ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล ทหารเมียนมายิงสนั่นชายแดน

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 15.00 น. ได้รับรายงานจากชุดเฝ้าตรวจชายแดน ที่ 4102 ว่าได้ยินเสียงการใช้อาวุธเครื่องยิงหนัก (ไม่ทราบชนิด) ยิงปะทะกันประมาณ 20 นาที ในพื้นที่ระหว่าง บ้านยัวฮินลู กับ บ้านเยยันตะ 1 ต./ กิ่ง อ.กะระตุริ จว.ปกเปียน ด้านตรงข้าม ต.รับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ทั้งนี้คาดว่าเป็นการยิงก่อกวนจากฝ่าย กกล.กอทูเล ( KTLA ) ดังนั้น ทหารเมียนมา ฐานปฏิบัติการยัวฮินลู จึงยิงตอบโต้ ปัจจุบันสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ และไม่ได้รับรายงานการสูญเสียอย่างใด

ขณะเดียวกัน นายพิศิษฐ์ ฤทธิพิชัยสงคราม นายอำเภอท่าแซะ สั่งการกำนัน ทุกตำบล และผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่บ้าน ติดตามข่าวสารและเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับราษฎรไทยและติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อำเภอท่าแซะจึงให้ บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และหน่วยงาน ความมั่นคงในพื้นที่ให้เป็นเอกภาพในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ได้ประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรในพื้นที่อย่าตื่นตระหนก และหลงเชื่อข่าวเท็จที่อาจจะเกิดขึ้น จากบุคคลไม่หวังดี และขอให้รับฟังข่าวสารจากหน่วยงานราชการเท่านั้น กรณีเกิดสถานการณ์ปะทะที่รุนแรงหรืออาจส่งผลกระทบขอให้อพยพราษฎรในพื้นที่เสี่ยง ไปอยู่ในที่ปลอดภัยและรายงานให้นายอำเภอท่าแซะ หรือปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทราบโดยทันที

กรณีปรากฏข่าวสารสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงบริเวณชายแดน ด้าน อ.ท่าแซะ ให้รายงานนายอำเภอท่าแซะ หรือปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทราบโดยทันที

ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล-ทหารเมียนมา ยิงตอบโต้ก่อกวนกันสนั่นชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปะทะกันระหว่างกองกำลังต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ หนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือการ ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล-ทหารเมียนมา ยิงตอบโต้ก่อกวนกันสนั่นชายแดน ซึ่งสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เมื่อชุดเฝ้าตรวจชายแดนรายงานว่าได้ยินเสียงปืนใหญ่และการปะทะกันอย่างหนักในบริเวณชายแดน อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร คาดการณ์ว่าเป็นการยิงตอบโต้กันระหว่าง กกล.กอทูเล (KTLA) และทหารเมียนมา

สถานการณ์ล่าสุด ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล-ทหารเมียนมา

แม้ว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ทางการไทยยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด นายอำเภอท่าแซะได้สั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานความมั่นคง เพื่อให้การเฝ้าระวังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทางการยังขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนก และขอให้รับฟังข่าวสารจากหน่วยงานราชการเท่านั้น หากเกิดสถานการณ์รุนแรงหรือมีผลกระทบใดๆ ขอให้แจ้งให้นายอำเภอหรือปลัดอำเภอทราบทันที

การ ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล-ทหารเมียนมา ยิงตอบโต้ก่อกวนกันสนั่นชายแดน ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน และจำเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และการปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับความปลอดภัยของทุกคนในพื้นที่

การที่ประชาชนให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการในการแจ้งข่าวสารที่อาจเป็นประโยชน์ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนรับมือได้อย่างทันท่วงที การมีสติ และไม่ตื่นตระหนกต่อข่าวลือต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี การ ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล-ทหารเมียนมา ยิงตอบโต้ก่อกวนกันสนั่นชายแดน เป็นเหตุการณ์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล-ทหารเมียนมา ยิงตอบโต้ก่อกวนกันสนั่นชายแดน

ระทึก! นักปีนเขาแขวนค้างเติ่ง 2,000 เมตร

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ทีมกู้ภัยนอร์ทชอร์ เรสคิว (North Shore Rescue) หรือ NSR ได้โพสต์แถลงการณ์ทางเฟซบุ๊กเพจ ยืนยันว่าพวกเขาได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน นักปีนเขา 2 คนประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากหน้าผาเมื่อเวลา 22.40 น. ของคืนก่อนหน้า โดยนักปีนเขาทั้งสองติดอยู่บนยอดเขายักในมณฑลบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ที่ความสูงราว 1,980 เมตร และหนึ่งในนั้นได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ สถานการณ์นักปีนเขาแขวนค้างเติ่งครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกอย่างมาก

ในแถลงการณ์ยังระบุว่า สภาพอากาศขณะนั้น “เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การปีนเขาอันตรายมาก” พร้อมเสริมว่า “นักปีนเขาทั้งสองคนห้อยตัวนักปีนเขาแขวนค้างเติ่งอยู่กลางหน้าผา” ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้าย

นักปีนเขาแขวนค้างเติ่ง

เจ้าหน้าที่ได้เริ่มปฏิบัติการกู้ภัยในทันที โดยใช้เฮลิคอปเตอร์และอุปกรณ์ช่วยมองในเวลากลางคืน แต่เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ทั้งยังมีเมฆปกคลุมและควันจากไฟป่า ทำให้ความพยายามที่จะเข้าถึงตัวนักปีนเขาล้มเหลวหลายครั้ง

หลังจากนั้น ทีมกู้ภัยจำเป็นต้องยกเลิกภารกิจชั่วคราวและนำเฮลิคอปเตอร์ลงจอดที่สนามบินโฮป ก่อนที่จะพยายามเข้าช่วยเหลืออีกครั้งในเวลาประมาณ 04.00 น. แต่ก็ยังไม่สำเร็จ จนกระทั่งในเวลา 05.30 น. ได้มีการส่งทีมกู้ภัยชุดใหม่ขึ้นไปและสามารถเข้าถึงตัวนักปีนเขาได้สำเร็จ

ถัดจากนั้น เฮลิคอปเตอร์ก็สามารถบินเข้าใกล้จุดเกิดเหตุที่นักปีนเขาแขวนค้างเติ่งอยู่ได้ โดยทีมกู้ภัยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะก่อน ตามด้วยเพื่อนของเขา

นักปีนเขาได้รับการช่วยเหลือ

จากภาพถ่ายที่ทีมกู้ภัย NSR เผยแพร่ รวมถึงคลิปวิดีโอของบริษัททาลอนซึ่งมีบริการให้เช่าเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ในปฏิบัติการครั้งนี้ แสดงให้เห็นภาพของทีมงานและเฮลิคอปเตอร์ที่ค่อยๆ เข้าใกล้นักปีนเขาซึ่งติดค้างอยู่บนหน้าผาชัน โดยมีเพียงสายรัดนิรภัยยึดโยงไว้อย่างน่าหวาดเสียว

ชมคลิป

เจ้าหน้าที่ระบุว่า “นี่เป็นภารกิจที่ซับซ้อนมาก มีทั้งการบินตอนกลางคืน การช่วยเหลือโดยใช้เทคนิคดึงและรับตัวคน การกู้ภัยบนภูเขา และการใช้รอกยกตัวซับซ้อน” พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และอวยพรให้นักปีนเขาที่บาดเจ็บหายเป็นปกติโดยเร็ว

ลุ้นระทึก! สองนักปีนเขาแขวนร่างค้างเติ่งกลางหน้าผาแบบข้ามคืนที่ความสูงเฉียด 2,000 เมตร

ความเสี่ยงในการปีนเขาและการเตรียมพร้อม

เหตุการณ์นักปีนเขาแขวนค้างเติ่งที่ความสูงเกือบ 2,000 เมตรนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการปีนเขา การเตรียมพร้อมที่ดี การตรวจสอบสภาพอากาศ และการมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงและรับประกันความปลอดภัยของผู้ที่รักการผจญภัยบนภูเขาสูง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของทั้งนักปีนเขาและทีมกู้ภัย การตัดสินใจที่รวดเร็วและการทำงานเป็นทีมที่แข็งแกร่งคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากสถานการณ์ที่อันตรายถึงชีวิตนี้ไปได้

ที่มา – ลุ้นระทึก! สองนักปีนเขาแขวนร่างค้างเติ่งกลางหน้าผาแบบข้ามคืนที่ความสูงเฉียด 2,000 เมตร

12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี! รถไฟฟ้าจัดให้

ใกล้เข้ามาแล้วกับวันแม่แห่งชาติ! เตรียมตัว​พาคุณแม่ไปเที่ยวกันหรือยัง? ถ้ายังไม่มีไอเดีย ลองมาดูโปรโมชั่นดีๆ ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM มอบให้ เนื่องในโอกาสพิเศษ12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี!

รฟม. และ BEM จัดกิจกรรมสุดพิเศษ ยกเว้นค่าโดยสารสำหรับคุณแม่ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ชวนคุณลูกควงคุณแม่ สร้างความทรงจำดีๆ ด้วยการเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า MRT ทั้งสายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) และสายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) เพียงคุณลูกพาคุณแม่ไปแสดงตัวที่ห้องออกบัตรโดยสาร ก็รับคูปองโดยสารรถไฟฟ้า MRT ฟรี! ได้ทุกสถานี ตลอดระยะเวลาที่เปิดให้บริการ (สำหรับคุณลูกชำระค่าโดยสารตามปกติ) เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปตะลุยเที่ยวกันเลย!

12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี!

แล้วจะไปเที่ยวที่ไหนดี? รถไฟฟ้า MRT พาไปได้หลายที่เลยนะ:

  • สายสีน้ำเงิน: วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่), เยาวราช, สถานีหัวลำโพง (ถ่ายรูปกับสถาปัตยกรรมสวยๆ), สามย่านมิตรทาวน์, สวนลุมพินี, The Street Ratchada
  • สายสีม่วง: วัดสร้อยทอง, ตลาดบางใหญ่, เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต

นอกจากนี้ รอบๆ สถานีอื่นๆ ก็ยังมีร้านอาหารอร่อยๆ คาเฟ่เก๋ๆ อีกเพียบ ลองทำการบ้านดู แล้วเลือกสถานที่ที่คุณแม่ชอบ รับรองว่าทริป12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี! จะเป็นวันที่พิเศษสุดๆ อย่างแน่นอน

ทำไมต้อง 12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี! กับ MRT?

เพราะการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และที่สำคัญ ช่วยลดปัญหาการจราจร ทำให้คุณแม่ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทางนานๆ มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ด้วยกันได้มากขึ้น แถมยังได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

กิจกรรม 12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี! นี้ เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ใช้เวลาคุณภาพกับคุณแม่ สร้างความทรงจำที่ประทับใจ และบอกรักท่านด้วยการดูแลเอาใจใส่ นอกจากนี้ การเดินทางด้วยรถไฟฟ้ายังช่วยสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนอีกด้วย

เพราะฉะนั้น อย่ารอช้า! วางแผน12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี! กับรถไฟฟ้า MRT กันได้เลย รับรองว่าจะเป็นวันที่คุณแม่มีความสุขมากๆ แน่นอน

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook (เฟซบุ๊ก) และ X (เอ็กซ์): BEM Bangkok Expressway and Metro, Mobile Application (โมบายแอปพลิเคชัน): Bangkok MRT และศูนย์บริการข้อมูล โทร. 0-2624-5200

ที่มา – 12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี!

นกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายา! ตำรวจรวบยกแก๊ง

เรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นจริง! วานนี้ (7 ส.ค. 2568) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจในสหราชอาณาจักร สามารถทลายแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ได้สำเร็จ โดยอาศัยหลักฐานสำคัญที่ได้จากนกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายาในคลิปวิดีโอ ซึ่งพูดรหัสลับที่ใช้ในการซื้อขายยาเสพติดออกมา

รายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแลงคาสเชอร์ระบุว่า นกแก้วตัวดังกล่าวได้พูดว่า “สองชิ้น 25, สองชิ้น 25!” ซึ่งเป็นรหัสลับที่หมายถึงราคาของยาเสพติดประเภทโคเคนและเฮโรอีน คลิปวิดีโอที่มีหลักฐานนี้ อยู่ในโทรศัพท์มือถือที่ตำรวจยึดได้จาก อดัม การ์เน็ตต์ หัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติด

แก๊งค้ายาเสพติดซึ่งมีสมาชิก 15 คน ในเมืองแบล็กพูล ถูกจับกุมทั้งหมด เพราะนอกจากจะมีหลักฐานจากนกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายาสีเหลืองตัวจิ๋วพูดรหัสลับขายยาเสพติดแล้ว ยังปรากฏตัวในคลิปวิดีโอที่มันกำลังเล่นกับเงินสดที่ได้จากการค้ายาอีกด้วย

ตำรวจระบุว่า คลิปวิดีโอดังกล่าวแสดงให้เห็นภาพของ แชนนอน ฮิลตัน สมาชิกแก๊งและหนึ่งในผู้ต้องสงสัยกำลังสอนนกแก้วให้พูดคำว่า “สองชิ้น 25” ต่อหน้าเด็ก ส่วนคลิปวิดีโออื่นๆ ในโทรศัพท์ของเธอ เผยให้เห็นการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเธอกับการ์เน็ตต์ และคลิปที่ดูเหมือนจะเป็นภาพโคเคนก้อน ประกอบเสียงเพลง “โคเคน” อีกทั้งยังพบเงินสด กัญชา โคเคน และเฮโรอีนจำนวนมากในบ้านของฮิลตัน

ขณะจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดแก๊งนี้ การ์เน็ตต์ซึ่งเป็นหัวหน้ากำลังรับโทษจำคุก 15 ปี ในคดีอื่นอยู่แล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ยึดโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสารในระหว่างการตรวจค้นในเรือนจำได้ ก็พบคลิปวิดีโอของนกแก้วช่างพูด ซึ่งกลายเป็นเบาะแสและหลักฐานสำคัญ

เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมจากโทรศัพท์ของสมาชิกคนอื่นในแก๊งก็พบว่า การ์เน็ตต์ยังคงบงการการค้าที่ผิดกฎหมายจากในเรือนจำ โดยเขามีช่องทางการสื่อสารกับสมาชิกเกือบทุกคน เพื่อสั่งการและสั่งให้ทำลายหลักฐานเพื่อหลบหนีการจับกุมของตำรวจ

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ได้ทั้งหมด 15 คน อายุระหว่าง 21-50 ปี ซึ่งลงมือกระทำผิดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ถึงกรกฎาคม 2567 ในเมืองแบล็กพูล โดยทั้งหมดถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำหรับ การ์เน็ตต์ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊ง ถูกตั้งข้อหาสมคบกันค้ายาเสพติดประเภท 1 และถูกตัดสินจำคุกเพิ่มอีก 19 ปีครึ่ง ซึ่งต้องรับโทษต่อจากโทษเดิมที่เขากำลังรับอยู่

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่า ชะตากรรมของนกแก้วช่างจ้อตัวนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยไปแล้ว

นกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายา

เรื่องราวของนกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายา กลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นสัตว์เลี้ยงกลายเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีอาชญากรรมร้ายแรง นกแก้วตัวนี้ไม่ได้เป็นแค่พยาน แต่เป็นผู้ให้การที่นำไปสู่การจับกุม

นกแก้วปากดี: ฮีโร่จำเป็น?

แน่นอนว่านกแก้วตัวนี้ไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นฮีโร่ แต่มันได้ทำหน้าที่นั้นไปโดยปริยาย การพูดรหัสลับที่มันถูกสอนมา กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่มัดตัวผู้กระทำผิดได้อย่างแน่นหนา นี่เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจมีความสำคัญอย่างไม่น่าเชื่อ

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของอาชญากรรมและการสืบสวนสอบสวน ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมาก บางครั้งหลักฐานสำคัญก็มาจากสิ่งที่เราคาดไม่ถึง และในกรณีนี้คือนกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายาที่ช่วยให้ตำรวจสามารถรวบตัวคนร้ายได้ยกแก๊ง

จากเหตุการณ์นี้เราได้เห็นถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายและความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติด แม้ว่าการต่อสู้กับยาเสพติดจะเป็นเรื่องยาก แต่เรื่องราวนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราเชื่อว่า ความยุติธรรมสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
  • ความสำคัญของหลักฐานทุกชิ้น
  • ความไม่คาดฝันในการสืบสวน

