ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

มท.2 ลงพื้นที่อุบลฯ ปล่อยรถส่ง ปชช.กลับบ้าน

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 9 ส.ค. ที่ศูนย์พักพิงโรงเรียนเดชอุดม และที่ว่าการอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ ประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้อพยพที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยมี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายภพ ภูสมปอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายสะอาด วงศ์รักษ์ นายอำเภอเดชอุดม นายธนธร ศรีนาค เป็นผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 13 อุบลราชธานี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมต้อนรับ

โดยน.ส. ธีรรัตน์ พบปะให้กำลังใจ พร้อมมอบสิ่งของใช้อุปโภคบริโภคและยารักษาโรค พร้อมปล่อยขบวนรถ ปภ. ร่วมผู้อพยพและประชาชนกลุ่มเปราะบาง จากศูนย์พักพิงเดินทางกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ ก่อนกล่าวให้กำลังใจประชาชนกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในศูนย์พักพิง ว่า ด้วยความห่วงใยจากรัฐบาล ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ซึ่งจากการได้พูดคุยเยี่ยมเยียนในวันนี้ ทราบว่าประชาชนส่วนใหญ่พร้อมที่จะกลับบ้านแล้ว ผู้สูงอายุได้กลับไปอยู่กับลูกหลาน ครอบครัว อีกทั้งน้องๆเด็กนักเรียนจะได้กลับไปเรียนหนังสือ ซึ่งหลังจากนี้รัฐบาลมีแผนที่ในการให้การช่วยเหลือเรื่องความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เช่น ลดค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า ซึ่งจะได้มีมาตรการออกมาต่อไป

น.ส. ธีรรัตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้จังหวัดอุบลราชธานี บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เรื่องการขนส่งผู้อพยพกลับบ้าน โดยเตรียมรถขนส่งที่จะเดินทางให้พร้อม โดยเฉพาะกลุ่มผู้เปราะบาง ที่ไม่สามารถลุกเดินได้ รวมถึงให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่งท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยกันการสอดส่องดูแลความเรียบร้อย สิ่งจำเป็น รวมถึงอาหารของกลุ่มเปราะบาง ตลอดความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

มท.2 ลงพื้นที่อุบลฯ ปล่อยขบวนรถส่งประชาชนกลับบ้าน

สถานการณ์ชายเเดนไทย-กัมพูชาส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ทำให้ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเเละพักพิงในศูนย์พักพิงชั่วคราว การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างขวัญเเละกำลังใจให้เเก่ผู้ประสบภัย เเละเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งประชาชน

รายละเอียดการลงพื้นที่ของ มท.2

  • เยี่ยมให้กำลังใจประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ
  • มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเเละยารักษาโรค
  • ปล่อยขบวนรถ ปภ. ร่วมผู้อพยพเดินทางกลับภูมิลำเนา

การที่ มท.2 ลงพื้นที่อุบลฯ ปล่อยขบวนรถส่งประชาชนกลับบ้าน นั้น แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ การเดินทางกลับภูมิลำเนานับเป็นก้าวสำคัญในการกลับคืนสู่ชีวิตปกติ และรัฐบาลมีแผนช่วยเหลือต่อเนื่องเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

การดำเนินการของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เเละเป็นสิ่งที่ควรค่าเเก่การสนับสนุน เพราะเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เเละสร้างความเข้มเเข็งให้เเก่สังคมโดยรวม หวังว่าทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเเละยั่งยืน

การที่ มท.2 ลงพื้นที่อุบลฯ ปล่อยขบวนรถส่งประชาชนกลับบ้าน ไม่ใช่เเค่การช่วยเหลือเฉพาะหน้า เเต่เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลพร้อมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

มท.2 ลงพื้นที่อุบลฯ ปล่อยขบวนรถส่งประชาชนกลับบ้าน เป็นการเเสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเเละส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

ที่มา – ’มท.2‘ลงพื้นที่อุบลฯ ปล่อยขบวนรถส่งประชาชนกลับบ้าน

234 ทอง ซีเกมส์! เป้าหมายทัพไทยสร้างประวัติศาสตร์

234 เหรียญทอง จากการชิงชัย 574 เหรียญทอง จากกีฬา 50 ชนิด

นั่นคือเป้าหมายของทัพนักกีฬาไทย ในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่บ้านเรา การคว้า 234 ทอง จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการกีฬาอาเซียน

ข้อมูลดังกล่าวมาจากการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกชนิดกีฬา นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ประจำทีม เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ร่วมกับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 4 ส.ค.

แม้เป้าหมายจะลดลงจากที่สมาคมกีฬา คาดการณ์ไว้กับ ฝ่ายพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ 288 เหรียญทอง

แต่ 234 เหรียญทอง จาก 574 เหรียญทอง ก็ยังมากโขอยู่ดี คิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์

(AFP)

เอาง่ายๆ คิดแบบกำปั้นทุบดิน ถ้าแบ่งชิงกัน 10 ทอง ไทยชาติเดียว กวาด 4 ทอง ส่วนอีก 6 ทอง ให้อีก 10 ชาติไปแบ่งกัน เฉลี่ยได้ชาติละเหรียญทองกว่าๆ

หากว่าไทยได้ 234 ทอง จริงๆ ก็จะเป็นการทุบสถิติเดิมของตัวเองแบบกระจุยกระจาย

ซีเกมส์ ครั้งที่ไทยได้ทองมากที่สุด คือปี 2007 ที่โคราช กวาดไป 183 ทอง

รองลงมาย้อนไปปี 1995 ที่เชียงใหม่ 157 ทอง

และถ้าได้ 234 ทอง ก็จะทุบสถิติชาติที่คว้าทองในแต่ละครั้งมากที่สุด คือ เวียดนาม ทำได้ในซีเกมส์ ครั้งที่ 31 ซึ่งเลื่อนไปจัดปี 2022 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ โกยไป 205 ทอง

(AFP)

อินโดนีเซีย ที่เคยใหญ่คับภูมิภาค เคยได้เยอะสุด 194 ทอง ในการจัดที่จาการ์ตา ปี 1997

แต่นับจากปี 2011 ที่อินโดฯ เป็นเจ้าภาพ ได้ 182 ทอง ทัพการูด้า ก็ไม่เคยได้ถึงหลักร้อยเลย ดีสุดคือหนก่อนที่กัมพูชา ได้ 87 ทอง และเคยแย่สุด 38 ทอง ปี 2017 ที่กัวลาลัมเปอร์

ถึงตอนนี้ สถิติชาติที่คว้าเหรียญทองในแต่ละครั้งมากที่สุด

อันดับ 1 เวียดนาม เมื่อปี 2022 ที่ฮานอย ได้ 205 ทอง ซึ่งเป็นครั้งเดียวที่มีประเทศที่โกยทะลุ 200

อันดับ 2 อินโดนีเซีย ปี 1997 ที่จาการ์ตา 194 ทอง

และอันดับ 3 ร่วม อินโดนีเซีย ในปี 1987 และ ไทย ในปี 2007 ได้ไปครั้งละ 183 เหรียญทอง

(AFP)

ทุกครั้งที่มีการโกยเหรียญกระจุยกระจาย มาจากครั้งที่ชาติใหญ่ได้เล่นในบ้าน

หนนี้เป้าหมายของไทย 234 เหรียญทอง คิดคร่าวๆ ก็ดูว่าเยอะจัง แต่เป็นไปได้

และก่อนถึงจุดนั้น เป้าหมายแรกทำลายสถิติเวียดนาม 205 ทอง

234 ทอง: เป้าหมายทัพไทยในซีเกมส์

ระดับภูมิภาคอาเซียน คว้าแชมป์มาเยอะๆ ก็ดูเพลินๆ บันเทิงใจ

โอกาสและความท้าทายของ 234 ทอง

การตั้งเป้า 234 ทอง ในครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับทัพนักกีฬาไทย แต่ด้วยศักยภาพและความมุ่งมั่น เราเชื่อมั่นว่าพวกเขาสามารถทำได้สำเร็จ การเตรียมตัวที่ดี การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงกำลังใจจากแฟนกีฬาชาวไทย จะเป็นแรงผลักดันสำคัญสู่ความสำเร็จ

การคว้า 234 ทอง ไม่เพียงแต่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการกีฬาไทย แต่ยังเป็นการแสดงศักยภาพของนักกีฬาไทยสู่สายตาชาวโลกอีกด้วย มาร่วมส่งกำลังใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยให้คว้าชัยชนะในซีเกมส์ครั้งนี้ไปด้วยกัน!

ถือว่าดูเอาสนุกสนานเป็นคราวๆ ไปน่า…นะ.

***วุฒินล***

ที่มา – พลิกปูมซีเกมส์! ‘234 ทอง’ เป้าหมายทัพไทย คือประวัติศาสตร์ใหม่อาเซียน

ฮุน มาเนต อวยทรัมป์! ขึ้นป้ายขอบคุณแก้ชายแดน

แม้ภายหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างไทยและกัมพูชา จะจบลงไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย ภายใต้เงื่อนไข 13 ข้อ เพื่อร่วมรักษาสันติภาพร่วมกัน ที่ประเทศมาเลเซีย ท่ามกลางสหรัฐอเมริกาและจีน ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ โดยที่ประชาชนทั้งสองประเทศยังคงติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดนั้น

-อ่านเลย! เปิด 13 ข้อตกลงหยุดยิง ‘ไทย-กัมพูชา’ ร่วมรักษาสันติภาพ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ส.ค. แฟนเพจข่าวสารทางทหารอย่าง “Army Military Force” ได้ออกมาเปิดเผยภาพของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐอเมริกา ที่กำลังปรากฎอยู่ในบิลบอร์ดขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

โดยทางเพจได้ระบุอ้างว่า “Hun Manet นายกรัฐมนตรีกัมพูชาสั่งขึ้นป้ายบิลบอร์ด LED ขอบคุณทรัมป์ทั่วกรุงพนมเปญ!!!” นอกจากนี้ยังมีข่าวว่านายกรัฐมนตรีของกัมพูชาผู้นี้ ยังสั่งให้สถานีโทรทัศน์ทุกช่องของกัมพูชา ร่วมออกอากาศถ่ายทอดสดเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติเชิงสารคดีของ ปธน.ทรัมป์ โดยขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่เข้ามาแทรกแซงเพื่อยุติเหตุขัดแย้งไทย-กัมพูชา และยังนำเสนอเรื่องฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเสนอชื่อ ปธน.ทรัมป์ ชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพอีกด้วย..

เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ หลังจากมีการเผยแพร่ภาพบิลบอร์ดขนาดใหญ่ในกรุงพนมเปญที่แสดงความขอบคุณทรัมป์สำหรับการแก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา การกระทำดังกล่าวได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ที่ต้องการแสดงความขอบคุณต่อบทบาทของทรัมป์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในอดีต

นอกจากนี้ มีรายงานว่าสถานีโทรทัศน์ทุกช่องในกัมพูชาได้รับการสั่งการให้ออกอากาศสารคดีเกี่ยวกับประวัติของทรัมป์ เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการสร้างสันติภาพในภูมิภาค การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความชื่นชมอย่างสูงของรัฐบาลกัมพูชาที่มีต่อทรัมป์ รวมถึงการเสนอชื่อทรัมป์เพื่อชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความขอบคุณและความเคารพอย่างยิ่ง

การที่ฮุน มาเนต อวยทรัมป์ อย่างออกนอกหน้าเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามและความสนใจจากหลายฝ่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลายคนมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองของฮุน มาเนต เอง ในขณะที่บางคนเชื่อว่าเป็นการแสดงความขอบคุณอย่างแท้จริงต่อทรัมป์สำหรับความช่วยเหลือที่ผ่านมา ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังจะเป็นเช่นไร การกระทำนี้ได้สร้างความฮือฮาและเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง

การขึ้นป้ายบิลบอร์ดขอบคุณและการถ่ายทอดสารคดีเกี่ยวกับทรัมป์ เป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัมพูชาและอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างชัดเจน การกระทำเหล่านี้อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต และอาจมีผลกระทบต่อการเมืองภายในประเทศของกัมพูชาด้วยเช่นกัน

ฮุน มาเนต อวยทรัมป์ จริงหรือไม่?

การที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต แสดงความชื่นชมต่อโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเปิดเผย ทำให้หลายคนสงสัยว่ามีเหตุผลอื่นแอบแฝงหรือไม่ การกระทำดังกล่าวอาจเป็นการส่งสัญญาณทางการเมือง หรืออาจเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐอเมริกาในอนาคต ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม การ อวยทรัมป์ ครั้งนี้ได้สร้างความสนใจและเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

ฮุน มาเนต อวยทรัมป์! ขึ้นป้ายขอบคุณแก้ชายแดน

การที่รัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของฮุน มาเนต แสดงความขอบคุณต่อโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างชัดเจน เป็นการเน้นย้ำถึงบทบาทของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การกระทำดังกล่าวอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างกัมพูชาและสหรัฐอเมริกาในอนาคต

การตัดสินใจของฮุน มาเนต ที่จะ อวยทรัมป์ อย่างเปิดเผย เป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรติดตามอย่างใกล้ชิด การกระทำดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อการเมืองในภูมิภาค และอาจนำไปสู่ความร่วมมือที่มากขึ้นระหว่างประเทศต่างๆ

ดังนั้น การที่ “ฮุน มาเนต” เล่นใหญ่ถึง “ทรัมป์” ด้วยการขึ้นป้ายบิลบอร์ดขอบคุณสำหรับการแก้ปัญหาชายแดนนั้น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความน่าสนใจของการเมืองระหว่างประเทศ ที่มักมีเบื้องหลังและความหมายที่ลึกซึ้งกว่าที่เราเห็นภายนอก

ที่มา – อวยหนัก! ‘ฮุน มาเนต’ เล่นใหญ่ถึง ‘ทรัมป์’ ขึ้นป้ายบิลบอร์ดขอบคุณแก้ปัญหาชายแดน

รร.จุฑาทิพย์ จัดงานวันแม่แห่งชาติ แสดงความกตัญญู

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่โรงเรียนจุฑาทิพย์ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้มีการจัดกิจกรรมรร.จุฑาทิพย์ จัดงานวันแม่แห่งชาติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 โดยมีนางจุฑาทิพย์ พาลพ่าย ผู้อำนวยการโรงเรียนจุฑาทิพย์ เป็นประธานในพิธี ซึ่งพร้อมด้วย คณะผู้บริหาร คณะครู บุคลากร ผู้ปกครอง นักเรียนร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

รร.จุฑาทิพย์ จัดงานวันแม่แห่งชาติ

เมื่อประธานเดินทางมาถึงในพิธี จากนั้นนางสาวฑัณธิกา เจริญสุข คุณครูผู้รับผิดชอบโครงการได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และทำพิธีถวายราชสักการะพระบรมมาฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เปิดกรวยกระทงดอกไม้ จากนั้นประธานได้ให้โอวาทและกล่าวเปิดงาน พร้อมกับชมการแสดงของนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังจากนั้นได้ให้คุณแม่และคุณลูกได้สานสัมพันธ์ความอบอุ่น เพื่อแสดงความรัก และให้คุณลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีซึ่งลูกที่มีต่อพระคุณของคุณแม่

รร.จุฑาทิพย์ จัดงานวันแม่แห่งชาติ

รร.จุฑาทิพย์ จัดงานวันแม่แห่งชาติ

สำหรับกิจกรรมรร.จุฑาทิพย์ จัดงานวันแม่แห่งชาติของโรงเรียนจุฑาทิพย์ในครั้งนี้ เพื่อให้คณะครู ผู้ปกครอง นักเรียนแสดงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ลูกได้สำนึก ตระหนัก ซาบซึ้งในความกตัญญูในพระคุณของแม่ และเสริมสร้างการปลุกจิตสำนึกที่ดีให้กับนักเรียนและเยาวชนได้ ทั้งนี้ทางโรงเรียนจุฑาทิพย์ได้มอบไฟโซล่าเซลล์เพื่อส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ทหารในแนวชายแดนไทย-กัมพูชานำไปไว้ใช้งานส่องแสงสว่างโดยให้นายศักรินทร์ กิยาหัต ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ฉะเชิงเทราเป็นตัวแทนรับมอบ ก่อนที่จะมีการนำไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ความสำคัญของงานวันแม่ที่ รร.จุฑาทิพย์

การจัดงานรร.จุฑาทิพย์ จัดงานวันแม่แห่งชาติ ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมที่จัดขึ้นในวันสำคัญเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลูกฝังคุณธรรมและความกตัญญูให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม การที่โรงเรียนให้ความสำคัญกับวันแม่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

การจัดงานในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู บุคลากร ผู้ปกครอง และนักเรียน ที่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมที่สร้างความอบอุ่นและความประทับใจให้กับทุกคนที่เข้าร่วมงาน

ที่มา – รร.จุฑาทิพย์ จัดงานวันแม่แห่งชาติให้นักเรียนแสดงความกตัญญูกตเวที

ฮาวเปิดใจ! สถานการณ์ อิซัค เป็นอย่างไร?

เอ็ดดี ฮาว กุนซือของทัพ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ออกมาเปิดใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เผชิญระหว่างสโมสรกับ อเล็กซานเดอร์ อิซัค กองหน้าตัวเก่ง ว่ายังไม่ดีขึ้น แม้จะฟิตแล้ว แต่ส่งลงสนามไม่ได้ ส่วน ฟาบริซิโอ โรมาโน บอกนักเตะต้องการย้ายไป “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เท่านั้น

โดย ฮาว ได้กล่าว “สถานการณ์ตอนนี้ยังคงเหมือนเดิม ผมคุยกับ อิซัค แล้ว มันชัดเจนว่า ผมยังเอาเขากลับมาอยู่กับทีมไม่ได้ ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ ผมหัวเสียมากที่เราขาดผู้เล่นคนสำคัญของทีม แน่นอนว่า ความรู้สึกในตอนนี้ มันมีแต่เขาที่พูดได้ นั่นเลยทำให้ผมไม่สามารถเอาเขากลับมาได้เสียที”

“เราอยากให้ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม แต่สุดท้ายทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับเขา ซึ่งเขาก็ยังเป็นแข้งคนสำคัญของเราเสมอ และ ใช่ เขาซ้อมได้เป็นปกติ แม้จะแยกซ้อมอยู่ก็ตาม แต่ร่างกายของ อิซัค ฟิตดีแล้ว และไม่ได้มีปัญหาความฟิตอะไรเลย จะมีปัญหาก็แต่สถานการณ์ที่เราก็รู้ๆ กันอยู่นี่แหละ”

ทั้งนี้ ฟาบริซิโอ โรมาโน ยังออกมาบอกว่า “สาลิกาดง” พยายามโน้มน้าวใจ อิซัค ด้วยการมอบสัญญาฉบับใหม่ให้ แต่ อิซัค ยังคงปฏิเสธ และต้องการย้ายทีมไปสู่ ลิเวอร์พูล เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด แล้ว ว่าจะตัดสินใจแบบไหน เพราะ ลิเวอร์พูล ก็กำลังรอจังหวะอยู่เหมือนกัน

ภาพ AFP

ฮาวเปิดใจถึงสถานการณ์ของ อิซัค

สถานการณ์ของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการฟุตบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแฟนบอลของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่ต่างก็เฝ้ารอการกลับมาลงสนามของกองหน้าตัวเก่งของทีม

ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ อิซัค

จากคำให้สัมภาษณ์ของ เอ็ดดี ฮาว ทำให้เห็นว่าสถานการณ์ของ อิซัค ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้ว่านักเตะจะฟิตสมบูรณ์พร้อมลงสนามแล้วก็ตาม แต่ปัญหาที่แท้จริงกลับอยู่ที่ความรู้สึกและสถานการณ์ภายในของตัวนักเตะเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สโมสรไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง

การที่ ฟาบริซิโอ โรมาโน ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อิซัค ต้องการย้ายไปร่วมทีมลิเวอร์พูล ยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่ต้องตัดสินใจว่าจะรั้งตัวนักเตะไว้ต่อไป หรือจะยอมปล่อยตัวไปเพื่อแลกกับค่าตัวและโอกาสในการเสริมทัพในตำแหน่งอื่นๆ

แน่นอนว่าการเสีย อิซัค ไป จะเป็นความเสียหายครั้งใหญ่สำหรับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เนื่องจากเขาเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถและเป็นกำลังสำคัญในการทำประตูของทีม แต่ในขณะเดียวกัน การรั้งตัวนักเตะที่ไม่มีใจอยากจะอยู่กับทีมต่อไป ก็อาจส่งผลเสียต่อบรรยากาศภายในทีมและประสิทธิภาพในการเล่นโดยรวมได้

การตัดสินใจของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ในกรณีของ อิซัค จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของสโมสรในระยะยาว

อนาคตของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค จะเป็นอย่างไรต่อไป แฟนบอลของทั้งนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพในการตัดสินใจของทุกฝ่าย และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองต่อไป เพื่อให้วงการฟุตบอลก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ฮาว” เปิดใจครั้งแรกกับสถานการณ์ของ “อิซัค”

ทรัมป์ขู่ ศาลสั่งเลิกเก็บภาษี เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกต่ำ!

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาจเผชิญกับ “หายนะ” หากศาลสั่งให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยทรัมป์กล่าวว่า หาก “ศาลฝ่ายซ้ายจัด” ตัดสินให้มาตรการเหล่านี้เป็นโมฆะ สหรัฐฯ จะไม่สามารถจัดเก็บรายได้ และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่

ทรัมป์เปรียบเทียบสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นนี้กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 2472 ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลกยาวนานถึง 10 ปี มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้กับประเทศคู่ค้าและดินแดนต่างๆ ประมาณ 70 แห่ง รวมถึงสหภาพยุโรป (EU) โดยบราซิลเป็นประเทศที่เผชิญกับอัตราภาษีสูงสุดที่ 50% รองลงมาคือซีเรีย 41% เมียนมาและลาว 40% และสวิตเซอร์แลนด์ 39% ส่วนอัตราภาษีสำหรับประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 15-25%

กำแพงภาษีของอินเดียในปัจจุบันอยู่ที่ 25% แต่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากการที่รัฐบาลนิวเดลียังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทรัมป์ยังเตือนว่าจีนอาจเผชิญกับมาตรการแบบเดียวกัน

ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ในแมนฮัตตัน นิวยอร์ก ได้มีคำพิพากษาเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ให้รัฐบาลสหรัฐฯ ระงับกำแพงภาษีตอบโต้ แต่รัฐบาลทรัมป์ได้ยื่นอุทธรณ์ในทันที หากศาลอุทธรณ์ตัดสินไม่เป็นผลดีต่อทรัมป์ คาดการณ์ว่าเรื่องนี้อาจต้องไปถึงศาลฎีกา

ทรัมป์ขู่ ศาลสั่งเลิกเก็บภาษี เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกต่ำ!

สถานการณ์นี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก หากศาลตัดสินให้ยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้.

ทำไมทรัมป์ถึงขู่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะตกต่ำถ้าศาลสั่งเลิกเก็บภาษี

การที่ทรัมป์ออกมาขู่เช่นนี้ บ่งบอกถึงความกังวลอย่างมากต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น หากรัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามที่คาดการณ์ไว้ มาตรการภาษีตอบโต้เป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการเจรจาการค้า และการสูญเสียเครื่องมือนี้ไป อาจทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบในการแข่งขันทางการค้ากับประเทศอื่นๆ

นอกจากนี้ การที่ทรัมป์อ้างถึงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 2472 แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่เขาคาดการณ์ไว้ และต้องการที่จะเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษามาตรการภาษีเหล่านี้ไว้

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ การตัดสินใจของศาลอุทธรณ์ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก หากศาลตัดสินให้ยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องหามาตรการอื่นๆ มาทดแทน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางการค้า และป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ต่อไปนี้คือประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม:

  • ผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ: หากสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ ประเทศคู่ค้าบางประเทศอาจได้รับประโยชน์ ในขณะที่บางประเทศอาจได้รับผลกระทบ
  • ผลกระทบต่อผู้บริโภค: การเปลี่ยนแปลงในนโยบายภาษีอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการ ที่ผู้บริโภคต้องจ่าย
  • ความเป็นไปได้ในการแก้ไขกฎหมาย: หากศาลตัดสินไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล รัฐบาลอาจพยายามแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ต่อไปได้

สถานการณ์นี้ยังคงมีความไม่แน่นอน และต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่ทรัมป์ออกมากล่าวเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายและการหาทางออกร่วมกัน

การตัดสินใจของศาลจะมีผลอย่างมากต่อทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการค้าระหว่างประเทศในภาพรวม.

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน ผู้บริโภคและนักลงทุนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในตลาด

ที่มา – ทรัมป์ขู่ศาลเศรษฐกิจสหรัฐจะตกต่ำครั้งใหญ่ ถ้าสั่งให้เลิกเก็บภาษี

ผู้ว่าฯ อยุธยาเปิดปฏิบัติการ สัปดาห์สีแดง กวาดล้างยาเสพติด

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยนายภูวริน บุญภูพันธ์ตันติ ป้องกันจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายอานนท์ ไชยชาติ ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชุดเฉพาะกิจกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ดำเนินการปิดล้อมตรวจค้นจับกุมผู้เสพ/ผู้ค้าและผู้ติดยาเสพติดอย่างเข้มข้นในช่วงปฏิบัติการ “สัปดาห์สีแดง” ระหว่างวันที่ 8 – 15 สิงหาคม 2568 ได้ลงพื้นที่ชุมชนหัวแหลม ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา

หลังจากชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการมั่วสุมยาเสพติด แจ้งข้อมูลสำคัญว่า บริเวณตึกแถวอาคารพาณิชย์สี่ชั้นด้านล่างเป็นร้านข้าวมันไก่ ตรงข้ามกับวิทยาลัยฯ แห่งหนึ่ง เป็นแหล่งมั่วสุม และลักลอบขายยาเสพติด ในรูปแบบของยาเสพติดที่ใช้ในแหล่งท่องเที่ยว กลางคืนและสายปาร์ตี้ เช่น ยาเค ขนมยาอี คอลลาเจนแฮปปี้วอร์เตอร์ บุหรี่ไฟฟ้า และหัวพ็อตเค โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้สืบสวนเกาะรอยข้อมูลหาข่าวในทางลับ และติดตามพฤติการณ์ของชายหญิงเจ้าของอาคารพาณิชย์ดังกล่าว จนเป็นที่มั่นใจว่ามีพฤติกรรมลักลอบขายยาเสพติดสายปาร์ตี้ให้กับวัยรุ่นในพื้นที่ผ่านทางช่องทางออนไลน์จริง

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจึงวางแผนล่อซื้อยาเคและหัวพ็อตเคจากนางสาวหลิน และได้เข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านอาคารพาณิชย์เป้าหมาย พบนางสาวหลิน ยืนอยู่บนบ้านชั้น 4 พร้อมท่าทางตื่นตกใจที่เจอเจ้าหน้าที่ จากนั้นนำตรวจค้นเพิ่มเติมภายในห้องนอนและชั้นดาดฟ้า พบของกลางยาเสพติดสายปาร์ตี้ พร้อมของกลาง ยาเค (คีตามีน) จำนวน 109 กรัม ยาอี จำนวน 297 เม็ด คอลลาเจนแฮปปี้วอเตอร์ จำนวน 31 ซอง ยาไฟว์ไฟว์ จำนวน 20 เม็ด บุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 13 ชิ้น หัวบุหรี่ไฟฟ้าพ็อตเค จำนวน 97 หัว ตรวจยึดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา เป็นเงินสดจำนวน 737,950 บาท และทองคำรูปพรรณมูลค่าประมาณ 500,000 บาท

นายนิวัฒน์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนนางสาวหลินให้การรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองว่า ตนพร้อมแฟนหนุ่มได้ลักลอบขายยาเสพติดสายปาร์ตี้มาเป็นเวลา 4-5 ปีแล้ว โดยแฟนหนุ่มเป็นคนจัดหายาเสพติด เช่น ยาเค ยาอี หัวพ็อตเค คอลลาเจนแฮปปี้วอเตอร์ เอามาให้ตนแบ่งขายให้กับวัยรุ่น นักเรียนนักศึกษา และลูกค้าที่ติดต่อสั่งซื้อผ่านทางแอพพลิเคชั่นสีฟ้าและสีเขียว โดยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเปิดปฏิบัติการ “สัปดาห์สีแดง” ระหว่างวันที่ 8 ถึง 15 สิงหาคม ลงพื้นที่ดำเนินการปิดล้อมตรวจค้นจับกุมผู้ค้าผู้เสพอย่างเข้มข้น ตามนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองแจ้งข้อกล่าวหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอีและแฮปปี้วอร์เตอร์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 (คีตามีนและยาไฟว์ไฟว์และพ็อตเค) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และข้อกล่าวหาครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผู้ว่าฯ อยุธยาเปิดปฏิบัติการ สัปดาห์สีแดง กวาดล้างยาเสพติด

รายละเอียดปฏิบัติการ สัปดาห์สีแดง

จากเหตุการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่แพร่ระบาดในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดได้ง่าย การจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายนี้ ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งในการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่

สัปดาห์สีแดง นี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระดับชาติในการแก้ไขปัญหายาเสพติด รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวด และดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาดในสังคม การที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเปิดปฏิบัติการ “สัปดาห์สีแดง” จึงเป็นการตอบสนองต่อนโยบายดังกล่าว และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหายาเสพติด

การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน หากทุกคนร่วมมือกัน ปัญหายาเสพติดก็จะลดน้อยลง และสังคมไทยก็จะน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ปัญหายาเสพติดเป็นภัยร้ายที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน หากเราไม่ร่วมมือกันแก้ไข ปัญหานี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป การที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาออกมาตรการ สัปดาห์สีแดง จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่า เรากำลังเดินหน้าแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

ที่มา – ผู้ว่าฯอยุธยา เปิดปฏิบัติการ สัปดาห์สีแดง กวาดล้างยาเสพติด จับกุมผู้ค้าให้กลุ่มนักศึกษา-วัยรุ่นสายปาร์ตี้ยา

รวบหนุ่มสุโขทัย ขนยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.อมรศักดิ์ เกษมก์สิริ รอง ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.เดชพล เปรมศิริ ผบก.สส.ภ.6 สั่งการให้พ.ต.อ.พงษ์อาจ ล้ำตระกูล พ.ต.อ.ธัชพงศ์ วงศ์พัฒนานิวาศ รอง ผบก.สส.ภ.6 พ.ต.อ.วรเชษฐ์ พลขันธ์ ผกก.ปพ.บก.สส.ภ.6 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ปพ.ฯ ประจำด่านตรวจพาหนะพยุหะคีรี สนธิกำลัง กก.3 บก.สกส.บช.ปส. จับกุมนายพรเทพ หรือต้น กุยแก้ว อายุ 40 ปี ชาว จ.สุโขทัย พร้อมยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล บรรทุกเฉพาะกิจ (บรรทุกรถยนต์) ยี่ห้อฮีโน่ สีเหลือง หมายเลขทะเบียน 86 4810 สุพรรณบุรี โดยจับกุม ได้บริเวณด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จว.นครสวรรค์

สืบเนื่องจากพบเบาะแสว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือไปส่งมอบให้กับลูกค้าในพื้นที่ภาคใต้ โดยจะใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน 86 4810 สุพรรณบุรี เป็นยานพาหนะ จึงได้กระจายกำลังตั้งด่านตรวจ กระทั่งพบรถเป้าหมายได้ขับขี่เข้ามาภายในด่านตรวจ จึงเรียกให้หยุดรถบริเวณที่ด่านตรวจ และได้ทำการซักถามข้อมูล แต่สังเกตเห็นว่านายพรเทพ กุยแก้ว มีอาการตื่นเต้น น้ำเสียงผิดปกติเวลาโดนซักถาม จึงขอทำการตรวจค้น และนำรถยนต์เข้าทำการตรวจโดยเครื่อง X-Ray ผลการตรวจพบมีวัตถุต้องสงสัย น่าเชื่อว่าเป็นสิ่งของผิดกฎหมายหรือยาเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจ จึงนำรถยนต์คันดังกล่าวมาทำการตรวจค้นโดยละเอียดอีกที จนพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ จึงจับกุม

สอบสวนให้การว่ายาเสพติดจากดังกล่าวมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยรับยาจาก อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ปลายทางนำไปจำหน่ายที่อ.ร่อนพิบูล จ.นครศรีธรรมราช และได้ค่าจ้าง 3 แสนบาท การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่กระจายลงสู่พื้นที่ภาคใต้

รวบหนุ่มสุโขทัยขนยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด

การจับกุมนายพรเทพ หรือต้น กุยแก้ว ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ได้รับเบาะแสและเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางจำนวนมหาศาลได้สำเร็จ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามยาเสพติดของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างต่อเนื่อง

รายละเอียดการจับกุมหนุ่มสุโขทัยขนยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด

  • ผู้ต้องหา: นายพรเทพ หรือต้น กุยแก้ว อายุ 40 ปี ชาว จ.สุโขทัย
  • ของกลาง: ยาบ้า 2,500,000 เม็ด
  • ยานพาหนะ: รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อฮีโน่ สีเหลือง หมายเลขทะเบียน 86 4810 สุพรรณบุรี
  • สถานที่จับกุม: ด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จว.นครสวรรค์

จากการสอบสวน นายพรเทพให้การว่า ได้รับยาเสพติดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยรับยาจาก อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ และมีปลายทางนำไปจำหน่ายที่ อ.ร่อนพิบูล จ.นครศรีธรรมราช โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงิน 3 แสนบาท

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่คิดจะกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที

ปัญหายาเสพติดเป็นภัยร้ายที่กัดกินสังคมไทย การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับลูกหลานของเรา

การจับกุม หนุ่มสุโขทัยขนยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติด แต่ก็แสดงให้เห็นว่าขบวนการค้ายาเสพติดยังคงมีอยู่ และยังคงพยายามที่จะลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการเฝ้าระวังและปราบปรามยาเสพติดจึงต้องดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องสังคมไทยจากภัยร้ายนี้

และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในประเทศไทย การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เราสามารถเอาชนะภัยร้ายนี้ได้อย่างยั่งยืน การให้ความรู้ การป้องกัน และการบำบัดรักษา ล้วนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการต่อสู้กับยาเสพติด

การจับกุม หนุ่มสุโขทัยขนยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด เป็นสัญญาณที่ดีว่าเจ้าหน้าที่ยังคงทำงานอย่างหนัก แต่เราทุกคนก็ต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติด

ที่มา – จับหนุ่มสุโขทัยขนยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด สารภาพได้ค่าจ้าง 3 แสนเตรียมส่งลงใต้

‘นอภ.หนองบัว’ สั่งกวาดล้างยาเสพติด

นายนพดล พลซื่อ นายอำเภอหนองบัว/ผอ.ศป.ปส.อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ พ.ต.อ.พีระศักดิ์ สุทธิสวรรค์ ผกก. สภ.หนองบัว สั่งการชุดปฏิบัติการพิเศษอำเภอหนองบัว ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองบัว ผอ.รพ.สต.บ้านกระดานหน้าแกล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ตำบลห้วยถั่วเหนือ ตั้งจุดตรวจ ณ สามแยกทางเข้าหมู่ที่ 9 ต.ห้วยถั่วเหนือ และออกตรวจตราลาดตระเวนรักษาความสงบ เฝ้าระวังในพื้นที่ บริเวณหมู่ที่ 7, 8 , 9 ต.ห้วยถั่วเหนือ และติดตามผู้ติดยาเสพติดที่ได้จากการ Re X-ray มานำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา 4 ราย ผลการปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหตุการณ์ปกติ

‘นอภ.หนองบัว’ สั่งกวาดล้างยาเสพติด

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ‘นอภ.หนองบัว’ ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจัง โดยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ สาธารณสุข และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ

ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสังคมในหลายด้าน ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคง การแก้ไขปัญหายาเสพติดจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด

ความเข้มงวดในการปราบปรามยาเสพติดของ ‘นอภ.หนองบัว’ ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ และเป็นการป้องปรามผู้ที่คิดจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

มาตรการเชิงรุกของ ‘นอภ.หนองบัว’

การที่ ‘นอภ.หนองบัว’ สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษลงพื้นที่กวาดล้างยาเสพติด เป็นมาตรการเชิงรุกที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องการให้มีการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง โดยการตั้งจุดตรวจ การออกตรวจตราลาดตระเวน และการติดตามผู้ติดยาเสพติดมาบำบัดรักษา เป็นการดำเนินการที่ครอบคลุมในทุกด้าน

นอกจากนี้ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหายาเสพติด โดยการมีส่วนร่วมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) จะทำให้การเฝ้าระวังและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การ Re X-ray ผู้ติดยาเสพติดและการนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการช่วยเหลือผู้ที่หลงผิดให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม โดยการให้โอกาสในการบำบัดรักษา จะทำให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถเลิกยาเสพติดได้อย่างถาวร และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
  • การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติด
  • การส่งเสริมและสนับสนุนการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด
  • การสร้างงานสร้างรายได้ให้กับผู้ที่ผ่านการบำบัดรักษา เพื่อให้มีอาชีพที่มั่นคงและไม่กลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก

การแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพื่อให้สังคมไทยปลอดจากยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ได้มีเพียงการปราบปราม แต่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันและบำบัดรักษาควบคู่กันไปด้วย การสร้างความเข้าใจให้ประชาชนถึงโทษของยาเสพติด และการให้โอกาสผู้ที่หลงผิดกลับตัวเป็นคนดีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ‘นอภ.หนองบัว’ เข้มสั่งชุดปฏิบัติการพิเศษลงพื้นที่กวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers

สศก.เฮ! เศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5% จาก ‘น้ำดี-อากาศหนุน’

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ปี 2568 (เมษายน – มิถุนายน) ขยายตัวถึงร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกพืชในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของพืชผล เกษตรกรจึงมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่าง รวมทั้งมีการบำรุงดูแลและเฝ้าระวังโรคมากขึ้น ส่งผลให้สาขาพืชซึ่งเป็นสาขาการผลิตหลักขยายตัวได้ดี และส่งผลบวกต่อเนื่องไปยังสาขาบริการทางการเกษตร ขณะที่สาขาประมงและสาขาป่าไม้ขยายตัวจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ส่วนสาขาปศุสัตว์มีทิศทางหดตัว สำหรับรายละเอียดการผลิตในแต่ละสาขา มีดังนี้

สาขาพืช ขยายตัวร้อยละ 7.9 เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงปลายปี 2567 เอื้ออำนวยต่อการผลิตพืชหลายชนิด โดยเฉพาะไม้ผลที่มีการออกดอกติดผลได้ดี ประกอบกับช่วงต้นปีถึงเดือนพฤษภาคม 2568 มีปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทำให้พืชหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น สินค้าพืชที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติมีเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของต้นข้าว เกษตรกรจึงขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นทั้งในและนอกเขตชลประทาน บางพื้นที่มีการปลูกข้าวนาปรังถึง 2 รอบ ประกอบกับราคาข้าวในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยและบำรุงรักษามากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น สับปะรดปัตตาเวีย ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและมีปริมาณน้ำฝนเพียงพอต่อการเพาะปลูก ทำให้ต้นสับปะรดมีความสมบูรณ์ สามารถบังคับให้ออกผลได้มากกว่าปีที่ผ่านมา
อีกทั้งไม่ประสบปัญหาภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วงอย่างที่เกิดขึ้นในปีก่อนหน้าส่งผลให้พื้นที่เก็บเกี่ยวและผลผลิตรวมทั้งประเทศเพิ่มขึ้น ปาล์มน้ำมัน ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาปาล์มในปี 2565 อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกแทนยางพารา พื้นที่นา และพื้นที่รกร้าง ซึ่งเริ่มให้ผลผลิตในปี 2568 เป็นปีแรก ประกอบกับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 ทำให้ต้นปาล์มสมบูรณ์ มีการออกทะลายเพิ่มขึ้นและมีน้ำหนักมากขึ้น ลำไย ทุเรียน มังคุด และเงาะ เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในภาคตะวันออก เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการออกดอกติดผล ไม่ร้อนและแห้งแล้งเหมือนปีที่ผ่านมา ราคาที่อยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่องหลายปี จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่และดูแลรักษาเป็นอย่างดี ประกอบกับในปีที่ผ่านมาไม้ผลส่วนใหญ่ให้ผลผลิตน้อย ทำให้มีการพักต้นสะสมอาหาร

ส่งผลให้ปีนี้มีความสมบูรณ์และให้ผลผลิตได้มากขึ้น สินค้าพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง ผลผลิตลดลงจากผลกระทบของการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในแหล่งเพาะปลูกหลักทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับฝนที่มาล่าช้าในช่วงเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก และฝนที่ตกชุกในช่วงการสะสมอาหาร ส่งผลให้หัวมันสำปะหลังได้รับความเสียหาย อ้อยโรงงาน ผลผลิตลดลง เนื่องจากต้นอ้อยมีการเติบโตได้ดีจากปริมาณฝนในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ทำให้ผลผลิตส่วนใหญ่ถูกเก็บเกี่ยวไปแล้วในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ส่งผลให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตในไตรมาส 2 ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ยางพารา ผลผลิตลดลง เนื่องจากจำนวนวันกรีดลดลงจากการดำเนินมาตรการขอความร่วมมือเลื่อนฤดูเปิดกรีดยางออกไป 1 เดือน ของภาครัฐ นอกจากนี้ เกษตรกรในภาคใต้และภาคตะวันออกมีการตัดโค่นต้นยางอายุมากที่ให้ผลผลิตน้อย เพื่อปรับเปลี่ยนไปปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นชนิดอื่น

สาขาปศุสัตว์ หดตัวร้อยละ 0.9 โดยสุกรและไข่ไก่ มีผลผลิตลดลงจากการดำเนินโครงการรักษาเสถียรภาพราคาของภาครัฐ โดยมีการปรับลดแม่พันธุ์สุกรภายในประเทศ และการขอความร่วมมือให้เกษตรกรปลดแม่ไก่ยืนกรงตามอายุที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ทำให้ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง อย่างไรก็ตาม ปริมาณไข่ไก่ยังคงเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ไก่เนื้อและน้ำนมดิบ มีการผลิตเพิ่มขึ้นตามความต้องการบริโภคในประเทศและการส่งออกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการที่เกษตรกรมีการปรับปรุงการบริหารจัดการฟาร์มและนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ประกอบกับภาครัฐมีการเฝ้าระวังโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง

สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 1.3 โดยกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งเป็นสินค้าหลักในสาขานี้ มีผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคากุ้งมีแนวโน้มสูงขึ้น จูงใจให้เกษตรกรปรับเพิ่มปริมาณการปล่อยลูกกุ้ง ประกอบกับมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ทำให้กุ้งมีอัตราการรอดสูง ส่วนปลานิล ปลาดุก และสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือ ผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาอาหารสัตว์น้ำซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ทำให้เกษตรกรปรับลดปริมาณการปล่อยลูกพันธุ์ปลา ขณะที่การทำประมงทะเล ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน และต้นทุนด้านน้ำมันเชื้อเพลิงที่ค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ประกอบการประมงมีการออกเรือจับสัตว์น้ำลดลง

สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 2.8 เป็นผลสืบเนื่องจากการขยายตัวในสาขาพืช โดยเกษตรกรมีการขยายเนื้อที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่าง ส่งผลให้ภาพรวมกิจกรรมการจ้างบริการทางการเกษตรเพื่อเตรียมดินและการเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชที่สำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสับปะรดปัตตาเวีย

สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 0.6 โดยผลผลิตไม้ยูคาลิปตัส ถ่านไม้ และรังนก เพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ภายในประเทศและตลาดต่างประเทศที่ขยายตัว ขณะที่ไม้ยางพาราลดลงตามพื้นที่เป้าหมายการตัดโค่นสวนยางพาราเก่าของการยางแห่งประเทศไทย และความต้องการนำเข้าของจีนสำหรับอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ที่ลดลง ส่วนครั่ง ผลผลิตลดลงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของครั่ง

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรทั้งปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0 – 3.0 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณฝนที่มากขึ้นและตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติมีเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกตลอดปี ประกอบกับมีการดำเนินนโยบายของภาครัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตร รวมทั้งการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและยกระดับสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน การเฝ้าระวังโรคระบาดในพืชและสัตว์

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ราคาปัจจัยการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดมีทิศทางลดลง รวมถึงปัจจัยภายนอก อาทิ ความขัดแย้งและสงครามการค้าระหว่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา อาจทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย และส่งผลต่อเนื่องมายังปริมาณการผลิตและราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศ

โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5% แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของภาคการเกษตรไทย แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ด้วยการบริหารจัดการที่ดีและสภาพอากาศที่เป็นใจ ก็ยังสามารถสร้างผลผลิตที่น่าพอใจได้

สศก.ปลื้ม! เศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5% จาก ‘น้ำดี-อากาศหนุน’

การเติบโตของเศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5% นี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเกษตรกรและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เราควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนต่อไป

ปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5%

  • ปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ
  • สภาพอากาศที่เอื้ออำนวย
  • การขยายพื้นที่เพาะปลูก

การที่ เศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5% นั้นเกิดจากหลายปัจจัยที่ส่งเสริมกัน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรออกมาดีเกินคาด

ที่มา – สศก.ปลื้ม! เศรษฐกิจเกษตรไตรมาส 2 โต 5.5% ผลจาก ‘น้ำดี-อากาศหนุน’