดจำจะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติต่อไป

นอกจากนี้ การสดุดีวีรบุรุษยังเป็นการปลูกฝังความรักชาติและความเสียสละให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ การได้เรียนรู้เรื่องราวของวีรบุรุษและวีรสตรีจะช่วยให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในชาติและมีความสำนึกในหน้าที่ของพลเมืองที่ดี การสร้างสังคมที่ให้ความสำคัญกับความเสียสละและความกล้าหาญจะช่วยให้ประเทศชาติมีความเข้มแข็งและมั่นคง

การที่จังหวัดอุดรธานีได้ขึ้นบิลบอร์ดเพื่อเชิดชูเกียรติทหารกล้าทั้ง 15 นาย ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงความเคารพและขอบคุณต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ หวังว่าการกระทำนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้หน่วยงานและองค์กรอื่นๆ ทั่วประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการสดุดีวีรบุรุษและวีรสตรีของชาติมากยิ่งขึ้น

การสูญเสียครั้งนี้เป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ แต่ความเสียสละของพวกเขาทั้ง 15 นาย จะอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ขอแสดงความเคารพและสดุดีวีรกรรมของเหล่าทหารกล้าที่ได้อุทิศชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย

ที่มา – สดุดีวีรบุรุษ! อุดรฯขึ้นบิลบอร์ดกลางเมือง เชิดชู 15 ทหารกล้าพลีชีพปกป้องแผ่นดินไทย

‘ทวี’ นำ ‘เสก โลโซ’ สร้างขวัญกำลังใจที่อุบลฯ

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วยภริยา นางสุนีย์ สอดส่อง และบุตรชาย นายรวิศ สอดส่อง หัวหน้าคณะทำงานรมว.ยุติธรรม รวมถึงนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปยังเรือนจำกลางอุบลราชธานี เพื่อตรวจเยี่ยม พบปะ ให้กำลังใจผู้ต้องราชทัณฑ์ เยี่ยมชมห้องสมุดที่ปรับปรุงใหม่ และที่สำคัญคือการนำนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ “เสก โลโซ” ร่วมกิจกรรม สร้างขวัญกำลังใจมอบสิ่งของให้ทหารและประชาชน พร้อมพูดคุย สร้างแรงบันดาลใจ และขับร้องเพลงร่วมกับวงดนตรีของเรือนจำกลางอุบลราชธานี

โดยมีนายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย, ว่าที่ร้อยตรี กรกฎ ประเสริฐวงษ์ รองผวจ.อุบลราชธานี, นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์, น.ส.ปทิตตา โฉมประดิษฐ์ ผอ.สำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุบลราชธานี, และ น.ส.จำปา ไขแสง ผู้บัญชาการเรือนจำกลางอุบลราชธานี ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และ เสก โลโซ ร่วมกิจกรรมที่อุบลราชธานี

‘ทวี’ ลงพื้นที่อุบลฯนำ ‘เสก โลโซ’ สร้างขวัญกำลังใจมอบสิ่งของให้ทหารและประชาชน

พ.ต.อ.ทวีกล่าวถึงความเข้าใจของรัฐบาลต่อความทุกข์ยากของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว สำหรับนโยบายการดูแลและเยียวยาประชาชนนั้น ผู้เสียหายทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในประเทศไทย สามารถแจ้งความเพื่อขอรับการช่วยเหลือตามกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมได้ โดยผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือ 200,000 บาท และผู้บาดเจ็บประมาณ 100,000 บาท ซึ่งถือเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องเร่งดำเนินการ

เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือ ผู้เสียหายจะต้องนำหลักฐานการแจ้งความมาแสดงเพื่อยื่นขอรับความช่วยเหลือ นอกเหนือจากเงินเยียวยาตามกฎหมายปกติแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการเยียวยาเฉพาะกิจเพิ่มเติมสำหรับเหตุการณ์สู้รบ โดยประชาชนจะได้รับเงินช่วยเหลือ 800,000 บาท และเจ้าหน้าที่ทหารจะได้รับ 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นระเบียบที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2559 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้อง

การดูแลผู้ต้องราชทัณฑ์และการ สร้างขวัญกำลังใจมอบสิ่งของให้ทหารและประชาชน

สำหรับผู้ต้องราชทัณฑ์ในพื้นที่ชายแดนที่กังวลเรื่องความปลอดภัยของครอบครัว รัฐบาลได้จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจและให้กำลังใจ โดยจะมีการจัดให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้พบกับผู้ลี้ภัยที่เคยผ่านสถานการณ์เดียวกัน เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกันและตระหนักถึงความพยายามของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการใช้ดนตรีบำบัดและกิจกรรมสันทนาการเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด โดยมีศิลปินอย่าง เสก โลโซ เข้าไปช่วยดูแลและให้กำลังใจทั้งเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชน การที่ ‘เสก โลโซ’ เดินทางไปร่วมกิจกรรม สร้างขวัญกำลังใจมอบสิ่งของให้ทหารและประชาชน ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญ

เรือนจำอุบลราชธานีซึ่งมีผู้ต้องราชทัณฑ์จำนวนมากถึง 5,500 คน ได้เริ่มโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ที่มีความสามารถด้านดนตรี เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าและศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์ โดยมีการเชิญ เสก โลโซ เข้าไปให้คำแนะนำและเป็นแรงบันดาลใจ เป้าหมายคือการเปลี่ยนบทบาทของเรือนจำจากสถานที่คุมขังให้เป็น “สถานที่สร้างคน” เพื่อให้ผู้ต้องราชทัณฑ์เมื่อพ้นโทษออกไปสามารถเป็นพลเมืองที่ดีและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้ต่อไป ในพื้นที่ที่มีการสู้รบ เช่น ศรีสะเกษ ได้มีการอพยพผู้ต้องราชทัณฑ์ออกจากเรือนจำเพื่อความปลอดภัย และย้ายไปยังสถานที่ที่เหมาะสมกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง

หลังจากนั้น พ.ต.อ.ทวีได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังด้านทักษะพิเศษ เพื่อ สร้างขวัญกำลังใจมอบสิ่งของให้ทหารและประชาชน ในพื้นที่ประสบปัญหาชายแดน พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นให้กับทหารและประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.เมืองศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ โดยมี น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ร่วมกิจกรรมด้วย

การลงพื้นที่ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พร้อมด้วย “เสก โลโซ” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องราชทัณฑ์ ทหาร หรือประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับการเยียวยาด้านจิตใจและความเป็นอยู่ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การชื่นชมและสนับสนุน

ที่มา – ‘ทวี’ ลงพื้นที่อุบลฯนำ ‘เสก โลโซ’ สร้างขวัญกำลังใจมอบสิ่งของให้ทหารและประชาชน

ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน: ฟื้นชีวิตตัวอักษรด้วยใจ

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองเหอเฝย ประเทศจีน เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่าจางชุนหัว วัย 39 ปี เป็นช่างซ่อมหนังสือโบราณจีนประจำห้องสมุดมณฑลอานฮุย เล่าว่าการซ่อมหนังสือโบราณเพียงเล่มเดียวอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายเดือน หรืออาจนานกว่านั้น ดังนั้นความอดทน ความประณีต และความรับผิดชอบสูงจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในสายงานนี้

แม้กระบวนการซ่อมแซมหนังสือโบราณจะดูซ้ำซากและจำเจ แต่จางและเพื่อนร่วมงานอีก 5 คนกลับพบความหมายในงานนี้ เกิ่งหนิง ช่างซ่อมหนังสือโบราณอีกคน กล่าวว่า พวกเขาได้เรียนรู้ชีวิตของผู้คนในอดีตผ่านหนังสือโบราณ การเย็บเล่มและความเสียหายของแต่ละเล่มแตกต่างกันไป ทำให้งานซ่อมแต่ละครั้งเป็นความท้าทายใหม่เสมอ

ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน

เมื่อปี 2565 โจวย่าหาน ย้ายจากแผนกห้องอ่านหนังสือมาอยู่ในแผนกซ่อมแซมหนังสือ โจวกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่าก่อนหน้านี้ เธอมักต้องบอกนักอ่านว่าหนังสือที่พวกเขาต้องการยังไม่สามารถยืมได้ เนื่องจากหนังสือชำรุดและต้องซ่อมก่อน พอได้เข้ามาอยู่ในทีมซ่อมแซม เธอจึงมีโอกาสซ่อมหนังสือเหล่านั้นด้วยตนเองและรู้สึกภูมิใจมาก

ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน

การซ่อมแซมหนังสือโบราณไม่ใช่แค่ทักษะเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการขัดเกลาจิตใจอีกด้วย จินซิน ซึ่งเคยมีปัญหากับการเพ่งสมาธิจดจ่อกับงานในช่วงปีแรก ค่อย ๆ ฝึกฝนทักษะซ่อมแซมจนเชี่ยวชาญและจดจ่อได้ดีขึ้นแล้ว เป้าหมายของเขาคือ การฟื้นฟูหนังสือทุกเล่มให้อยู่ในสภาพดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน

ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน

ณ ห้องซ่อมแซมหนังสือโบราณ ช่างทั้ง 6 คนใช้ทักษะและความมุ่งมั่นในการฟื้นคืนชีวิตให้แก่ตัวอักษรโบราณและวัฒนธรรมจากอดีต จางชุนหัวกล่าวว่า การได้ดูแลหนังสือโบราณเหล่านี้และช่วยให้พวกมันเดินทางจากอดีตสู่อนาคต ถือเป็นความหมายที่แท้จริงของงานซ่อมแซมหนังสือโบราณ.

