ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ลดทั้งกาญจน์! พาณิชย์จับมือหอการค้า กระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อเร็วๆ นี้ โรงแรมพีลูส อำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้รับเกียรติจาก นายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายบรมัตถ์พงษ์ พลเยี่ยม พาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี หัวเรือใหญ่ในการผลักดันโครงการนี้ ร่วมด้วยประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี และผู้ประกอบการชั้นนำจากภาคเอกชนที่เข้าร่วมสนับสนุนแคมเปญ

นายบรมัตถ์พงษ์ พลเยี่ยม พาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า กิจกรรม “ลดทั้งกาญจน์” เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของภาครัฐและเอกชน ที่มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น พร้อมสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกในเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม โดยรวบรวมโปรโมชั่นสุดพิเศษจากโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าท้องถิ่น ห้างสรรพสินค้า และผู้ประกอบการรายย่อยทั่วจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาพักผ่อนและใช้จ่ายในพื้นที่เพิ่มขึ้น นี่คือโอกาสทองของผู้บริโภคที่จะได้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยในราคาสุดคุ้ม

ทั้งนี้ แคมเปญ “ลดทั้งกาญจน์” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 สิงหาคม – 30 กันยายน 2568 โดยมีส่วนลดสูงสุดถึง 80% จากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกว่า 100 ราย เช่น โรบินสัน ไลฟ์สไตล์, บิ๊กซี, แม็คโคร, ทีเอ็มเค พาร์ค, กนกกาญจน์ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ รวมถึงร้านอาหารและโรงแรมชื่อดังในจังหวัด โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวเมืองกาญจน์ ห้ามพลาด!

ลดทั้งกาญจน์

โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโลว์ซีซั่น แต่ยังเป็นกลยุทธ์สร้างภาพลักษณ์จังหวัดกาญจนบุรีให้เป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นการหมุนเวียนรายได้ในพื้นที่ หลายสิบล้านบาท ตลอดช่วงแคมเปญ การผนึกกำลังของภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ทำไมต้องไปงาน ลดทั้งกาญจน์

  • ส่วนลดสุดพิเศษ: พบกับส่วนลดสูงสุดถึง 80% จากร้านค้า โรงแรม และร้านอาหารชั้นนำ
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด
  • ท่องเที่ยวคุ้มค่า: วางแผนเที่ยวเมืองกาญจน์ได้ในราคาที่ประหยัดกว่าเดิม
  • สินค้าหลากหลาย: เลือกซื้อสินค้าและบริการได้หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

จังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง ด้วยความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม การจัดงาน “ลดทั้งกาญจน์” จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของเมืองกาญจน์มากยิ่งขึ้น และช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น

การจัดงานในครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วนในการผลักดันเศรษฐกิจของจังหวัดกาญจนบุรีให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังจังหวัดกาญจนบุรีในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากจะได้รับความสุขจากการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นอีกด้วย

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญ “ลดทั้งกาญจน์” สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากช่องทางประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของจังหวัดกาญจนบุรี และหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวสุดคุ้มที่เมืองกาญจน์กันได้เลย!

ที่มา – พาณิชย์ จ.กาญจนบุรี จับมือหอการค้า จัดมหกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น “ลดทั้งกาญจน์”

ต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง ขบ. ครบรอบ 84 ปี!

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ครบรอบ 84 ปี! เปิดบริการสุดล้ำ ต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง อำนวยความสะดวกให้ประชาชน พร้อมเตรียมเปิดต่ออายุใบขับขี่และจดทะเบียนรถออนไลน์ในปีหน้า

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมการขนส่งทางบก ครบรอบ 84 ปี ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการขนส่งที่ปลอดภัย สู่อนาคตที่ยั่งยืน” ว่า ขบ. มีบทบาทสำคัญในการกำกับ ดูแล และพัฒนาระบบการขนส่งทางถนน รวมถึงการให้บริการประชาชนในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะและการขับขี่ เพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการนำเทคโนโลยีมายกระดับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

นายสุรพงษ์ยังกล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้ ขบ. พัฒนาและนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อกำกับ ดูแล พัฒนาระบบการขนส่งทางถนน และการให้บริการประชาชน รวมถึงขยายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงคมนาคม ที่สำคัญคือการเปิดให้บริการต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ลดภาระด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดี ขบ. กล่าวเสริมว่า ขบ. ได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยในการพัฒนาช่องทางการทำธุรกรรมการขอรับใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งถือเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการด้านใบอนุญาตขับรถ ตั้งแต่เปิดใช้ระบบเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2567 มีผู้ใช้บริการออกใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศแล้วกว่า 51,257 ฉบับ ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และต่อยอดมาสู่การให้บริการชำระต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง

ด้วยจำนวนผู้ใช้งานแอปฯเป๋าตังกว่า 40 ล้านราย คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีรถประจำปีได้อย่างมีนัยสำคัญ ประชาชนสามารถทำธุรกรรมทุกขั้นตอนได้ผ่านแอปฯ ตั้งแต่การยื่นชำระภาษี ชำระเงิน และรอรับเครื่องหมายการเสียภาษีที่บ้านผ่านไปรษณีย์ไทย โดยระหว่างรอรับการจัดส่ง ยังสามารถแสดงเครื่องหมายการเสียภาษีผ่านแอปฯ เป๋าตังได้ภายใน 15 วัน

นอกจากนี้ ขบ. และธนาคารกรุงไทยยังได้พัฒนาระบบการให้บริการต่ออายุใบอนุญาตขับรถผ่านแอปฯเป๋าตัง ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ภายในปี 2569 รวมถึงการวางระบบสำหรับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจดทะเบียนรถ (e-Service) เพื่อลดระยะเวลาการจดทะเบียน ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกและรวดเร็ว ลดการใช้ป้ายแดง โดยจะนำร่องใช้กับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รย.1) และรถจักรยานยนต์ (รย.12) ในปี 2569 ก่อนขยายไปยังรถประเภทอื่นๆ

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ความร่วมมือในการพัฒนาบริการต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง ตอกย้ำความสำเร็จของ ขบ. และธนาคารในการนำนวัตกรรมมายกระดับบริการขนส่งดิจิทัล โดยต่อยอดจากบริการขอใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศแบบออนไลน์ผ่าน KlubRoad ที่มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 40% นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายไปยังบริการต่ออายุใบขับขี่แบบออนไลน์ เชื่อมต่อระบบตรวจสุขภาพดิจิทัล และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. ประกันภัย และการตรวจสอบคะแนนความประพฤติในการขับขี่แบบครบวงจร

ธนาคารกรุงไทยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนภาครัฐในการพัฒนาบริการด้านการขนส่ง โดยนำเทคโนโลยีทางการเงินมาพัฒนา Smart Mobility สร้างระบบนิเวศดิจิทัลด้านยานยนต์ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงคมนาคมและวิสัยทัศน์ของธนาคารในการนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

ต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง

ทำไมต้องต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตัง?

  • สะดวก รวดเร็ว ทำได้ทุกที่ทุกเวลา
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  • รองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก
  • มีระบบรักษาความปลอดภัย

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งของประเทศไทย และเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จะช่วยให้การบริการภาครัฐมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด อย่ารอช้า! รีบดาวน์โหลดแอปเป๋าตังและลองใช้บริการต่อภาษีรถผ่านแอปเป๋าตังกันได้เลย

ที่มา – “ขบ.” ครบ 84 ปี เปิดบริการต่อภาษีรถผ่านแอปฯ “เป๋าตัง ปีหน้าต่ออายุใบขับขี่-จดทะเบียนรถผ่านออนไลน์

เวียดนามดึงดูดเอฟดีไอทะลุ 7 แสนล้านช่วงต้นปี

เวียดนามกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง! ข้อมูลล่าสุดเผยว่าในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้ เวียดนามสามารถเวียดนามดึงดูดเอฟดีไอมากกว่า 700,000 ล้านบาท สร้างความน่าสนใจและโอกาสทางเศรษฐกิจมากมาย

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ถึงแม้ว่ามูลค่าการลงทุนในโครงการใหม่จะลดลง 11.1% คิดเป็นมูลค่าราว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 324,000 ล้านบาท) แต่จำนวนโครงการใหม่กลับเพิ่มขึ้นถึง 15.2% คิดเป็นจำนวน 2,254 โครงการ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพของเศรษฐกิจเวียดนามในระยะยาว

การเพิ่มขึ้นของจำนวนโครงการใหม่ แม้ว่ามูลค่าการลงทุนเฉลี่ยต่อโครงการจะลดลง อาจสะท้อนถึงการกระจายตัวของการลงทุนไปยังภาคส่วนต่างๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

เวียดนามดึงดูดเอฟดีไอมากกว่า 700,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุว่าเวียดนามได้เบิกจ่ายเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไปแล้วถึง 13,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 440,000 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีสำหรับช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี และเพิ่มขึ้นถึง 8.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถของเวียดนามในการดึงดูดและบริหารจัดการเงินลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเบิกจ่ายเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าโครงการที่ได้รับการอนุมัติก่อนหน้านี้กำลังเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินงานจริง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการสร้างงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

ปัจจัยที่ส่งผลให้เวียดนามดึงดูดเอฟดีไอ

หลายปัจจัยเอื้ออำนวยให้เวียดนามกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ ได้แก่:

  • เสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ: เวียดนามมีความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนให้ความสำคัญ
  • นโยบายส่งเสริมการลงทุน: รัฐบาลเวียดนามมีนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลดขั้นตอนทางราชการ
  • ค่าแรงที่แข่งขันได้: ค่าแรงในเวียดนามยังคงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ทำให้เวียดนามเป็นแหล่งผลิตที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุน
  • การเข้าถึงตลาดที่กว้างขวาง: เวียดนามเป็นสมาชิกของข้อตกลงการค้าเสรีหลายฉบับ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจที่ตั้งอยู่ในเวียดนามสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

เวียดนามดึงดูดเอฟดีไอมากกว่า 700,000 ล้านบาท ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจเวียดนาม

ผลกระทบของการเวียดนามดึงดูดเอฟดีไอมากกว่า 700,000 ล้านบาท ต่อเศรษฐกิจโดยรวมนั้นมีมากมาย ตั้งแต่การสร้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี ไปจนถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก การลงทุนจากต่างประเทศยังช่วยกระตุ้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายบางประการ เช่น การพัฒนาทักษะของแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาอุตสาหกรรม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะช่วยให้เวียดนามสามารถรักษาความน่าสนใจในการลงทุนและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว ตัวเลขการลงทุนที่น่าประทับใจในช่วงต้นปีนี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเศรษฐกิจเวียดนาม และแสดงให้เห็นว่าเวียดนามยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ การรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการบริหารจัดการการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของเวียดนามในอนาคต

ที่มา – เวียดนามดึงดูดเอฟดีไอมากกว่า 700,000 ล้านบาท ระหว่างม.ค.-ก.ค.ปีนี้

NT เปิดแผนครึ่งปีหลัง คาดสิ้นปีรายได้ 6.7 หมื่นล้าน

พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2568 ว่า มีผลดำเนินงานรวม 41,118 ล้านบาท จากธุรกิจโมบาย บรอดแบนด์ โครงสร้างพื้นฐาน และ บริการดิจิทัล โดยมีกำไรสุทธิ 4,110 ล้านบาท คาดสิ้นปีรายได้รวม 67,525 ล้านบาท และกำไรสุทธิเป็นไปตามแผนธุรกิจ ทั้งนี้โดยรวมดอกเบี้ยส่วนเพิ่ม อันสืบเนื่องจากรายการพิเศษค่าคดีความส่วนแบ่งผลประโยชน์ของ บจก. จัสมิน ซับมารีน เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ จำนวน 5,128 ล้านบาท

ทั้งนี้ NT มีกำไรครึ่งปีแรกสูงกว่าแผนธุรกิจเนื่องจากการควบคุมค่าใช้จ่าย ประกอบกับควบคุมปัจจัยภาพรวมการบริหารจัดการได้ดีโดยตัวเลข EBIT เพิ่มขึ้นขณะที่ค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าเสื่อมราคาลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564-2568 เป็นผลให้ NT ได้รับการพิจารณาให้ออกจากการกำกับและติดตามการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจหรือแผนฟื้นฟูกิจการ จากมติสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้อีก 5 เดือนที่เหลือ NT จะไม่มีรายได้จากพันธมิตรคลื่นมือถือที่หมดอายุลง ทำให้สิ้นปีน่าจะมีกำไรอยู่ที่ 360 ล้านบาท โดย NT ยังคงเน้นการดำเนินงานตามเป้าหมายอย่างเข้มข้นและเคร่งครัดภายใต้การกำกับของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยมุ่งตอบโจทย์แผนตามยุทธศาสตร์หลักในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย การสนับสนุนภารกิจภาครัฐ และการพัฒนาองค์กร

พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวว่า หลังจากหมดอายุใบอนุญาตคลื่นความถี่ 850 MHZ,2300 MHz และ 2100 MHz ในเดือนสิงหาคม 2568 นับเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างมากในการปรับทิศทางธุรกิจของ NT โดยเป้าหมายแรกคือการผลักดันรายได้สิ้นปีนี้ให้ทันตามแผนธุรกิจ มุ่งรักษาฐานรายได้เดิมของธุรกิจหลักคือ ธุรกิจโมบาย ซึ่งปัจจุบัน NT ได้โอนย้ายลูกค้าและให้บริการอย่างต่อเนื่องบนคลื่น 700 MHz พร้อมลดต้นทุนค่าโรมมิ่งโดยปรับแพคเกจเน้น 4G ซึ่งลูกค้า MY by NT สามารถใช้งานเพียงพอต่อการใช้งานทั้งการโทร และการใช้อินเทอร์เน็ต

“นับจากนี้รายได้หลักที่เคยเป็นรายได้จากกลุ่มโมบายล์จะเหลือไม่ถึง 10 % ขณะที่บรอดแบนด์จะมีรายได้หลักเป็น 50% ด้วยการหาพันธมิตรในการทำธุรกิจคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะได้ข้อสรุปเงื่อนไขสำหรับคัดเลือกพันธมิตร โดยเน้นว่าไม่ได้เป็นการขายกิจการและลูกค้า”

ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นเป้าหมายสำคัญที่เน้นผลักดันเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างรายได้จากพื้นที่เช่าในทำเลศักยภาพสูงทั้งในกรุงเทพและจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ได้มีลูกค้าสนใจทำสัญญาหลายพื้นที่ อาทิ งามวงศ์วาน พระราม 4 ปราจีนบุรี และสุรวงศ์ โดย NT ได้ปรับระเบียบขั้นตอนในการหาผู้เช่าและการอนุมัติอัตราค่าใช้บริการที่คล่องตัว พร้อมกับร่วมมือพันธมิตรในการช่วยหาผู้เช่าเพิ่มขึ้น ร่วมกับการใช้ระบบข้อมูลภายในสนับสนุนเพื่อเร่งกระบวนการทำงานเร็วขึ้น ทั้งนี้ NT ได้ปรับการใช้พื้นที่ในโซนอาคารสำนักงานแจ้งวัฒนะทำให้ได้พื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นราว 10,000 ตารางเมตร ซึ่งจะเพิ่มเป็นพื้นที่เช่าต่อไป

สำหรับโอกาสในธุรกิจใหม่ NT เน้นเดินหน้าความร่วมมือพันธมิตร Joint Venture ที่สร้างรายได้ใหม่โดยเน้นด้านดิจิทัลและบริการคลาวด์ รวมถึงธุรกิจดาวเทียม การพัฒนาธุรกิจบริการด้านระบบดาวเทียมวงโคจรต่ำ(LEO) เป็นหนึ่งในโอกาสสร้างรายได้ระยะยาวของ NT โดยปัจจุบัน NT ให้บริการเกตเวย์สำหรับเครือข่ายดาวเทียมของ Eutelsat One Web ที่สามารถเป็นต้นแบบความสำเร็จในการร่วมมือกับผู้ให้บริการรายอื่น ๆ เพื่อรองรับการใช้งานโดรนที่จะสามารถควบคุมด้วยระบบดาวเทียมในอนาคต