เรื่องราวของนกแก้วตัวนี้สอนให้เรารู้ว่าอย่าประมาทในสิ่งเล็กน้อย เพราะบางครั้งสิ่งที่เรามองข้ามอาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาที่ยิ่งใหญ่ก็ได้

ที่มา – นกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายา ชี้ช่องให้ตำรวจรวบตัวยกแก๊ง

อดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ เป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ว่าเมื่อวันพุธ (6 ส.ค.) นายดีน เคน อดีตนักแสดง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เปิดเผยว่า เขาจะเข้าพิธีสาบานตนเป็นเจ้าหน้าที่ไอซีอีโดยเร็วที่สุด

เคนรับบทซูเปอร์แมนระหว่างปี 2536-2540 ในซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง “Lois & Clark: The New Adventures of Superman” รวมถึงภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์อีกหลายเรื่อง รวมถึงเคยเป็นผู้กำกับอีกด้วย

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ ระบุในแถลงการณ์ว่า เคนจะเข้าพิธีสาบานตนเป็น “เจ้าหน้าที่กิตติมศักดิ์” ในเดือนส.ค.นี้ และเสริมว่า ซูเปอร์แมนกำลังส่งเสริมให้ชาวอเมริกัน “กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในชีวิตจริง” ด้วยการเข้าร่วมกับไอซีอี

เคนกล่าวในรายการของฟ็อกซ์นิวส์ว่า เขาได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่บางคนของไอซีอีแล้ว และจะเข้าพิธีสาบานตนเป็นเจ้าหน้าที่โดยเร็วที่สุด พร้อมย้ำอีกว่า ทุกคนต้องทำงานร่วมกัน และเขาหวังว่าอดีตเจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่ไอซีอีคนอื่น ๆ จะร่วมมือกัน เพื่อจะบรรลุเป้าหมายในการรับสมัคร และช่วยกันปกป้องประเทศ

อนึ่ง ไอซีอีประกาศเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า จะให้โบนัสสูงสุด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 ล้านบาท) รวมถึงความช่วยเหลือด้านกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา สำหรับชาวอเมริกันซึ่งสนใจเข้าร่วมไอซีอี

นอกจากนี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ส.ค. ว่ามีผู้สมัครมากกว่า 80,000 คนสำหรับตำแหน่ง 10,000 ตำแหน่ง และรัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดเรื่องอายุของผู้สมัครแล้ว.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

อดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ เปลี่ยนบทบาทมาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพของสหรัฐ

เรื่องราวของอดีตนักแสดงผู้รับบทซูเปอร์แมนที่ผันตัวมาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพของสหรัฐฯ กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในขณะนี้ ดีน เคน อดีตนักแสดงผู้โด่งดังจากการรับบทซูเปอร์แมน ได้ประกาศว่าเขาจะเข้าร่วมกับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) ในฐานะเจ้าหน้าที่กิตติมศักดิ์

ทำไมอดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ ถึงตัดสินใจเช่นนี้?

การตัดสินใจของดีน เคน สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน เนื่องจากภาพลักษณ์ของซูเปอร์แมนที่ช่วยเหลือผู้คนและความยุติธรรมนั้นขัดแย้งกับบทบาทของเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพ อย่างไรก็ตาม เคนได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เขาต้องการที่จะใช้ชื่อเสียงของเขาในการช่วยเหลือประเทศ และสนับสนุนการทำงานของ ICE

การเข้าร่วมของเคนในฐานะเจ้าหน้าที่กิตติมศักดิ์ จะเป็นการช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ ICE หรือไม่? มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปในเรื่องนี้ บางคนมองว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ดี ในขณะที่บางคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการใช้ชื่อเสียงของซูเปอร์แมนเพื่อสนับสนุนนโยบายที่ controversial

ICE กำลังพยายามที่จะขยายจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยมีการเสนอโบนัสและสวัสดิการต่างๆ เพื่อดึงดูดผู้สมัคร นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ยกเลิกข้อจำกัดเรื่องอายุของผู้สมัคร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการเจ้าหน้าที่อย่างมาก

การที่อดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ เปลี่ยนบทบาทมาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพของสหรัฐ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับการเมือง ภาพลักษณ์ และความรับผิดชอบต่อสังคมของคนดัง การตัดสินใจของเคนครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อความนิยมของเขาหรือไม่ และจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ ICE อย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป

การเปลี่ยนแปลงบทบาทของดีน เคน จากซูเปอร์ฮีโร่ในจอ มาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้อพยพ สร้างความแตกตื่นและกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงในวงกว้าง ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเขา สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เรื่องราวของอดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ เปลี่ยนบทบาทมาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพของสหรัฐ จะยังคงเป็นที่พูดถึงไปอีกนาน

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาการอพยพ และความท้าทายในการหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงของชาติกับการปฏิบัติต่อผู้อพยพด้วยมนุษยธรรม และยังเป็นการเตือนใจว่า แม้แต่ซูเปอร์ฮีโร่ก็อาจมีบทบาทที่ขัดแย้งในโลกแห่งความเป็นจริง

ดังนั้น เรื่องราวของอดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ เปลี่ยนบทบาทมาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพของสหรัฐ จึงเป็นมากกว่าข่าวบันเทิง แต่เป็นประเด็นที่กระตุ้นให้เราคิดทบทวนถึงค่านิยม ความเชื่อ และความรับผิดชอบต่อสังคมของเรา

ที่มา – อดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ เปลี่ยนบทบาทมาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพของสหรัฐ

ภัยเงียบ! PTSD จิตแพทย์เตือน อย่ามองข้าม

บางครั้ง…สิ่งที่หลงเหลือจากภัยพิบัติหรือเหตุการณ์รุนแรงอาจไม่ใช่แค่ซากปรักหักพัง หรือรอยแผลภายนอก แต่คือรอยร้าวลึกในจิตใจของผู้สูญเสีย โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่ต้องพรากไปคือ “คนที่เรารักที่สุด” ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ คู่ชีวิต ลูก หรือเพื่อนสนิท การจากลาอย่างกะทันหันท่ามกลางเหตุการณ์อันสั่นสะเทือนจิตใจ อาจกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ไม่สามารถสมานได้ด้วยเวลา และทำให้ผู้ที่ยังอยู่ ตกอยู่ในภาวะ “โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ” หรือ PTSD โดยไม่รู้ตัว

พญ.ดุจฤดี อภิวงศ์ จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า PTSD โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Post-Traumatic Stress Disorder) เป็นภาวะทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนรุนแรงทั้งทางกายและใจ เช่น ภัยพิบัติ อุบัติเหตุร้ายแรง การถูกคุกคาม หรือแม้แต่การได้เห็นเหตุการณ์อันโหดร้าย รวมถึงการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในเหตุการณ์เหล่านั้น อาการของโรคมักไม่แสดงทันที แต่อาจค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงันภายในระยะเวลา 1 เดือนหลังเหตุการณ์ หรืออาจนานเป็นปี โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ภาพเหตุการณ์ย้อนกลับ (Flashbacks) ฝันร้าย หวาดกลัว ระแวง หลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ความรู้สึกผิด ความสิ้นหวัง การนอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือรู้สึกไม่มีคุณค่าในตนเอง ซึ่งอาการเหล่านี้อาจรบกวนชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง กระทบทั้งความสัมพันธ์ การงาน และการเข้าสังคม

สิ่งสำคัญที่หลายคนอาจไม่รู้คือ อาการของ PTSD มีรากมาจากระบบประสาทของร่างกายที่ถูกรบกวน โดยเมื่อเผชิญเหตุรุนแรง สมองจะกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ให้ร่างกายตื่นตัวต่อภัยอันตราย และลดการทำงานของระบบพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) ที่มีหน้าที่ฟื้นฟูและผ่อนคลาย เมื่อระบบตื่นภัยทำงานหนักเกินไปต่อเนื่อง สมองและร่างกายจะอยู่ในสภาวะเครียดตลอดเวลา หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ กล้ามเนื้อเกร็ง สมองไม่สามารถกลับสู่ภาวะสมดุล ส่งผลให้เกิดอาการทางจิตใจเรื้อรังตามมา

กลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ไม่ได้มีแค่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม เช่น สูญเสียคนใกล้ชิด ได้เห็นภาพความรุนแรงซ้ำ ๆ หรือมีความไวต่อความเครียดสูงเป็นทุนเดิม หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง โรคนี้อาจลุกลามกลายเป็นโรคซึมเศร้า หรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การใช้สารเสพติด หรือการเก็บตัวแยกจากสังคมอย่างรุนแรง

พญ.ดุจฤดี ให้ข้อมูลต่อว่า แม้โรคนี้จะดูซับซ้อน หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการสามารถบรรเทาและฟื้นฟูได้ โดยเริ่มจากการดูแลตนเองในระดับเบื้องต้น เช่น การฝึกหายใจลึกและช้า (Breathing Exercise) ที่ช่วยให้ระบบประสาทเข้าสู่โหมดผ่อนคลาย การจดบันทึกความรู้สึกเพื่อเข้าใจและปลดปล่อยความคิดที่ติดค้างในใจ การฝึกสมาธิหรืออยู่กับปัจจุบัน (Mindfulness) ที่ช่วยให้เราค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวเองจากอดีต รวมถึงการหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และคาเฟอีนที่กระตุ้นอาการให้รุนแรงขึ้น กิจกรรมอย่างศิลปะบำบัด ดนตรีบำบัด ออกกำลังกายเบา ๆ หรือการได้ทำงานอาสาและใช้เวลาอยู่กับผู้คนที่ปลอดภัย ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้ใจกลับมาแข็งแรงทีละน้อย

ภัยเงียบ PTSD! จิตแพทย์เตือน บาดแผลในใจจากเหตุสะเทือนขวัญอย่ามองข้าม

สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่าปล่อยให้ตัวเองหรือคนที่คุณรักต้องเผชิญกับภาวะนี้ตามลำพัง” หากรู้สึกว่าไม่สามารถรับมือได้ด้วยตนเอง หรือมีอาการที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยเร็ว เพราะการได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ฟื้นตัวได้รวดเร็ว และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง

สัญญาณเตือน! อาการ PTSD ที่คุณอาจมองข้าม

ต่อไปนี้เป็นสัญญาณเตือนบางประการของ ภัยเงียบ PTSD! จิตแพทย์เตือน บาดแผลในใจจากเหตุสะเทือนขวัญอย่ามองข้าม ที่คุณอาจมองข้าม:

  • ภาพเหตุการณ์ร้าย ๆ ย้อนกลับมาในหัวซ้ำ ๆ
  • ฝันร้ายบ่อย ๆ
  • รู้สึกหวาดกลัวหรือระแวงอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงสถานที่หรือสถานการณ์ที่ทำให้คิดถึงเหตุการณ์
  • รู้สึกผิดหรือไม่มั่นใจในตัวเอง

พญ.ดุจฤดี ให้ข้อทิ้งท้ายว่า “สุขภาพจิตที่ดี เริ่มต้นจากการรู้เท่าทันตัวเอง หมั่นสังเกตอารมณ์ ยอมรับความรู้สึก และฝึกมีสติอยู่กับปัจจุบันเสมอ การฝึกสติไว้ก่อนเหตุการณ์จะเกิด เปรียบเสมือนเรียนรู้วิธีว่ายน้ำก่อนจะตกน้ำ หากเราเตรียมใจให้แข็งแรงตั้งแต่วันนี้ ก็จะไม่มีอะไรทำให้เราจมลงไปกับความเศร้าได้ง่าย ๆ อีกต่อไป”

อย่าปล่อยให้บาดแผลในใจกลายเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการช่วยเหลือที่เหมาะสม และกลับมามีความสุขอีกครั้ง

ที่มา – ภัยเงียบ PTSD! จิตแพทย์เตือน บาดแผลในใจจากเหตุสะเทือนขวัญอย่ามองข้าม

ผลศึกษาชี้! อเมริกันลดบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูง ‘เล็กน้อย’

มีข่าวดีเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคของชาวอเมริกัน! ผลการศึกษาล่าสุดบ่งชี้ว่า ชาวอเมริกันบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงลดลง ‘เล็กน้อย’ แม้จะไม่มากนัก แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าผู้คนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ว่าผลสำรวจจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (ซีดีซี) ระบุว่า ในระหว่างเดือน ส.ค. 2564-ส.ค. 2566 ค่าเฉลี่ยของสัดส่วนแคลอรีทั้งหมดที่บริโภคจากอาหารแปรรูปขั้นสูงลดลง ‘เล็กน้อย’ (ยูพีเอฟ) ในกลุ่มอายุผู้มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 55% ซึ่งทำให้สหรัฐอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก ร่วมกับสหราชอาณาจักรและแคนาดา

ในบรรดาประเทศตะวันตก อิตาลีมีสถิติการบริโภคยูพีเอฟต่ำกว่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน้อยกว่า 20% ตามรายงานที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2564 ในวารสารด้านโภชนาการสาธารณสุข

เมื่อพิจารณาผลการสำรวจใหม่ของสหรัฐอเมริกาตามอายุ พบว่า ร้อยละของพลังงานที่บริโภคจากยูพีเอฟอยู่ที่ 61.9% สำหรับเยาวชนอายุ 1-18 ปี และ 53.0% สำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งลดลงจาก 65.6% และ 56.0% ตามลำดับ นับตั้งแต่การสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2560-2561

ตามข้อมูลของซีดีซี อาหารแปรรูปขั้นสูงมักมีรสชาติอร่อย ให้พลังงานสูง มีใยอาหารต่ำ และมีส่วนประกอบที่ไม่ผ่านการแปรรูปเล็กน้อย หรือไม่มีเลย รวมทั้งมีเกลือ สารให้ความหวาน และไขมันในปริมาณสูง ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับผลกระทบต่อสุขภาพ ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด และการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ

แซนด์วิชและเบอร์เกอร์ถือเป็นเมนูอาหารยูพีเอฟอันดับต้น ๆ ทั้งในหมู่เยาวชนและผู้ใหญ่ในสหรัฐ ตามด้วยผลิตภัณฑ์เบเกอรี่รสหวาน อาทิ โดนัท และเครื่องดื่มรสหวาน

ผลศึกษาบ่งชี้ ชาวอเมริกันบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงลดลง ‘เล็กน้อย’

อาหารแปรรูปขั้นสูงคืออะไร? ทำไมถึงควรลดการบริโภค?

คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ อาหารแปรรูปขั้นสูงคืออะไรกันแน่? ทำไมเราถึงควรลดการบริโภคอาหารเหล่านี้? อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Foods หรือ UPF) คืออาหารที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมหลายขั้นตอน มักมีส่วนผสมที่ไม่ได้พบในครัวเรือนทั่วไป เช่น สารปรุงแต่ง สารกันบูด และสารเพิ่มสี กลิ่น รส ตัวอย่างของอาหารเหล่านี้ ได้แก่:

  • อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง
  • ขนมขบเคี้ยวบรรจุห่อ
  • เครื่องดื่มรสหวาน
  • อาหารจานด่วน
  • เบเกอรี่ที่ผลิตในเชิงอุตสาหกรรม

อาหารเหล่านี้มักมีปริมาณน้ำตาล เกลือ และไขมันสูง ในขณะที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารต่ำ การบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงในปริมาณมากเป็นประจำ มีความเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพต่างๆ มากมาย เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งบางชนิด

แล้วเราจะลดการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงได้อย่างไร?

การลดการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงลดลง ‘เล็กน้อย’ ต้องอาศัยความตั้งใจและความพยายามในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของเรา นี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้:

  • อ่านฉลากโภชนาการอย่างละเอียด: ก่อนซื้อผลิตภัณฑ์อาหารใดๆ ควรอ่านฉลากโภชนาการและส่วนผสมอย่างละเอียด หากพบว่ามีส่วนผสมที่คุณไม่คุ้นเคย หรือมีปริมาณน้ำตาล เกลือ และไขมันสูง ควรหลีกเลี่ยง
  • เลือกซื้ออาหารสดใหม่: พยายามเลือกซื้ออาหารสดใหม่ เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ไม่แปรรูป และธัญพืชเต็มเมล็ด มากกว่าอาหารแปรรูป
  • ทำอาหารเองที่บ้าน: การทำอาหารเองที่บ้านช่วยให้คุณควบคุมส่วนผสมและปริมาณของสารอาหารได้อย่างเต็มที่ ลองมองหาสูตรอาหารง่ายๆ ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติและไม่ผ่านการแปรรูปมากนัก
  • จำกัดปริมาณอาหารจานด่วนและขนมขบเคี้ยว: พยายามจำกัดปริมาณการบริโภคอาหารจานด่วนและขนมขบเคี้ยวบรรจุห่อ หากอยากรับประทานของหวาน ลองเลือกผลไม้สด หรือทำขนมโฮมเมดที่มีน้ำตาลน้อย

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคต้องใช้เวลาและความอดทน อย่าท้อแท้หากคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในทันที ค่อยๆ ปรับไปทีละน้อย และให้รางวัลตัวเองเมื่อคุณทำได้ตามเป้าหมาย

แม้ว่าผลการศึกษาจะบ่งชี้ว่าชาวอเมริกันบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงลดลง ‘เล็กน้อย’ เท่านั้น แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี การตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคทีละน้อย จะนำไปสู่ชีวิตที่มีสุขภาพดีและยืนยาวอย่างยั่งยืน

ที่มา – ผลศึกษาบ่งชี้ ชาวอเมริกันบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงลดลง ‘เล็กน้อย’

ดร.เฉลิมชัย เปิด’ทส. รวมใจลดคาร์บอน’

วันที่ 8 ส.ค. ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ทส. รวมใจลดคาร์บอน: ฝุ่น พลาสติก ขยะอาหาร” ณ วัดมังกรกมลาวาส กรุงเทพมหานคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่จัดขึ้นโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่วัดมังกรกมลาวาส ต้นแบบวัดสีเขียว: ปลอดฝุ่น ลดคาร์บอน อีกทั้ง นำขบวนรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ร่วมกันลดใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง ลดขยะอาหาร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ กรุงเทพมหานคร ภาคเอกชน และเครือข่าย ทสม. รวมกว่า 160 คน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด กิจกรรมในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีในการรวมพลังของภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อแสดงความจงรักภักดีผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งวัดมังกรกมลาวาส ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทอันสำคัญของสถาบันทางศาสนาในการเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยการริเริ่มจัดการปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อม ด้วยการงดจุดธูปภายในวัด การงดเผากระดาษไหว้เจ้าภายในวัด การใช้เทคโนโลยีช่วยลดมลพิษ และมีการจัดการขยะโดยคัดแยกขยะรีไซเคิล และขยะอาหาร จนเป็น “วัดสีเขียว: ปลอดฝุ่น ลดคาร์บอน” ที่เป็นรูปธรรม

ดร.เฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตระหนักดีว่าการแก้ไขปัญหามลพิษต่างๆ ทั้ง ฝุ่น PM2.5 ขยะพลาสติก และขยะอาหาร ที่ล้วนเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราทุกคนนั้น ไม่สามารถสำเร็จได้โดยลำพัง แต่หัวใจสำคัญคือ “พลังความร่วมมือ” จากทุกภาคส่วน และขอขอบคุณพี่น้องเครือข่าย ทสม. ทุกท่าน ที่เป็นกำลังสำคัญและเป็นกลไกภาคประชาชนที่เข้มแข็งทำงานด้วยใจในการพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ อีกทั้งขอขอบคุณหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกแห่ง ทั้งกรุงเทพมหานคร และภาคเอกชน ที่ได้มาร่วมผนึกกำลังกันในวันนี้

การรวมใจกันในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเปลี่ยนแปลง จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เริ่มจากในชีวิตประจำวัน “ลดการสร้างฝุ่น” ลด PM2.5 เช่น ลดการเผา เดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ ลดใช้รถยนต์ส่วนตัว “ลดการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง” ใช้ภาชนะที่ใช้ซ้ำได้ พกถุงผ้าและแก้วน้ำส่วนตัว รวมถึงคัดแยกขยะให้ถูกประเภท “ลดขยะอาหาร” ชื้ออาหารแต่พอดี ตักอาหารแต่พอทาน รวมถึงจัดการขยะอาหารอย่างถูกวิธี ช่วยกันสร้างสังคมคาร์บอนต่ำและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ส่งต่อเป็นมรดกให้แก่ลูกหลานของเราต่อไป

ทส. รวมใจลดคาร์บอน สำคัญอย่างไร?

กิจกรรม ‘ทส. รวมใจลดคาร์บอน’ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐและประชาชนในการร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การลดคาร์บอนไม่ใช่แค่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม

เราจะช่วย ทส. รวมใจลดคาร์บอน ได้อย่างไร?

  • ลดการใช้พลังงานในบ้าน: ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน, ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน
  • ลดการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว: ใช้บริการขนส่งสาธารณะ, เดิน, ปั่นจักรยาน
  • ลดปริมาณขยะ: รีไซเคิล, ลดการใช้พลาสติก
  • สนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้ มาร่วมกันสร้างสังคมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกันเถอะ

ที่มา – ‘ดร.เฉลิมชัย‘ เปิดกิจกรรม ’ทส. รวมใจลดคาร์บอน’ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

สยอง! พบศพสาวปริศนาลอยคลอง โซ่เหล็กรัดคอ

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกกลอย จ.พังงา รับแจ้งจากชาวประมงว่าพบศพสาวปริศนาลอยคลองอยู่ใน ลำคลองท่าใหญ่ ใกล้กระชังเลี้ยงปลาใน พื้นที่ หมู่ 11 บ้านท่าปากแหว่ง ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง


ที่เกิดเหตุในคลอง พบศพผู้เสียชีวิตเป็นหญิงอายุประมาณ 30 ปีเศษ สภาพเริ่มขึ้นอืด คาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว 2 วัน ตรวจสอบพบบริเวณลำคอถูกโซ่เหล็กรัด มีแท่งปูนดัมเบล 2 แท่ง ผูกถ่วงไว้ ซึ่งผู้ใหญ่บ้านสันนิษฐานว่าน่าจะถูกฆาตกรรมอำพราง


เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจนำศพส่งชันสูตรที่ โรงพยาบาลตะกั่วทุ่ง เพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง เนื่องจากยังไม่มีรายงานการแจ้งบุคคลสูญหายและเร่งหาหลักฐานติดตามคนร้ายมาสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สยอง! พบศพสาวปริศนาลอยคลอง โซ่เหล็กรัดคอ

คดีศพสาวปริศนาลอยคลองดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทราบว่าผู้เสียชีวิตถูกทำร้ายและอำพรางศพอย่างโหดเหี้ยม เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีศพสาวปริศนาลอยคลอง

  • ลักษณะศพ: หญิงสาว อายุประมาณ 30 ปี สภาพขึ้นอืด
  • บาดแผล: บริเวณลำคอถูกโซ่เหล็กรัด
  • วัตถุถ่วงศพ: แท่งปูนดัมเบล 2 แท่ง
  • สถานที่พบศพ: ลำคลองท่าใหญ่ ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา
  • การดำเนินการของเจ้าหน้าที่: นำศพส่งชันสูตร เร่งสืบสวนหาตัวคนร้าย

ความคืบหน้าของคดีจะเป็นอย่างไร จะสามารถจับตัวคนร้ายได้หรือไม่ ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดต่อไป

การพบศพสาวปริศนาลอยคลองพร้อมโซ่เหล็กรัดคอและแท่งปูนถ่วง เป็นเหตุการณ์ที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงและการขาดจิตสำนึกของคนร้าย การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนคดีอย่างเต็มที่ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม

หากใครมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ โปรดแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการนำตัวคนร้ายมาลงโทษและคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต

ที่มา – สยอง! ศพสาวปริศนาลอยคลองฟ้อง สุดสะพรึง โซ่เหล็กรัดคอ-แท่งปูนถ่วง

โสภณถกเรื่อง การศึกษาขั้นพื้นฐานและปฐมวัย

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.68 นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายศักดิ์ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย นางสวีณา พลพืชน์ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานคณะกรรมาธิการการศึกษา นายณรงค์ แผ้วพลสง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ใน อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ และอ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ ร่วมแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย จากทุกภาคส่วน ทั้งผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชน

นายโสภณ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่พร้อมคณะฯ ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง เพื่อแลกเปลี่ยนและเสนอแนะแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัยทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อย่างสมดุลและเต็มศักยภาพ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่พบว่า มีเด็กจำนวน 3 คน จากทั้งหมด 45 คน มีพัฒนาการล่าช้า และ 1 ใน 3 คนนั้นมีความพิการ ซึ่งกมธ.การศึกษา ได้รับเรื่องเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือและดูแลการรักษาต่อไป

นายโสภณ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังเดินทางไปที่โรงเรียนบ้านทองหลาง พบว่าโรงเรียนมีการจัดการศึกษาที่หลากหลาย พร้อมทั้งมีนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการขับร้องเพลงและการเต้น Cover Dance ซึ่งทีมของโรงเรียนบ้านทองหลางได้เป็นตัวแทนเข้าประกวดโครงการ TO BE NUMBER ONE ในรุ่นอายุ 6-9 ขวบ ในระดับภาค ซึ่งนายโสภณได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการฝึกซ้อมและเดินทางไปแข่งขัน นอกจากนี้ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลดอนกอก กมธ.การศึกษา ได้ร่วมแลกเปลี่ยนและเสนอแนะการจัดการศึกษาขั้นปฐมวัย โดยมีการจัดนิทรรศการเพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ผ่าน 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ ประเพณีดี ผลิตภัณฑ์ดี การศึกษาดี สุขภาพดี และปลอดยาเสพติด

นายโสภณ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในวันที่ 9-10 ส.ค.68 จะจัดโครงการสัมมนา เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ปกครองและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการเน้นย้ำถึงบทบาทของผู้ปกครองในการเป็น “ผู้นำการศึกษาในครอบครัว” เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับลูกหลานในยุคที่สังคมและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งปลูกฝังเจตคติเชิงบวกในการมีบุตรว่าไม่ใช่ภาระ แต่ต้องตระหนักถึงความสำคัญของการมีครอบครัวที่สมบูรณ์

“จากความสำคัญของการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกเกิด ทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันที่จะผลักดันให้ท้องถิ่นจัดตั้ง โรงเรียนแม่ผู้ตั้งครรภ์ ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอดบุตร” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวย้ำว่า ผู้ปกครองคือ พลังสำคัญในการสร้างอนาคตของเด็ก ๆ การเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้จะช่วยให้เด็กๆ มีคุณภาพและสามารถเผชิญกับโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นใจ อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดปัญหาทางสังคม เช่น ยาเสพติดได้อีกด้วย ซึ่งการจัดสัมมนาในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัยและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนในจังหวัดบุรีรัมย์อย่างยั่งยืน.

โสภณถกเรื่อง การศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย

การจัดการการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เพราะเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ

ความสำคัญของการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย

กระบวนการการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัยไม่เพียงแต่เป็นการให้ความรู้ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบัน ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นทักษะที่สำคัญในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ

การลงทุนในการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพให้กับประเทศในระยะยาว เด็กที่ได้รับการศึกษาที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นจะมีโอกาสในการพัฒนาตนเองและประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น

การสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานและปฐมวัยจึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชนทั่วไป เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและสามารถเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ

ที่มา – ‘โสภณ’ ถกเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐานและปฐมวัย สร้างความปลอดภัยและการเรียนรู้ที่ยั่งยืน