ความทุ่มเทของช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน

งานของช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การซ่อมแซมทางกายภาพ แต่เป็นการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน พวกเขาคือผู้พิทักษ์ความรู้และวัฒนธรรมที่ส่งต่อกันมา หากคุณมีหนังสือเก่าที่ต้องการดูแลรักษา ลองศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์หนังสือ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรักษาสมบัติทางปัญญาเหล่านี้ไว้ให้ยืนยาว

ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีนเหล่านี้ คือฮีโร่เงียบๆ ที่ทำงานด้วยความรักและความใส่ใจ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้จากอดีต

ที่มา – ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน ใช้ความประณีตและมุ่งมั่นฟื้นชีวิตตัวอักษร

ฟิลิปปินส์จับตา เรือยามฝั่งจีน ใกล้ไต้หวัน

ฟิลิปปินส์จับตา เรือยามฝั่งจีน 3 ลำ อย่างใกล้ชิดในน่านน้ำทางตอนเหนือ ใกล้กับ ‘ไต้หวัน’ สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่ามีการพบเห็นเรือของจีนทั้ง 3 ลำเป็นครั้งแรก เมื่อวันพฤหัสบดี (7 ส.ค.) ใกล้กับจังหวัดบาตาเนส ทางตอนเหนือของเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ โดยหน่วยยามชายฝั่งของฟิลิปปินส์ส่งเครื่องบินเพื่อเฝ้าติดตาม “การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ” ของเรือจีนทั้งหมดในบริเวณดังกล่าว

รายงานระบุว่า เรือ 4304 ของหน่วยยามฝั่งจีนลอยลำอยู่ห่างจากเมืองซับตัง ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้สุดของหมู่เกาะบาตาเนส ออกไปประมาณ 140 กิโลเมตร ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าใกล้ตำแหน่งของเรืออีก 2 ลำได้ เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย

อนึ่ง เรือเหล่านี้ถูกพบเห็นเพียงหนึ่งวัน หลังจากที่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ผู้นำฟิลิปปินส์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเฟิร์ส โพสต์ ของอินเดีย ว่า หากเกิดการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน “ฟิลิปปินส์ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้” เนื่องจากเหตุผลด้านทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และ “หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบ” ฟิลิปปินส์จะต้องถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง

มาร์กอสเสริมอีกว่า ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากที่อาศัยอยู่ในไต้หวัน จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ และมีการอพยพพลเมืองเหล่านี้กลับประเทศ

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ออกมาตอบโต้เมื่อวันศุกร์ (8 ส.ค.) โดยเรียกร้องให้รัฐบาลมะนิลายึดมั่นต่อหลักการจีนเดียวอย่างจริงจัง และหลีกเลี่ยง “การเล่นกับไฟ” ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลักของจีน.

สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และการปรากฏตัวของ เรือยามฝั่งจีน 3 ลำ ใกล้ไต้หวัน ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีข้อพิพาททางทะเลกับจีนในทะเลจีนใต้ กำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การเคลื่อนไหวของเรือจีนเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไต้หวันตึงเครียดเป็นพิเศษ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่บานปลายได้

ฟิลิปปินส์จับตาเรือยามฝั่งจีน 3 ลำ ในน่านน้ำตอนเหนือใกล้กับ ‘ไต้หวัน’

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับเจตนาที่แท้จริงของจีนในภูมิภาคนี้ การส่ง เรือยามฝั่งจีน 3 ลำ มายังพื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นการแสดงออกถึงอำนาจ หรืออาจเป็นสัญญาณของการเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังคืออะไร การกระทำนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การที่ฟิลิปปินส์ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการพบเห็นเรือจีนเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลของฟิลิปปินส์ต่อการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่าฟิลิปปินส์กำลังให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของตนเอง

  • การตอบสนองของจีนต่อเรื่องนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ในอนาคต
  • นานาชาติกำลังจับตาดูว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคจะออกมาแสดงท่าทีอย่างไรต่อการกระทำของจีน

การที่ประธานาธิบดีมาร์กอสออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ไต้หวัน บ่งชี้ว่าฟิลิปปินส์ตระหนักถึงความสำคัญของสถานการณ์นี้ และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหากจำเป็น แม้ว่าอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายต่างๆ

