ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เวียดนาม มั่นใจ! ไม่กลัวไทย กระชากทองซีเกมส์

คิม ซัง ซิก โค้ชทีมฟุตบอลชายทีมชาติเวียดนาม ตั้งเป้าหมาย คว้าแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ระบุว่าขุนพล “ดาวทอง” ไม่มีอะไรต้องกลัว “ช้างศึก” เพราะชุดใหญ่ก็เคยบุกชนะมาแล้ว

ซีเกมส์ เดือน ธ.ค.นี้ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ตั้งเป้ากวาด 4 เหรียญทอง ทั้งฟุตบอลชาย-หญิง, ฟุตซอลชาย-หญิง อย่างไรก็ตาม กับ “เหรียญใหญ่” ฟุตบอลชาย ที่ไทยได้แชมป์ครั้งสุดท้ายปี 2017 นั้น เวียดนาม ก็มั่นใจเต็มเปี่ยมที่จะคว้าแชมป์ หลังจากล่าสุด คิม ซัง-ซิก โค้ชชาวเกาหลีใต้ พาคว้าแชมป์ฟุตบอล 23 ปี ชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่อินโดนีเซีย ทำให้เขาทำผลงาน นำทีมเวียดนามครองแชมป์อาเซียน ทั้งชุดใหญ่ ที่ชูถ้วยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยรอบชิงชนะเลิศ ชนะไทย ทั้งเหย้า-เยือน รวมทั้งล่าสุดชุด 23 ปี

กุนซือชาวโสมขาว กล่าวว่า หลังจากศึก 23 ปีอาเซียน ทีม 23 ปีเวียดนามกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง ขณะเดียวกันทีมงานผู้ฝึกสอนจะยังคงติดตามการแข่งขันในวีลีกเพื่อหาผู้เล่นใหม่มาเสริมทัพ เป้าหมายคือการเล่นให้ดีที่สุดในแต่ละทัวร์นาเมนต์

คิม ซัง ซิก กล่าวว่า ซีเกมส์ในเดือน ธ.ค. ไทย ได้เปรียบในฐานะเจ้าภาพ แต่ทีมอื่นๆ รวมถึง เวียดนาม หากเตรียมตัวดี ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล ซึ่ง เวียดนาม ก็เคยบุกชนะไทย ที่ราชมังคลากีฬาสถาน(3-2) ในศึกอาเซียนคัพ 2024 ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้เล่นเวียดนาม มั่นใจในซีเกมส์ครั้งที่ 33

ซังซิก แสดงความหวังว่าดาวรุ่งจะได้โอกาสลงเล่นในวีลีก โดยระบุว่า ในวีลีกมีผู้เล่นฝีเท้าดีจำนวนมาก แต่ยังไม่มีโอกาสแสดงความสามารถ ดาวรุ่งต้องพยายามมากขึ้นเพื่อยึดตำแหน่งตัวจริงในสโมสร จากทัวร์นาเมนต์ 23 ปีอาเซียนที่เพิ่งจบไป ตนเห็นนักเตะหลายคนเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน จึงเชื่อว่าจะมีโอกาสลงเล่นในลีกภายในประเทศ

ขณะเดียวกันในงานฉลองแชมป์ 23 ปีอาเซียน เหงียน วัน ฮุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กล่าวว่า ทีมต้องกำหนดความมุ่งมั่นที่สูงกว่า ไม่เหลิงในความสำเร็จ ปีนี้ยังมีอีก 2 ทัวร์นาเมนต์ที่สำคัญมาก คือ ฟุตบอล 23 ปีเอเชีย รอบคัดเลือก และซีเกมส์ ที่ไทย ตนได้แนะนำให้ทีมโค้ชเพิ่มแนวทางการซ้อมมากขึ้น เพื่อชัยชนะทั้ง 2 รายการ ส่วน ตรัย ก๊อก ตวน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลเวียดนาม หวังว่าทีมจะเดินหน้าประสบความสำเร็จใน 2 รายการ สหพันธ์ ได้วางแผนเตรียมทีมอย่างรอบคอบ และเป็นระบบ เพื่อเข้ารอบชิงฯ ซีเกมส์

ด้าน คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติเวียดนามได้มอบเงินรางวัลจำนวน 500 ล้านดอง (6.1 แสนบาท) เพื่อเป็นรางวัลสำหรับความสำเร็จของทีมฟุตบอล 23 ปี เวียดนาม.

เวียดนาม กร้าว ไม่กลัว ‘ช้างศึก’ จะบุกมากระชากทองบอลซีเกมส์

ความมั่นใจของทีมชาติเวียดนามชุดนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับทีมชาติไทยในการแข่งขันซีเกมส์ที่กำลังจะมาถึง การเตรียมความพร้อมอย่างหนักจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ทีมชาติไทยประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

เวียดนามมั่นใจแค่ไหนกับการแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้

การที่เวียดนามเคยเอาชนะไทยได้ก่อนหน้านี้ สร้างความมั่นใจให้กับทีมอย่างมาก แต่ในกีฬา อะไรก็เกิดขึ้นได้

ต่อไปนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อผลการแข่งขัน:

  • การเตรียมทีมของแต่ละฝ่าย: การฝึกซ้อม การวางแผน และการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์
  • สภาพร่างกายและจิตใจของนักกีฬา: ความฟิต ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่น
  • แทคติกและกลยุทธ์: การแก้เกม การใช้จุดแข็ง และการลดจุดอ่อน
  • โชคและปัจจัยภายนอก: การตัดสินของกรรมการ สภาพอากาศ และเสียงเชียร์

ดังนั้น แม้ว่าเวียดนามจะมีความมั่นใจ แต่ไทยก็ยังมีโอกาสที่จะคว้าชัยชนะได้เช่นกัน หากมีการเตรียมตัวที่ดีและเล่นอย่างเต็มที่

การแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้จึงเป็นที่น่าติดตามอย่างยิ่ง และแฟนบอลชาวไทยต่างก็หวังว่าทีมชาติไทยจะสามารถคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ

การที่เวียดนามออกมาประกาศความมั่นใจเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทีมตัวเองแล้ว ยังเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับทีมชาติไทยอีกด้วย ทีมชาติไทยจะต้องรับมือกับแรงกดดันนี้ให้ได้ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริง

ท้ายที่สุดแล้ว ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการเตรียมความพร้อมและฟอร์มการเล่นของทั้งสองทีม ณ วันแข่งขันจริง แฟนบอลทุกคนก็คงต้องส่งกำลังใจเชียร์ทีมชาติของตนเองอย่างเต็มที่ และหวังว่าเราจะได้เห็นเกมที่สนุกและตื่นเต้น สมกับเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีของภูมิภาคอาเซียน

ศึกซีเกมส์ครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของทั้งสองทีม ว่าใครกันแน่ที่จะเป็นเจ้าแห่งอาเซียนอย่างแท้จริง มาร่วมลุ้นและเชียร์ทีมชาติไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – ‘เวียดนาม’ กร้าว ไม่กลัว ‘ช้างศึก’ จะบุกมากระชากทองบอลซีเกมส์

