ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สุรินทร์: ชายแดนคลี่คลาย เตรียมส่งปชช.กลับ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการคลี่คลายสถานการณ์ตามแนวชายแดน โดยระบุว่าหลายพื้นที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และกำลังเตรียมการเพื่อทยอยส่งประชาชนกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม

สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย เตรียมทยอยส่งประชาชนกลับพื้นที่

ภายหลังจากการแถลงการณ์ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ทำให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น แม้ว่าจะยังต้องมีการหารือในรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ แต่โดยรวมแล้วถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี

สถานการณ์ในแต่ละอำเภอ

  • อำเภอสังขะ: สถานการณ์สงบแล้ว สามารถกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้เต็มที่
  • อำเภอกาบเชิง: ฟื้นฟูและกลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว
  • อำเภอปราสาท: มีเพียง 3-4 ตำบลที่ได้รับผลกระทบบ้างเล็กน้อย ซึ่งกำลังเร่งปรับปรุง
  • อำเภอพนมดงรัก: บางพื้นที่สามารถทยอยให้ประชาชนกลับได้ ยกเว้นตำบลตาเมียงและตำบลบักได ซึ่งยังคงมีการตรึงกำลังทหาร

จังหวัดสุรินทร์ได้เตรียมความพร้อมในการเคลื่อนย้ายประชาชนกลับภูมิลำเนา โดยได้ประสานงานกับศูนย์พักพิงและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อจัดรถรับส่งและทีมสนับสนุน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วันในการทยอยส่งประชาชนกลับ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ จังหวัดยังคงดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดอย่างต่อเนื่อง และจัดทำหลุมหลบภัยจากงบประมาณบริจาค ซึ่งเป็นมาตรการรองรับที่วางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ มั่นใจว่าภายในไม่กี่วันข้างหน้าจะสามารถประกาศสิ้นสุดสถานการณ์ภัย และเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู บูรณะ และเยียวยาได้อย่างเป็นระบบ

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ยังได้กล่าวถึงข้อเสนอที่ต้องการสะท้อนไปยังรัฐบาล ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่สถานการณ์ยืดเยื้อนานกว่า 15 วัน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ จึงขอให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการช่วยเหลือด้านรายได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนโดยเร็วที่สุด

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน การประเมินสถานการณ์เป็นระยะจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การทยอยส่งประชาชนกลับพื้นที่จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อให้ทุกคนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม ทางจังหวัดจะแจ้งให้ทราบต่อไป

สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย เตรียมทยอยส่งประชาชนกลับพื้นที่ เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ต้องไม่ประมาท การวางแผนและเตรียมพร้อมอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – พ่อเมืองสุรินทร์เผยสถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย เตรียมทยอยส่งประชาชนกลับพื้นที่

ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกรมป่าไม้ ตรวจสอบมวกเหล็ก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดอธิบดีกรมป่าไม้สั่งการให้รองอธิบดีกรมป่าไม้ นำกำลังหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) เข้าดำเนินการตรวจสอบพื้นที่และร่วมจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4 – 01 เพื่อใช้อ้างสิทธิเข้าครอบครองในพื้นที่ป่าไม้

นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ สั่งการให้นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยนายทรงศักดิ์ กิตติธากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า และนายชาญชัย กิจศักดาภาพ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการพิเศษ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นำกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) และเจ้าหน้าที่จากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) ร่วมปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่ และจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนเข้าบุกรุกครอบครองที่ป่าไม้ ในพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี หลังจากได้รับการประสานจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ประสานกรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก

ปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พลตำรวจตรีประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการปราบปรามการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จำนวน 6 ราย ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันปฏิบัติหรือเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานแต่กลับร่วมกันกระทำการรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ ในคดีใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนเข้าบุกรุก หรือครอบครองที่ป่าไม้

สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ มีการตรวจสอบพบการบุกรุกยึดถือครอบครอง มีการก่อสร้างบุกรุกผืนป่า ในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี จึงเร่งขยายตรวจสอบที่ไปที่มาของการเข้าครอบครองที่ดินจนพบว่าเป็นของนายทุน และมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4 – 01 เพื่อใช้อ้างสิทธิเข้าครอบครองในพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งกรมป่าไม้ได้ทำการปลูกสร้างสวนป่าปางหัวช้าง-คลองไทร ระหว่างปี 2521-2524 ในท้องที่ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี จำนวน 10 แปลง เนื้อที่ 4,300 ไร่ โดยปลูกไม้สักและไม้ประดู่ เลี่ยน กระถินณรงค์ นนทรีป่า กระถินยักษ์ สะเดา และระหว่างปี 2529-2537 ได้ทำการปลูกสร้างสวนป่าปางหัวช้าง-คลองไทร เพิ่มอีก 15 แปลง เนื้อที่ 2,340 ไร่ โดยปลูกสะเดา ประดู่ เลี่ยน นนทรี และสีเสียดแก่น รวมพื้นที่ทั้งหมด 25 แปลง เนื้อที่ 6,640 ไร่ ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบของคณะเจ้าหน้าที่วันนี้พบว่ายังปรากฏไม้ประดู่และไม้สักที่ปลูกอยู่เดิมกระจายเต็มพื้นที่ โดยพื้นล่างมีการปรับไถพื้นที่ บางส่วนมีการปลูกต้นพืชเกษตรเพื่อแสดงการครอบครองทำประโยชน์ บางแปลงพบว่ามีการก่อสร้างบ้านพักตากอากาศ

สำหรับพื้นที่ที่ทำการตรวจสอบ 600-700 ไร่ ซึ่งไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์เป็นที่ดิน ส.ป.ก. ได้ เนื่องจากพบว่าเป็นพื้นที่ปลูกป่าตั้งแต่ปี 2521 รวมถึงยังเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ มีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ จึงไม่สามารถออกเอกสาร ส.ป.ก.ได้นั้น หลังจากนี้กรมป่าไม้จะต้องรอผลการพิจารณาจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในการดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4 – 01 ทั้งหมด จากนั้นกรมป่าไม้จะเข้าดำเนินการตรวจยึด ดำเนินคดีกับผู้ที่บุกรุกพื้นที่ป่าทั้งหมดต่อไป

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ประสานกรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก

ทำไมการตรวจสอบพื้นที่อำเภอมวกเหล็กจึงสำคัญ

การที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ประสานกรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาทรัพยากรป่าไม้ของชาติ การบุกรุกพื้นที่ป่าไม่เพียงแต่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและแหล่งน้ำ การดำเนินการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ถือเป็นการกระทำที่ทุจริตและสร้างความเสียหายต่อส่วนรวม การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีก

การร่วมมือกันของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ประสานกรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่าและการทุจริตในวงราชการ ความโปร่งใสและความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาทรัพยากรป่าไม้ของชาติให้คงอยู่ต่อไป

การดำเนินการขั้นต่อไปหลังจากนี้ กรมป่าไม้ต้องเร่งดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4 – 01 ที่ออกโดยมิชอบ และนำตัวผู้บุกรุกพื้นที่ป่ามาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นไม่กล้ากระทำผิด

การปกป้องผืนป่าเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับลูกหลานของเราในอนาคต

ที่มา – กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ประสานกรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก

มหาสารคามจัดงาน ออนซอนกลองยาววาปีปทุม

ที่ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เสริมไทยคอมเพล็กซ์ อ.เมืองมหาสารคาม นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วย นายการเอก สำราญชลารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดมหาสารคาม นายชูชาติ ราชจันทร์ วัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคาม นางพรหมภัสสร ภูมิสวัสดิ์ ผอ.กลุ่มงานประสานและสนับสนุนการบริหารงานพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดมหาสารคาม และ นายภาคิน ติระพงศ์ไพบูลย์ นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม ร่วมแถลงข่าว การจัดงานออนซอนกลองยาววาปีปทุม เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 160 ปี เมืองมหาสารคาม โดยมี นางสุดารัตน์ แววบัณฑิต นายกเหล่ากาชาดจังหวัดมหาสารคาม หัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน และผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน

จังหวัดมหาสารคาม โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดมหาสารคาม ได้จัดกิจกรรม งานออนซอนกลองยาววาปีปทุมขึ้น เพื่อส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวของจังหวัด ส่งเสริมการนำความรู้ทางภูมิปัญญา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน โดยกระตุ้นให้มีการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในจังหวัดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงเป็นการฉลองครบวาระการก่อตั้งเมืองมหาสารคาม ครบ 160 ปี ในปี 2568

สำหรับ งานออนซอนกลองยาววาปีปทุม ฉลอง 160 ปี เมืองมหาสารคาม นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ยังสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ทั้งที่พัก การจำหน่ายสินค้า และเป็นการฝึกทักษะการเป็นเจ้าบ้านที่ดีให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนอีกด้วย โดยภายในงานพบกับกิจกรรมหลากหลาย เช่น การฟ้อนรำของขบวนนางรำกว่า 16,000 คน ขบวนเล่นกลองยาว การแข่งขันเส็งกลอง และกลองยาวโบราณ การแสดงรำมวยไทย การแสดงศิลปวัฒนธรรม หมอลำกลอนแบบดั้งเดิม ลำแคน ขบวนแห่วัฒนธรรม สืบ ฮีต ฮอย เมือง 160 ปี มหาสารคาม มหกรรมหุ่นกระติบข้าวและหุ่นฟาง เพื่อเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของ จ.มหาสารคาม