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างสันติและผ่านกระบวนการทางการทูต การใช้กำลังหรือการข่มขู่คุกคามไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงกว่าเดิม

ที่มา – ฟิลิปปินส์จับตาเรือยามฝั่งจีน 3 ลำ ในน่านน้ำตอนเหนือใกล้กับ ‘ไต้หวัน’

“ส.ท.พูนศิริ-ธนภรณ์” คว้าแชมป์ประเทศไทย

การแข่งขันจักรยานประเภทถนนชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์ภูมิพล” และจักรยานประเภทเสือภูเขาชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2568 สนามที่ 5 (สนามสุดท้าย) ที่จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม มีพิธีเปิดการแข่งขันประเภทเสือภูเขา รายการครอสคันทรี่ ณ ลานสิริชล เขื่อนภูมิพล โดยได้รับเกียรติจาก นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (เอซีซี), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (เอซีเอฟ) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยประธานในในพิธีได้นำกล่าวถวายพระพรชัยมงคล และลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568

นอกจากนี้ในพิธีเปิดการแข่งขันยังได้รับเกียรติจาก นายชัยวัฒน์ ประดับเพชร นายอำเภอสามเงา, นายอลงกรณ์ ไตรคุ้มดัน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตาก, นายนัธทวัฒน์ ฝึกฝน ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดตาก, นายสุเทพ ประเสริฐน้อย ประชาสัมพันธ์จังหวัดตาก, นางสาวเมาธาวดี สุวรรณเทพ รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก, นายรัตน์มัน ศิริวัฒน์ ผู้อำนวยการการประปาส่วนภูมิภาค สาขาตาก, นายทรงภูมิ พงษ์กสิเทวินท์ ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล, พ.ต.อ.ธนกฤต ธนาพงศ์ศักดา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสามเงา และหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ร่วมในพิธีด้วย

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เปิดเผยว่า ขอขอบคุณสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย นำโดยท่านพลเอกเดชา เหทกระศรี นายกสมาคมฯ ที่ได้นำการแข่งขันจักรยานประเภทถนนและเสือภูเขาชิงแชมป์ประเทศไทยสนามที่ 5 สนามสุดท้าย รวมทั้งกิจกรรมปั่นเพื่อสุขภาพ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่เขื่อนภูมิพล หรือ “เขื่อนของพ่อ” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นเขื่อนที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าใหญ่ที่สุดของประเทศไทย นับเป็นความปลื้มปีติของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดตาก ที่ได้เห็นนักกีฬาและผู้ติดตามที่มาจากทั่วทุกภูมิภาค ทำให้ที่พักเต็มหมดทุกแห่ง ร้านค้าร้านอาหารก็มีผู้ไปใช้บริการจำนวนมาก

ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ทางเขื่อนภูมิพลยังได้ให้ประชาชนและวิสาหกิจชุมชนรอบ ๆ เขื่อน นำสินค้าและอาหาร รวมถึงสินค้า OTOP ของอำเภอสามเงามาจำหน่ายด้วย เป็นการกระจายรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัดตาก เป็นผลดีจากการใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจและสังคมได้เป็นอย่างดี ส่วนปีหน้าหากสมาคมกีฬาจักรยานฯ จะมาจัดการแข่งขันที่จังหวัดตากอีก พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดตากยินดีต้อนรับ และพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันด้วยความยินดียิ่ง

ด้าน นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีความยินดีที่มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานประเภทถนนและเสือภูเขาชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ สนามที่ 5 ซึ่งมีนักปั่นและผู้ติดตามเข้าร่วมชิงชัยกว่า 1,000 คน เป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มีความคึกคัก มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน พ่อค้าแม่ค้าก็ได้นำสินค้ามาขาย ทั้งเสื้อผ้า อาหาร ของที่ระลึกต่าง ๆ รวมไปถึงปลาเขื่อนอย่างปลาสังกะวาดที่มีรสชาติอร่อย อะโวคาโด น้ำสลัดเขื่อนยันฮี และกระยาสารถ นักปั่นซื้อกลับไปเป็นของฝากได้ นอกจากนี้ก็สามารถไปท่องเที่ยวภายในเขื่อนภูมิพล หรือไปกราบสักการะหลวงพ่อทันใจที่วัดชลประทานรังสรรค์ นอกจากได้มาแข่งขชันแล้วยังได้พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดตากมีความยินดีที่ได้ต้อนรับนักปั่นจากทั่วประเทศ