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้: สส.ภูมิใจไทยท้าอ้วน

สถานการณ์การเมืองไทยวันนี้ยังคงร้อนแรง! มาเกาะประเด็นการเมืองวันนี้ กับเรื่องราวที่น่าสนใจจากรัฐสภาและแวดวงนักการเมืองกันค่ะ

ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. และ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.กลุ่มอิสระ แถลงการณ์ล่ารายชื่อในกลุ่ม สว.อิสระ จำนวน 21 คน เพื่อยื่นคำร้องต่อ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย สว. 136 คน สิ้นสภาพการเป็น สว. เนื่องจากถูกแจ้งข้อกล่าวหากรณีการฮั้วเลือก สว. หรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่ม สว.อิสระ ได้ร่วมลงชื่อครบตามจำนวน 1 ใน 10 ของวุฒิสภา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงได้นำเสนอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

“ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ สว. ทั้ง 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย หรืออย่างน้อยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงอื่น ๆ ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย”

“หากปล่อยให้กระบวนการเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระดำเนินต่อไป จนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า สว. จะได้เลือก กกต. เพิ่มไปอีก 4 คน ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มอีก 1 คน ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้วินิจฉัยตัดสินคดีที่ สว. 136 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาอยู่ ขณะนี้เริ่มมีการนำกลไกจริยธรรมมาใช้กับผู้เห็นต่าง แบบไม่สมเหตุสมผล”

น.ต.วุฒิพงษ์ กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วว่าการเลือก สว. จะเป็นโมฆะ ก็ต่อเมื่อสมาชิกวุฒิสภาเหลือไม่ครบ 100 คน หากเลื่อน สว.สำรอง ขึ้นมาแล้ว แต่ถ้ายังเกิน 100 คนอยู่ ยังสามารถเดินหน้าต่อได้

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีปฏิบัติการคลื่นใต้น้ำ และมีปฏิบัติการโทรฯ ล็อบบี้กันถึงเช้า หากทราบว่ามีใครอยู่ในรายชื่อที่จะยื่นประธานวุฒิสภา ก็จะโทรฯ รังควานให้ถอนชื่อออก ตอนนี้จึงกังวลใจมาก จึงได้ย้ำว่าอยากให้ ประธานวุฒิสภารับหนังสือและส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญทันที ตอนนี้ยังมีคนขอเพิ่มชื่อเข้ามาเรื่อยๆ

“บังซุป” ศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำงานล่าช้า ในคดีขุดบ่อน้ำบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ จนคดีใกล้จะหมดอายุความ สํานักข่าวอิศรารายงานข่าวว่า ดีเอสไอ สอบสวนคดีบิ๊กเอกชนขุดบ่อน้ำบุกรุกที่สาธารณะ บริเวณ ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ล่าช้ามาก ป.ป.ช. ส่งสํานวนคืนให้ตั้งแต่ปี 62 ปัจจุบันผ่านมา 6 ปี ยังส่งฟ้องอัยการไม่ได้ เหตุมีเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาหลายครั้ง

“ที่น่าตกใจ เพราะคนที่เป็นผู้ต้องหาในคดีนี้มีอยู่ 4 คน คือ 1.บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ มีธุรกิจนับแสนล้านบาท 2.นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรี 3.นางยลดา หวังศุภกิจโกศล ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา และ 4.น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษาฯ อย่าให้สังคมสงสัยว่าดีเอสไอทำงานเพื่อรับใช้ฝ่ายการเมืองหรือไม่”

ส่วนกรณีที่บังซุปออกมาเปิดเผยเรื่องญาติของ “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย มีคดีบุกรุกโบราณสถาน เล่นเอานายกชายเดือดดาล ตอบโต้แรง “การที่ญาติพี่น้องไปกระทำความผิด เราต้องไปรับผิดด้วยหรือ หากพ่อของนายศุภชัย ไปบุกรุกเขากระโดงแล้วโดนจำคุก นายศุภชัยต้องไปรับโทษด้วยหรือไม่ คดีญาติผมไม่ได้บุกรุกหัวเขาแดงแต่เป็นเขาน้อย ตอนนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์และฎีกา ฝากให้พาผู้ต้องหาคดีเขากระโดง กับเขาน้อยมาที่วัดพระแก้ว มาสาบานร่วมกันว่ายอมรับคำพิพากษาของศาลฎีกา จะเอาหรือไม่ ฝ่ายสงขลาผมได้ถามไปแล้วเขายินดีจะมา จึงขอฝากไปถึงนายศุภชัยด้วย ให้ขนผู้ต้องหาเขากระโดงมาด้วย ค่ารถตนออกให้ก็ได้”

นายกชาย ยังบอกด้วยว่า เรื่องเขากระโดง ดูไม่เหมือนเรื่องที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งกรณีสนามกอล์ฟที่ธรณีสงฆ์ มีการทำมาเป็นทอด ๆ ต้องหาว่าความผิดอยู่ที่ใคร แต่เขากระโดงมีทอดเดียวคือคนที่บุกรุกและมาทำโฉนดเลย

สำหรับกรณีที่ “มท.อิ่ม” ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ตอบกระทู้ในสภาเมื่อสัปดาห์ก่อน เรื่องการใช้เงินฉุกเฉินทดรองจ่ายในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ยืนยันว่า เงินเบิกจ่ายได้ พร้อมกับต่อสาย ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผวจ.อุบลราชธานี ให้พูดในที่ประชุมด้วยว่าใช้งบได้ไม่มีปัญหา

“สส.แชมป์” กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ประธาน กมธ.การปกครอง ได้เชิญ ผวจ. ที่เกี่ยวข้อง คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ชี้แจงการใช้งบ การประชุม กมธ. พบว่า ตัวเลขการเบิกจ่าย 3 จังหวัด มีการเบิกจ่ายเงินไปแล้วจริง ศรีสะเกษ เบิกจ่ายแล้วจำนวน 46 ล้านบาท และใช้เงินขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 48 แห่ง จำนวน 22 ล้านบาท, สุรินทร์ เบิกจ่ายแล้วจำนวน 55 ล้านบาท และใช้เงินของ อปท. 173 แห่ง จำนวน 53 ล้านบาท

“แต่อุบลราชธานี รองผู้ ผวจ. ให้ข้อมูลว่าเบิกจ่ายไปแล้วจริง เพียง 55,000 บาท ทั้งที่ รมช.มหาดไทย และ ผวจ.อุบลราชธานี ก็ยืนยันกลางสภาว่าสามารถเบิกจ่ายได้ เงินที่เหลือไปใช้เงินของ อปท. อีกจำนวน 6.6 ล้านบาท ได้ฝากไปยัง ผวจ. ว่า ขอให้มีการเบิกจ่ายเงินให้ไปถึงมือประชาชน ไม่ใช่มัวแต่กอดระเบียบเอาไว้ อย่าให้กระทบกับเงินของ อปท. ขอให้กระทรวงมหาดไทย ไปดูแลระเบียบให้เบิกจ่ายเงินให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น”