นอกจากนี้ NT ยังมีแผนขยายตลาดในส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้นของบริการกลุ่มดิจิทัล,ดาต้าคอม, บรอดแบนด์, CCTV, SI และอสังหาริมทรัพย์ โดยผ่านทีมขายส่วนภูมิภาคทั่วประเทศและมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรเป็นหลัก บวกกับการควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในทุกด้านซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มระดับกำไรสุทธิให้เข้าเป้าตามแผน

สำหรับแนวทางการบูรณาการการใช้คลื่นความถี่ 850 MHZ ร่วมกับคลื่นความถี่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคลื่น Digital Trunk เพื่อประโยชน์ต่อประเทศในด้านความมั่นคง และรองรับการสื่อสารในภารกิจ/กรณีภัยพิบัติ โดยมั่นใจว่า NT ในฐานะโอเปอเรเตอร์ภาครัฐสามารถดำเนินการด้วยความพร้อมของอุปกรณ์โครงข่ายและบุคลากรทั่วประเทศ ซึ่งช่วยสนับสนุนภารกิจหน่วยงานรัฐ และหน่วยงานความมั่นคงได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ภัยพิบัติ ทั้งนี้ ยังต้องมีการรวบรวมข้อมูลความต้องการใช้งานที่ชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐและประเมินความคุ้มค่าต่อไป

ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อน ASEAN Digital Hub โดย NT พร้อมที่จะสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศในการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนด้าน Connectivity ในภาพรวม บนแนวคิดการขยายศักยภาพและความพร้อมในการรองรับการลงทุนด้านดิจิทัลของ Hyper Scale จากต่างชาติให้เข้ามาใช้ได้ทันที ได้แก่ การเพิ่มเส้นทางเชื่อมโยงเคเบิลใต้น้ำและภาคพื้นดินอย่างพอเพียง โดยเฉพาะเส้นทางสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เส้นทางเชื่อมต่อฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย, และเส้นทางไทย-สิงคโปร์ รวมถึงการบาลานซ์ทราฟิกออกนอกประเทศ, การบาลานซ์ทราฟิกระหว่างบนพื้นดินและใต้น้ำ และการเป็น Neutral ศูนย์กลางควบคุมการเชื่อมโยงระหว่างประเทศในอาเซียน ซึ่งจะส่งเสริมประเทศไทยด้านความมั่นคงและการเป็นผู้นำด้านสื่อโทรคมนาคมของภูมิภาคในอนาคต

NT เปิดแผนครึ่งปีหลัง คาดถึงสิ้นปีทำรายได้ 6.7 หมื่นล้าน

NT คาดสิ้นปีทำรายได้ 6.7 หมื่นล้าน

โดยสรุปแล้ว NT มีแผนที่จะเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ NT เปิดแผนครึ่งปีหลัง คาดถึงสิ้นปีทำรายได้ 6.7 หมื่นล้าน ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่สำคัญ และ NT ยังคงมุ่งมั่นที่จะให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าและประชาชนต่อไป

จับตาดูความเคลื่อนไหวของ NT ว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่

ที่มา – “NT” เปิดแผนครึ่งปีหลัง คาดถึงสิ้นปีทำรายได้ 6.7 หมื่นล้าน

กกท. หนุนทัพไทย! มั่นใจเวิลด์เกมส์ 2025 เริ่ดแน่

นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายส่งเสริมกีฬา เป็นประธานพิธีเปิดศูนย์อำนวยการคณะนักกีฬาไทย กกท. ในการแข่งขันกีฬาเวิลด์เกมส์ 2025 โดยมี นายเสก นพไธสง กงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู, นายธัชนาถ ทองประกอบ รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ, รศ.ดร.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ กรรมการกีฬาแห่งประเทศไทย หัวหน้าคณะนักกีฬาไทย และคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ เข้าร่วม ณ The Chengdu High -Tech Zone Tongpai Hotel ประเทศจีน

นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการคณะนักกีฬาไทย แบ่งออกเป็น Zone A ตั้งอยู่ที่โรงแรม Celebrity city hotel และ Zone B ตั้งอยู่ที่โรงแรม The Chengdu High -Tech Zone Tongpai Hotel โดยเปิดให้บริการระหว่างเวลา 09.00-19.00 น. โดยจะให้บริการด้านข้อมูลการแข่งขัน ประกอบด้วย การจัดทำโปรแกรมและสรุปผลการแข่งขัน รวมถึงประเมินและวิเคราะห์ผลการแข่งขัน เพื่อแก้ไขปัญหาทุกด้านในการแข่งขัน และการให้บริการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ได้แก่ ตรวจรักษา, โภชนาการ, กายภาพบำบัด, แคปซูลฟื้นสภาพร่างกายด้วยระบบออกซิเจนเข้มข้น, นวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ, เครื่องบำบัดด้วยแรงดันลม และการให้บริการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเคลื่อนที่ Sports Science Mobile Bus

ขณะที่ รศ.ดร.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ เปิดเผยว่า ต้องขอบคุณทางผู้ใหญ่ที่ได้มอบหน้าที่ ในการเป็นหัวหน้าคณะนักกีฬาไทย จากงานที่ผ่านมาตั้งแต่การเดินทางจากไทย การเข้าที่พัก การร่วมพิธีเปิด จนกระทั่งเข้าสู่การแข่งขันแล้วนั้น ต้องชมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมกันทำงาน เพื่อจะสนับสนุนให้นักกีฬาไทย ได้ลงทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องผลงานที่คาดหวังนั้น ก็เชื่อมั่นในนักกีฬาไทย จะสร้างผลงานที่ดีที่สุดได้ ก็ฝากถึงชาวไทยและแฟนกีฬาส่งใจเชียรทีมกีฬาไทยที่เฉิงตูด้วย.