ส่วนผลการแข่งขันจักรยานประเภทเสือภูเขา ครอสคันทรี่ รุ่นที่น่าสนใจ มีดังนี้ รุ่นประชาชนชาย (ระยะทาง 25 กม.) ที่ 1 อส.ทพ. พลฉัตร นาคทองคำ ทีมราชนาวี CoreNutrition เวลา 1.03.25 ชั่วโมง, ส.ท.พูนศิริ ศิริมงคล ทีมสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เวลา 1.05.11 ชั่วโมง, ที่ 3 นรจ.วรพงษ์ เมืองสุข ทีมราชนาวี เวลา 1.05.44 ชั่วโมง ส่วนแชมป์ประเทศไทยตกเป็นของ ส.ท.พูนศิริ ศิริมงคล คะแนนรวม 112 คะแนน ได้ครองถ้วยพระราชทานฯ

ส.ท. พูนสิริ ศิริมงคล

รุ่นประชาชนหญิง (ระยะทาง 20 กม.) ที่ 1 น.ส.ธนภรณ์ หะหมาน ทีม Walailak University/Corenutrition/ISSARACAPE เวลา 1.06.17 ชั่วโมง นอกจากนี้ธนภรณ์ยังเป็นแชมป์รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีหญิง พร้อมกับคว้าแชมป์ประเทศไทย ด้วยคะแนนรวม 120 คะแนน ได้ครองถ้วยพระราชทานฯ, ที่ 2 น.ส.พรพักตร์ ประโพธิ์ทัง ทีมเชียงคาน มทบ.28 เวลา 1.16.28 ชั่วโมง, ที่ 3 น.ส.อริตา สุขโฉม ทีม GRACE CROSSFIT Cycling team เวลา 1.17.07 ชั่วโมง

ธนภรณ์ หะหมาน

รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีชาย (ระยะทาง 25 กม.) ที่ 1 นรจ.วรพงษ์ เมืองสุข ทีมราชนาวี เวลา 1.05.44 ชั่วโมง พร้อมกับคว้าแชมป์ประเทศไทย ด้วยคะแนนรวม 112 คะแนน ได้ครองถ้วยพระราชทานฯ, ที่ 2 ส.ท.รัฐกูร เมืองแก้ว ทีม S.I.C.T.&ARMY BY Coach Komsun เวลา 1.21.10 ชั่วโมง, ที่ 3 นาย ธนพนธ์ วงศ์หล้า ทีมจักรยานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ-โกกิ เวลา 1.43.22 ชั่วโมง

รุ่นเยาวชนชาย (ระยะทาง 20 กม.) ที่ 1 นายพงศ์พีระ พงษ์อายุกูล ทีมฟิชเชอร์แมนเฟรนด์ เชียงใหม่/คลับ หมามุ่ย โรงเรียนชุมแสงชนูทิศ เวลา 50.47.698 นาที พร้อมกับคว้าแชมป์ประเทศไทย ด้วยคะแนนรวม 120 คะแนน ได้ครองถ้วยพระราชทานฯ, ที่ 2 นายณัฐชนน ใจดี ทีมจักรยานกองทัพอากาศ แร่นองเรสซิ่ง (บรรหารคอนกรีต) เวลา 54.51.073 นาที, ที่ 3 นายดรัณ ปัญญาวัน ทีม S.I.C.T samui international cycling Team เวลา 58.47.509 นาที

รุ่นเยาวชนหญิง (ระยะทาง 15 กม.) ที่ 1 น.ส.ปิ่นภัค เชียงสวน ทีมราชนาวี Core Cycling เวลา 49.43.236 นาที พร้อมกับคว้าแชมป์ประเทศไทย ด้วยคะแนนรวม 116 คะแนน ได้ครองถ้วยพระราชทานฯ, ที่ 2 น.ส.ภุมรัตน์ เฉลิมกิจ ทีมฟิชเชอร์แมนเฟรนด์ วัดดงน้อย เวลา 50.25.029 นาที ส่วนผลการแข่งขันทั้งหมดสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ www.thaicycling.or.th

“ส.ท.พูนศิริ-ธนภรณ์” คว้าแชมป์ประเทศไทย

รางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมประเภทเสือภูเขา ครอสคันทรี่ ประจำปี 2568 ได้รับถ้วยเกียรติยศ ปรีดา จุลละมณฑล ปรากฏว่า นักกีฬายอดเยี่ยมหญิง ได้แก่ 1 น.ส.ธนภรณ์ หะหมาน นักปั่นเยาวชนทีมชาติไทยจากทีม Walailak University/Corenutrition/ISSARACAPE นักกีฬายอดเยี่ยมชาย ได้แก่ ส.ท.พูนศิริ ศิริมงคล ทีมสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ขณะที่ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม ได้รับถ้วยเกียรติยศ เสรี ไตรรัตน์ ปรากฏว่า ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมฝ่ายหญิง ได้แก่ จ.อ.เสรี เรืองศิริ ผู้ฝึกสอนของ น.ส.ธนภรณ์ หะหมาน และผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมฝ่ายชาย ได้แก่ ส.อ.กีรติ สุขปราสาท ผู้ฝึกสอนของ ส.ท.พูนศิริ ศิริมงคล