“รอง ผวจ.อุบลราชธานี ชี้แจงว่าช่วงแรกได้มีการใช้จ่ายเงินของ อปท. ไปก่อน หากเกินกำลังของท้องถิ่นค่อยใช้เงินทดรองจ่าย 100 ล้านบาท ผมจึงสงสัยว่า เงินถูกอนุมัติไปตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. จนถึงวันนี้ เบิกจ่ายไปเพียงแค่นี้เพียงพอหรือไม่ ได้รับการชี้แจงว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งแปลกจากที่รัฐมนตรีและ ผวจ.อุบลราชธานี ยืนยันว่าเบิกจ่ายได้ จังหวัดอื่นก็ใช้ระเบียบตัวเดียวกัน ที่สุรินทร์ รอง ผวจ. ก็ชี้แจงว่าเบิกจ่ายได้ และเบิกจ่ายไปแล้ว”

อยากฝาก รมว.มหาดไทย ที่ระบุว่าหากทำไม่ได้ก็จะหาคนอื่นมาทำ ผมจะรอดูว่าจะทำอะไรต่อไป และอยากจะฝากไปอีกว่า เวลาท่านเชิญผู้ใหญ่ ผวจ. ใครไม่มาท่านบอกจะย้าย เวลา กมธ. ใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติเชิญรัฐมนตรี ก็อยากจะให้รัฐมนตรีมาตอบ อยากให้กล้าเหมือนที่กล้ากับราชการด้วย” นายกรวีร์ กล่าว และว่า การที่บางพื้นที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ สิ่งที่ดูแลประชาชนกลายเป็นเงินบริจาค สิ่งของบริจาคจากประชาชนด้วยกันเอง

การประชุมสภา 6 ส.ค. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง วาระ 2-3 ร่าง ขณะที่กำลังจะลงมติมาตรา 63 เกิดปัญหาเรื่ององค์ประชุม ทำให้นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ จะเปิดเผยชื่อคนไม่มาทำงาน ประชาชนจะได้ไม่ต้องเลือกเข้ามาอีก นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า หน้าที่รักษาองค์ประชุมสำคัญมากสำหรับฝ่ายรัฐบาล พวกตนขอเป็น เจมส์ เรืองศักดิ์ คือ “อยู่แบบไร้ตัวตน” ไม่เป็นองค์ประชุมให้ แต่ถ้าองค์ประชุมครบจะร่วมโหวตด้วย หากองค์ประชุมไม่ครบ วิปรัฐบาลต้องรับผิดชอบ

“ให้ไปดูที่ลานจอดรถชั้นบี 2 กฎหมายนี้ยังไม่ผ่านเลย สส. ขับรถกลับไปแล้วหลายคน ได้ยินบางคนคุยโทรศัพท์ว่า กลับมาไม่ทันแล้ว ตอนนี้อยู่อยุธยาแล้ว” บรรยากาศทำท่าจะวุ่นวาย นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภา ประธานการประชุม จึงสั่งปิดประชุมในเวลา 17.13 น. เท่ากับเป็นการชิงปิดก่อนสภาล่มครั้งแรกของรองประธานสภาคนนี้

“ทีมข่าวการเมือง”

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้

ทำไมต้องเกาะประเด็นการเมืองวันนี้?

เพราะการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราเกาะประเด็นการเมืองวันนี้ ช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ ทำให้เราเห็นถึงความเคลื่อนไหวของนักการเมือง พรรคการเมือง และนโยบายต่างๆ ที่จะส่งผลต่ออนาคตของประเทศ

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและการเกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกคนค่ะ เพื่อที่เราจะได้ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวและสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างมีเหตุผล

ที่มา – เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา สส.พรรคภูมิใจไทย ‘ท้า’ อ้วน ‘รักษามาตรฐาน’

ไม่สนห้าม! จับทัวริสต์สิงคโปร์บินโดรนพัทยา

เมื่อเวลา 00.19 น. วันที่ 7 ส.ค. 68 เจ้าหน้าที่กิจการพิเศษเมืองพัทยา ได้ควบคุมตัว MR.Goh Chia Hsien อายุ 44 ปี นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ ขณะใช้โดรน (อากาศยานไร้คนขับ) บินเหนือถนนคนเดิน Walking Street เมืองพัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามบินโดรนพัทยา โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามที่ราชการประกาศไว้

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว พร้อมของกลาง ส่งให้กับ ร.ต.ท.อมรเทพ เพชรทิม รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา ดำเนินการสอบสวน โดยมีล่ามแปลภาษาเข้าร่วม จากการสอบถามพบว่า ผู้ต้องหา ไม่มีใบอนุญาตการบินโดรน แต่อ้างว่า บินเพื่อชมวิวทิวทัศน์มุมสูงของถนน Walking Street ยามค่ำคืนเท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพวิว

ร.ต.ท.อมรเทพ จึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่สายตรวจทำการบันทึกจับกุม พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา บินโดรนโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 มาตรา 78 และยึดของกลางไว้ทั้งหมด ได้แก่ โดรนขนาดเล็กพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม 1 ชุด แบตเตอรี่ลิเธียมสำรอง 2 ก้อน รีโมตคอนโทรลสีดำสำหรับบังคับโดรน 1 ชุด อุปกรณ์แว่นตาสำหรับควบคุมโดรน พร้อมสายรัดศีรษะ สีดำ-แดง และกระเป๋าสะพายสีดำ 1 ใบ

ทั้งนี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ออกประกาศห้ามบิน หรือปล่อยอากาศยานที่ไม่มีนักบิน (โดรน) ทุกประเภททั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศ รองรับภารกิจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในช่วงสถานการณ์พิเศษ.

ไม่สนห้าม! จับทัวริสต์สิงคโปร์บินโดรนพัทยา

เรื่องราวของนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ที่ถูกจับกุมขณะบินโดรนพัทยา กลาง Walking Street ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและเป็นอุทาหรณ์สำหรับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่อาจไม่ทราบถึงข้อบังคับและกฎหมายท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้โดรนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่กำหนดเป็นพื้นที่ห้ามบิน

ทำไมถึงมีการห้ามบินโดรนพัทยา?

การประกาศห้ามบินโดรนพัทยา และในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มีจุดประสงค์หลักเพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัย เนื่องจากโดรนสามารถใช้ในการสอดแนมหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคลและทรัพย์สินได้ นอกจากนี้ การบินโดรนโดยไม่ได้รับอนุญาตยังถือเป็นการละเมิดกฎหมายการเดินอากาศ ซึ่งมีบทลงโทษทางกฎหมาย

ข้อควรปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการบินโดรนในประเทศไทย

  • ศึกษาข้อบังคับและกฎหมาย: ทำความเข้าใจกฎหมายการบินโดรนของประเทศไทยอย่างละเอียด
  • ขออนุญาต: ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขออนุญาตบินโดรน หากจำเป็น
  • ตรวจสอบพื้นที่: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพื้นที่ที่ต้องการบินโดรนไม่อยู่ในเขตห้ามบิน
  • เคารพความเป็นส่วนตัว: หลีกเลี่ยงการบินโดรนในลักษณะที่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบนั้น รวมถึงการเคารพกฎหมายและข้อบังคับของประเทศที่เราเดินทางไป การบินโดรนพัทยา โดยไม่ได้รับอนุญาตไม่เพียงแต่เป็นความผิดทางกฎหมาย แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของผู้อื่นอีกด้วย