นายวิบูรณ์ กล่าวว่า จังหวัดมหาสารคาม เป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและประเพณีที่จัดขึ้นตลอดทั้งปี ซึ่งในวาระครบรอบ 160 ปีเมืองมหาสารคาม ทุกภาคส่วนได้พร้อมใจกันจัดกิจกรรมในหลายมิติ ทั้งด้านศาสนา พิธีบูชามเหศักดิ์หลักเมือง พิธีบวงสรวงพระเจริญราชเดช (กวด) พิธีถวายมหาสังฆทาน ด้านศิลปะวัฒนธรรม การขับเคลื่อนด้านการศึกษา บริการประชาชน ด้านสุขภาพ รวมถึงการจำหน่ายสินค้า OTOP สินค้าพื้นเมือง โดยการจัดงานครั้งนี้จะมีการถ่ายทอดสดพิธีเปิดงาน ในวันที่ ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม นี้

งานออนซอนกลองยาววาปีปทุม

กิจกรรมห้ามพลาดในงานออนซอนกลองยาววาปีปทุม

  • การฟ้อนรำยิ่งใหญ่
  • ขบวนกลองยาวสุดอลังการ
  • การแข่งขันเส็งกลอง
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจและสัมผัสวัฒนธรรมอีสานอย่างแท้จริง งานออนซอนกลองยาววาปีปทุม ที่มหาสารคามคือจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาด เตรียมตัวพบกับความสนุกสนานและความประทับใจที่ยากจะลืมเลือน!

ที่มา – มหาสารคามพร้อมจัดงานออนซอนกลองยาววาปีปทุม เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 160 ปี

ลงแขกดำนา “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” ที่โนนคูณฯ

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา นายทินพล เฉลิมวสุธา นายอำเภอคอนสาร เป็นประธานในพิธีลงแขกดำนา “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” ณ โรงเรียนโนนคูณวิทยาคาร รัชมังคลาภิเษก อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ โดยมีนายสุทธิพงษ์ สุทธิวรารัฐกานต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมกล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมอันดีงามนี้ นอกจากนี้ ยังมีพันตำรวจเอกพงศ์สุข คงปัญโญ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรคอนสาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสถานศึกษาจาก สพม.ชัยภูมิ และ สพป.ชัยภูมิ เขต 2 คณาจารย์ และนักเรียน เข้าร่วมกิจกรรมดำนาพอเพียง เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน เนื่องใน “วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระราชชนนีพันปีหลวง” ณ ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนโนนคูณวิทยาคาร รัชมังคลาภิเษก

นายสุทธิพงษ์ สุทธิวรารัฐกานต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนโนนคูณวิทยาคาร รัชมังคลาภิเษก เปิดเผยว่า กิจกรรมลงแขกดำนา “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” ที่โรงเรียนจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 มีวัตถุประสงค์หลักคือ ต้องการเป็นแบบอย่างและส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังเป็นการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา เพื่อเผยแผ่และประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์บนวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอารยะเกษตร โคกหนองนา แห่งน้ำใจและความหวังของ ” ในหลวงรัชกาลที่ 10 ” ซึ่งเป็นการสร้างประสบการณ์ตรงให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง

ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ

โครงการ “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” ที่โรงเรียนโนนคูณวิทยาคารฯ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และทักษะชีวิตที่จำเป็นให้แก่นักเรียน เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

ความสำคัญของกิจกรรมดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ

กิจกรรม “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำนา แต่เป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของไทย การเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการสร้างความสามัคคีในชุมชน โรงเรียนโนนคูณวิทยาคารฯ ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

การที่โรงเรียนโนนคูณวิทยาคาร รัชมังคลาภิเษก จัดกิจกรรม “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” ต่อเนื่องมาถึง 15 ปี แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ที่ต้องการปลูกฝังคุณค่าและความรู้ที่แท้จริงให้กับนักเรียน เพื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – นอภ.คินสาร นำลงแขกดำนา “ดำวันแม่เกี่ยววันพ่อ” โรงเรียนโนนคูณวิทยาคาร รัชมังคลาภิเษก ปีที่ 15

ฟีฟ่า เปรมอนันต์ กับบทบาทในละครเมืองแก้ว

ละคร เมืองแก้ว กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก ด้วยเนื้อหาดราม่าเข้มข้นที่สะท้อนสังคม นำแสดงโดย เข้ม-หัสวีร์ ภคพงษ์ไพศาล และ พิ้งค์พลอย-ปภาวดี ชาญสมอน อีกหนึ่งนักแสดงที่สร้างสีสันและผ่อนคลายความตึงเครียดในเรื่อง คือ ฟีฟ่า เปรมอนันต์ ผู้รับบท “นุกูล” ลูกน้องคนสนิทของนักสิทธิ์ (เข้ม หัสวีร์) ซึ่ง ฟีฟ่า เปรมอนันต์ ได้เปิดใจถึงการทำงานในละครเรื่องนี้

“ก่อนอื่นต้องขอบคุณแฟนละครทุกคนที่ติดตามและชื่นชอบละครเมืองแก้วนะครับ เป็นกำลังใจที่ดีให้กับนักแสดงและทีมงานมาก ๆ ผมเชื่อว่ากระแสตอบรับที่ดีในวันนี้ มาจากความเข้มข้นของเนื้อหาที่สอดแทรกเรื่องราวของสังคมที่น่าจะโดนใจแฟน ๆ ตัวละครนุกูลที่ผมเล่น เป็นลูกน้องคนสนิทของนักสิทธิ์ คอยช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบ เพราะหน่วยงานรัฐเข้าไม่ถึง เราจึงเข้าไปดูแลและต่อสู้เพื่อความถูกต้อง”

ในมุมมองของผม นุกูลเป็นคนที่รู้เรื่องทุกอย่างและติดตามนายในทุกสถานการณ์ พร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อนายได้เลย แต่จะไม่แสดงออกว่าตัวเองรู้ ทำตัวสบาย ๆ เหมือนไม่รู้อะไร เพราะไม่อยากให้ทุกคนเครียด ผมชอบตัวละครนี้นะ เพราะในละครตัวละครอื่น ๆ จะค่อนข้างเครียด แต่ตัวละครของผมจะสร้างรอยยิ้มเล็ก ๆ ให้กับคนดู ทำให้บรรยากาศในเรื่องเบาลง ในด้านการแสดงก็ต้องปรับตัวและทำการบ้านเยอะ พี่ต่อ (ต่อพงศ์ ตันกำแหง) ผู้กำกับ คอยอธิบายให้เราเข้าใจตัวละคร ด้วยบทที่มา หากอ่านปกติจะรู้สึกว่าตัวละครนี้ดูเครียด ๆ แต่พี่ต่อเติมสีสันให้นุกูล เป็นตัวละครที่ทำให้บรรยากาศของฉากละมุนขึ้น หน้างานในแต่ละฉากพี่ต่ออาจมีเสริมบทบ้าง ตอนแรก ๆ ผมก็ยังมองไม่ออกว่านุกูลควรจะทำตัวยังไง ในขณะที่ทุกคนซีเรียสกัน ทำไมนุกูลต้องเล่นมุก แต่พอได้เห็นภาพรวมทั้งหมด ผมก็เข้าใจว่าเพื่อให้ตัวละครกลมกล่อมเป็นธรรมชาติมากที่สุดครับ

เมืองแก้ว

ส่วนการได้กลับมาเจอกับน้องเบนซ์ (ชนกนันท์ เสนปิ่น) เรื่องนี้น้องเหมือนเดิมเลยครับ น้องเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น คือนิสัยดีเหมือนเดิม แล้วเขาเป็นน้องที่เก่งนะครับ ในด้านของการแสดง เขาเป็นคนที่เล่นออกมาได้เป็นธรรมชาติมาก ๆ อย่างตัวละครมะจาที่น้องแสดง ตัวละครในใจเขาอัดแน่นไปด้วยความโกรธ ความเสียใจ การถูกทำร้าย น้องเบนซ์ถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก ๆ คือเขาเล่นดราม่าได้ถึงอยู่แล้ว เรื่องนี้เขาก็ทำได้ดีเหมือนเดิมครับ

ผมอยากฝากแฟน ๆ ทุกคนติดตามชมละครเมืองแก้วกันต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ เมืองแก้วเป็นละครที่ทุ่มเทในทุกด้าน โดยเฉพาะบทละครที่เข้มข้น เรื่องของสถานที่ถ่ายทำ เรายกกองไปถ่ายทำกันที่เชียงราย และยังมีหลายสถานที่ที่ทุกคนจะได้เห็นบรรยากาศที่สวยงาม มีความเป็นธรรมชาติมาก ๆ หรืออย่างเสื้อผ้า หน้าผม คือจัดเต็มจริง ๆ และที่สำคัญที่สุดคือเมืองแก้วเป็นการเล่าเรื่องที่แสดงให้เห็นความแตกต่างทางชนชั้นในสังคม เรื่องของการทุจริต การเอารัดเอาเปรียบของผู้มีอำนาจ อยากให้ทุกคนติดตามเอาใจช่วยเมืองรัตนบุรี ให้เป็นเมืองแก้วที่โปร่งใส ยุติธรรม ไม่มีเหลื่อมล้ำและข่มเหงกัน”

ฟีฟ่า เปรมอนันต์

ฟีฟ่า เปรมอนันต์ กับบทบาทในละครเมืองแก้ว

จากบทสัมภาษณ์ ฟีฟ่า เปรมอนันต์ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกและความตั้งใจในการทำงานอย่างเต็มที่ ละครเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ละคร แต่เป็นกระจกสะท้อนสังคมที่น่าติดตาม

บทบาทของ ฟีฟ่า เปรมอนันต์ ในเมืองแก้ว

บทบาท “นุกูล” ที่ ฟีฟ่า เปรมอนันต์ ได้รับนั้น เป็นตัวละครที่สร้างสีสันและทำให้สถานการณ์ตึงเครียดในละครผ่อนคลายลง ด้วยการแสดงที่เป็นธรรมชาติและมีเสน่ห์ ทำให้ผู้ชมชื่นชอบและติดตาม

ที่มา – “ฟีฟ่า เปรมอนันต์” เชื่อละครเมืองแก้วสะท้อนภาพสังคมที่แตกต่าง บทบาทสร้างสีสันในสถานการณ์ตึงเครียด

จีนประท้วงฟิลิปปินส์ ปมปัญหาไต้หวัน

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนย้ำว่า มีเพียงจีนเดียวบนโลกใบนี้ ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งที่มิอาจแบ่งแยกของจีน ปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในและแกนกลางผลประโยชน์หลักของจีน การแก้ไขปัญหานี้เป็นเรื่องของชาวจีนเท่านั้นและไม่ยอมรับการแทรกแซง

ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์เคยให้คำมั่นว่ายึดถือนโยบายจีนเดียว รับรองไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน และเข้าใจความพยายามของรัฐบาลจีนในการรวมชาติ รวมถึงผู้นำฟิลิปปินส์เคยกล่าวชัดเจนกับจีนว่าฟิลิปปินส์ยึดถือนโยบายจีนเดียว ปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีนที่ต้องแก้ไขโดยประชาชนชาวจีน

ทั้งนี้ จีนย้ำว่า คำเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันฟิลิปปินส์กลับไม่รักษาคำพูดโดยไม่คำนึงถึงผลพวงที่จะตามมา ฟิลิปปินส์ทั้งพูดและทำอย่างไม่ถูกต้อง และยั่วยุปลุกปั่น บิดเบือนและบั่นทอนหลักการจีนเดียว และบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ ซึ่งจีนคัดค้านอย่างหนักแน่น จีนได้ทำการจีนยื่นประท้วงฟิลิปปินส์ กรณีแสดงความเห็นพาดพิงปัญหาไต้หวัน อย่างเป็นทางการ

“ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ใกล้กัน” และ “มีชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากในไต้หวัน” มิควรถูกใช้เป็นข้ออ้างแทรกแซงกิจการภายในและอธิปไตยของประเทศอื่น คำกล่าวอ้างเหล่านี้ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรอาเซียน รวมถึงเป็นอันตรายต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค และผลประโยชน์พื้นฐานของประชาชน

จีนกระตุ้นเตือนฟิลิปปินส์ปฏิบัติตามหลักการจีนเดียว และเจตจำนงของแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ พร้อมหลีกเลี่ยงการเล่นกับไฟ ในประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์หลักของจีน.

จีนยื่นประท้วงฟิลิปปินส์ กรณีแสดงความเห็นพาดพิงปัญหาไต้หวัน

ความตึงเครียดระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อจีนออกมาจีนยื่นประท้วงฟิลิปปินส์ กรณีแสดงความเห็นพาดพิงปัญหาไต้หวัน โดยมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ จีนเน้นย้ำถึงหลักการจีนเดียว และยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างไม่อาจแบ่งแยกได้

ทำไมจีนถึงยื่นประท้วงฟิลิปปินส์ กรณีแสดงความเห็นพาดพิงปัญหาไต้หวัน?

สาเหตุหลักมาจากการที่จีนมองว่าฟิลิปปินส์ไม่รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าจะยึดมั่นในนโยบายจีนเดียว และการแสดงความเห็นที่ส่อถึงการสนับสนุนไต้หวัน จีนมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการยั่วยุและบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและฟิลิปปินส์มีความซับซ้อน มีทั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การที่จีนออกมาจีนยื่นประท้วงฟิลิปปินส์ กรณีแสดงความเห็นพาดพิงปัญหาไต้หวัน แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับประเด็นไต้หวันอย่างมาก และพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตน

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาไต้หวันยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาค การที่ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการที่ตกลงร่วมกัน และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด จะเป็นหนทางสู่การรักษาเสถียรภาพและความสงบสุขในภูมิภาค

ข้อมูล : XINHUA

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ที่มา – จีนยื่นประท้วงฟิลิปปินส์ กรณีแสดงความเห็นพาดพิงปัญหาไต้หวัน

รร.เทศบาล 2 จัด “อำนวยวิทย์ เกมส์” ส่งเสริมกีฬา

โรงเรียนเทศบาล 2 (อำนวยวิทย์) จัดการแข่งขันกีฬาสีภายใน “อำนวยวิทย์ เกมส์” ประจำปีงบประมาณ 2568 อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อส่งเสริมทักษะด้านกีฬาให้แก่นักเรียนในสังกัด โดยมีนางบังอร อาจวิชัย ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นหัวแรงหลักในการจัดงาน ภายใต้การสนับสนุนของกองการศึกษา เทศบาลเมืองสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

การแข่งขัน “อำนวยวิทย์ เกมส์” ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายธนกร ตันติไพจิตร นายกเทศมนตรีเมืองสองพี่น้อง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และนักเรียน เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ภายในสนามกีฬาโรงเรียนเทศบาล 2 (อำนวยวิทย์)

นางบังอร อาจวิชัย ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า เพื่อส่งเสริมทักษะด้านกีฬา พัฒนาสภาพร่างกายและจิตใจของนักเรียน ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักเรียน ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ โดยใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการสร้างความสามัคคี และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

รร.เทศบาล 2 จัด “อำนวยวิทย์ เกมส์” ส่งเสริมกีฬา

สำหรับการแข่งขันกีฬาสีภายใน แบ่งนักเรียนออกเป็น 2 สี ได้แก่ สีชมพู และสีเขียว โดยเน้นให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมในการเล่นกีฬาอย่างเต็มที่ มุ่งหวังให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ กล้าคิด กล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ รู้จักการแบ่งปัน เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข

นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักเคารพกฎกติกา มารยาทในการเล่นกีฬา รู้จักการทำกิจกรรมร่วมกัน มีน้ำใจนักกีฬา รู้จักการให้อภัย และเสียสละ รวมถึงฝึกฝนภาวะผู้นำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในอนาคต

การจัดการแข่งขัน “อำนวยวิทย์ เกมส์” สอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬา เพื่อพัฒนาการศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญา

“อำนวยวิทย์ เกมส์” ส่งเสริมทักษะกีฬาสู่เยาวชน

การแข่งขันกีฬาสีภายในโรงเรียนเทศบาล 2 (อำนวยวิทย์) ไม่ได้มุ่งเน้นที่ผลแพ้ชนะ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสุข สนุกสนาน และส่งเสริมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางร่างกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญาของผู้เรียน ตลอดจนป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดและอบายมุขต่างๆ

นอกจากนี้ ยังเป็นการตอบสนองโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุขอีกด้วย “อำนวยวิทย์ เกมส์” จึงเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะด้านกีฬา พัฒนาเยาวชน และสร้างสรรค์สังคมไปพร้อมๆ กัน

มาร่วมเป็นกำลังใจให้น้องๆ นักเรียน และสนับสนุนกิจกรรมดีๆ ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเยาวชนไทยกันนะครับ!

ที่มา – รร.เทศบาล 2 จัดแข่งขัน “อำนวยวิทย์ เกมส์” ส่งเสริมทักษะด้านกีฬา

ทหารเขมรโพสต์ “สู้เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร” ก่อนลบ!

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อมีรายงานว่าทหารกัมพูชาที่ประจำการอยู่แนวหน้า ได้โพสต์ข้อความสะท้อนความรู้สึกภายในใจ ก่อนที่จะลบข้อความดังกล่าวออกไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงเหตุการณ์นี้กันครับ

ทหารเขมรโพสต์ “สู้เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร”

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Army Military Force ได้เผยแพร่ข้อความที่อ้างว่าเป็นของทหารกัมพูชาที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณบังเกอร์แนวหน้า โดยในข้อความดังกล่าว ทหารนายนี้ได้โพสต์ข้อความในช่วงกลางดึก ซึ่งสื่อถึงความรู้สึกคิดถึงบ้านและครอบครัวอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามที่ชวนให้ขบคิดถึงความหมายของการต่อสู้ที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ โดยทหารเขมรโพสต์แสดงความรู้สึกอัดอั้นที่มีต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่

ใจความสำคัญของโพสต์ดังกล่าวอยู่ที่การตั้งคำถามว่า “สู้เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร” ซึ่งเป็นประโยคที่กระตุ้นให้เกิดการตีความและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ หลายคนมองว่านี่เป็นการสะท้อนความรู้สึกที่แท้จริงของทหารที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความเสี่ยงภัยในการปฏิบัติหน้าที่

เกิดอะไรขึ้นหลังจาก ทหารเขมรโพสต์?

ตามรายงานจากเพจ Army Military Force ระบุว่า หลังจากที่ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปได้เพียง 10 นาที ข้อความทั้งหมดก็ถูกลบทิ้งอย่างรวดเร็ว การกระทำดังกล่าวสร้างความสงสัยและความอยากรู้อยากเห็นให้กับผู้ที่ได้เห็นโพสต์เป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ทหารนายนี้ต้องลบข้อความดังกล่าว และใครเป็นผู้สั่งให้ลบ?

การลบข้อความอย่างรวดเร็วนี้เองที่ยิ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น หลายคนเชื่อว่าเบื้องหลังของการลบข้อความนี้อาจมีเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น และอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองหรือความขัดแย้งภายในกองทัพ

ข้อความที่ ทหารเขมรโพสต์ ก่อนถูกลบไปอย่างรวดเร็ว ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกนำไปถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ หลายคนแสดงความคิดเห็นในเชิงเห็นอกเห็นใจและให้กำลังใจทหารนายนี้ ในขณะที่บางส่วนก็ตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ที่ข้อความดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงของทหารที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ การเปิดโอกาสให้ทหารได้แสดงความคิดเห็นและระบายความรู้สึกอย่างอิสระ จะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราได้เห็นจากเหตุการณ์นี้คือ การที่ทหารกล้าออกมาตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับความหมายของการต่อสู้ ข้อความของเขาได้จุดประกายให้เกิดการสนทนาในวงกว้าง และกระตุ้นให้เราทุกคนได้ทบทวนถึงคุณค่าและความหมายของการเสียสละเพื่อชาติ

แน่นอนว่าการตั้งคำถามเช่นนี้อาจมีความเสี่ยง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยและเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หากเราไม่เปิดโอกาสให้มีการตั้งคำถาม เราก็จะไม่สามารถพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าได้

จากเหตุการณ์ที่ ทหารเขมรโพสต์ เราได้เรียนรู้ว่า การรับฟังซึ่งกันและกัน และการกล้าที่จะตั้งคำถาม เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – ทหารเขมรโพสต์กลางดึก “สู้เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร” ก่อนลบข้อความปริศนาใน 10 นาที

รร.วัดเสาธง จัดแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ ปลูกฝังเยาวชน

ที่สนามกีฬาโรงเรียนวัดเสาธง อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี มอบหมายให้ ดร.สุจิตรา ทรงมัจฉา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเลขานุการ นายก อบจ.สุพรรณบุรี เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา กรีฑานักเรียน ไตรมิตรเกมส์ กลุ่มไตรมิตร ครั้งที่ 7

โดยมีนายวิชัย ภูมิวัฒนาชัย ส.อบจ.เขต 2 นางจิตรา อุ่นวิจิตร ส.อบจ.เขต 3 อำเภอบางปลาม้า นางนุชจรินทร์ อุ่นวิจิตร กำนันตำบลบ้านแหลม ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และนักเรียน เข้าร่วม

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนได้แสดงออกซึ่งทักษะความสามารถด้านการกีฬา ปลูกฝังเยาวชนให้มีน้ำใจ เป็นนักกีฬา รู้จักการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เสริมสร้างความรัก ความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน

รร.วัดเสาธง จัดแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ ครั้งที่7 ปลูกฝังเยาวชน

การแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ที่ รร.วัดเสาธง จัดขึ้นนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาของนักเรียน และส่งเสริมคุณธรรมน้ำใจนักกีฬาในหมู่เยาวชน กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขัน แต่ยังเป็นเวทีให้นักเรียนได้แสดงความสามารถ ความสามัคคี และความเป็นผู้นำ

ความสำคัญของการแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์

การแข่งขันกีฬา รร.วัดเสาธง จัดแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ ครั้งที่7 ปลูกฝังเยาวชน เป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ การกีฬาช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปลูกฝังระเบียบวินัย และสอนให้รู้จักการทำงานเป็นทีม นอกจากนี้ การแข่งขันยังเป็นโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้การจัดการกับความสำเร็จและความผิดหวัง ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตในอนาคต

นอกจากนี้ รร.วัดเสาธง จัดแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ ครั้งที่7 ปลูกฝังเยาวชน ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียน ชุมชน และผู้ปกครอง การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

การที่ รร.วัดเสาธง จัดแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ ครั้งที่7 ปลูกฝังเยาวชน อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงเรียนในการพัฒนาเยาวชนอย่างรอบด้าน ไม่เพียงแต่ด้านวิชาการ แต่ยังรวมถึงทักษะทางสังคม อารมณ์ และร่างกาย

การสนับสนุนกิจกรรมกีฬาในโรงเรียน ควรได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพของประเทศชาติ

ที่มา – รร.วัดเสาธง จัดแข่งขันกีฬาไตรมิตรเกมส์ ครั้งที่7 ปลูกฝังเยาวชน

ทรัมป์เปิดทำเนียบขาว จับมือ “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย” ยุติศึกคอเคซัส

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกอีกครั้ง ด้วยการเป็นตัวกลางในการเจรจาให้ “อาเซอร์ไบจาน” และ “อาร์เมเนีย” สองชาติคู่กรณี ยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนานในภูมิภาคคอเคซัส โดยทรัมป์ได้เชิญผู้นำของทั้งสองประเทศมาพบปะกันที่ทำเนียบขาว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ในแถลงการณ์ที่ออกมาจากทำเนียบขาว ทรัมป์ได้ยืนยันว่า ทั้งสองประเทศ อดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต ได้ “ตกลงยุติการสู้รบทั้งหมดอย่างถาวร” พร้อมทั้งเปิดเส้นทางการค้า การเดินทาง และความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังให้คำมั่นที่จะเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกันอีกด้วย ทรัมป์ยังได้แสดงความเชื่อมั่นว่า หลังจากนี้ อาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนีย “จะมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม”

ทรัมป์เปิดทำเนียบขาว จับมือ “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย” ยุติศึกคอเคซัส

ผู้นำของทั้งสองประเทศ อิลฮาม อาลีเยฟ ประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน และนิโคล ปาชินเนียน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า การลงนามในครั้งนี้เป็น “แถลงการณ์ร่วม” ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และจะเป็นการปูทางไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค นอกจากนี้ ทั้งสองยังได้ประกาศว่าจะร่วมกันเสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอีกด้วย

รายละเอียดข้อตกลงหยุดยิง “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย”

ถึงแม้ว่ารายละเอียดในทางปฏิบัติและข้อผูกพันทางกฎหมายของข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกันนั้น ยังคงเต็มไปด้วยความคลุมเครือ แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพในภูมิภาคคอเคซัสที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

มีรายงานว่า ส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้ สหรัฐอเมริกาจะได้รับสิทธิในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในบริเวณพื้นที่นาคชีวาน ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน โดยเส้นทางนี้จะถูกเรียกว่า “เส้นทางทรัมป์เพื่อสันติภาพและความมั่งคั่งระหว่างประเทศ” ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของสหรัฐอเมริกาในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศ และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่าง อาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนีย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งที่ฝังรากลึกมานานให้กลายเป็นความร่วมมืออย่างแท้จริงนั้น ยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องจับตามองกันต่อไป

การที่ทรัมป์สามารถผลักดันให้ “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย” ยุติศึกคอเคซัสได้ ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่อาจถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้สร้างสันติภาพ แม้ว่าข้อตกลงนี้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย แต่ก็เป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับภูมิภาคที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน เราหวังว่าข้อตกลงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนในภูมิภาคคอเคซัสต่อไป

การที่ทรัมป์เปิดทำเนียบขาว จับมือ “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย” ยุติศึกคอเคซัส ถือเป็นข่าวดีสำหรับคนทั่วโลกที่ต้องการเห็นสันติภาพ และเป็นบทพิสูจน์ว่าการเจรจาและการทูตสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง

ดังนั้น ถ้าทรัมป์เปิดทำเนียบขาว จับมือ “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย” ยุติศึกคอเคซัส ได้จริง ก็สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ที่มา – ทรัมป์เปิดทำเนียบขาวจับมือ “อาเซอร์ไบจาน–อาร์เมเนีย” ยุติศึกคอเคซัส