นายทรงภูมิ พงษ์กสิเทวินท์ ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล ให้เกียรติมอบรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมประเภทเสือภูเขา (ครอสคันทรี) และผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม ประจำปี 2568

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน มีกิจกรรมขี่จักรยาน “ปั่นเพื่อสุขภาพ Bike for Life- TCA GREEN CYCLING” ที่ลานสิริชล ภายในเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กับ สมาคมกีฬาจักรยานฯ, จังหวัดตาก, องคืการบริหารส่วนจังหวัดตาก และเขื่อนภูมิพล โดยได้รับเกียรติจาก นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พบเอกเดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ, นายธนิต ภูมิถาวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร พร้อมหัวหน้าส่วนราชการร่วมในพิธี ใช้เส้นทางภายในเขื่อนภูมิพล ระยะทาง 8.1 กม. ซึ่งมีนักปั่นจากชมรมต่าง ๆ ในจังหวัดตากร่วมกิจกรรมกว่า 500 คน

สำหรับกิจกรรมขี่จักรยาน “ปั่นเพื่อสุขภาพ Bike for Life- TCA GREEN CYCLING” เป็นกิจกรรมกีฬาสีเขียว เน้นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม การลดมลพิษ ลดภาวะโลกร้อน เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นอกจากนี้สมาคมกีฬาจักรยานฯ ยังจัดนิทรรศการขับขี่จักรยานอย่างไรให้ปลอดภัย มีการแจกไฟกระพริบและป้ายสะท้อนแสง “ขับขี่ปลอดภัย ใส่ใจเพื่อนร่วมทาง” ให้แก่นักปั่นที่เข้าร่วมกิจกรรมปั่นเพื่อสุขภาพนำไปติดที่บริเวณใต้อานจักรยาน เพื่อเป็นการลดการเกิดอุบัติเหตุ และมีการนิทรรศการโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าด้วย รวมทั้งโครงการ “ไม่สูบไม่ดื่ม” รณรงค์คนไทยไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มแอลกอฮอลล์ทุกชนิด

ขณะเดียวกันสมาคมกีฬาจักรยานฯ ก็ได้เปิดคลินิกซ่อมรถจักรยานฟรี โดยเปิดให้ประชาชนนำรถจักรยานเก่ามาซ่อมแซมให้ใช้งานได้อีกครั้ง เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายตาม “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 และมีกิจกรรมประกวดรถจักรยานที่มีความสวยงามตกแต่งแบบประหยัด การประกวดรถจักรยานเก่าโบราณ รวมทั้งมีการมอบถ้วยรางวัลให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่มีอายุมากที่สุดและน้อยที่สุด ทั้งชายและหญิง

สำหรับโปรแกรมวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม เป็นการแข่งขันจักรยานประเภทถนน รายการโรดเรซ โดยได้รับเกียรติจาก นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน เวลา 07.30 น. ณ ลานสิริชล เริ่มแข่งขันเวลา 08.00 น. เส้นทางเริ่มต้นหน้าที่ทำการเขื่อนภูมิพล-ออกจากทางเขื่อน-ไปทางอำเภอสามเงา-เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนบ้านใหม่สามัคคี (หมายเลข 6011)-ผ่านโรงเรียนบ้านท่าไผ่-ผ่านบ้านนาตาโพ-ผ่านโรงเรียนบ้านวังโพ-เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 3042-ผ่านโรงพยาบาลสามเงา-กลับไปเข้าเส้นชัยที่หน้าที่ศาลเจ้าพ่อเขาแก้วบริเวณทางขึ้นสันเขื่อน ระยะทาง 67.4 กิโลเมตร ยกเว้นรุ่นประชาชนชาย จะแข่งขันระยะทาง 110 กิโลเมตร ซึ่งจะถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์ Thailand Cycling Association และ YouTube : TCA Channel ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป นอกจากนี้จะมีการแข่งขันจักรยานประเภทเสือภูเขา รายการอีลิมิเนเตอร์ เริ่มเวลา 09.00 น. เส้นทางภายในเขื่อนภูมิพล ระยะทาง 600 เมตร

การแข่งขันครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักกีฬาไทยและความนิยมของกีฬาจักรยานในประเทศไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารและให้กำลังใจนักกีฬาไทยกันต่อไปนะครับ