กกท. หนุนทัพไทย มั่นใจเวิลด์เกมส์ 2025 เริ่ดแน่

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) พร้อมสนับสนุนทัพนักกีฬาไทยอย่างเต็มที่ในการแข่งขันกีฬาเวิลด์เกมส์ 2025 ที่กำลังจะมาถึง โดยนายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการ กกท. ได้เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์อำนวยการคณะนักกีฬาไทย เพื่อให้การสนับสนุนและดูแลนักกีฬาไทยอย่างใกล้ชิด

ศูนย์อำนวยการฯ นี้จะแบ่งออกเป็นสองโซน เพื่อความสะดวกในการให้บริการแก่นักกีฬา โดยจะมีการให้บริการข้อมูลการแข่งขันต่างๆ อย่างครบถ้วน รวมถึงการวิเคราะห์ผลการแข่งขันเพื่อปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีบริการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ทันสมัย เพื่อช่วยให้นักกีฬาสามารถฟื้นฟูร่างกายและเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันได้อย่างเต็มที่

ทำไม กกท. ถึงมั่นใจว่าเวิลด์เกมส์ 2025 จะออกมาดี?

รศ.ดร.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาไทย แสดงความมั่นใจว่านักกีฬาไทยจะสามารถสร้างผลงานที่ดีในการแข่งขันครั้งนี้ ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก กกท. และความมุ่งมั่นของนักกีฬาเอง เขาเชื่อว่าการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะทำให้นักกีฬาไทยสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ กกท. ยังได้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้นักกีฬาไทยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พัก การเดินทาง หรือการฝึกซ้อม สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กกท. ที่จะสนับสนุนให้นักกีฬาไทยประสบความสำเร็จในการแข่งขันเวิลด์เกมส์ 2025

  • ข้อมูลการแข่งขัน: โปรแกรม, สรุปผล, วิเคราะห์
  • วิทยาศาสตร์การกีฬา: ตรวจรักษา, โภชนาการ, กายภาพบำบัด
  • ฟื้นฟูร่างกาย: แคปซูลออกซิเจน, นวด, เครื่องบำบัด

การแข่งขันกีฬาเวิลด์เกมส์ 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญที่นักกีฬาไทยจะได้แสดงศักยภาพให้โลกได้เห็น ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก กกท. และความมุ่งมั่นของนักกีฬา เราเชื่อมั่นว่าทัพนักกีฬาไทยจะสามารถสร้างผลงานที่น่าประทับใจได้อย่างแน่นอน อย่าลืมส่งกำลังใจเชียร์นักกีฬาไทยในการแข่งขันครั้งนี้ด้วยนะครับ

กกท. หนุนทัพไทย มั่นใจเวิลด์เกมส์ 2025 เริ่ดแน่ เพราะเราเชื่อในศักยภาพของนักกีฬาไทย และพร้อมที่จะสนับสนุนทุกด้านเพื่อให้พวกเขาสามารถประสบความสำเร็จได้

ที่มา – “กกท.” เซอร์วิสทัพไทย เต็มที่ “ดร.ชาญชัย” มั่นใจผลงานศึกเวิลด์เกมส์ 2025 เจ๋งแน่นอน

รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G เพิ่ม 181 รายการ

ข่าวดีสำหรับเกษตรกรกรุงเทพฯ! มีการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G เพิ่ม 181 รายการ ช่วยยกระดับคุณภาพผลผลิต สร้างรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม สำนักพัฒนาสังคม เขตดินแดง ได้มีการประชุมคณะกรรมการให้การรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรของกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2/2568 โดยมีรองปลัดกรุงเทพมหานครเป็นประธานในการประชุมครั้งนี้

การประชุมรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G

การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้อนุมัติให้ใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรของกรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบไปด้วยข้อกำหนดมาตรฐานสินค้า ตราสัญลักษณ์สินค้า (Bangkok G) คู่มือปฏิบัติงาน และคู่มือการตรวจประเมินแหล่งผลิตพืชที่สำนักพัฒนาสังคมได้นำเสนอ เพื่อให้กรุงเทพมหานครมีมาตรฐานผลผลิตทางการเกษตรเป็นของตนเอง ส่งเสริมให้ผลผลิตของเกษตรกรมีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคและตลาด ทำให้เกิดโอกาสในการแข่งขันและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในที่สุด

ที่ประชุมได้พิจารณาการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G ครั้งที่ 2/2568 สำหรับเกษตรกรจำนวน 27 ราย จาก 14 เขต รวมทั้งหมด 181 รายการ ซึ่งคณะกรรมการตรวจประเมินได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งปลูกพืชของเกษตรกร และผลปรากฏว่าทั้ง 27 รายผ่านการประเมินตามข้อกำหนดทั้งหมด

เกษตรกรเข้ารับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G

ข้อมูล ณ วันที่ 20 มีนาคม 2568 พบว่า ในปีงบประมาณ 2567 และ 2568 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามในใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรของกรุงเทพมหานครให้แก่เกษตรกรรวม 50 ราย จำนวน 349 รายการ และในปีงบประมาณ 2568 (ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2568) มีเกษตรกรจาก 14 เขต ยื่นขอใบรับรองแหล่งผลิตพืช จำนวน 27 ราย รวมผลผลิต 181 รายการ

รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G เพิ่ม 181 รายการ

การเพิ่มขึ้นของจำนวนรายการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรุงเทพมหานครในการสนับสนุนเกษตรกร และยกระดับคุณภาพของสินค้าเกษตรให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

ทำไมการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G ถึงสำคัญ?

  • ยกระดับคุณภาพ: ช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพตามมาตรฐาน
  • สร้างความน่าเชื่อถือ: ผู้บริโภคมั่นใจในสินค้า
  • เพิ่มโอกาสทางการตลาด: ขยายช่องทางการขาย
  • เพิ่มรายได้: เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

การที่เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐาน ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของกรุงเทพมหานคร และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ดังนั้น การสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐาน จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของภาคการเกษตรไทย

ที่มา – รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Bangkok G เพิ่ม 181 รายการ ยกระดับคุณภาพผลผลิตเกษตรกร

ลูกยางสาวไทยเปิดหัวสวย! ซีวี ลีก เวียดนาม

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง ซีวี ลีก 2025 สัปดาห์ที่ 2 นัดแรก ณ ประเทศเวียดนาม เป็นการพบกันระหว่าง วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย อันดับ 20 ของโลก พบกับ ทีมชาติอินโดนีเซีย อันดับที่ 55 ของโลก ซึ่งแฟนๆ วอลเลย์บอลต่างตั้งตารอชมผลงานของลูกยางสาวไทย

ทีมลูกยางสาวไทย ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร จัดผู้เล่นชุดแรกลงสนาม นำโดย พรพรรณ เกิดปราชญ์, วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์, กัญญารัตน์ ขุนเมือง, ศศิภาพร จันทรวิสูตร, ธนัชชา สุขสด และ กัตติกา แก้วพิน โดยมี ปิยนุช แป้นน้อย และ จิดาภา นาหัวหนอง รับหน้าที่เป็นผู้เล่นอิสระ คอยสนับสนุนเกมรับอย่างเต็มที่

ลูกยางสาวไทยเปิดหัวสวย ประเดิมชัยซีวี ลีก

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมนักตบสาวไทยของเราช่วยกันเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม แสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ ตบเอาชนะ อินโดนีเซีย ไปแบบสบายๆ 3-0 เซต ด้วยสกอร์ (25-16, 25-16, 25-21) ทำให้ ลูกยางสาวไทยเปิดหัวสวย เก็บ 3 แต้มแรกในสนามสองของการแข่งขันซีวี ลีก 2025 ได้สำเร็จ สร้างความประทับใจให้กับกองเชียร์ชาวไทยเป็นอย่างมาก

ในแต่ละเซต ลูกยางสาวไทย แสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นทั้งในด้านเกมรุกและเกมรับ การประสานงานในทีมเป็นไปอย่างราบรื่น และการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าทำได้อย่างดีเยี่ยม อินโดนีเซียพยายามอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของทีมไทยได้

ฟอร์มการเล่นของแต่ละคนในทีม ลูกยางสาวไทย ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน พรพรรณ เกิดปราชญ์ ทำหน้าที่เซ็ตได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมทำแต้มได้อย่างต่อเนื่อง วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์ และ กัญญารัตน์ ขุนเมือง ช่วยกันบล็อกลูกตบของอินโดนีเซียได้อย่างเหนียวแน่น ศศิภาพร จันทรวิสูตร และ ธนัชชา สุขสด มีบทบาทสำคัญในการทำแต้มจากแดนหน้า และ กัตติกา แก้วพิน ช่วยเสริมความแข็งแกร่งในเกมรับ

ชัยชนะในนัดนี้ ไม่ได้มาจากความสามารถของผู้เล่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากการวางแผนการเล่นที่ชาญฉลาดของ “โค้ชอ๊อต” และการทำงานเป็นทีมที่แข็งแกร่งของนักกีฬาทุกคน ลูกยางสาวไทย แสดงให้เห็นถึงสปิริตและความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะมาครอง

โปรแกรมการแข่งขันนัดต่อไปของลูกยางสาวไทย

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันถัดไปในศึกซีวี ลีก 2025 ที่ประเทศเวียดนาม มีดังนี้:

  • วันเสาร์ที่ 9 ส.ค.: ไทย พบ ฟิลิปปินส์ เวลา 19.00 น.
  • วันอาทิตย์ที่ 10 ส.ค.: ไทย พบ เวียดนาม เวลา 19.00 น.

แฟนๆ วอลเลย์บอลชาวไทย สามารถติดตามชมและเชียร์ ลูกยางสาวไทย ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นกำลังใจให้นักกีฬาสร้างผลงานที่ดีต่อไป

ชัยชนะเหนืออินโดนีเซียในนัดแรกนี้ เป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยในศึกซีวี ลีก 2025 สนาม 2 ที่เวียดนาม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของทีมในการแข่งขันระดับนานาชาติ หวังว่าทีมจะรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีนี้ไว้ได้ และคว้าชัยชนะในนัดต่อๆ ไป เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

จากฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมในนัดแรก ทำให้เรามั่นใจว่าลูกยางสาวไทยมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันซีวี ลีก 2025 ที่เวียดนาม แฟนๆ ชาวไทยทุกคนร่วมส่งกำลังใจเชียร์พวกเธอให้เต็มที่!

ที่มา – ลูกยางสาวไทยเปิดหัวสวย! ตบอินโด 3 เซตรวด ประเดิมชัยศึกซีวี ลีก สนาม 2 เวียดนาม

ไตรศุลีจี้รัฐบาล ถอดถอนเครื่องราชฯ ฮุนเซน

จากกรณีที่ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล อดีตเลขานุการ รมว.มหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการ ถอดถอนเครื่องราชฯ ฮุนเซน พร้อมติดแฮชแท็ก #ถอนเครื่องราชกี่โมง #ฆ่าพี่น้องชาวไทยไปกี่คน นั้น

เรื่องราวดังกล่าวสืบเนื่องมาจากราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 (เล่ม 118 ตอนที่ 21 ข) ซึ่งเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ชาวต่างประเทศ โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แด่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤศจิกายน 2544 ในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit) ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – กัมพูชา และความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จำนวน 3 ราย ได้แก่

  • เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาปรมากรณ์ช้างเผือก สมเด็จฮุน เซน (H.E. Samdech Hun Sen) นายกรัฐมนตรี
  • เครื่องราชอิสริยาภรณ์ประถมากรณ์ช้างเผือก
    • นายฮอร์ นัมฮอง (H.E. Mr. Hor Namhong) รัฐมนตรีอาวุโสและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
    • นายซก อาน (H.E. Mr. Sok An) รัฐมนตรีอาวุโสและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประกาศดังกล่าวลงวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2544 โดยมี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ไตรศุลีจี้รัฐบาล ถอดถอนเครื่องราชฯ ฮุนเซน

การออกมาเรียกร้องให้ ถอดถอนเครื่องราชฯ ฮุนเซน ของ น.ส.ไตรศุลี ได้จุดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเหมาะสมในการมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ประเด็นสำคัญ: ทำไมต้องถอดถอนเครื่องราชฯ ฮุนเซน?

เหตุผลหลักที่ น.ส.ไตรศุลี เรียกร้องให้ ถอดถอนเครื่องราชฯ ฮุนเซน นั้น สื่อถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสั่งฆ่าพี่น้องชาวไทย ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อนในเชิงประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจของรัฐบาลไทยในเรื่องนี้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในหลายด้าน

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้

การพิจารณาถึงการ ถอดถอนเครื่องราชฯ ฮุนเซน ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม และความถูกต้องที่สังคมไทยยึดมั่น การตัดสินใจของรัฐบาลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตาของนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการใดๆ ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ถูกต้องครบถ้วน และคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในทุกมิติ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

ที่มา – ‘ไตรศุลี’ เรียกร้อง ‘รัฐบาล’ ถอดถอนเครื่องราชฯ ‘ฮุนเซน’ หลังสั่งฆ่าพี่น้องชาวไทย -ได้รับช่วง ‘ทักษิณ’ เป็นนายกฯปี 44

GAC ส่งมอบ AION UT ครบ 1,000 คัน จัดงานสุดอบอุ่น

GAC ประเทศไทย สร้างปรากฏการณ์อีกครั้ง จัดงานกิจกรรมส่งมอบรถ “AION UT : Play Day” เพื่อขอบคุณลูกค้าชาวไทย หลังส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าดีไซน์สุดล้ำรุ่น AION UT ครบ 1,000 คันเป็นที่เรียบร้อย โดยงานจัดขึ้นอย่างเอ็กซ์คลูซีฟเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ โอบ ราชพฤกษ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น

GAC ได้เนรมิตพื้นที่ให้กลายเป็นดินแดนแห่งความสุข ต้อนรับลูกค้าเจ้าของรถ AION UT กว่า 100 ชีวิต โดยมีกิจกรรมสนุกๆ มากมายให้ลูกค้าได้ร่วมสร้างความทรงจำที่ดีร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง ซึ่งไฮไลต์สำคัญคือการที่คณะผู้บริหารของ GAC ได้ร่วมพูดคุยกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อรับฟังความคิดเห็นและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

หลังจากที่ AION UT รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุดของ GAC ได้เผยโฉมต่อลูกค้าชาวไทยอย่างเป็นทางการ ในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ที่ผ่านมา AION UT สามารถครองใจคนไทยจนสร้างยอดส่งมอบได้ถึง AION UT ครบ 1,000 คันในเวลาอันรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับดีไซน์ที่สวยงามและเทคโนโลยีที่ทันสมัยของตัวรถ ทำให้ AION UT กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ของคนรุ่นใหม่ รวมถึงคนที่กำลังเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

Mr. Andrew Wang ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอออน ออโตโมบิล เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวกับแขกผู้มีเกียรติด้วยรอยยิ้มว่า “วันนี้เป็นวันที่พิเศษมากสำหรับพวกเราชาว GAC เรารู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากลูกค้าชาวไทยทุกคน การส่งมอบรถAION UT ครบ 1,000 คันคือเครื่องยืนยันว่าเรามาถูกทางแล้ว และเราขอให้คำมั่นสัญญาว่า GAC จะดูแลลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างดีด้วยบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม ให้ทุกท่านขับขี่อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวล งานในวันนี้เปรียบเสมือนคำขอบคุณจากใจจริง และเป็นจุดเริ่มต้นของครอบครัว AION Community ที่เราจะดูแลกันต่อไปครับ”

นอกจากนี้ Mr. Andrew Wang ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอออน ออโตโมบิล เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดยังได้กล่าวว่า ทาง GAC กำลังเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า AION UT ให้กับลูกค้าที่สั่งจองรถไว้ล่วงหน้า ก่อนการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ (วันที่ 24 มิถุนายน) ให้ครบทุกท่านภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจากอินฟลูเอนเซอร์ด้านรถยนต์ชื่อดัง คุณปวรวัจน์ ภานุพัฒน์บวรชัย หรือ “คุณแชมป์ 300 Garagelife” ซึ่งได้ให้ความไว้วางใจตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า AION UT เป็นรถคู่ใจคันใหม่ โดยคุณแชมป์ยังเป็นลูกค้าคนสำคัญที่รับมอบรถ AION UT เป็นคันที่ 1,000 ของประเทศไทย ซึ่งได้ให้เกียรติขึ้นรับมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีจากคณะผู้บริหารบนเวที สร้างสีสันและตอกย้ำถึงความน่าเชื่อถือของแบรนด์ GAC ในกลุ่มผู้ที่รักและชื่นชอบรถยนต์ตัวจริง

บรรยากาศในช่วงเย็นเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง โดยลูกค้าได้รับประทานอาหารกับผู้บริหารระดับสูงของ GAC พร้อมฟังดนตรีสดและร่วมลุ้นของรางวัลใหญ่กลับบ้าน เรียกได้ว่า GAC ไม่ได้ส่งมอบแค่รถยนต์ แต่ยังมอบความสุขและความทรงจำที่ดีกลับไปอีกด้วย

การจัดงานครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่ GAC มีต่อลูกค้า และความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างแท้จริง โดยผู้ที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้า AION UT สามารถเข้าไปสัมผัสและทดลองขับได้ที่ตัวแทนจำหน่าย GAC ทั่วประเทศ

GAC ประเทศไทย ส่งมอบ AION UT ครบ 1,000 คัน

ทำไม AION UT ถึงได้รับความนิยมจนส่งมอบครบ 1,000 คัน?

ความสำเร็จในการส่งมอบ AION UT ครบ 1,000 คันนี้ เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือของรถยนต์ไฟฟ้า AION UT ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และบริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีของ GAC ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอีกด้วย

ที่มา – GAC ประเทศไทย จัดงานส่งมอบ AION UT ครบ 1,000 คันชวนลูกค้ากว่า 100 ชีวิตร่วมงาน “AION UT : Play Day” สุดอบอุ่น

‘เดลินิวส์’ รับมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้อพยพชายแดน

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 68 นางสิริวรรณ พันธุ์ปรีชากิจ กรรมการบริหาร นสพ.เดลินิวส์ และ คุณนลิน รุจิรวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตลาด ได้‘เดลินิวส์’ รับมอบสิ่งของจาก ‘นารายณ์ อินเตอร์เทรด’ ช่วยเหลือผู้อพยพชายแดน ซึ่งเป็นสิ่งของจำเป็นจากตัวแทน บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในขณะนี้ การส่งมอบสิ่งของในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของภาคส่วนต่างๆ ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังเดือดร้อน

การสนับสนุนครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นกำลังใจสำคัญต่อผู้ประสบภัยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงน้ำใจอันงดงามของภาคเอกชนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามวิกฤติ ทางเดลินิวส์ขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ และขอชื่นชมในเจตนารมณ์แห่งการแบ่งปันเพื่อสังคมที่ดีขึ้น

‘เดลินิวส์’ รับมอบสิ่งของจาก ‘นารายณ์ อินเตอร์เทรด’ ช่วยเหลือผู้อพยพชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน ยังคงมีความท้าทายและความไม่แน่นอน การได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบ การที่‘เดลินิวส์’ รับมอบสิ่งของจาก ‘นารายณ์ อินเตอร์เทรด’ ช่วยเหลือผู้อพยพชายแดน จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรค่าแก่การยกย่อง

ความสำคัญของการช่วยเหลือผู้อพยพชายแดน

การช่วยเหลือผู้อพยพชายแดนมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้:

  • มนุษยธรรม: การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังตกอยู่ในความยากลำบากเป็นหน้าที่ของทุกคน
  • ความมั่นคง: การดูแลผู้อพยพให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมและความไม่สงบในพื้นที่
  • ภาพลักษณ์: การให้ความช่วยเหลือผู้อพยพ แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจของคนไทยและประเทศไทย

การที่ ‘เดลินิวส์’ รับมอบสิ่งของจาก ‘นารายณ์ อินเตอร์เทรด’ เพื่อช่วยเหลือผู้อพยพชายแดน จึงเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นหันมาให้ความช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้อพยพชายแดนได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือการเป็นอาสาสมัคร การช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ของเรา สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ให้กับชีวิตของพวกเขาได้

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้อพยพชายแดน ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างราบรื่น และขอให้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

การร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ คือสิ่งที่จะทำให้สังคมของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น และเป็นการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – ‘เดลินิวส์’ รับมอบสิ่งของจาก ‘นารายณ์ อินเตอร์เทรด’ ช่วยเหลือผู้อพยพชายแดน