ที่มา – ไม่สนห้าม! จับทัวริสต์สิงคโปร์บินโดรน อ้างถ่ายวิวสูงวอล์คกิ้งสตรีท พัทยา

อินเดียประณามสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่ากระทรวงการต่างประเทศอินเดียออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศการตั้งกำแพงภาษีกับอินเดียเพิ่มอีก 25% จากเดิม 25% โดยส่วนที่เพิ่มเติมจะมีผลภายในอีก 21 วัน เนื่องจากรัฐบาลนิวเดลียังคงนำเข้าเชื้อเพลิงจากรัสเซีย ว่าการดำเนินการดังกล่าว “เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง” เนื่องจากถือเป็น “การกระทำที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีเหตุผล และไม่สมควรอย่างยิ่ง”

เนื้อหาในแถลงการณ์ย้ำว่า การนำเข้าน้ำมันของอินเดียเป็นไปตามปัจจัยทางการตลาด และมีเป้าหมายเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประชาชนทั้ง 1,400 ล้านคน จึงเป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างยิ่ง ที่สหรัฐเจาะจงเลือกที่จะเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากอินเดีย ทั้งที่อีกหลายประเทศยังคงดำเนินการลักษณะเดียวกัน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

อนึ่ง ทรัมป์เคยกล่าวว่า สหรัฐจะใช้มาตรการ “ภาษีรอง” หรือ “ภาษีทุติยภูมิ” ในอัตรา 100% กับทุกประเทศพันธมิตรที่ยังคงค้าขายกับรัสเซีย ซึ่งน่าจะเป็นการพุ่งเป้าไปยังจีนและอินเดีย ที่ยังคงนำเข้าน้ำมันปริมาณมหาศาลจากรัสเซียในแต่ละปี หากรัฐบาลมอสโกไม่สามารถยุติสงครามกับยูเครน ซึ่งตอนนี้ทรัมป์กำหนด “เส้นตาย” ไว้ที่ระหว่าง “10-12 วัน” หรือประมาณภายในวันที่ 8 ส.ค.นี้.

เครดิตภาพ : AFP

อินเดียประณามสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ เพราะอะไร?

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ตึงเครียดขึ้น เมื่ออินเดียออกมา อินเดียประณามสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ ที่เกิดขึ้นจากการที่สหรัฐฯ มองว่าอินเดียยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซีย แม้ว่าจะมีมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

ทำไมอินเดียถึงยังซื้อน้ำมันจากรัสเซีย?

เหตุผลหลักที่อินเดียยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซียคือ ความต้องการในการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก และมีความต้องการพลังงานสูง การซื้อน้ำมันจากรัสเซียช่วยให้อินเดียสามารถจัดหาพลังงานในราคาที่แข่งขันได้

นอกจากนี้ อินเดียยังมองว่าการซื้อขายกับรัสเซียเป็นไปตามผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และไม่ได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศใดๆ

การที่ อินเดียประณามสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างสองประเทศ สหรัฐฯ พยายามกดดันให้อินเดียลดการพึ่งพาน้ำมันจากรัสเซีย ในขณะที่อินเดียต้องการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของตนเอง

การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจตั้งกำแพงภาษีกับอินเดีย อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ และอาจนำไปสู่การตอบโต้จากอินเดียได้เช่นกัน

สถานการณ์นี้ยังแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ที่ประเทศต่างๆ ต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการเมือง

ผลกระทบของการที่ อินเดียประณามสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ อาจส่งผลกว้างขวางต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากอินเดียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ หากอินเดียลดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย อาจทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกลดลง และส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นได้

นอกจากนี้ สถานการณ์นี้ยังเป็นบททดสอบสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ในยุคที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น

คงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์นี้จะคลี่คลายไปในทิศทางใด และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง

โดยสรุปแล้ว การที่ อินเดียประณามสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ เป็นผลมาจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์เกี่ยวกับการซื้อขายน้ำมันกับรัสเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ รวมถึงตลาดพลังงานโลก

ที่มา – อินเดียประณามสหรัฐตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ เหตุยังซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ร่วมปลุกพลังเด็กไทย มหาวิทยาลัยสีเขียวทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ

โครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศไทย! ด้วยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยสีเขียวทั่วประเทศ โครงการนี้กำลังปลุกพลังเด็กไทยให้หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมให้เด็กไทยของเรา

“สายชล ทรัพย์มากอุดม” หัวหน้าหน่วยธุรกิจสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ เอไอเอส ระบุว่า โครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นพลังของสถาบันการศึกษาและเยาวชนทั่วประเทศ ที่ทำให้สามารถรวบรวม E-Waste และพลาสติกใช้แล้วรวมกว่า 1.6 ล้านชิ้น เข้าสู่กระบวนการจัดการได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 35 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 3,700 ต้นเลย ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสร้างแรงบันดาลใจให้เราสานต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง

“กิจชัย เฉลิมสุขสันต์” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม จีซี กล่าวว่า ปีนี้ได้ต่อยอดและขยายความร่วมมือเป็นปีที่ 3 กับ 50 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ Green University “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” นอกจากการแข่งขันเก็บขยะแล้ว ยังเปิดเวทีกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ให้น้อง ๆ คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ สร้างเครือข่ายและเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เช่น ภารกิจที่ 1 ภารกิจเฟ้นหามหาวิทยาลัยสีเขียวกับการแข่งขันเก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติก โดยขยายพื้นที่การจัดการขยะครอบคลุมทั่วประเทศ ร่วมกับมหาวิทยาลัยกว่า 50 มหาวิทยาลัยชวนนิสิต นักศึกษา บุคลากร ร่วมกันนำขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติกมาทิ้งที่จุดรับทิ้งขยะภายในมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยที่รวบรวมได้มากที่สุดจะเป็นผู้ชนะรับเงินสนับสนุนมูลค่า 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล Upcycle

ร่วมปลุกพลังเด็กไทย มหาวิทยาลัยสีเขียวทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ

โครงการ Green University “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมเก็บขยะ แต่เป็นเวทีให้นิสิตนักศึกษาได้แสดงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ:

  • ภารกิจที่ 2 ประกวดแข่งขันคลิป TikTok “Green Creator “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” ประกวดรายบุคคลและทีม โดย นิสิตนักศึกษาสามารถรวมกลุ่มคณะหรือมหาวิทยาลัย จำนวนทีมละ 3 คน ออกแบบการเล่าเรื่องผ่านคลิปวิดีโอในหัวข้อ “Green Creator ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” เพื่อรณรงค์การทิ้ง E-Waste และขยะพลาสติกใช้แล้วอย่างถูกวิธี ชิงทุนการศึกษามูลค่าสูงสุด 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
  • ภารกิจที่ 3 “Waste to Wealth: Business Model Pitching Contest 2025” อัปเวลด้วยกิจกรรมใหม่ เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากทุกคณะในมหาวิทยาลัยรวมทีมละ 1–5 คน (ไม่จำเป็นต้องอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน) นำเสนอไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์ที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อปัญหาขยะ ชิงทุนการศึกษามูลค่าสูงสุด 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร.

ทำไมโครงการ “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” ถึงสำคัญ?

เพราะโครงการนี้เป็นการลงทุนในอนาคตของชาติ! การปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย จะช่วยสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ที่พร้อมจะสร้างสรรค์นวัตกรรมและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนในอนาคต มาร่วมสนับสนุน โครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” เพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าสำหรับลูกหลานของเรา

การเข้าร่วม โครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยลดปริมาณขยะ แต่ยังเป็นการสร้างความตระหนักถึงปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้วิธีการจัดการขยะอย่างถูกวิธี และการสร้างสรรค์ไอเดียธุรกิจที่สามารถนำขยะกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นทักษะที่สำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง! เข้าร่วม กิจกรรม “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” ในมหาวิทยาลัยของคุณ เพื่อปลุกพลังเด็กไทยให้เป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ที่มา – ร่วมปลุกพลังเด็กไทย มหาวิทยาลัยสีเขียวทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ

ซ้อนท้ายไรเดอร์กอดแน่น ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ!

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อคลิปวิดีโอเหตุการณ์ ซ้อนท้ายไรเดอร์กอดแน่น-จับไม่ปล่อย เสื้อมีชื่อมหา’ลัย ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ ถูกเผยแพร่และส่งต่อกันอย่างรวดเร็ว โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม และถูกเผยแพร่โดยเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง “ท่านเปา”

จากคลิปวิดีโอที่ถูกบันทึกโดยไรเดอร์รายหนึ่ง เผยให้เห็นภาพของผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเขา โดยมีพฤติกรรมที่สร้างความไม่สบายใจให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

ผู้โดยสารในคลิป ซ้อนท้ายไรเดอร์กอดแน่น-จับไม่ปล่อย เสื้อมีชื่อมหา’ลัย ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ โดยกอดไรเดอร์ตลอดเส้นทาง และยังมีการจับบริเวณลำตัวของไรเดอร์ซ้ำๆ แม้ว่าไรเดอร์จะพยายามปัดมือออกแล้วก็ตาม ไรเดอร์ผู้ถ่ายคลิปได้โพสต์ข้อความระบายความรู้สึกว่า “ไรเดอร์แชร์คลิปหลังโดนลูกค้าจับ ██ ตลอดทาง จับมือออกแล้วก็ยังจะจับใหม่ จะเอาให้ได้”

สิ่งที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง คือเสื้อของผู้โดยสารหญิงรายดังกล่าว มีชื่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งปรากฏอยู่อย่างชัดเจน ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและอาจเข้าข่ายการคุกคามทางเพศในที่สาธารณะ

ซ้อนท้ายไรเดอร์กอดแน่น-จับไม่ปล่อย เสื้อมีชื่อมหา’ลัย ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม มีผู้แสดงความคิดเห็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกร้องให้เคารพสิทธิของทุกฝ่าย และรอฟังข้อมูลจากทั้งสองด้านก่อนที่จะตัดสิน

ประเด็นที่น่าสนใจจากเหตุการณ์ ซ้อนท้ายไรเดอร์กอดแน่น

  • พฤติกรรมการแสดงออกในที่สาธารณะ: เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงถึงความเหมาะสมของการแสดงออกในที่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับการสัมผัสร่างกาย
  • ความรับผิดชอบต่อภาพลักษณ์ของสถาบัน: การที่ผู้โดยสารสวมเสื้อที่มีชื่อมหาวิทยาลัย ทำให้หลายคนมองว่ามหาวิทยาลัยควรมีส่วนรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของนักศึกษา
  • การคุกคามทางเพศ: หลายคนมองว่าพฤติกรรมของผู้โดยสารอาจเข้าข่ายการคุกคามทางเพศ และควรมีการตระหนักถึงประเด็นนี้อย่างจริงจัง

ล่าสุด ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานต้นสังกัดของนักศึกษารายนี้เกี่ยวกับเหตุการณ์ ซ้อนท้ายไรเดอร์กอดแน่น-จับไม่ปล่อย เสื้อมีชื่อมหา’ลัย ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ ขณะที่คลิปวิดีโอดังกล่าวก็ยังคงถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็วในแพลตฟอร์มต่างๆ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน การระมัดระวังในการแสดงออกในที่สาธารณะ และความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม

ที่มา – “ซ้อนท้ายไรเดอร์กอดแน่น-จับไม่ปล่อย เสื้อมีชื่อมหา’ลัย ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ”

พล.อ.ณัฐพล ร่วมประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชา ที่มาเลเซีย

เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 7 ส.ค. ที่ท่าอากาศยานกองบิน 6 (บน.6.) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทนรมว.กลาโหม นำคณะ ประกอบด้วย พล.อ. สนิธชนก สังขจันท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ. ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) นาย ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พล.อ. ธงชัย รอดย้อย เสนาธิการทหารบก พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เสนาธิการทหารเรือ พล.อ.อ. วชิระพล เมืองน้อย เสนาธิการทหารอากาศ เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร รองแม่ทัพภาคที่ 2 ตลอดจน เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย มุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย เพื่อร่วมประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

พล.อ.ณัฐพล นำคณะบินมาเลเซีย ร่วมประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชาแล้ว

การเดินทางไปประเทศมาเลเซียของ พล.อ.ณัฐพล และคณะในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นการประชุมสมัยวิสามัญที่จัดขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย การประชุมดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับการหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดนของทั้งสองประเทศ

ความมั่นคงตามแนวชายแดนเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การประชุม พล.อ.ณัฐพล นำคณะบินมาเลเซีย ร่วมประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชาแล้ว จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้แทนจากทั้งสองประเทศจะได้ร่วมกันพิจารณาถึงความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการหาแนวทางแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

ประเด็นที่คาดว่าจะมีการหารือในการประชุมครั้งนี้ รวมถึงการจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาถึงความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองฝั่ง

ความสำคัญของการประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชา

การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ การที่ พล.อ.ณัฐพล นำคณะบินมาเลเซีย ร่วมประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชาแล้ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ การประชุมดังกล่าวยังเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

  • การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
  • การป้องกันและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
  • การต่อต้านการค้ามนุษย์
  • การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน

การเข้าร่วมประชุม พล.อ.ณัฐพล นำคณะบินมาเลเซีย ร่วมประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชาแล้ว ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้กับการแก้ไขปัญหาชายแดนและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน การหารือและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชา เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศ การที่ผู้แทนระดับสูงจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมการประชุมเป็นประจำ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน การพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

ที่มา – ‘พล.อ.ณัฐพล’นำคณะบินมาเลเซีย ร่วมประชุมจีบีซีไทย–กัมพูชาแล้ว

ปวดขมับ ท้ายทอย สัญญาณโรคไต? รู้เลย!

วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความจากเพจรามาแชนแนล โดย รศ. นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงอาการ ปวดขมับ ท้ายทอย คือสัญญาณเตือน โรคไต ! จริงหรือไม่ ?

ใครที่อยู่ ๆ ก็มีอาการ ปวดขมับ ท้ายทอย เหมือนโดนบีบขมับ หลายคนอาจจะคิดว่าก็เป็นอาการปวดหัวธรรมดาทั่วไป แต่รู้หรือไม่อาการแบบนี้อาจเสี่ยงเป็น โรคไต ได้ เนื่องจากอาการ ปวดศีรษะ เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยมากที่สุดในปัจจุบัน และสาเหตุของอาการก็มีหลากหลาย ดังนั้นหากมีอาการปวดขั้นรุนแรงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยพร้อมการรักษาอย่างถูกวิธีโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ ยังมีสัญญาณเตือนของอาการปวดศีรษะที่ต้องเฝ้าระวัง หากมีอาการ ปวดขมับ ท้ายทอย อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคไตได้เช่นกัน

อาการ ‘ปวดขมับ ท้ายทอย’ คือสัญญาณเตือน โรคไตจริงหรือไม่ ?

โรคไต เกิดจากอะไร ?

โรคไต เกิดจากภาวะของไตที่ทำงานผิดปกติ สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่โดยส่วนใหญ่มักพบในวัยผู้สูงอายุ ซึ่งสาเหตุหลักของการเกิดโรค คือ การรับประทานอาหารรสจัด อย่างรสเค็มในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน ๆ เป็นความดันโลหิตสูง นอกจากนี้อาจเกิดจากสาเหตุภายนอกร่วมด้วย การดําเนินชีวิตประจําวันด้วยพฤติกรรมเดิม ๆ  ไม่ออกกำลังกาย กินยาที่เป็นพิษต่อไต สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง พันธุกรรมที่ผิดปกติ และโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน เพราะฉะนั้น โรคไตถือว่าเป็นโรคหนึ่งที่ใครก็ไม่อยากเป็น มาดูกันว่ามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบไหนบ้างที่ทำให้เสี่ยงเป็นโรคไตโดยที่เราไม่รู้ตัว – สัญญาณเตือนโรคไต พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรเลี่ยง !

ไต

5 สัญญาณอันตราย เมื่อ โรคไต ถามหา สัญญาณเตือนเหล่านี้ เบื้องต้นอาจเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าอาจเสี่ยงเป็นโรคไตควรเฝ้าสังเกตอาการเพื่อสามารถเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

โดยปกติในคนที่มีอายุน้อยจะค่อนข้างมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง เนื่องจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและระบบการทำงานของร่างกายในส่วนอื่น ๆ ยังมีประสิทธิภาพที่ดีอยู่ แต่หากมีพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันที่บกพร่องและไม่ได้ประสิทธิภาพก็สามารถก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรือเป็นโรคได้ง่ายขึ้น ดังนั้น หากยังอายุน้อย แต่มีอาการปวดศีรษะอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ใช้ชีวิตประจำวันปกติและไม่ได้เป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุของการเกิดโรคอื่น ๆ ให้เฝ้าระวังทันทีว่าอาจเป็นสัญญาณแรกเริ่มของการเป็นโรคไตได้

อาการปวดหัวแบบต่าง ๆ มีสาเหตุของการเกิดที่แตกต่างกันออกไป แต่หากตัวเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการปวดศีรษะในบริเวณขมับหรือท้ายทอยบ่อย ๆ ปวดแบบตุบ ๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเข้าข่ายการเป็นโรคไตได้เช่นกัน

ผู้ป่วยโรคไต ส่วนใหญ่จะมีความดันเลือดสูงมากกว่าปกติ ซึ่งคนที่มีความดันเลือดสูงจะไม่แสดงอาการ แต่ในบางรายพบว่ามีอาการปวดหัวและเวียนหัวร่วมด้วย ดังนั้น ควรที่จะพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ และวัดความดันเลือดว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตยังเสี่ยงอันตรายต่อการเกิดโรคร้ายแรงอื่น ๆ ได้อีกด้วย

อาการของการปัสสาวะที่ผิดปกติ เช่น เมื่อปัสสาวะแล้วมีฟองมากเป็นพิเศษ หรือสีของปัสสาวะผิดปกติ ให้วินิจฉัยว่าระบบการทำงานของร่างกายผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเกิดโรคได้

อาการของผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตและสามารถสังเกตได้ชัดเจนมากที่สุดคือ ร่างกายมีอาการบวมผิดปกติโดยเฉพาะบริเวณใบหน้า หลังเท้า ตามมาด้วยสัญญาณผมร่วงมากเกินไป หากเริ่มสังเกตว่าร่างกายมีอาการเหล่านี้บ่อยครั้งและกินระยะเวลานานควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยทันที

สำหรับใครที่มีความสงสัยและกังวลว่าโรคไตกำลังจะมาเยือน สามารถเช็คความเสี่ยงด้วยตัวเองได้ที่แบบสอบถามนี้ – ติดกินเค็ม รสจัด เช็กด่วนคุณเสี่ยงเป็นโรคไตหรือยัง ?

วิธีดูแลตัวเอง

อาการของ โรคไต เป็นอย่างไร

โรคไตทำให้เกิดการเสียสมดุลของเกลือ เมื่อคนไข้กินเค็มจะเกิดอาการบวมที่ขา กดบุ๋ม ปัสสาวะมาก ปัสสาวะเปลี่ยนสี ปัสสาวะมีฟองมาก ปัสสาวะมีสีแดง อ่อนเพลีย ไม่มีแรง คลื่นไส้ อาเจียน ความดันเลือดสูง โลหิตจาง ผมร่วง ผิวแห้ง หากเป็นโรคไตระยะสุดท้าย ไตจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ คนไข้จะเกิดอาการอวัยวะล้มเหลว ชัก น้ำท่วมปอด หัวใจวาย เสียชีวิตได้ สำหรับ โรคไต อาการ สามารถแบ่งออกได้ 2 ระยะหลัก ๆ ได้แก่

โรคอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุของโรคไต

โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคเกาต์ โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) โรคทางพันธุกรรม โรคถุงน้ำในไต รวมทั้งการกินยา เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบบางชนิดที่มีพิษต่อไต โดยเฉพาะยาแก้ปวดข้อเอ็นต่าง ๆ

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงโรคไต

อาหารเค็มทำให้เกิดความดันเลือดสูง ไตทำงานหนัก ในระยะยาวทำให้เกิดโรคไตเสื่อมเรื้อรังได้ เช่น อาหารที่มีผงชูรส เครื่องปรุงต่าง ๆ พริกน้ำปลา น้ำจิ้ม แจ่ว น้ำซุป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมกรุบกรอบ อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน ส่วนอาหารหวานอาจทำให้เกิดโรคเบาหวาน ส่งผลให้หลอดเลือดและไตเสื่อมได้

คนที่มีน้ำหนักเกินจะมีความดันเลือดสูง ไตจึงทำงานหนัก 

ทำให้เกิดความดันเลือดสูงและหลอดเลือดเสื่อมได้

สัญญาณเตือน! อาการ ‘ปวดขมับ ท้ายทอย’ อาจนำไปสู่โรคไต

ยาบางชนิดไม่ว่าจะเป็นยาไทย ยาจีน ยาฝรั่ง ยาชุด ยาหม้อ อาหารเสริม อาจมีพิษต่อไตได้ ฉะนั้น คนไข้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการกินยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไตในระยะยาว 

วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วย โรคไต

โรคไตหากเป็นมาจนถึงระยะเรื้อรังแล้วอาจไม่สามารถทำการรักษาให้หายขาดจากโรคได้แต่สามารถประคองและรักษาให้อาการดีขึ้นได้ ขึ้นอยู่ที่คนไข้ดูแล และรักษาสุขภาพร่างกายของตัวเองได้ดีแค่ไหน ทั้งนี้วิธีการดูแลตัวเองหรือคนรอบข้างเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไต สามารถทำตามได้ ดังนี้

การดูแลเบื้องต้นเหล่านี้สามารถทำได้ง่าย ๆ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไต เพื่อหลีกเลี่ยงและลดอัตราการป่วยที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสามารถบรรเทาการเกิดโรคแทรกซ้อนและส่งผลให้อาการของโรคดีขึ้นได้

ปวดท้อง

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตควรได้รับการรักษาและทราบถึงวิธีรักษาโรคไตอย่างถูกต้อง นอกจากนี้การรักษาที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด คือการเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เช่น แพทย์เฉพาะทางหรืออายุรแพทย์โรคไต 

การเข้ารับรักษาในโรงพยาบาลที่มีประสิทธิภาพก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างดีมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสิ่งสำคัญอย่างการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแลอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูและดีขึ้นในที่สุด

 ข้อปฏิบัติสำหรับคนไข้โรคไต

เมื่อเป็นโรคไตแล้ว หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และดูแลตัวเองดี อาจทำให้ไตทำงานดีขึ้น และไม่เกิดไตเสื่อม ไตวายในระยะยาวได้

อาการ ‘ปวดขมับ ท้ายทอย’ อาจไม่ใช่แค่ปวดหัวธรรมดา หากเกิดขึ้นบ่อย ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาความเสี่ยงของโรคไต และรับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ที่มา – อาการ ‘ปวดขมับ ท้ายทอย’ คือสัญญาณเตือน โรคไตจริงหรือไม่ ?

ไทยทำอะไร? มหาวิบัติภัย Extreme Weather ถล่มโลก

      “ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ได้ระบุผ่าน Carbon Markets Club ว่า ตามคำจำกัดความ Extreme Weather หมายถึงสภาพอากาศที่รุนแรงผิดปกติ หรือเกิดในช่วงที่ไม่ตรงตามฤดูกาลก่อให้เกิดภัยพิบัติในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ร้อนจัด แห้งแล้ง ฝนหนักมาก น้ำท่วมฉับพลัน ฯลฯ ในอดีตความผิดปกติของสภาพอากาศเช่นนี้นานทีจะเกิดขึ้นสักหน เช่น ฝนร้อยปี ฯลฯ แต่เมื่อโลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆ การเกิดจึงบ่อยขึ้นและบ่อยขึ้น โดยเห็นได้จากเราได้ยินคำว่า “ฝนตกหนักในรอบ 40 ปี” “พายุรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี” ฯลฯ เป็นประจำจนเริ่มสงสัยว่าทำไม 40-50 ปี มันเกิดบ่อยจัง

      การเกิด Extreme Weather ในแต่ละพื้นที่ยังต่างกัน ทำให้ภัยคุกคามไม่เท่ากัน ในแอฟริกาอาจเผชิญภัยแล้งเป็นปัญหาหลัก ขณะที่ยุโรปกลัวคลื่นความร้อนจัดที่อาจทำให้คนป่วยหรือแม้กระทั่งเสียชีวิต ปากีสถานเป็นประเทศที่เสี่ยงสุด ๆ กับน้ำท่วมใหญ่ ขณะที่ฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาเผชิญเฮอริเคน ฝั่งตะวันตกเจอไฟป่า ฯลฯ สภาพเช่นนี้เคยเป็นเรื่องปกตินานทีปีหน กลับกลายเป็นเรื่องที่เกิดประจำทุกปีหรืออีกไม่นานอาจกลายเป็นทุกเดือน

       ​ที่น่ากังวลคือตอนนี้โลกอยู่ในภาวะ Neutral หรือภาวะเป็นกลาง ไม่มีเอลนีโญหรือลานีญา แต่ภัยพิบัติกลับเกิดขึ้นตลอด หมายถึงว่าสิ่งที่เกิดอยู่ตอนนี้เป็นผลจากแค่เพียงโลกร้อน ไม่อยากคิดว่าหากโลกอยู่ในภาวะ
เอลนีโญ บวกเพิ่มมาอีกเด้ง ความร้อนความแห้งแล้งจะเกิดขึ้นหนักหนาแค่ไหน หรือในทางกลับกัน หากโลกอยู่ในภาวะลานีญา ฝนจะกระหน่ำหรือน้ำจะท่วมเพิ่มอีกเท่าไหร่ นี่คือเรื่องน่าวิตกจริงจัง เพราะเอลนีโญและลานีญาไม่ใช่แผ่นดินไหวที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอีกเมื่อไหร่ แต่เอลนีโญและลานีญายังไงก็ต้องเกิด และภายใน 3-5 ปีต่อจากนี้ ยังไงก็คงต้องเจอ หวังเพียงว่าจะเป็นระดับเบาหรือปานกลาง อย่าให้เป็นระดับแรงเหมือนปี ค.ศ.1997-98 (พ.ศ. 2540-2541) มิฉะนั้น สถานการณ์จะย่ำแย่สุดขีด

       สำหรับประเทศไทย ภัยหลักจาก Extreme Weather ของเราคือน้ำท่วม โดยแบ่งง่าย ๆ เป็นน้ำท่วมฉับพลันจากพายุและน้ำท่วมฉับพลันจากฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ทำให้เกิดน้ำรอการระบาย สำหรับพายุหมุนเขตร้อน เช่น ไต้ฝุ่น พายุโซนร้อน พื้นที่เสี่ยงคือภาคเหนือฝั่งตะวันออก เช่น
น่าน เชียงราย เพราะโอกาสที่พายุจะเข้ามาทางชายฝั่งเวียดนามมีบ่อยกว่าโอกาสที่พายุจะเข้ามาในฝั่งอ่าวไทย เช่น พายุโซนร้อนปาบึก พ.ศ. 2562 หลังจากนั้นไม่มีพายุรุนแรงเข้ามาอีกเลย ในขณะที่ฝั่งน่าน/เชียงรายได้รับผลกระทบจากพายุต่อเนื่องกัน 2 ปี เช่น พายุไต้ฝุ่นยางิ (ปี 67) พายุโซนร้อนวิภา (ปี 68)

       ​ในขณะที่ฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลันแบบไม่มีพายุรุนแรงเข้ามาเกิดกระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ แม้ในขณะที่เขียนอยู่ แม่สายกำลังเจอน้ำท่วมฉับพลันอีกครั้ง (ในช่วงปี 67-68 เกิดน้ำท่วมในแม่สายเกือบ 10 ครั้ง) ขณะที่น่านที่น้ำเพิ่งลดจากผลของพายุวิภา น้ำกลับท่วมใหม่ในบางพื้นที่เนื่องจากฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำทั้งที่ไม่มีพายุ ในขณะเดียวกัน หลายพื้นที่ทั่วไทยอาจเกิดน้ำท่วมในลักษณะดังกล่าวโดยไม่ทราบล่วงหน้า เช่น พัทยาเกิดน้ำท่วมหนักเมื่อฝนตกต่อเนื่องเพียง 2 ชั่วโมง แม้น้ำจะลดลงได้เร็วเมื่อเทียบกับน้ำท่วมที่เกิดขึ้นจากพายุ แต่รถยนต์ข้าวของโดนท่วมไปแล้วก็เสียหายไปแล้ว

       ​ภัยพิบัติยังไม่จำกัดเฉพาะบนบก สภาพลมแรงผิดฤดูกาลส่งผลกระทบกับอ่าวไทย ทำให้กรมอุตุนิยมวิทยาต้องประกาศให้เฝ้าระวังหรืออย่าออกจากฝั่งเป็นระยะ ผลกระทบดังกล่าวทำให้ชาวประมงพื้นบ้านและเรือท่องเที่ยวขนาดเล็กประสบปัญหา ไม่สามารถออกทำมาหากินได้เท่ากับสมัยก่อน เมื่อรายได้ลดน้อยลง คนทำต่อไปไม่ไหว จำเป็นต้องเลิกทำอาชีพนั้น สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มเกิดมาขึ้นเรื่อย ๆ ตามชายฝั่งบ้านเรา

       สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราเริ่มทราบแล้วว่า Extreme Weather ส่งผลกระทบในหลายด้าน ทั้งรุนแรงฉับพลันหรือค่อย ๆ ทำให้คนทำอาชีพไปต่อไม่ไหว ผลกระทบยังเกิดตั้งแต่เหนือสุดที่แม่สายจนใต้สุดที่นราธิวาส การรับมืออย่างจริงจังและเป็นระบบคือเรื่องจำเป็นอย่างเร่งด่วน ทว่า การปรับตัวของประเทศไทยอาจไม่ทัน แม้ว่าเราเริ่มมีงานวิจัยใหม่ ๆ เช่น การประเมินความเสี่ยงพื้นที่ต่าง ๆ

       จากผลกระทบของ Extreme Weather แต่ยังอยู่ในระดับงานวิจัยและยังไม่ได้นำไปใช้จริงจัง ยังมีอุปสรรคอีกมาก เช่น ความคิดห่วงบ้าน ห่วงสัตว์เลี้ยงของคน แม้จะเกิดภัยฉุกเฉินต้องอพยพ การตัดสินใจเพื่อประเมินความเสี่ยงในบ้านที่ดินของตน ฯลฯ ขณะที่ Extreme Weather เกิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนทั้งระบบทั้งแนวคิดยึดติดของคนจำเป็นต้องใช้เวลา ในช่วงของการปรับเปลี่ยนแบบนี้จึงมีหลายคนได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การรับมือและปรับตัวยังอยู่ในรูปแบบเฉพาะหน้า การรับมือในระยะสั้นหรือปานกลางจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ว่าง่าย ๆ คือตัวใครตัวมัน

​       ทางแก้คือภาครัฐตลอดจนภาคเอกชนต้องร่วมมือกันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ลงทุนในโปรแกรมรับมือและการปรับตัวกับโลกร้อนแบบจริงจัง มิใช่ใช้เพียงแนวคิดเดิมระบบเดิมเติมเงินเข้าไป เพราะวิธีนั้นอาจไม่สามารถรับมือกับ Extreme Weather ที่รุนแรงและมีผลกระทบในหลายมิติได้ เราต้องการโครงการยักษ์ที่จะทำให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

       แต่ วันนี้เรายังไม่เห็นความเป็นไปได้ดังกล่าว ในทางกลับกัน เรากลับได้ยินโครงการที่ใช้เงินเป็นพัน ๆ ล้านเพื่อประมูลการจัดแข่งขันกิจกรรมต่าง ๆ ที่บางทีอาจดีหากเรามีเงินเหลือใช้ แต่ภัยพิบัติจ่อหน้า เราไม่มีเงินเหลือใช้ เรายังไม่มีแนวคิดต่อสู้กับ Extreme Weather ใด ๆ ยกเว้นบอกว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่ Net Zero ในอีก 40 ปี

       ​​สถานการณ์เช่นนี้ช่างดูวังเวง

ไทยทำอะไร!! วันที่มหาวิบัติภัย Extreme Weather ถล่มโลก

เราจะรับมือกับมหาวิบัติภัย Extreme Weather อย่างไร?

สถานการณ์ ไทยทำอะไร!! วันที่มหาวิบัติภัย Extreme Weather ถล่มโลก เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรง
  • การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพยากรณ์และการจัดการภัยพิบัติ
  • การสร้างความตระหนักและการให้ความรู้แก่ประชาชน

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องประเทศไทยจากมหาวิบัติภัย Extreme Weather

ที่มา – ไทยทำอะไร!! วันที่มหาวิบัติภัย Extreme Weather ถล่มโลก

กัมพูชารับข้อเสนอไทย 7 ส.ค. นี้!

ข่าวเด่นประจำวันที่ 7-8 สิงหาคม 2568 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นำเสนอประเด็นร้อนแรงที่น่าติดตามมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง

กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย ในการประชุมระดับสูงระหว่างบิ๊กเล็กของไทย และเตีย เซ็ยฮา โต๊ะใหญ่ของกัมพูชา การเจรจาครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงในภูมิภาค

รายละเอียดข้อเสนอที่กัมพูชารับ

ถึงแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับ 8 ข้อเสนอที่ กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย นั้น แต่คาดการณ์ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับประเด็นความร่วมมือด้านต่างๆ เช่น ความมั่นคงชายแดน การค้า การลงทุน การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน การที่กัมพูชายอมรับข้อเสนอเหล่านี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกจากประเด็น กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย แล้ว ยังมีข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจจากเดลินิวส์ฉบับวันที่ 7-8 สิงหาคม 2568 อีกมากมาย เช่น

  • การเมือง: การปิดสมัยประชุมสภาฯ อย่างรวดเร็วของรัฐบาล ทำให้ฝ่ายค้านออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงประเด็นร้อนเรื่องการขุดคุ้ยคดีรุกโบราณสถาน
  • เศรษฐกิจ: การเริ่มเก็บภาษีสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 19% ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการ
  • สังคม: การจับกุมหมอดูชื่อดังที่เปิดรับบริจาคเงินโดยอ้างชื่อวัดดัง รวมถึงการกวาดล้างพระสงฆ์นอกรีต
  • อาชญากรรม: คดีของอดีต สว. ที่ถูกตัดสินจำคุกในข้อหาทุจริต
  • ความมั่นคง: การจับกุม ร.อ. สปายชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นองครักษ์ของฮุนเซน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการจับกุมสายลับกัมพูชาที่ชื่อ BHQ องครักษ์ฮุนเซน ซึ่งมีถึง 4 ชื่อปลอมเพื่อสอดแนมประเทศไทย เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่หน่วยงานความมั่นคงของไทยจะต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

การที่ กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ แต่ก็ยังคงต้องจับตาดูรายละเอียดและผลการดำเนินงานต่อไปอย่างใกล้ชิด รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน

การติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว และสามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าลืมติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ

ที่มา – เดลินิวส์ 7 ส.ค.กัมพูชารับ 8 ข้อเสนอไทย บิ๊กเล็กถกเตียเซ็ยฮาโต๊ะใหญ่