สรุปผลการแข่งขัน: ส.ท.พูนศิริ และ ธนภรณ์ คว้าแชมป์ประเทศไทย

โดยสรุปแล้ว การแข่งขันจักรยานชิงแชมป์ประเทศไทยที่จังหวัดตากเป็นการแข่งขันที่น่าตื่นเต้นและประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคว้าแชมป์ของ “ส.ท.พูนศิริ-ธนภรณ์” ซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญของการแข่งขัน

ที่มา – “ส.ท.พูนศิริ-ธนภรณ์” คว้าแชมป์ประเทศไทยศึกสองล้อ

เตือน! ข่าวปลอม กรมศิลป์ อนุญาตทำลายปราสาท

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 1 – 7 สิงหาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,005,783 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,232 ข้อความ

สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 1,187 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 11 ข้อความ ช่องทาง Facebook จำนวน 33 ข้อความ และช่องทาง Twitter จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 257 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 84 เรื่อง

นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศไทย และกัมพูชา นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ และข่าวผลิตภัณฑ์สุขภาพรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล สับสน เข้าใจผิดได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

อันดับที่ 1 : เรื่อง กรมศิลปากร พร้อมให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้

อันดับที่ 2 : เรื่อง จับสายลับกัมพูชา ลอบเข้าชายทะเลโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พร้อมโดรนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชี้เป้าโจมตีกองบิน 5

อันดับที่ 3 : เรื่อง โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาร้องขอไทยให้ยุติการบินโดรนเหนือดินแดน

อันดับที่ 4 : เรื่อง ไทยวางแผนลอบสังหารผู้นำกัมพูชา

อันดับที่ 5 : เรื่อง แมงกะพรุนเกยตื้นบนชายหาด สัญญาณเตือนทะเลร้อนหรือแผ่นดินไหวใต้ทะเล

อันดับที่ 6 : เรื่อง ลูกระเบิด MK-84 ที่พบในกัมพูชา เป็นของที่ไทยจัดซื้อจากอิสราเอล

อันดับที่ 7 : เรื่อง ทหารไทยได้ทำร้ายร่างกายเชลยศึกก่อนการส่งตัวกลับประเทศ

อันดับที่ 8 : เรื่อง ไทยส่งโดรนล้ำน่านฟ้ากัมพูชา

อันดับที่ 9 : เรื่อง ทหารไทยสั่งอพยพประชาชน เตรียมเปิดฉากบุกก่อนประชุม GBC

อันดับที่ 10 : เรื่อง ผงเสริมโภชนาการ LIVITAS ช่วยล้างพิษ-เสริมสร้างการทำงานของตับ

สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กรมศิลปากร พร้อมให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า กรมศิลปากร ไม่เคยมีนโยบายหรือแสดงท่าทีว่า พร้อมให้ทำลายโบราณสถานใด ๆ เพื่อประโยชน์ทางทหาร การเข้าใจว่า สามารถบูรณะได้จึงทำลายได้ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

ทั้งนี้โบราณสถานคือมรดกทางวัฒนธรรมของชาติและของมนุษยชาติ แม้จะมีความสามารถในการบูรณะก็ไม่อาจทดแทนของจริงได้ และการทำลายโดยเจตนาไม่ว่าในกรณีใด ๆ ย่อมกระทบต่อศักดิ์ศรีของชาติ และละเมิดหลักการอนุรักษ์ระดับสากลอย่างชัดเจน

แม้ว่า กรมศิลปากร จะมีความสามารถในการบูรณะโบราณสถานให้ใกล้เคียงของเดิมได้ แต่ก็ไม่อาจทดแทนคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัตถุ และจิตวิญญาณของสถานที่ดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง ทั้งยังขัดต่อหลักการโบราณคดีสากลที่ห้ามการทำลายโบราณสถานไม่ว่าด้วยเหตุผลใด การยอมให้ทำลายย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและความน่าเชื่อถือในเวทีโลก โบราณสถานถือเป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติ ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินของชาติใดชาติหนึ่ง ดังนั้น แม้จะสามารถบูรณะได้ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอหรือชอบธรรมที่จะยอมให้เกิดความเสียหายขึ้นตั้งแต่แรก

ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “จับสายลับกัมพูชา ลอบเข้าชายทะเลโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พร้อมโดรนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชี้เป้าโจมตีกองบิน 5” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่าข้อความดังกล่าวที่มีการโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์นั้นเป็นข่าวปลอม

อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

กรมศิลป์ อนุญาตทำลายปราสาท จริงหรือ?

จากกรณีที่มีข่าวลือแพร่สะพัดว่า กรมศิลป์ อนุญาตทำลายปราสาท เพื่อประโยชน์ทางทหาร นั้น ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอี) ได้ออกมาเเถลงเเล้วว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อเเละส่งต่อ

ข่าวปลอมดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิดเเละความตระหนกให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก กรมศิลปากรไม่มีนโยบายที่จะอนุญาตให้ทำลายโบราณสถานไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

ทำไมข่าวปลอมเรื่อง กรมศิลป์ อนุญาตทำลายปราสาท ถึงเป็นอันตราย?

ข่าวปลอมประเภทนี้ส่งผลเสียหลายด้าน:

  • ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนโยบายของรัฐ
  • ทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานราชการ
  • สร้างความแตกแยกในสังคม

ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อเเละส่งต่อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

อย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยันเเละร่วมกันต่อต้านข่าวปลอม เพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่เเละเป็นข้อมูลที่เป็นจริง

หากพบเจอข่าวที่น่าสงสัย สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย

กรมศิลป์ อนุญาตทำลายปราสาท… ไม่เป็นความจริง อย่าเเชร์ต่อ!

ที่มา – เตือนข่าวปลอม “กรมศิลป์ อนุญาตทำลายปราสาท เพื่อประโยชน์ทางทหาร” อย่าเชื่อ อย่าแชร์ สร้างความเข้าใจผิด

‘วิรัติ’ วืดประกัน นอนคุก! ศาลกลัวยุ่งเหยิงพยาน

จากกรณี พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ยื่นคำร้อง ฝ.13/2568 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ขอฝากขังครั้งแรก นายวิรัติ วัชรสิทธิเมธี หรือ อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี อดีต เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร กับพวก ผู้ต้องหาคดี เป็นพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ โดยศาล มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังมีกำหนด 12 วัน ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากขังแล้วเสร็จปรากฏว่า นายวิรัติ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอประกันตัว แต่ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า “…ผู้ต้องหาถูกจับกุมตามหมายจับ และพนักงานสอบสวนคัดค้านเพราะอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หากได้รับการปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง…”

โดยทนายความผู้ต้องหา จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

‘วิรัติ’ วืดประกัน นอนคุก! ศาลกลัวยุ่งเหยิงพยาน

คดีของนายวิรัติ วัชรสิทธิเมธี หรือ อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี อดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร กำลังเป็นที่สนใจของสังคม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อหาสำคัญหลายประการ ตั้งแต่การเป็นพนักงานเบียดบังทรัพย์ ไปจนถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งนำไปสู่การถูกฝากขังและการยื่นขอประกันตัวที่ไม่เป็นผลสำเร็จ

ทำไมศาลถึงไม่อนุญาตให้ประกันตัว ‘วิรัติ’

เหตุผลหลักที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวนายวิรัติ มาจากข้อคัดค้านของพนักงานสอบสวนที่เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี และที่สำคัญคืออาจเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินคดีนี้ การที่ศาลให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาความยุติธรรมและป้องกันไม่ให้มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในกระบวนการยุติธรรม การที่ผู้ต้องหาถูกปฏิเสธการประกันตัวเนื่องจากข้อกังวลเรื่องการหลบหนีหรือยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่มีความซับซ้อนและมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

การพิจารณาคำร้องขอประกันตัวเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งจะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งความหนักเบาของข้อหา พฤติการณ์แห่งคดี โอกาสในการหลบหนี และความเสี่ยงที่จะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ในกรณีของนายวิรัติ ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

ถึงแม้ว่าทนายความของผู้ต้องหาจะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ขณะนี้เรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งจะต้องรอติดตามผลต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือไม่

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในสังคม การกระทำใดๆ ที่ส่อไปในทางมิชอบ อาจนำมาซึ่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อตนเองและองค์กรที่เกี่ยวข้อง การรักษากฎหมายและจริยธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต

การที่นาย‘วิรัติ’ วืดประกันและต้องนอนคุก แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังคงดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ แม้ว่าจะเป็นผู้ที่เคยมีตำแหน่งสูงในสังคมก็ตาม เรื่องนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของกฎหมายและศีลธรรม

อนาคตของคดี‘วิรัติ’ วืดประกันนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะไม่ว่าผลจะออกมาในรูปแบบใด ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท้ายที่สุด แม้ว่า‘วิรัติ’ วืดประกันตัวไปแล้ว แต่กระบวนการยุติธรรมยังคงเปิดโอกาสให้มีการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และเราหวังว่าความจริงจะปรากฏออกมาในที่สุด เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ‘วิรัติ’ วืดประกัน-นอนคุก! ศาลชี้ตร.คัดค้าน หวั่นหลบหนี-ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน