ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ญี่ปุ่นฟ้อง AI ‘Perplexity’ ข้อหาขโมยผลงาน

กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการเทคโนโลยีและสื่อ เมื่อหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างโยมิอุริ ได้ยื่นฟ้องบริษัทเอไอ ‘เพอร์เพล็กซิตี’ (Perplexity) ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์และขโมยผลงาน โดยกล่าวหาว่า เพอร์เพล็กซิตีแสวงหาผลประโยชน์จากผลงานที่สำนักข่าวได้ลงทุนลงแรงไปอย่างมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความถูกต้องแม่นยำในการรายงานข่าว รวมถึงสั่นคลอนรากฐานของประชาธิปไตย

การฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างปัญญาประดิษฐ์และสื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึงประเด็นด้านลิขสิทธิ์และความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีเอไอในการสร้างสรรค์เนื้อหา

ญี่ปุ่นฟ้อง AI ‘Perplexity’ ข้อหาขโมยผลงาน

กองบรรณาธิการของโยมิอุริได้ยื่นฟ้องต่อศาลในกรุงโตเกียว โดยเรียกร้องค่าเสียหายจากเพอร์เพล็กซิตีเป็นจำนวนเงิน 2,200 ล้านเยน (ราว 477 ล้านบาท) ซึ่งเทียบเท่ากับบทความของโยมิอุริจำนวน 120,000 ฉบับที่ถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ จำนวนเงินที่เรียกร้องยังรวมถึงค่าเสียหายของรายได้จากการโฆษณาที่สูญเสียไป เนื่องจากการที่ผู้ใช้งานเอไอจะคลิกเพียง “เนื้อหาสรุป” จากผลการค้นหา แทนที่จะเข้าชมเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์โดยตรง

ทำไมการฟ้องร้อง AI ‘Perplexity’ ข้อหาขโมยผลงานจึงสำคัญ?

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมสื่อจากการเข้ามาของเทคโนโลยีเอไอ หากแพลตฟอร์มเอไอสามารถนำเนื้อหาจากแหล่งข่าวต่างๆ ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่แบ่งปันผลประโยชน์อย่างเหมาะสม อาจทำให้สำนักข่าวต่างๆ ประสบปัญหาทางการเงินและไม่สามารถลงทุนในการผลิตข่าวสารคุณภาพได้อีกต่อไป

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการฟ้องร้องครั้งนี้มีหลายประการ ได้แก่:

  • การละเมิดลิขสิทธิ์: เพอร์เพล็กซิตีนำเนื้อหาของโยมิอุริไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์
  • ผลกระทบต่อรายได้: การที่ผู้ใช้งานเอไอเข้าถึงเนื้อหาสรุปแทนที่จะเข้าชมเว็บไซต์โดยตรง ส่งผลให้รายได้จากการโฆษณาของโยมิอุริลดลง
  • ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ: การใช้เอไอในการสรุปข่าวอาจนำไปสู่ความผิดพลาดหรือการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของข่าวสาร

ในขณะที่เพอร์เพล็กซิตียังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการฟ้องร้องครั้งนี้ แต่เชื่อว่าคดีนี้จะนำไปสู่การพิจารณาอย่างละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตและความรับผิดชอบของการใช้เอไอในอุตสาหกรรมสื่ออย่างแน่นอน

การฟ้องร้อง ญี่ปุ่นฟ้อง AI ‘Perplexity’ ข้อหาขโมยผลงาน ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวของหนังสือพิมพ์โยมิอุริกับบริษัทเอไอ แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของสื่อสารมวลชนและจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี AI เราต้องติดตามกันต่อไปว่าผลลัพธ์ของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อวงการข่าวและเทคโนโลยีในระยะยาวอย่างไรบ้าง

ที่มา – หนังสือพิมพ์ใหญ่ญี่ปุ่นยื่นฟ้องเอไอ ‘เพอร์เพล็กซิตี’ ข้อหาขโมยผลงาน

มหัศจรรย์! งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย

มาสัมผัสความมหัศจรรย์ของ งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ “มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย” ที่จัดขึ้น ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้บริหารและแขกผู้มีเกียรติจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

นายเอกสิฏฐ์ วิไลศิลป์ นายอำเภอศรีสัชนาลัย ได้กล่าวต้อนรับผู้มาร่วมงาน และนางฐิติญา จั่นเอี่ยม วัฒนธรรมจังหวัดสุโขทัย ได้รายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมสนับสนุน งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ “มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย” ให้เป็นที่รู้จักและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำคัญของผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีถึง 10 ชาติพันธุ์ ได้แก่ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ไทยพวน ไทยวน ไทครั่ง ไทดำ ไทยอีสาน ไทยล้านนา และไทยจีน

กิจกรรมในงาน มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย

งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ “มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย”

ภายในงาน “มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 สิงหาคม 2568 เต็มไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การบรรเลงเพลงจากเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์
  • การจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมและอาหารพื้นเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์สุโขทัย
  • การสาธิตภูมิปัญญา สินค้า และการสร้างบ้านจำลองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรมที่สวยงามและหาชมยาก
  • การเดินแบบแฟชั่นโชว์ผ้าชาติพันธุ์ โดยหัวหน้าส่วนราชการและแขกผู้มีเกียรติ

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงดนตรีร่วมสมัยที่สร้างความสนุกสนานให้กับผู้ร่วมงานอีกด้วย

ไฮไลท์เด็ด! เสวนา “บทบาทกลุ่มชาติพันธุ์ พลังสร้างสรรค์สุโขทัย”

พลาดไม่ได้กับกิจกรรมพิเศษในวันที่ 10 สิงหาคม 2568 จะมีการเสวนาในหัวข้อ “บทบาทกลุ่มชาติพันธุ์ พลังสร้างสรรค์สุโขทัย” โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย และตัวแทนจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มาร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ขอเชิญทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ และสนับสนุน งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ “มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย” ได้จนถึงวันที่ 10 สิงหาคมนี้ ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอศรีสัชนาลัย

เที่ยวสุโขทัย สัมผัสเสน่ห์หลากหลายชาติพันธุ์

ทำไมต้องมางานนี้?

  • สัมผัสวัฒนธรรมที่หลากหลาย: พบกับ 10 ชาติพันธุ์ในสุโขทัย ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
  • สนับสนุนชุมชน: ซื้อสินค้าหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์จากชาวบ้านโดยตรง
  • เรียนรู้ภูมิปัญญา: ชมการสาธิตงานฝีมือและวิถีชีวิตดั้งเดิม
  • เพลิดเพลินกับกิจกรรม: ชมการแสดงดนตรีและการแสดงทางวัฒนธรรม

งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทศกาล แต่เป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้และสัมผัสถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่งดงามของจังหวัดสุโขทัย สุโขทัยไม่ได้มีแค่เมืองเก่า แต่ยังมีเรื่องราวของผู้คนและชาติพันธุ์ที่น่าสนใจอีกมากมาย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไปกันนะครับ

ที่มา – งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ “มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย”

อู่ทองจัดโครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข ปี 68

ที่วัดอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี นายมงคล เล้าศรีอารยะกุล นายกเทศมนตรีตำบลอู่ทอง มอบหมาย นายทรงวุฒิ ธนวรรณ ประธานสภาเทศบาลตำบลอู่ทอง เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568 เฉลิมพระเกียรติฯ โดยมีคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ประธานชุมชน13 ชุมชน ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลอู่ทอง และองค์กรภาคีความร่วมมือทุกภาคส่วน ร่วมทำกิจกรรมรวมพลังสร้างสัปปายะสู่วัด (Big Cleaning Day) และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนา เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกุศลฯ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

และเพื่อให้วัดเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่กิจกรรมทางศาสนา กิจกรรม BIG Cleaning Day กิจกรรม 5 ส (สะสาง สะดวก สะอาด สร้างสุขนิสัย สร้างระเบียบวินัย) ไปสู่ประชาชน เพื่อให้วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน คนในชุมชนเกิดความรักความสามัคคี เพื่อให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ของเทศบาลตำบลอู่ทอง ผู้นำชุมชน เด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่มีความเสียสละและรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้คณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน ประชาชน ภาคีเครือข่าย และกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ ที่มีจิตอาสาและรับผิดชอบต่อสังคม ร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ของวัดและชุมชน ต่อไป

โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568 เฉลิมพระเกียรติฯ

เทศบาลตำบลอู่ทองได้จัดกิจกรรม โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568 เฉลิมพระเกียรติฯ ขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง โครงการนี้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างวัด ประชาชน และหน่วยงานภาครัฐ ในการพัฒนาวัดให้เป็นสถานที่ที่สะอาด ร่มรื่น และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน

วัตถุประสงค์ของโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568

  • เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
  • ส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่กิจกรรมทางศาสนา
  • ส่งเสริมกิจกรรม 5 ส ในวัดและชุมชน
  • สร้างความรักความสามัคคีในชุมชน
  • ส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน

กิจกรรมภายในโครงการประกอบด้วย การทำความสะอาดวัด (Big Cleaning Day), การปรับปรุงภูมิทัศน์, การส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนา, และการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต

การดำเนินงานโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568 เฉลิมพระเกียรติฯ ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในชุมชน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ทุกคนต่างร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาวัดให้เป็นสถานที่ที่น่าอยู่ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชนอย่างแท้จริง

โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาวัดให้สวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทำให้คนในชุมชนมีความรักความสามัคคี และมีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง การที่วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน จะช่วยส่งเสริมให้คนในชุมชนมีคุณธรรม จริยธรรม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมต่อไป

โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568 เฉลิมพระเกียรติฯ เป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์ต่อชุมชนอย่างมาก การดำเนินงานโครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความสามัคคีของคนในชุมชน และเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน หากโครงการเช่นนี้ได้รับการสนับสนุนและขยายผลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้สังคมไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่และมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ที่มา – เทศบาลตำบลอู่ทอง จัดโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ประจำปี 2568 เฉลิมพระเกียรติฯ

สว.เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

คณะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำโดย นายพรเพิ่ม ทองศรี ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 โดยเดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อพบปะเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ โดยมี นายเอกวัฒน์ พวงประโคน นายอำเภอบ้านกรวด พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ให้การต้อนรับ

สว.เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

สำหรับพื้นที่อำเภอบ้านกรวด มี 9 ตำบล 118 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งหมด 76,725 คน 24,330 ครัวเรือน โดยในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 มีการอพยพประชาชนไปในพื้นที่ปลอดภัย จำนวน 29,672 คน ไม่ประสงค์อพยพ จำนวน 11,666 คน รวมประชากรผู้ประสบภัยในพื้นที่ จำนวน 41,338 คน พบลูกกระสุนปืนใหญ่ตกในพื้นที่ จำนวน 251 ลูก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 คน บ้านเรือนเสียหาย จำนวน 6 หลัง รถยนต์เสียหาย จำนวน 2 คัน สัตว์เลี้ยงวัวตาย จำนวน 2 ตัว และบาดเจ็บ จำนวน 1 ตัว

ทั้งนี้ คณะสมาชิกวุฒิสภา ได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่มีการเตรียมความพร้อมการอพยพและช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความปลอดภัยเป็นอย่างดี พร้อมฝากให้หน่วยงานราชการในพื้นที่เร่งช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์ และ สว.พร้อมเป็นสื่อกลางในการประสานกับหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ในการดูแลประชาชน

สว. มอบเงินเยียวยา

พร้อมกันนี้ คณะสมาชิกวุฒิสภาได้มอบเงินช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากลูกกระสุนปืนใหญ่ตกในพื้นที่ ประกอบด้วย ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย สัตว์เลี้ยงตาย จำนวน 2 ราย บ้านเรือนได้รับความเสียหาย จำนวน 7 ราย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

จากนั้น คณะสมาชิกวุฒิสภาได้ลงพื้นที่บ้านโคกกระชาย ตำบลสายตะกู และบ้านโคกงิ้ว ตำบลบ้านกรวด อำเภอบ้านกรวด ซึ่งมีบ้านเรือนบางหลังได้รับความเสียหายทั้งหลัง และบ้านเรือนบางหลังได้รับความเสียหายบางส่วนจากร่องรอยสะเก็ดระเบิด นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมหลุมหลบภัยในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานราชการและภาคเอกชนได้ร่วมกันจัดทำขึ้นเพื่อมอบให้กับประชาชนในพื้นที่

เยี่ยมชมหลุมหลบภัย

โอกาสนี้ ได้รับหนังสือจากกลุ่มผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อขอให้สมาชิกวุฒิสภาช่วยเหลือบรรเทาและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ของผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ อีกด้วย

สว.เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น การที่ สว. ลงพื้นที่ สว.เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง การมอบเงินเยียวยาและการรับฟังปัญหาจากผู้ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

การช่วยเหลือเยียวยาจาก สว. ต่อชาวบ้านบ้านกรวด

การลงพื้นที่ของ สว. ไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจ แต่ยังเป็นการรับฟังปัญหาและความต้องการของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การที่ สว. พร้อมเป็นสื่อกลางในการประสานกับหน่วยงานต่างๆ จะช่วยให้การช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

  • การช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย: เร่งซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายเพื่อให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย
  • การช่วยเหลือด้านการเงิน: มอบเงินเยียวยาเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
  • การช่วยเหลือด้านจิตใจ: จัดกิจกรรมให้กำลังใจและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

สว.เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ และมอบความช่วยเหลือต่างๆ ถือเป็นกำลังใจที่สำคัญยิ่งสำหรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ การที่พวกเขารู้ว่ามีคนคอยห่วงใยและพร้อมให้ความช่วยเหลือ จะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการเริ่มต้นชีวิตใหม่และก้าวต่อไปข้างหน้า

การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูชุมชนและเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน การสร้างงาน การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

สว.เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ และเป็นตัวแทนของความห่วงใยจากคนไทยทั้งประเทศ การช่วยเหลือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาว

ที่มา – สว.เยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบเงินเยียวยาชาวบ้านอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

ประชุมนานาชาติ ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติฯ ปี 68

ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ (CDEM) ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, วิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย, สมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และSociety for Disaster Medicine and Public Health (SDMPH) ประเทศสหรัฐอเมริกา บูรณาการความร่วมมือจัดการประชุมวิชาการด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินระดับนานาชาติ ประจำปี 2568 “The 2nd CRA Disaster and Emergency Management Conference: Resilience & Sustainability in Action” เมื่อวันที่ 7 ส.ค. เพื่อยกระดับความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการภัยพิบัติ 

โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการครั้งนี้ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉิน โดยการประชุมวิชาการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 9 ส.ค. ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

“ภัยพิบัติ” ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยมีแนวโน้มเกิดบ่อยและรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน ระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง รายงานจากศูนย์วิจัยและระบาดวิทยาด้านภัยพิบัติ (CRED) ระบุว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2551–2560 มีภัยพิบัติเกิดขึ้นเฉลี่ย 343 ครั้งต่อปี คร่าชีวิตผู้คนกว่า 11,755 ราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทวีปเอเชียมีอัตราการเกิดภัยพิบัติสูงที่สุดในโลก และประเทศไทยตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น อุทกภัย วาตภัย แผ่นดินไหว และโรคอุบัติใหม่ ซึ่งส่งผลต่อชีวิต สังคมและระบบบริการขั้นพื้นฐาน 

แต่นอกเหนือจากภัยธรรมชาติแล้ว ในปี 2568 ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความขัดแย้งและเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายต้องอพยพออกจากพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่า200,000 คน และมีผู้เสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือนรวมหลายสิบราย ทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือน โรงพยาบาล ร้านค้าและกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งความขัดแย้งด้านชายแดนดังกล่าวไม่ใช่เพียงภัยทางทหารเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อภาระทางมนุษยธรรมและสาธารณสุขไทยอย่างร้ายแรง การอพยพจำนวนมากสร้างแรงกดดันต่อระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ และสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดในการจัดการภาวะฉุกเฉินต่อบริบทที่ซับซ้อน

ทั้งนี้ ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ได้รับพระราชทานนามจาก ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2560 โดยมีเป้าหมายให้ศูนย์ดังกล่าวเป็น “ศูนย์ฝึกอบรมด้านการแพทย์ภัยพิบัติแห่งภูมิภาคอาเซียน” เพื่อสร้างเสริมองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยการประชุมวิชาการด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินระดับนานาชาติ ประจำปี 2568 “The 2nd CRA Disaster and Emergency Management Conference ซึ่งนับเป็นการจัดประชุมต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Resilience & Sustainability in Action” มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นการขับเคลื่อนแนวคิด “การฟื้นคืนอย่างมั่นคง และการพัฒนาที่ต่อเนื่องอย่างยั่งยืน” ไปสู่การปฏิบัติจริง ส่งเสริมให้เกิดระบบการจัดการภัยพิบัติที่สามารถปรับตัว ตอบสนอง และฟื้นฟูจากสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งวางรากฐานสู่อนาคตที่มั่นคงในมิติสังคม สิ่งแวดล้อม และระบบบริการสุขภาพ 

โดยการประชุมนี้จะเป็นเวทีสำหรับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์จริง และร่วมกันพัฒนาแนวทางเชิงปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เพื่อยกระดับระบบการแพทย์ภัยพิบัติของภูมิภาคให้สามารถ “ล้มแล้วลุกได้อย่างมั่นคง” และดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องแม้เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ซึ่งการประชุมวิชาการครั้งนี้ นับเป็นการรวมพลังผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย แพทย์ บุคลากร และผู้ปฏิบัติงานด้านภัยพิบัติจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการรับมือกับภาวะวิกฤตต่าง ๆ อย่างยั่งยืนและเป็นระบบ โดยไฮไลท์ของการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย การประชุมวิชาการและการบรรยายให้ความรู้ด้านการแพทย์ภัยพิบัติ ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและวิทยากรรับเชิญจากนานาประเทศ อาทิ Prof. Shinichi Egawa, MD, Ph.D., FACS Japan , James J. James, MD, DrPH, MHA  United States , Assoc. Prof. Raj Prasanna New zealand , Assoc. Prof. Lesley Ann Gray, Ph.D.  New zealand ,Benjamin Norman Abo, Ph.D. United States , Kirsty Lowery-Richardson United Kingdom , Marc Rainey  United Kingdom ,Jamla Rizek United States , Assoc. Prof. Amir Khorram-Manesh, MD,Ph.D. (Virtual) Sweden , Stephen S. Morse, Ph.D.  (Virtual)United States , Dr. Krzysztof Goniewicz (Virtual) Poland ,Dr. Taha Masri (Virtual) Saudi Arabia,  ผศ.ดร.พญ.ภัทรานิษฐ์ ภัทรพรเจริญ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ,นายสัตวแพทย์พรพิทักษ์ พันธ์หล้า ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน, นายแพทย์รัฐพงษ์ บุรีวงษ์ รองผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน , ผศ.นพ.ภาณุ ธีรตกุลพิศาล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ,พญ.ภาวิตา ชุมเกลี้ยง รองผู้อำนวยการศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ , นาวาอากาศโท ภาณุวัฒน์ หมดมลทิน กองบัญชาการกองทัพไทย และนาวาอากาศโท พีรวุฒิ จันทนา กองบัญชาการกองทัพไทย นอกจากนี้ กิจกรรมของการประชุมยังมีการจัดการแข่งขันทักษะการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินและการตอบโต้ภัยพิบัติ CDEM Rally โดยทีมแพทย์ภัยพิบัติจากโรงพยาบาลทั่วประเทศ การนำเสนอผลงานวิจัยด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินที่น่าสนใจ การประกวด Poster & Photo Contest การจัดเวทีเสวนาและนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน และ กิจกรรม Networking Dinner ร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก เป็นต้น 

ซึ่งงานครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ ยกระดับความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งยังเป็นเวทีส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแพทย์ภัยพิบัติในระดับนานาชาติ พร้อมก้าวสู่การพัฒนาศักยภาพและการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จัดประชุม นานาชาติ ประจำปี 2568

ทำไมต้องมีการประชุมนานาชาติ ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติฯ ปี 2568

การจัดงานประชุมนานาชาติ ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จัดประชุม นานาชาติ ประจำปี 2568 นี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะช่วยให้ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมีความพร้อมในการตอบสนองต่อภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การประชุมนานาชาติครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญ แต่เป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อให้การช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันท่วงที การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ เพราะภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนจำนวนมาก การเข้าร่วมและสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติ จะช่วยให้เราสามารถสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการพัฒนาด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ และสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ที่มา – ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จัดประชุม นานาชาติ ประจำปี 2568

ฉะเชิงเทราจัดพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล

จังหวัดฉะเชิงเทราจัดพิธีสำคัญเพื่อแสดงความจงรักภักดี ที่บริเวณโถงชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นำคณะหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคลนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยมีนางปิติมา รักพานิชมณี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวฉัตรประอร นิยม นายประสิทธิ์ อินทโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการ และพสกนิกรชาวฉะเชิงเทรา มาร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลอย่างพร้อมเพรียง

พิธีครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงความเคารพเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ยังเป็นการรวมพลังของชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ในการแสดงความรัก ความสามัคคี และความจงรักภักดีต่อพระองค์ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อความผาสุกของประชาชนและประเทศชาติ

ฉะเชิงเทรา จัดพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล แสดงออกถึงความจงรักภักดี

การจัดงานลงนามถวายพระพรชัยมงคลครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ในจิตใจของประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะในจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่แสดงออกถึงความรักและความเคารพอย่างชัดเจน พิธีดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในจังหวัด

ความสำคัญของการลงนามถวายพระพรชัยมงคล

การลงนามถวายพระพรชัยมงคลมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของประชาชนในการร่วมกันถวายพระพรแด่พระองค์ท่าน

พิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนชาวไทย และเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชน

  • การจัดงานแสดงความจงรักภักดี
  • การรวมพลังของชาวจังหวัด
  • การแสดงความเคารพต่อสถาบัน

ตลอดจนทรงอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย รวมถึงการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่สืบไป การจัดงานในครั้งนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อชาวฉะเชิงเทราทุกคน

การที่จังหวัดฉะเชิงเทราจัดพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ที่ยังคงอยู่ในจิตใจของประชาชนชาวไทยอย่างมั่นคง ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบสานต่อไป

ที่มา – ฉะเชิงเทรา จัดพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคล แสดงออกถึงความจงรักภักดี

ป่อเต็กตึ๊ง มอบเงินช่วยเหยื่อพลุระเบิด สุพรรณบุรี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ นำทีมแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย เข้าเยี่ยมเยียนพร้อมให้กำลังใจแก่ผู้บาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุโรงงานพลุระเบิด ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมอบเงินปลอบขวัญจำนวน 1 รายๆ ละ 5,000 บาท และมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต รวม 9 รายๆ ละ 20,000 บาท รวมงบประมาณการช่วยเหลือทั้งสิ้น 185,000 บาท โดยมี นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในพิธี ณ ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

ป่อเต็กตึ๊ง มอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติเหยื่อเหตุโรงงานพลุระเบิด จ.สุพรรณบุรี

จากเหตุการณ์สะเทือนใจ โรงงานพลุระเบิดในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้สร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชน จึงได้เร่งให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที การมอบเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจหลักของมูลนิธิ ในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนในสังคม

นอกเหนือจากการมอบเงินช่วยเหลือแล้ว ทางมูลนิธิยังได้จัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เพื่อให้กำลังใจแก่ผู้บาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิต การกระทำดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่มูลนิธิมีต่อประชาชน และความมุ่งมั่นที่จะบรรเทาความทุกข์ยากของพวกเขาในยามวิกฤต

ป่อเต็กตึ๊งช่วยเหลือสังคมไทยมายาวนาน

ป่อเต็กตึ๊ง เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2453 โดยกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลที่มีจิตศรัทธา ตั้งแต่นั้นมา มูลนิธิได้ดำเนินงานด้านการกุศลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ การสนับสนุนด้านการศึกษา การบรรเทาสาธารณภัย และการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชน

ด้วยความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคม มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด การดำเนินงานของมูลนิธิเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ทำให้เงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมอย่างแท้จริง

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์โรงงานพลุระเบิดในครั้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมมากมายที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ดำเนินการมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มูลนิธิยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมไทยให้ดีขึ้น และพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัย และการป้องกันอุบัติเหตุ การมีสติและความรอบคอบในการดำเนินชีวิต จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้

ที่มา – ‘ป่อเต็กตึ๊ง’ มอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติเหยื่อเหตุโรงงานพลุระเบิด จ.สุพรรณบุรี

ตำรวจตรวจข้อมูลวัด? กระแสต่อต้านหนัก!

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปขอข้อมูลของวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม รูปแบบการขอข้อมูลที่ครอบคลุมรายละเอียดต่างๆ เช่น บัญชีเงินวัด, บัญชีเงินเจ้าอาวาส, บัญชีเงินพระลูกวัด, จำนวนพระภิกษุสามเณร, เลขประจำตัว, จำนวนผู้ที่เข้ามาอยู่ในวัด, มูลนิธิในวัด ฯลฯ ได้ก่อให้เกิดความกังวลและเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย

เจ้าอาวาสหลายวัดเริ่มแสดงความเห็นว่า มาตรการดังกล่าวมีความเข้มงวดเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการตรวจสอบบัญชีเงินพระลูกวัด นอกจากนี้ บางวัดถึงกับต้องยกเลิกโครงการช่วยเหลือประชาชนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

พระสุธีรัตนบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความกังวลเกี่ยวกับการรับคนเข้าพักที่วัด โดยกลัวว่าบุคคลเหล่านั้นอาจนำยาเสพติดหรือก่ออาชญากรรมแอบแฝง ทำให้ต้องงดการเปิดวัดให้ผู้ที่ไม่มีที่พักอาศัยชั่วคราว โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เช่น เพื่อไปโรงพยาบาล

ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา อดีตนาคหลวง ป.ธ.9 วัดราชบูรณะ ได้โพสต์ข้อความสะท้อนความอัดอั้นตันใจของพระมหาเถระที่มีบทบาทสำคัญในมหาเถรสมาคม (มส.) โดยระบุว่าได้รับข้อความจากพระสงฆ์ทั่วประเทศที่แสดงความไม่พอใจต่อการที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป

ศ.ดร.อุทิส กล่าวว่า พระสงฆ์มีความกังวลว่าข้อมูลส่วนตัวอาจรั่วไหลไปยังบุคคลภายนอก และขาดความไว้วางใจในการปกป้องข้อมูลของตำรวจ นอกจากนี้ ยังมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เว้นแต่จะมีหมายจับหรือหมายค้นเป็นรายบุคคล

กระแสต่อต้านหนัก ‘ตำรวจเข้าตรวจข้อมูลวัด’

ศ.ดร.อุทิส มองว่า รัฐบาลมีความเป็นห่วงเกี่ยวกับปัญหาพระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับการเงินที่เป็นข่าวอื้อฉาว เช่น กรณีวัดดังในจังหวัดลพบุรี จึงต้องการที่จะปราบปรามการทุจริตเพื่อเรียกคืนศรัทธา แต่การออกคำสั่งหรือมติที่ส่งผลกระทบต่อวัดกว่า 4 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ควรมีการประชาพิจารณ์และศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านเสียก่อน มิฉะนั้น อาจจะนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนแรงในวงกว้าง

ปราชญ์อย่างท่านพี่นายพล และท่าน ชญตว์ ไชยดี สะท้อนความรู้สึกของพระสงฆ์ว่า หากเร่งรีบรวบรัดออกคำสั่ง อาจจะทำให้มีเจ้าอาวาสลาออกเป็นจำนวนมาก หรือเกิดภาวะ “เกียร์ว่าง” เนื่องจากวัดขนาดเล็กจำนวนมากไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการจ้างไวยาวัจกร หรือผู้รู้ทางบัญชีได้

ศ.ดร.อุทิส เสนอแนะว่า มส. ควรจัดกลุ่มวัดก่อน และนำร่องกับวัดที่มีความพร้อม แทนที่จะออกมติแบบ “เหวี่ยงแห” ที่ส่งผลกระทบต่อทุกวัด

ความกังวลต่อมาตรการ ‘ตำรวจเข้าตรวจข้อมูลวัด’

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ วัดจำนวนมากที่ยังชีพด้วยเงินกฐินและผ้าป่า ซึ่งหลายวัดมีพระสงฆ์เพียงรูปเดียวหรือสองรูป และพระสงฆ์ในชนบทจำนวนมากไม่ได้แตะต้องเงินโดยตรง การเบิกจ่ายก็เป็นไปอย่างยากลำบาก ไม่ควรปล่อยให้ตำรวจทำงานในลักษณะ “ป้องกันและปราบปราม” โดยละเลยหลักพระธรรมวินัย เพราะอาจจะนำไปสู่ปัญหาที่บานปลายได้ การออกบวชเป็นเจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะอาจมีความเสี่ยงที่จะต้องติดคุก

สรุปได้ว่า กระแสต่อต้าน ตำรวจเข้าตรวจข้อมูลวัด เกิดจากความกังวลเกี่ยวกับการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล, การขาดความไว้วางใจในการปกป้องข้อมูล, และภาระที่เพิ่มขึ้นสำหรับวัดขนาดเล็ก การแก้ไขปัญหาควรเริ่มต้นจากการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและคณะสงฆ์ โดยคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละวัดและดำเนินการอย่างรอบคอบระมัดระวัง

การที่ ตำรวจเข้าตรวจข้อมูลวัด อาจจะส่งผลดีในแง่ของการปราบปรามการทุจริต แต่ต้องไม่ละเลยหลักพระธรรมวินัยและความเดือดร้อนของพระสงฆ์ การหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงในพระพุทธศาสนากับการเคารพสิทธิส่วนบุคคลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ ตำรวจเข้าตรวจข้อมูลวัด กลายเป็นชนวนความขัดแย้งที่บานปลาย

ที่มา – กระแสต่อต้านหนัก ‘ตำรวจเข้าตรวจข้อมูลวัด’ ชี้ทำเกินหน้าที่ มองข้ามหลักธรรมวินัย หวั่นบานปลาย

ศุภชัย ซัด บุญเชิด ปมที่ดินเขากระโดง

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.68 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่นายบุญเชิด คิดเห็น อดีตอธิบดีกรมที่ดิน ออกมากล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการตาม มาตรา 61 ว่า ที่นายบุญเชิด ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านสื่อเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า กรณีที่ดินเขากระโดง ไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อธิบดีกรมที่ดินสามารถใช้อำนาจเพิกถอนเอกสารสิทธิได้ทันที วันเดียวก็จบ ซึ่งความคิดเห็นของอดีตอธิบดีคนนี้ถูกนำไปเผยแพร่อย่างมากมาย

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า แต่เอกสารที่นำมาแสดงให้ปรากฏนี้ เป็นหลักฐานอีกด้านหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับความเห็นของอดีตอธิบดีกรมที่ดิน เพราะในกรณีที่ดินเขากระโดงเดียวกันนี้ ขณะที่นายบุญเชิด คิดเห็น ตอนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน ในปี พ.ศ.2555 ได้เห็นชอบกับการตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 และเห็นชอบว่าไม่เพิกถอนโฉนดที่ดิน และเห็นชอบด้วยว่าการรถไฟต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลเป็นรายๆ ไป หากเห็นว่ามีผู้มีเอกสารสิทธิทับซ้อนที่ดินการรถไฟ ซึ่งความเห็นชอบของอธิบดีกรมที่ดินในวันนั้น กับความเห็นของอดีตอธิบดีกรมที่ดินในวันนี้ ซึ่งเป็นคนๆ เดียวกัน ในกรณีเดียวกัน กลับแตกต่างกันคนละด้านอย่างสิ้นเชิง.

ศุภชัย ซัด บุญเชิด ปมที่ดินเขากระโดง

จากกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ได้ออกมาโต้แย้งนายบุญเชิด คิดเห็น อดีตอธิบดีกรมที่ดิน เกี่ยวกับประเด็นที่ดินเขากระโดง ได้กลายเป็นที่สนใจของสังคมเป็นอย่างมาก เนื่องจากความเห็นของนายบุญเชิดในอดีตและปัจจุบันมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้เกิดคำถามถึงความถูกต้องและโปร่งใสในการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว

ความขัดแย้งในความเห็นเกี่ยวกับที่ดินเขากระโดง

ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ความเห็นที่แตกต่างกันของนายบุญเชิด คิดเห็น ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดินในปี 2555 และความเห็นที่ออกมาในปัจจุบัน ซึ่งนายศุภชัยได้นำหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่า ในอดีตนายบุญเชิดเห็นชอบกับการตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 และเห็นชอบว่าไม่เพิกถอนโฉนดที่ดิน แต่ในปัจจุบันกลับมีความเห็นว่าสามารถใช้อำนาจเพิกถอนเอกสารสิทธิได้ทันที

ความแตกต่างนี้สร้างความสับสนให้กับประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีของบุคคลสำคัญที่มีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงความเห็นโดยไม่มีเหตุผลที่สมควร อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและระบบราชการ

นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายและกระบวนการทางปกครองที่ซับซ้อน ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับที่ดินเขากระโดงจึงควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันข้อครหาและความไม่ไว้วางใจที่อาจเกิดขึ้น

การออกมาเปิดเผยข้อมูลและตั้งคำถามของนายศุภชัย ใจสมุทร ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เนื่องจากเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อให้เกิดการพิจารณาในเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้เกิดการพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่ายและความถูกต้องตามกฎหมายเป็นสำคัญ

การปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังต่อไป ไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้น ดังนั้น การเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและโปร่งใส จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

ที่มา – ‘ศุภชัย’ซัด ‘บุญเชิด’อดีตอธิบดีกรมที่ดิน ปมที่ดินเขากระโดง หลักฐานย้อนแย้งกับคำพูดปัจจุบัน

จีนย้ำสิทธิใช้ “อาวุธทำลายล้างสูง” เพื่อสันติ

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่าในการแสวงหาเป้าหมายไม่แพร่ขยายอาวุธดังกล่าว ประชาคมระหว่างประเทศจะต้องให้ความสำคัญกับการยกเลิกข้อจำกัดการใช้อาวุธเพื่อสันติของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในสาขานี้

เกิ่งกล่าวว่า การไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเป็นประเด็นธรรมาภิบาลความมั่นคงระดับโลก ซึ่งต้องอาศัยแนวทางแก้ไขระดับโลกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานหลักพหุภาคี และการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของประชาคมระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ประชาคมระหว่างประเทศต้องยึดมั่นในแนวคิดความมั่นคงที่เป็นสากล ครอบคลุม อาศัยความร่วมมือ และยั่งยืน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ เกื้อหนุนการรองรับข้อกังวลด้านความมั่นคงที่ชอบด้วยกฎหมายของทุกประเทศ ขจัดปัจจัยพื้นฐานที่ก่อให้เกิดการแพร่ขยาย และบรรลุความมั่นคงร่วมกัน

จีนคัดค้านอย่างหนักต่อการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบอบการไม่แพร่ขยายอาวุธลักษณะนี้ทั่วโลก รวมทั้งการปฏิบัติตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) ลำดับที่ 1540 ว่าด้วยการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยจีนได้ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านนี้อย่างแข็งขัน

จีนจะยังคงทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อปฏิบัติตามมติ 1540 อย่างมีประสิทธิผล ยกระดับการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงระหว่างประเทศ เสริมสร้างธรรมาภิบาลการไม่แพร่ขยายระดับโลก และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ.

ข้อมูล : XINHUA

เครดิตภาพ : AFP

จีนย้ำสิทธิในการใช้ “อาวุธทำลายล้างสูง” ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสันติ

ประเด็นเรื่องการใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงนั้น เป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นนั้นร้ายแรงและส่งผลต่อความมั่นคงของโลก การที่จีนออกมาเน้นย้ำถึงสิทธิในการใช้ “อาวุธทำลายล้างสูง” ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสันตินั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาในหลายมิติ

ความสำคัญของการควบคุมอาวุธทำลายล้างสูง

การควบคุมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาสันติภาพและความมั่นคงของโลก การแพร่ขยายของอาวุธเหล่านี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง และเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ การที่จีนแสดงบทบาทในการสนับสนุนการไม่แพร่ขยายอาวุธเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี

อย่างไรก็ตาม การตีความคำว่า “วัตถุประสงค์เพื่อสันติ” นั้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมีการหารือและทำความเข้าใจร่วมกันในระดับนานาชาติ เพื่อป้องกันการใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในทางที่ผิด

การที่จีนปฏิบัติตามข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในระดับโลก การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง

อย่างไรก็ตาม การที่จีนย้ำสิทธิในการใช้ “อาวุธทำลายล้างสูง” นั้น สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายถึงเจตนาที่แท้จริง การสร้างความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมในการหารือระดับนานาชาติเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

การรักษาสันติภาพและความมั่นคงของโลกเป็นหน้าที่ของทุกประเทศ การที่จีนแสดงบทบาทในการควบคุมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่ควรมีการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาคมโลก

การแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน การส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน และการยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงของโลก

การที่จีนย้ำสิทธิในการใช้ “อาวุธทำลายล้างสูง” ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสันติ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและป้องกันการใช้อาวุธเหล่านี้ในทางที่ผิด การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโลกที่ปลอดภัยและมั่นคงสำหรับทุกคน

ที่มา – จีนย้ำสิทธิในการใช้ “อาวุธทำลายล้างสูง” ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสันติ