ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

24 ทีม! ชิงแชมป์ศึกลูกหนังยูแชมเปี้ยนชิพที่อุบลฯ

การแข่งขันฟุตบอลชิงชนะเลิศมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3 หรือ “ศึกลูกหนังยูแชมเปี้ยนชิพ” กำลังจะระเบิดศึกขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี 24 ทีมชั้นนำจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชันฝีเท้าเพื่อชิงเงินรางวัลรวม 1 ล้านบาท

นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เป็นประธานในการแถลงข่าวและจับสลากการแข่งขัน ศึกลูกหนังยูแชมเปี้ยนชิพ รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ พร้อมมอบถ้วยรางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และทุนการศึกษา รวมมูลค่า 1,000,000 บาท ณ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถนนโยธี

การแข่งขันรอบคัดเลือกระดับภูมิภาคทั้ง 5 ภาคได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยมีทีมตัวแทนจากแต่ละภาคจำนวน 22 ทีม พร้อมด้วยทีมเจ้าภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และทีมแชมป์เก่า มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ รวมเป็น 24 ทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-10 กันยายน 2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

สำหรับเงินรางวัลในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ทีมแชมป์จะได้รับเงินรางวัล 400,000 บาท รองแชมป์ 200,000 บาท อันดับ 3 100,000 บาท และอันดับ 4 80,000 บาท ส่วนทีมที่ตกรอบก่อนรองชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัลทีมละ 55,000 บาท

24 ทีมชั้นนำ ประชันแข้งล่าแชมป์ ศึกลูกหนังยูแชมเปี้ยนชิพ ที่อุบลราชธานี

นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ กล่าวว่า การแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3 เป็นโครงการที่สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมของนิสิตนักศึกษา โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูกิจกรรมด้านการกีฬาระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมีการจัดการแข่งขัน 2 รอบ ได้แก่ รอบคัดเลือกระดับภูมิภาค 5 ภาค และรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ

ทีมที่เข้าร่วมแข่งขัน ศึกลูกหนังยูแชมเปี้ยนชิพ

ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้มีทั้งหมด 24 ทีม ดังนี้:

  • ม.ราชภัฏอุบลราชธานี (เจ้าภาพ)
  • ม.นอร์ทกรุงเทพ (แชมป์เก่า)
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ม.ธุรกิจบัณฑิตย์
  • ม.กรุงเทพธนบุรี
  • ม.ธรรมศาสตร์
  • ม.ราชภัฏเชียงใหม่
  • ม.ปทุมธานี
  • ม.ราชภัฏนครราชสีมา
  • วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย
  • ม.ขอนแก่น
  • ม.ราชภัฏสงขลา
  • ม.ทักษิณ
  • มจพ.พระนครเหนือ
  • ม.กรุงเทพ
  • ม.ศิลปากร
  • ม.เกษมบัณฑิต
  • ม.นเรศวร
  • ม.ราชภัฏเพชรบุรี
  • ม.การจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น
  • ม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • ม.วงษ์ชวลิตกุล
  • ม.ราชภัฏนครศรีธรรมราช
  • ม.สงขลานครินทร์

การแข่งขัน ศึกลูกหนังยูแชมเปี้ยนชิพ ครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญให้นักเตะจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้แสดงศักยภาพและพัฒนาฝีเท้า หวังว่าการแข่งขันจะเป็นไปอย่างสนุกสนานและสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทุกท่าน

ที่มา – 24 ทีมชั้นนำ ประชันแข้งล่าแชมป์ ศึกลูกหยังยูแชมเปี้ยนชิพ ชิงเงินรางวัล 1 ล้านบาท ที่อุบลราชธานี

ศรีสะเกษสั่งเฝ้าระวังชายแดน แจ้งเตือนภัย!

จังหวัดศรีสะเกษยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยชายแดน สั่งเฝ้าระวังเข้มข้น พร้อมแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังโดรนและวัตถุระเบิด รวมถึงเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใสในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ นี่คือประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการประชุมล่าสุดของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้เปิดเผยว่า นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้มอบหมายให้เป็นประธานในการประชุมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดศรีสะเกษ และศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ ภัยอื่นๆ ประจำปี 2568 เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ

ศรีสะเกษสั่งเฝ้าระวังชายแดน แจ้งเตือนโดรน-วัตถุระเบิด พร้อมย้ำเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือโปร่งใส

ประเด็นสำคัญที่ถูกเน้นย้ำในการประชุมคือ การแจ้งเตือนประชาชนให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานความมั่นคงและประกาศของจังหวัดอย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะตัดสินใจอพยพกลับภูมิลำเนาของตนเอง หากประชาชนพบเห็นอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่ควบคุมการบินมาจากภายนอกประเทศ ขอให้แจ้งสายด่วน 1374 หรือ 191 ได้ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการเก็บกู้วัตถุระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งขณะนี้สามารถเก็บกู้ได้แล้วจำนวน 13 ลูก และขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นวัตถุต้องสงสัยใดๆ ในพื้นที่ ให้รีบแจ้งสายด่วน 191 โดยทันที เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

ในส่วนของมาตรการด้านสุขภาพ มีการประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคมาลาเรียในศูนย์พักพิงชั่วคราวและพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นย้ำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลและป้องกันตนเองจากยุงกัด เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

ความโปร่งใสในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือ

อีกประเด็นที่สำคัญคือ การบริหารจัดการด้านการเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้รายงานข้อเสนอแนะจากสำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยเน้นย้ำให้การเบิกจ่ายเป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย และหนังสือสั่งการอย่างเคร่งครัด และต้องไม่มีการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงมือผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดหารือแนวทางการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ไม่ได้อยู่ในเขตประกาศช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยในกรณีที่ได้ทำประกันไว้กับบริษัทต่างๆ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการช่วยเหลือให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด การที่ศรีสะเกษสั่งเฝ้าระวังชายแดน แจ้งเตือนโดรน-วัตถุระเบิด พร้อมย้ำเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือโปร่งใส แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการดูแลความปลอดภัยและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การแจ้งเตือนเกี่ยวกับโดรนและวัตถุระเบิดเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น และการศรีสะเกษสั่งเฝ้าระวังชายแดน แจ้งเตือนโดรน-วัตถุระเบิด พร้อมย้ำเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือโปร่งใสจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าเงินช่วยเหลือจะถูกใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใสอย่างแน่นอน

ดังนั้น การที่จังหวัดศรีสะเกษสั่งเฝ้าระวังชายแดน แจ้งเตือนโดรน-วัตถุระเบิด พร้อมย้ำเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือโปร่งใส นับเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

ที่มา – ศรีสะเกษสั่งเฝ้าระวังชายแดน แจ้งเตือนโดรน-วัตถุระเบิด พร้อมย้ำเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือโปร่งใส

ไทยฮอนด้าเปิดตัวรถ 2 รุ่นใหม่ พร้อมทิศทางครึ่งปีหลัง

ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย จัดงานแถลงข่าว ‘Thai Honda Press Conference & Mid-Year Meeting 2025 : Leading The Future’ ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานมีการประกาศภาพรวมผลประกอบการครึ่งปีแรก และแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลัง พร้อมเปิดตัวรถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่นใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ ‘All New Honda Wave125’ รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมพรีเซนเตอร์คนใหม่ ‘โจอี้-ภูวศิษฐ์’ นักร้องเลือดอีสานขวัญใจมหาชน และ ‘New Honda Forza 350 Special Edition x Öhlins’ ที่ร่วมกับ Öhlins แบรนด์เทคโนโลยีช่วงล่างระดับโลก พัฒนาชุดโช้กอัพ Special Edition สุดพรีเมียม รวมถึง New Honda Giorno+ อีกหนึ่งรุ่นยอดนิยมที่มาพร้อมสีใหม่ สีน้ำเงิน Matte Blue ร่วมด้วยการเผยแผนดำเนินโครงการบริจาคหมวกกันน็อก 60,000 ใบทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีไทยฮอนด้า

มร.ยูอิจิ ชิมิซุ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวเปิดงาน “ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ไทยฮอนด้าได้เผชิญทั้งความท้าทายและโอกาส พร้อมก้าวผ่านช่วงเวลาสำคัญไปพร้อมกับลูกค้าและพันธมิตรทุกฝ่าย ในช่วงครึ่งปีแรก ยอดขายรวมของตลาดรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 1.06 ล้านคัน หรือ เพิ่มขึ้น 101% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ยอดขายของไทยฮอนด้าอยู่ที่ 0.86 ล้านคัน หรือ เติบโต 102%  เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สำหรับตลาดรวมตลอดปี 2568 เราคาดการณ์เหมือนตอนต้นปีว่าจะมียอดขายรวมอยู่ที่ 1.68 ถึง 1.73 ล้านคัน หรือ เติบโตประมาณ 101% ส่วนไทยฮอนด้าตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1.36 ถึง 1.40 ล้านคัน หรือราว 102% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์และบริการของฮอนด้าอย่างต่อเนื่อง”

“และรถจักรยานยนต์ในกลุ่มรถครอบครัว ยังคงเป็นเซกเมนต์ที่ได้รับความนิยมสูง เป็นเวลากว่า 28 ปีแล้วที่ Honda Wave เป็นมากกว่ารถจักรยานยนต์ ที่อยู่เคียงข้างคนไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยยอดขายสะสมกว่า 19 ล้านคัน ในวันนี้เราจึงกลับมาพร้อมการยกระดับกับ All New Honda Wave125 รุ่นใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งในด้านคุณภาพ ความคุ้มค่า และสไตล์ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยเราได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดังอย่าง ‘โจอี้ ภูวศิษฐ์’ เพื่อเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทันสมัยและเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ครอบครัวยุคใหม่ ตอกย้ำความผู้นำในกลุ่มรถครอบครัวที่หลายคนยกให้เป็นอันดับหนึ่ง”

All New Honda Wave125 ครั้งแรกกับเทคโนโลยี Combine Brake System (CBS) ที่ช่วยกระจายแรงเบรกระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจทุกการเบรกหยุดรถได้อย่างนุ่มนวล และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพิ่มความสะดวกสบายด้วยฟีเจอร์ใหม่ ทั้ง New Honda SMART Key กุญแจรีโมตอัจฉริยะล้ำสมัย (เฉพาะรุ่นล้อแม็ก-กุญแจรีโมต) และชุดควบคุมการทำงานสวิตซ์เปิด-ปิดเบาะ อีกทั้ง New USB-C Charger ช่องชาร์จไฟสำรองทุกที่แบบไม่มีสะดุด และ New Rotation Hook ที่แขวนอเนกประสงค์พับเก็บได้ ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

All New Honda Wave125 ยังคงตอบโจทย์ในเรื่องประหยัด ทนทาน ด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุด 71.4 กม./ลิตร และมาพร้อมเครื่องยนต์ Honda Smart Engine 125 ซีซี พร้อมเปิดวางจำหน่ายด้วย 5 สีใหม่สุดพรีเมียม ทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นล้อแม็ก-กุญแจรีโมต มีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีน้ำตาล-ดำ, สีน้ำเงิน-ดำ, สีขาว-ดำ และสีดำ ราคาแนะนำ 60,800 บาท ตามด้วยรุ่นล้อแม็ก มีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีน้ำตาล-ดำ, สีน้ำเงิน-ดำ, สีขาว-ดำ และสีดำ ราคาแนะนำ 59,400 บาท และรุ่นล้อซี่ลวด มีทั้งหมด 2 ดำ ได้แก่ สีแดง-ดำ และสีดำ ราคาแนะนำ 57,200 บาท

เสริมความพิเศษไปอีกขั้น กับรุ่น All New Honda Wave125R อัปลุคใหม่ให้สปอร์ตเกินต้าน ด้วยชุดแต่ง H2C ดีไซน์โฉบเฉี่ยว สติกเกอรสีทูโทนตกแต่งรอบคัน เพิ่มความจัดจ้านด้วยโช้กหลัง Profender สีแดงทอง มาพร้อมที่ปรับระดับ Rebound ช่วยซับแรงสะเทือนได้ดี ราคาแนะนำ 66,200 บาท

และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ New Honda Forza 350 Special Edition x Öhlins เสริมลุคสปอร์ตด้วยชุดสติกเกอร์ Öhlins รอบคัน สะท้อนความพรีเมียมด้วย โลโก้ Bold Emblem สีทอง มาพร้อมชุดแผ่นวางเท้าและพักเท้าหลังจาก H2C จำนวนจำกัดเพียง 500 คันทั่วประเทศ ราคาแนะนำ 207,000 บาท

พร้อมกันนี้ นำเสนออีกหนึ่งรุ่นยอดนิยมกับ New Honda Giorno+ ที่มาพร้อมกับสีใหม่ ‘สีน้ำเงินเข้ม Matte Blue’ ภายใต้คอนเซปต์ ‘Rise to New High พาสไตล์คุณเหนือใคร’ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ แมตช์ได้ทุกลุคสายแฟชั่น วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ในราคาแนะนำ 67,700 บาท มีให้เลือกถึง 7 เฉดสี ในรุ่น ABS ได้แก่ น้ำเงิน-ดำ, สีส้ม-ดำ, สีเทา-ดำ, สีขาว-ดำ และ สีดำ รุ่น CBS ได้แก่ สีเขียว-ดำ และ สีเหลือง-ดำ

ไทยฮอนด้าเปิดตัวรถ 2 รุ่นใหม่-เผยทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง

สรุปแล้ว ไทยฮอนด้าเปิดตัวรถ 2 รุ่นใหม่-เผยทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง ถือเป็นการประกาศที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งาน

ไทยฮอนด้าเผยทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง

การที่ไทยฮอนด้าเปิดตัวรถ 2 รุ่นใหม่-เผยทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลังนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา – ไทยฮอนด้าเปิดตัวรถ2 รุ่นใหม่-เผยทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง

บุ๋ม ปนัดดา ฟาดมาลี โสเจียตา! รอไว้นะ!

จากกรณีที่ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี อายุ 49 ปี พิธีกรและนางงามชื่อดัง ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโฆษกของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.จิตอาสา) ซึ่งนับเป็นภารกิจสำคัญที่เจ้าตัวจะเข้ามาทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ หลายคนก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นหลากหลาย โดยเข้ามาแสดงความยินดีและขอให้บุ๋มช่วยประชาสัมพันธ์ รวมถึงบอกกล่าวข่าวที่เป็นความจริงไปสู่สายตาชาวโลกอีกทางหนึ่งด้วย

ล่าสุดเมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 8 ส.ค. บุ๋ม ปนัดดา ได้เปิดใจกับ เดลินิวส์ หลังรับตำแหน่งดังกล่าว โดยเล่าว่า ”สถานการณ์ชายแดนตอนนี้ความรุนแรงแล้วแต่จุด ถ้าน่าห่วงคือเนินสามห้าศูนย์ , ช่องอานม้ามีบ้าง ตาควายมีบ้าง เพราะอยู่กันแค่นี้ 30 เมตร เขาเลยแอบโยนหินมาก่อกวนเราตอนดึกมากกว่า เขาจะเน้นการยั่วยุมากกว่า แต่ทหารไทยรับมือได้สบายค่ะ ทหารไทยขวัญและกำลังใจดีมาก เห็นจากสิ่งที่เราทำให้ คนลงพื้นที่ไปทำ เขารับรู้ได้ถึงกำลังใจจากประชาชนคนไทยแนวหลังทุกคน เขาขอบคุณมาก และเพื่อปกป้องอธิปไตยของคนไทยทุกคน เขาไม่ถอยอยู่แล้วค่ะ ถามว่ามันช้าไปไหม บุ๋มตอบเลยว่าช้าไปค่ะ จริงๆบุ๋มว่าตำแหน่งนี้มาช้าไปด้วยซ้ำ คิดว่าทุกคนคงคิดเหมือนกันว่าปนัดดามาช้าไป แต่เขาคงรอให้ถึงขีดสุด คงรู้สึกว่าฝั่งนั้นก็ยังไม่หยุดเฟคนิวส์สักที ก็เลยต้องหาใครสักคนออกมาเคลียร์ เพราะที่ผ่านมา ถ้าเป็นผู้ชายทำเขาจะรู้สึกกระดากที่จะต้องมานั่งตีกับผู้หญิง แต่ใครที่สะใจว่าบุ๋มเข้ามาตีกับเจ๊มาลี บุ๋มบอกเลยว่าบุ๋มจะทำมากกว่านั้น บุ๋มไม่ได้มาตีกับใครซักคน แต่บุ๋มยันด้วยความจริง ที่มันควรจะเกิดขึ้นและมันควรจะเป็น เพราะการตีกับใครสักคนด้วยฝีปากและอารมณ์ดิฉันก็ทำได้ แต่ดิฉันจะไม่ทำเพราะนี่คือภาพลักษณ์ของประเทศไทย และทุกสิ่งทุกอย่างที่จะออกจากปากของดิฉันไปต่างชาติต้องได้ยิน มันไม่ได้เป็นสิ่งที่คนไทยเท่านั้นที่จะรู้ แต่ต่างประเทศจะต้องรู้ว่าประเทศไทยเราโดนกระทำอะไรบ้าง ดังนั้นนี่คือสิ่งที่บุ๋มจะขอพลังจากทุกคนค่ะ“

”ถามว่าได้ดูการทำงานของคุณมาลีไหม คงไม่มีประโยชน์อะไรกับการจะพูดกับคนที่กล้าโกหกขนาดนี้ ออกสื่อโลก และเราก็ไม่ต้องให้ราคาอะไรกับเขาด้วยเพียงแต่ว่าการต่อสู้กับคนที่ขี้โกหก คือการที่เราต้องไม่โกหกค่ะ ถ้าเราไปโกหกตาม เราก็จะเป็นแค่พวกเดียวกับเขา ดังนั้นเราต้องเหนือกว่าด้วยการอยู่บนความจริงและพูดด้วยหลักฐานทุกอย่างเขาจะหงายออกไปเอง เดี๋ยวนี้อะไรที่ไม่จริง อะไรที่ปลอมเดี๋ยวมันก็เปิดเผย ประเทศอื่นอารยธรรมเขาไปไกลขนาดนั้นเขาดูออกแต่เขาไม่พูด สุดท้ายเรื่องที่คนไทยแสดงพลังรักกันในเหตุการณ์นี้ บุ๋มมองเห็นเสมอค่ะในฐานะของบุ๋มนะ เราเห็นกำลังใจตลอดมันเป็นพลังน้ำใจที่งดงามมากๆและสิ่งนี้จะทำให้คนที่เจอวิกฤตต่างๆก้าวพ้นข้ามผ่านไปได้ อยากจะขอบคุณแทนพี่น้องถ้าทหาร ขอบคุณแทนผู้อพยพทุกคนที่ทุกท่านส่งพลังให้พวกเขา คอยเป็นห่วงเป็นใย คอยไปทำโรงครัวให้ ก็อยากให้กำลังใจกันนะคะ หลังจากผ่านวิกฤตกันไป บุ๋มขออย่างเดียว ไปเที่ยวกันเยอะๆนะคะอยากให้ไปเที่ยวเพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจมันนิ่งและสะดุดหมดเลย เด็กๆก็ไม่ได้เรียน หลังจากนี้ถ้าสงบแล้วจริงๆ บุ๋มอยากจะจัดพาเที่ยวจากโฆษก ศบ.ทก จิตอาสาค่ะ ประสาทต่างๆ ให้เห็นความงดงามของประเทศไทย และไปช่วยให้เศรษฐกิจเขาฟื่องฟูกลับมา และนี่คือพลังจากพวกเราค่ะ”

ทั้งนี้ บุ๋ม ปนัดดา ได้ฝากถึงคุณมาลี ด้วยภาษาอังกฤษว่า “I can’t believe the you deliver fake news all the time to the world But from now on, everyone will get the truth from Thailand And wait for me for the upcoming news Only the truth will go from my message. Wait for that (แปลภาษาไทยได้ความว่า) ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่า คุณส่งข่าวปลอมไปทั่วโลกตลอดเวลา แต่จากนี้ไป ทุกคนจะได้รับความจริงจากประเทศไทย รอไว้นะ! กับข่าวที่จะมาในเร็ว ๆ นี้ ข่าวที่ส่งออกไปจากฉัน จะมีแต่ความจริงเท่านั้น รอไว้นะ!

บุ๋ม ปนัดดา ฟาดกลับ! รอไว้นะ!

จากสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียด การเข้ามาของบุ๋ม ปนัดดา ในฐานะโฆษก ถือเป็นความหวังที่จะนำเสนอความจริงสู่สายตาชาวโลก และเป็นการตอบโต้ข่าวสารที่บิดเบือน หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองคือการตอบโต้กับคุณมาลี โสเจียตา โฆษกกัมพูชา ซึ่งบุ๋มได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างชัดเจนว่า รอไว้นะ! จะนำเสนอแต่ความจริงเท่านั้น

จับตา! บุ๋ม ปนัดดา ประกาศ “รอไว้นะ!”

สิ่งที่น่าสนใจคือ การใช้ภาษาอังกฤษของบุ๋ม ปนัดดา เพื่อสื่อสารไปยังนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องเข้าถึงผู้คนในวงกว้าง การประกาศว่า “รอไว้นะ!” ยิ่งเป็นการสร้างความคาดหวังว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่จะทำให้ความจริงปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น

การเข้ามาของบุ๋ม ปนัดดา ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรับตำแหน่ง แต่เป็นการประกาศสงครามกับข่าวปลอม และการให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำเสนอความจริงสู่สายตาชาวโลก การที่เธอใช้คำว่า “รอไว้นะ!” เป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนทั่วไป ว่าความจริงกำลังจะถูกเปิดเผย

ที่มา – รอไว้นะ! “บุ๋ม ปนัดดา” ฟาดด้วยความจริงถึง “มาลี โสเจียตา” โฆษกกัมพูชา” ปัง ดัง ตรงประเด็น!

“เก๋ ชลลดา” ไร้สัญญาณป่วยเยื่อบุสมองอักเสบ

ทำเอาแฟนๆ เป็นห่วงอย่างมากหลังจากนักแสดงสาวมากความสามารถ “เก๋-ชลลดา เมฆราตรี” ได้ออกมาโพสต์ภาพขณะแอดมิตอยู่ที่โรงพยาบาล พร้อมเล่าอาการป่วยที่เริ่มต้นจากอาการปวดศีรษะรุนแรงจนคิดว่าเป็นไมเกรนธรรมดา แต่เมื่อตรวจอย่างละเอียดกลับพบว่าเป็นโรคเยื่อบุสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสเริมขึ้นสมอง งานนี้ทำเอาหลายคนอยากรู้ว่าเธอเป็นโรคนี้จากสาเหตุอะไร ล่าสุดสาวเก๋ไปร่วมงาน TAVO PETS Thailand’s First Launch “Pets Protection Reimagined” เจ้าตัวก็เล่าให้ฟังว่า

‘เก๋ ชลลดา’ ปวดหัวหนักนึกว่าไมเกรน ที่แท้ ‘เยื่อบุสมองอักเสบ’ ไวรัสเริมขึ้นสมอง!

เก๋ เผยว่า “ครั้งนี้ที่ไม่สบายไม่ได้มีสัญญาณอะไรจะป่วยเลย ทำงานปกติ วันที่ไม่สบายยังไปส่งสุนัข 2 ตัวที่ได้บ้านใหม่ไปหาผู้อุปการะ ก็อุ้มเค้าอยู่ดีๆ หันคอแล้วก็รู้สึกเจ็บที่ต้นคอมากๆ ก็เลยรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติแน่เลยก็เลยนั่งพักปรากฏว่ามันวิ่งจากคอขึ้นมาหลังหูแล้วก็มาที่ขมับ ก็เลยรู้สึกว่าอาการป่วยมันไม่น่าปกติแล้ว แต่โชคดีมากๆ ผู้อุปการะน้องหมาเค้าเป็นเวลล์เนสเซ็นเตอร์พอดี เค้าก็เลยปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วก็ให้น้ำเกลือให้เรารู้สึกแข็งแรงขึ้นนิดนึง แล้วก็กลับมาบ้านมาพักผ่อน ก็แบบไม่หายปวดหัวซักทีเป็นการปวดหัวที่แปลกมาก ตอนแรกนึกว่าเป็นไมเกรน ก็ทานยาทุกอย่างนอนไปแล้วไม่รู้สึกดีขึ้นเลย วันรุ่งขึ้นก็ไม่ไหวผิดปกติแล้วก็เลยไปหาคุณหมอ คุณหมอก็เลยบอกว่าโชคดีมากๆ เลยนะจริงๆ แล้วปวดหัวแบบนี้ควรจะมาหาคุณหมอภายใน 6 ชั่วโมง เก๋รอมาตั้ง 19 ชั่วโมง แต่ก็ยังโชคดีที่ภายใน 24 ชั่วโมง อาการปวดหัวคือปวดศีรษะรุนแรงมากๆ แล้วก็เจ็บคอเหมือนคนเมื่อยคอ คอเคล็ดไม่สามารถก้มคอได้ อาการประมาณนั้น แล้วก็มีตาพร่าแล้วก็มีแสงแฟลชในตา เก๋ไม่มีสัญญาณใดๆเลยนะคือจะบอกว่าใช้ชีวิตปกติมาก แล้วอาทิตย์ก่อนที่จะเข้าโรงพยาบาลก็ใช้ชีวิตปกติ ก็มีออกกำลังกายปกติวันที่ไม่สบายก็ยังออกกำลังกายตอนเช้า”

เก๋ ชลลดา

“คุณหมอบอกว่าจริงๆ เยื่อบุสมองอักเสบจริงๆ แล้วมันเป็นโรคที่ไม่ใช่ปกติ อย่างเก๋ถ้ามาช้าอีกนิดนึงคุณหมอก็บอกว่าจะมีอาการปากเบี้ยว หรือเป็นอัมพฤกษ์ชั่วคราว สาเหตุจริงๆ แล้วทุกคนถ้าเกิดใครเคยเป็นอีสุกอีใสอันนี้ของเก๋ ใครเคยเป็นก็จะมีไวรัสตัวนี้อยู่ในตัว ซึ่งไวรัสตัวนี้ก็เป็นตัวเดียวกับโรคเริม ที่เป็นที่ปากเป็นที่มือที่เท้า เพียงแต่ของเก๋มันไม่ได้ขึ้นอย่างนั้นมันไปขึ้นที่เยื่อบุสมองเลย ก็คือเยื่อบุสมองอักเสบ ซึ่งโชคดีที่ไปเร็วถ้าไปช้ามันก็จะเข้าไปที่แกนสมอง สิ่งที่กระตุ้นมันคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็อาจจะนอนน้อยติดต่อกันสามวัน แล้วก็อาจจะทานอาหารไม่ตรงเวลาด้วยเป็นจังหวะ คือเหมือนจังหวะมันนิดเดียวเองแล้วก็คุณหมอบอกว่าสาเหตุโรคนี้จริงๆ เกิดจากภูมิต้านทานตก พักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วก็อาจจะมีความเครียด ซึ่งก็บอกคุณหมอว่าเก๋ไม่มีอะไรเครียดเลยนะคะ คุณหมอก็บอกว่าอาจจะเครียดไม่รู้ตัวหรือเปล่า อาจจะไม่รู้ตัว”

เก๋ เล่าต่อว่า “จริงๆ โชคดีมากที่เก๋เนี่ยคุณหมอเอะใจได้เร็ว พอไปแอดมิตหนึ่งคืนไม่ดีขึ้นไข้ขึ้นตอนกลางคืน เช้ามาคุณหมอก็ให้ยาฆ่าเชื้อ ยาต้านไวรัสเลย รักษาทุกโรคเลย พอประมาณช่วงบ่ายโมงก็เจาะไขสันหลังเพื่อดูว่าเป็นอะไร ก็เลยเจอโรคไวรัสเฉพาะ คือเป็นไวรัส HSV ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่มียาเฉพาะทาง มันก็เป็นยากว้างๆ ของการต้านไวรัส ซึ่งคุณหมอก็ช่วยเต็มที่ ถามว่าหายขาดไหม จริงๆ แล้วตั้งแต่วันแรกที่ให้ยามันไม่มียาที่รักษาโดยตรง มันจะเป็นยาฉีดเข้าทางสายน้ำเกลือ ซึ่งเก๋แอดมิตมาประมาณเจ็ดวันแล้วเส้นมันแตก เจาะหลายที่แล้วไม่มีเส้นให้ได้ คุณหมอก็เลยให้กลับมาทานยาที่บ้าน ซึ่งจริงๆ แล้วต้องทานยาไปถึง 10 วัน ซึ่งเมื่อวานเพิ่งหมดวันที่ 10 แล้ววันนี้วันที่ 11 ก็เลยมาทำงาน แล้วก็ยังตอบไม่ได้ว่ามันหายจริงหรือเปล่า ร่างกายตอนนี้เก๋ จริงๆ ยังไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์มาก เมื่อกี้ตอนอยู่บนเวทีแล้วอากาศร้อนรู้สึกเลยมันเหมือนตัวหนักๆ คือโรคนี้เค้าบอกว่าต้องระวังเส้นเลือดมากๆ คุณหมอก็เลยบอกว่าช่วงนี้อย่าเพิ่งทำงานกลางแจ้งนะคะ อย่าเพิ่งโดนแดด ตอนนี้คิดว่าเรื่องนี้ ก็คงเป็นสัญญาณเตือนนะคะอย่างที่เก๋บอกในไอจีของเก๋ อุตส่าห์ดีใจว่า 10 ปีไม่ได้เข้าโรงพยาบาลเลย บริษัทประกันคงรักเก๋มากๆ ไม่ได้ใช้เลย พูดปัปได้เข้าโรงพยาบาลเลย ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยแล้วกันให้เราไม่ประมาท คือเราต้องรู้ลิมิตร่างกายตัวเอง ฝากเตือนไปถึงเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนด้วยนะคะจริงๆ แล้วอะไรก็ตามที่ผิดปกติจากที่เราเคยเป็นให้ไปพบแพทย์เลยนะคะ คือมันผิดปกติแสดงว่ามันไม่ใช่แล้ว อย่าคิดว่าปวดหัวแค่นี้กินยาแล้วหาย จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้ช่วยโดยตรงก็ได้เก๋ว่าพบแพทย์ดีที่สุดค่ะ”

เก๋ ชลลดา

“สามีของเก๋คือวันที่ไม่สบายโชคร้ายนิดนึงคือเค้าไม่อยู่ประเทศไทยพอดี ตอนแอดมิตก็ยังไม่อยากบอกกลัวเค้าเป็นห่วงเพราะเค้าต้องไปประชุม เค้าโทรมาตอนดึกก็เลยต้องบอกว่าตอนนี้อยู่โรงพยาบาล เค้าก็ตกใจแล้วยิ่งพอเล่าว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสมองทุกคนก็เป็นห่วงหมด ครอบครัวก็เป็นห่วงมากๆ ก็มาดูกันไปหมดเลย หลังจากนี้ก็ต้องรู้จักลิมิตของตัวเอง ฟังร่างกายจริงๆ บางทีรู้สึกว่าเหนื่อยนะแต่ไม่เป็นไรอีกนิดเดียวอึดได้ แต่เราต้องรู้จักลิมิตของตัวเอง แล้วหลังจากนี้จะไม่ฝืนแล้วเรียกว่าช่วงนี้ก็ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเลยเดี๋ยวอาทิตย์หน้าคุณหมอนัดตรวจเลือด เพราะยาที่ให้ก็แอบเป็นยาที่ค่อนข้างแรง ก็เป็นห่วงเรื่องไต”

เก๋ ชลลดา

“เก๋ ชลลดา” ไร้สัญญาณป่วยเยื่อบุสมองอักเสบ

จากเรื่องราวของเก๋ ชลลดา ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการใส่ใจสุขภาพและสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย หากพบความผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที เพราะหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ดังเช่นกรณีของโรคเยื่อบุสมองอักเสบ ที่หากรักษาช้าอาจส่งผลให้เกิดอาการปากเบี้ยวหรืออัมพฤกษ์ชั่วคราวได้

ดังนั้น การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ และทานอาหารที่มีประโยชน์ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคต่างๆ รวมถึงโรคเยื่อบุสมองอักเสบด้วย

อาการของเยื่อบุสมองอักเสบเป็นอย่างไร?

อาการเยื่อบุสมองอักเสบที่เก๋ ชลลดา พบเจอ เช่น ปวดหัวรุนแรง เจ็บคอ ก้มคอไม่ได้ ตาพร่า และมีแสงแฟลชในตา หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที

ที่มา – “เก๋-ชลลดา” ไร้สัญญาณป่วยเยื่อบุสมองอักเสบ ถ้ารักษาช้าอาจจะปากเบี้ยว-อัมพฤกษ์ชั่วคราว

กมธ.ตรวจเยี่ยมทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติ

นายจำลอง อนันตสุข สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานและโฆษกคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา พร้อมด้วยคณะอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษา ได้เดินทางไปยังศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อ ตรวจสอบความพร้อมของนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย ซึ่งกำลังเตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขัน มหกรรมกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่จะจัดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า ที่จังหวัดนครราชสีมา

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้รับฟังข้อมูลเชิงลึกจากนายอัครวิทย์ จิ๋วนารายณ์ ผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 2 และนายไมตรี คงเรือง นายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เกี่ยวกับความคืบหน้าและสภาพความพร้อมของนักกีฬาในประเภทสำคัญ เช่น แบดมินตัน, วีลแชร์บาสเกตบอล, ยกน้ำหนัก และวีลแชร์ฟันดาบ นอกจากนี้ยังได้เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจทีมนักกีฬา กรีฑาคนพิการทางปัญญา ที่ปักหลักฝึกซ้อมอยู่ที่ศูนย์ฯ เช่นเดียวกัน

นายจำลอง เผยว่า คณะกรรมาธิการของวุฒิสภาได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย การเดินทางมายังศูนย์ฝึกแห่งชาติในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเยี่ยมชมทั่วไป แต่เป็นการเข้าตรวจสอบความพร้อมอย่างเป็นทางการ เพื่อให้แน่ใจว่านักกีฬาคนพิการของไทยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านสถานที่ฝึกซ้อม อุปกรณ์กีฬา และวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขัน *กีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่จะจัดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรด้านกีฬาที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพของนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยให้สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเวทีระดับนานาชาติ เพื่อสร้างชื่อเสียงและนำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศชาติ.

กมธ.การท่องเที่ยวฯ ตรวจเยี่ยมความพร้อมทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติ

คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อประเมินความพร้อมของนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย ก่อนเข้าร่วมการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมาในช่วงต้นปีหน้า

ความสำคัญของการสนับสนุนทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติ

การสนับสนุนนักกีฬาคนพิการอย่างเต็มที่ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านสถานที่ฝึกซ้อม อุปกรณ์กีฬาที่ทันสมัย หรือวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ได้มาตรฐาน การลงทุนในด้านเหล่านี้จะช่วยให้นักกีฬาสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่และสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมในระดับนานาชาติ

การแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์เป็นเวทีสำคัญที่นักกีฬาคนพิการจากทั่วภูมิภาคอาเซียนจะได้แสดงความสามารถและศักยภาพของตนเอง การที่นักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างดี จะช่วยเพิ่มโอกาสในการคว้าเหรียญรางวัลและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ

นอกจากนี้ การสนับสนุนนักกีฬาคนพิการยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนพิการทุกคนให้หันมาเล่นกีฬาและพัฒนาตนเอง การที่นักกีฬาคนพิการประสบความสำเร็จในการแข่งขัน จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนพิการคนอื่นๆ และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของสังคมที่มีต่อคนพิการ

การที่คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของนักกีฬาคนพิการ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกีฬาคนพิการอย่างจริงจัง การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยให้นักกีฬาคนพิการไทยสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติในเวทีระดับนานาชาติ

เราเชื่อมั่นว่าด้วยความมุ่งมั่นและความพยายามของนักกีฬา รวมถึงการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน นักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยจะสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ และนำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศไทยอย่างแน่นอน

ที่มา – กมธ.การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ตรวจเยี่ยมความพร้อมทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติ

ท่าข้ามพิทยาคม: ชัยชนะเดลินิวส์ คัพ 2025

ศึกฟุตบอลนักเรียน “กรมพลศึกษา เดลินิวส์คัพ 2025” รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก. ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ สนาม ม.กรุงเทพธนบุรี เป็นการพบกันระหว่างทีม ท่าข้ามพิทยาคม และ วิชูทิศ ในกลุ่ม B ที่แฟนบอลจับตามอง

เริ่มเกมได้เพียง 3 นาที ท่าข้ามพิทยาคม ก็ขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากลูกสูตรเตะมุม รัชชานนท์ พูนพัฒนาทรัพย์ ลากบอลเข้าหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนยิงแฉลบกองหลังเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ทำให้ ท่าข้ามพิทยาคม ออกนำ 1-0 จากนั้นในนาทีที่ 18 ทรงพล ทองอาจ ได้บอลหลุดเดี่ยวจากการทำเกมตรงกลาง ก่อนที่จะลากเข้าไปยิงลอดขาผู้รักษาประตู วิชูทิศ ทำให้สกอร์ขยับเป็น 2-0 ช่วงเวลาที่เหลือในครึ่งแรก ทั้งสองทีมพยายามทำประตูเพิ่ม แต่ไม่สำเร็จ จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 2-0

ครึ่งหลัง วิชูทิศ พยายามเปิดเกมบุกเพื่อทวงประตูคืน และในนาทีที่ 79 นฤเทพ ศรีโลเพี้ยน ก็โขกทำประตูจากลูกเตะมุม ช่วยให้ วิชูทิศ ไล่มาเป็น 1-2 อย่างไรก็ตาม ท่าข้ามพิทยาคม ก็ตอบโต้ด้วยการสวนกลับเร็ว และในนาทีที่ 84 ทิวากร เชียงพฤกษ์ ลากบอลจี้เข้าหากองหลัง ก่อนซัดด้วยขวา บอลพุ่งเสียบใต้คานเข้าไปอย่างสวยงาม ทำให้ ท่าข้ามพิทยาคม นำห่าง 3-1

ท่าข้ามพิทยาคม คว้าชัยเหนือ วิชูทิศ

จบเกม ท่าข้ามพิทยาคม เอาชนะ วิชูทิศ ไปด้วยสกอร์ 3-1 เก็บ 3 คะแนนสำคัญ ทำให้ขยับขึ้นไปอยู่อันดับ 6 ของตาราง มี 6 คะแนน ส่วน วิชูทิศ ยังคงไม่มีคะแนน รั้งท้ายตารางกลุ่ม B และต้องตกชั้นไปเล่นในถ้วย ข.

สรุปผลการแข่งขัน: ท่าข้ามพิทยาคม vs. วิชูทิศ

  • ท่าข้ามพิทยาคม ชนะ วิชูทิศ 3-1
  • รัชชานนท์ พูนพัฒนาทรัพย์ และ ทรงพล ทองอาจ ทำประตูให้ ท่าข้ามพิทยาคม ในครึ่งแรก
  • นฤเทพ ศรีโลเพี้ยน ทำประตูให้ วิชูทิศ ในครึ่งหลัง
  • ทิวากร เชียงพฤกษ์ ทำประตูปิดท้ายให้ ท่าข้ามพิทยาคม

ชัยชนะของ ท่าข้ามพิทยาคม ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทีม และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาฝีเท้าต่อไปในอนาคต การแข่งขันกีฬาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างทักษะ และประสบการณ์ให้กับนักเรียนนักกีฬา ขอเป็นกำลังใจให้ทุกทีมในการแข่งขันครั้งต่อๆ ไป

ที่มา – “ท่าข้ามพิทยาคม” คว้าชัยเหนือ “วิชูทิศ” ในศึกลูกหนังขาสั้น “เดลินิวส์ คัพ 2025”

ม.วลัยลักษณ์ ชู “สุขภาวะ” พัฒนานักศึกษา

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสัญจรคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ครั้งที่ 2/2568 โดยเน้นย้ำแนวคิดสำคัญเรื่อง “สุขภาวะ : รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา” ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้บริหาร บุคลากร และผู้นำนักศึกษาจาก 22 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ งานนี้จัดขึ้น ณ ห้องประชุมภัทรธรรมาภรณ์ ชั้น 9 โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นประธานเปิดการประชุม

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของสุขภาวะในยุคปัจจุบันว่า ไม่ใช่เเค่ความรู้เเละทักษะเท่านั้นที่จะนำพาบัณฑิตไปสู่ความสำเร็จ แต่ยังต้องมีสุขภาวะที่ดีทั้งกาย ใจ และปัญญา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสมดุล การมุ่งเน้นสร้าง “สุขภาวะ : รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา” จึงเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

นางสาวณัชริญา คงสุวรรณและนางสาวธัญญธร สิงห์ชัย นักศึกษาจาก ม.วลัยลักษณ์ที่เข้าร่วมประชุม ได้แสดงความคิดเห็นว่า การที่ผู้บริหารและคณาจารย์ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาวะ ทำให้นักศึกษารู้สึกดีใจและอบอุ่นใจ เพราะการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวอย่างมาก การมี “สุขภาวะ” ที่ดีจึงเป็นกุญเเจสำคัญที่ช่วยให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างมีความสุขเเละเต็มศักยภาพ

นายกีรดิต โยงราช นักศึกษาจาก ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างๆ มีจำนวนนักศึกษาเป็นจำนวนมาก การส่งเสริมเรื่องสุขภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง หากทุกคนในมหาวิทยาลัยมีสุขภาวะที่ดีในทุกด้าน จะทำให้สภาพเเวดล้อมในมหาวิทยาลัยดีขึ้น และส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาอีกด้วย

สุขภาวะ : รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เพื่อส่งเสริมแนวคิด “สุขภาวะ : รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา” อาทิ:

  • การปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สุขภาวะ: รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา” โดยผู้แทนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • การเสวนาเเลกเปลี่ยนมุมมองจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
  • นิทรรศการแสดงผลงานและนวัตกรรมการดูแลนักศึกษาจาก 17 สำนักวิชา 3 วิทยาลัยของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และมหาวิทยาลัยเครือข่าย
  • กิจกรรมเวิร์กชอป “ฮีลใจไปด้วยกัน เติมพลังชีวิต” เพื่อสร้างเสริมพลังบวกให้กับผู้เข้าร่วมงาน

ทำไมสุขภาวะถึงสำคัญต่อนักศึกษา?

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักคือการเป็นเวทีกลางในการเเลกเปลี่ยนองค์ความรู้เเละเเนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice) ในการส่งเสริมสุขภาวะของนิสิตนักศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

การที่มหาวิทยาลัยต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาวะของนักศึกษา แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่ว่า การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่กดดันหรือตึงเครียด แต่เกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อนักศึกษามีความสุข สุขภาพดี และมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ การลงทุนในสุขภาวะของนักศึกษาจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เพราะจะช่วยสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไป

ที่มา – ม.วลัยลักษณ์จัดประชุม ทปอ.ชูแนวคิด “สุขภาวะ” รากฐานพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา

ฮุน เซน โต้ ม.รามฯ เพิกถอนปริญญา ลั่นทิ้งไปแล้ว!

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ออกมาตอบโต้กรณีที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.รามฯ) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตของท่าน โดยให้เหตุผลว่า “สมเด็จ ฮุน เซน” มีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศไทย ซึ่งสวนทางกับคำประกาศเกียรติคุณที่เคยให้ไว้

สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้โพสต์ข้อความตอบโต้ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีเนื้อหาที่แสดงถึงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของ ม.รามฯ อย่างชัดเจน

ม.รามฯ เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’ ใช้ความรุนแรง-ไร้มนุษยธรรมต่อคนไทย

ใจความสำคัญของโพสต์ดังกล่าวมีดังนี้:

“น่าขำจริงๆ วันนี้ผมได้ยินมาว่า มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ ได้มีการลงมติถอนปริญญาบัตร (กิตติมศักดิ์) ที่มอบให้ผม!”

สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังกล่าวอีกว่า “ขอชี้แจงให้คุณทราบว่า คุณไม่จำเป็นต้องมาถอนปริญญาบัตรจากผมหรอก เพราะผมทิ้งมันลงส้วมไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2008 ตอนที่ประเทศไทยส่งกองทัพเข้ารุกรานปราสาทพระวิหารของชาวกัมพูชา” คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจาก ม.รามฯ อีกต่อไป

นอกจากนี้ ท่านยังระบุว่า “ปริญญาบัตรของคุณ ไม่มีคุณค่าใดๆ สำหรับผมที่จะเก็บรักษาไว้ ผมไม่รู้สึกภาคภูมิใจแม้แต่น้อย กับกระดาษแผ่นหนึ่งที่เรียกว่าปริญญาบัตรของพวกคุณ”

และทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ว่า “สมองของ ฮุน เซน ไม่ได้เกิดมาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยของพวกคุณหรอก สมองของฮุน เซน เกิดมาจากการสั่งสอนของประชาชนชาวกัมพูชา และโรงเรียนของประเทศกัมพูชา”

ฮุน เซน โต้ ม.รามฯ เพิกถอนปริญญา

จากข้อความทั้งหมดที่สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้โพสต์ ทำให้เห็นถึงความรู้สึกและทัศนคติของท่านที่มีต่อกรณีการเพิกถอนปริญญาบัตรในครั้งนี้อย่างชัดเจน ท่านมองว่าการกระทำของ ม.รามฯ เป็นเรื่องที่ไร้สาระ และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความภาคภูมิใจหรือคุณค่าในตัวเองของท่านแต่อย่างใด

ปฏิกิริยาต่อกรณี ฮุน เซน โต้ ม.รามฯ เพิกถอนปริญญา

หลังจากที่ข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา มีผู้คนจำนวนมากที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของ ม.รามฯ รวมถึงท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซน

  • ผู้ที่เห็นด้วยกับการเพิกถอนปริญญา: มองว่าการกระทำของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในอดีตที่ผ่านมานั้น ขัดแย้งกับหลักการและคุณธรรมที่มหาวิทยาลัยยึดถือ จึงสมควรที่จะถูกถอดถอนปริญญาบัตร
  • ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการเพิกถอนปริญญา: มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องของการเมือง และไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่มองว่าการเพิกถอนปริญญาบัตรในครั้งนี้ อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ไม่ว่าความคิดเห็นจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ

การออกมาโต้ตอบของ ฮุน เซน โต้ ม.รามฯ เพิกถอนปริญญาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกที่แข็งกร้าวและไม่ยอมอ่อนข้อของผู้นำกัมพูชาท่านนี้ การที่ท่านกล่าวว่าได้ทิ้งปริญญาบัตรลงในส้วมตั้งแต่ปี 2008 แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างมากต่อประเทศไทยในอดีต

อย่างไรก็ตาม การที่สมเด็จฯ ฮุน เซน เน้นย้ำว่าสมองของท่านไม่ได้มาจากมหาวิทยาลัยของไทย แต่มาจากการสั่งสอนของประชาชนและโรงเรียนในกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในชาติกำเนิดและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศกัมพูชาให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

สุดท้ายนี้ การที่ ม.รามฯ เพิกถอนปริญญาของสมเด็จฯ ฮุน เซน และการตอบโต้ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและน่าติดตามต่อไปว่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในอนาคตอย่างไร

ที่มา – ‘ฮุน เซน’ โต้ ม.รามฯ เพิกถอนปริญญา ลั่นไม่มีค่าจะเก็บรักษา-ทิ้งส้วมไปนานแล้ว

11 ส.ค. บินโดรนเกษตรได้ โดรนอื่นยังห้าม

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) แจ้งว่า กพท. ได้ออกประกาศฉบับที่ 3 ยังคงห้ามทำการบินอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ทุกประเภททั่วราชอาณาจักร จนถึงวันที่ 15 ส.ค. 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อความมั่นคง และความปลอดภัยทางการบินในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา อย่างไรก็ตามตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2568 กพท. จะผ่อนปรนอนุญาตเฉพาะการบินโดรนเพื่อการเกษตร ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ได้แก่ ผู้บังคับโดรน และตัวโดรนต้องขึ้นทะเบียนกับ กพท. ครบถ้วน และยังไม่หมดอายุ, ได้รับอนุญาตปฏิบัติการบินเพื่อการเกษตรจาก กพท.

ไม่มีประวัติฝ่าฝืนหรือถูกเพิกถอนสิทธิการบิน, ทำการบินได้เฉพาะในพื้นที่เกษตรของตน หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่, แจ้งการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ผ่านเว็บไซต์ uasportal.caat.or.th หรือแอปพลิเคชัน UAS Portal ของ CAAT หรืออีเมล ศตอ.น. [email protected] หรือ ตำรวจท้องที่ หรือกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน, ความสูงการบินไม่เกิน 30 เมตร, ทำการบินได้ระหว่างเวลา 06.00–18.00 น. เท่านั้น (ห้ามบินกลางคืน) และใช้เพื่อโปรย หว่าน สารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ สารเคมี เพื่อการเกษตร น้ำ หรือปุ๋ยเท่านั้น ห้ามใช้เพื่อถ่ายภาพหรือสำรวจ

ทั้งนี้ กพท. ได้กำหนดพื้นที่ห้ามทำการบินโดรนทุกประเภทโดยเด็ดขาด ได้แก่ พื้นที่หวงห้าม/อันตรายตามที่ประกาศใน AIP Thailand (16 พื้นที่หลัก เช่น ศรีษะเกษ, นครสวรรค์, จันทบุรี, ตราด, ราชบุรี, นครราชสีมา, อุบลฯลฯ) จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึก หรือมีกองกำลังปฏิบัติการภาคพื้น (7 จังหวัด) อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี, อำเภอเมือง จ.ระยอง, รัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบิน และจุดขึ้นลงอากาศยานทุกแห่ง และพื้นที่ที่หน่วยงานความมั่นคงประกาศเป็นการเฉพาะเพิ่มเติม

ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเจ้าหน้าที่มีอำนาจทำลายหรือตอบโต้อากาศยาน รวมถึงใช้ระบบต่อต้านอากาศยานไร้นักบิน (Anti-Drone System) ได้ อย่างไรก็ตามหากมีข้อสงสัย หรือพบการฝ่าฝืน สามารถแจ้งได้ที่ กพท. โทร. 02-568-8851 (ในเวลาราชการ) อีเมล[email protected] หรือ ศตอ.น. โทร. 02-126-7846 อีเมล [email protected] รวมถึงสถานีตำรวจหน่วยทหาร หรือหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่

ตั้งแต่ 11 ส.ค. อนุญาตให้บินโดรนเกษตรได้ โดรนอื่นยังห้ามบินทั่วไทย

สรุปง่ายๆ คือ ตั้งแต่ 11 ส.ค. อนุญาตให้บินโดรนเกษตรได้ โดรนอื่นยังห้ามบินทั่วไทย แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ กพท. กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด หากใครที่ต้องการใช้โดรนเพื่อการเกษตรในช่วงนี้ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ลงทะเบียนโดรนและตัวเองเรียบร้อยแล้ว ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง และปฏิบัติตามข้อกำหนดทุกประการ เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางกฎหมาย

เงื่อนไขสำคัญสำหรับการบินโดรนเกษตร ตั้งแต่ 11 ส.ค.

  • โดรนและผู้บังคับโดรนต้องขึ้นทะเบียนกับ กพท.
  • ต้องได้รับอนุญาตปฏิบัติการบินเพื่อการเกษตรจาก กพท.
  • ทำการบินในพื้นที่เกษตรของตนเอง หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่
  • แจ้งการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 12 ชั่วโมง
  • ความสูงการบินไม่เกิน 30 เมตร
  • ทำการบินได้เฉพาะระหว่าง 06.00-18.00 น. เท่านั้น
  • ใช้เพื่อการเกษตรเท่านั้น

การประกาศนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรที่ใช้โดรนในการทำการเกษตร แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมาย หากไม่แน่ใจในข้อกำหนดใดๆ ควรติดต่อ กพท. เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้การใช้งานโดรนเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

การที่ ตั้งแต่ 11 ส.ค. อนุญาตให้บินโดรนเกษตรได้ โดรนอื่นยังห้ามบินทั่วไทย แสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการสนับสนุนภาคการเกษตร ควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยทางการบิน การใช้เทคโนโลยีโดรนในการเกษตรสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำการเกษตรและต้องการใช้โดรนประเภทอื่น อาจจะต้องรอประกาศเปลี่ยนแปลงจาก กพท. อีกครั้ง แต่ในระหว่างนี้ก็ควรติดตามข่าวสารและเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานโดรนในอนาคต เมื่อสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายลง

ดังนั้น หากคุณเป็นเกษตรกรที่กำลังมองหาโอกาสในการใช้โดรนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน อย่าพลาดโอกาสนี้! ตรวจสอบคุณสมบัติของโดรนและตัวคุณเองให้พร้อม ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ให้เต็มที่ แต่ที่สำคัญที่สุดคือคำนึงถึงความปลอดภัยในทุกขั้นตอน

ตั้งแต่ 11 ส.ค. อนุญาตให้บินโดรนเกษตรได้ โดรนอื่นยังห้ามบินทั่วไทย การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานโดรนกลุ่มอื่นๆ ดังนั้นควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ตั้งแต่ 11 ส.ค. อนุญาตให้บินโดรนเกษตรได้ โดรนอื่นยังห้ามบินทั่วไทย