ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ปลัดกลาโหมต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีน ชูความร่วมมือ 50 ปี

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่ห้องพระบารมีปกเกล้า ในศาลาว่าการกลาโหม พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ให้การต้อนรับ พล.ต. จาง หลินหง(Zhang Linhong)ผู้ช่วยทูตทหารสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง

โดยปลัดกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวแสดงความยินดีกับ พลตรี จาง หลินหง พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์และวิสัยทัศน์ของท่าน จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย-จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยการพบปะกันในวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกัน นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงกลาโหมยังได้ฝากขอบคุณถึง พล.ร.ต. หวัง เจิ้ง (Wang Zheng)ผู้ช่วยทูตทหารคนก่อนสำหรับความร่วมมือที่ผ่านมา

ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงกลาโหมได้ย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือที่แนบแน่นระหว่างกองทัพไทยและกองทัพจีน พร้อมชื่นชมการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี พ.ศ. 2568 ภายใต้แนวคิด “ปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน” ซึ่งตอกย้ำถึงความเป็น หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ระหว่างไทย-จีน ซึ่งที่ผ่านมามีพัฒนาการของความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นพลวัตร ความร่วมมือที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ร่วมกัน  ไม่เพียงแต่จะสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจในระดับกองทัพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคง ในภูมิภาค

ทั้งนี้ การต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีนคนใหม่ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการสานต่อและพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศต่อไป เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนและภูมิภาคโดยรวม.

ปลัดกลาโหมต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีน ชูความร่วมมือ 50 ปี

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา พลเอก สนิทชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ให้เกียรติต้อนรับ พลตรี จาง หลินหง ผู้ช่วยทูตทหารสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ณ ศาลาว่าการกลาโหม การพบปะครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความร่วมมือทางทหาร

ปลัดกระทรวงกลาโหมได้กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างกองทัพไทยและกองทัพจีน รวมถึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี พ.ศ. 2568 ภายใต้แนวคิด “ปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างสองประเทศ

ความร่วมมือระหว่างไทยและจีนนั้นมีความหลากหลายและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจในระดับกองทัพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ความสำคัญของการสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีนคนใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการสานต่อและพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนและภูมิภาคโดยรวม ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปลัดกลาโหมต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความร่วมมือทางทหาร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค

  • ความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและจีนมีความสำคัญต่อการรักษาความมั่นคงในภูมิภาค
  • การเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์
  • การพบปะระหว่างผู้นำทางทหารของทั้งสองประเทศ ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ

ความร่วมมือ 50 ปีระหว่างไทยและจีน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกัน การต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีนคนใหม่จึงเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสานต่อความสัมพันธ์อันดีนี้ต่อไป

การที่ปลัดกลาโหมต้อนรับผู้ช่วยทูตทหารจีน สะท้อนภาพความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาความร่วมมือให้แน่นเเฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต การเเลกเปลี่ยนความรู้เเละประสบการณ์ รวมถึงการสนับสนุนซึ่งกันเเละกัน จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงเเละความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

ที่มา – ‘ปลัดกลาโหม’ต้อนรับ‘ผู้ช่วยทูตทหารจีน’คนใหม่ ชูความร่วมมือ 50 ปี

“หงส์แดง” ตกลงปล่อย “นูนเญซ” ให้ “อัล ฮิลาล” แล้ว

ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บรรลุข้อตกลงในการปล่อยตัว ดาร์วิน นูนเญซ หัวหอกทีมชาติอุรุกวัย ไปล่าตาข่ายให้กับ อัล ฮิลาล พ่อบุญทุ่มแห่งซาอุดีอาระเบียแล้ว ข่าวนี้สร้างความฮือฮาในวงการฟุตบอล และทำให้แฟนบอลหลายคนต่างจับตามองถึงอนาคตของนักเตะรายนี้

“สกาย สปอร์ตส์” สื่อเมืองผู้ดี รายงานว่า ลิเวอร์พูล ตกลงปล่อย “นูนเญซ” ให้ “อัล ฮิลาล” แล้ว ด้วยค่าตัว 46.2 ล้านปอนด์ (ราว 2,032.8 ล้านบาท) พร้อมโบนัสที่อาจจะทำให้ดีลนี้มีมูลค่าสูงสุดถึง 56.6 ล้านปอนด์ (ราว 2,490.4 ล้านบาท) ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ อัล ฮิลาล ที่ต้องการเสริมความแข็งแกร่งในแนวรุก

อย่างไรก็ตาม นูนเญซ ที่ซัดให้ ลิเวอร์พูล ไปแล้ว 40 ประตูจากการลงเล่น 143 นัดนับตั้งแต่ย้ายมาจาก เบนฟิกา เมื่อปี 2022 ยังไม่ได้ให้คำตอบว่า จะตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอจาก อัล ฮิลาล ซึ่งพร้อมจะทุ่มค่าเหนื่อยให้ตามที่ ดาวยิงวัย 26 ปี เรียกร้อง การตัดสินใจของเขาจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ นอกจาก อัล ฮิลาล แล้ว ยังมี เอซี มิลาน ที่แสดงความสนใจ และเปิดโต๊ะคุยกับ ลิเวอร์พูล ถึงความเป็นไปได้ในการคว้า นูนเญซ ไปร่วมทีมเช่นกัน ทว่า “ปิศาจแดงดำ” น่าจะไม่สามารถจ่ายค่าตัว และค่าจ้างได้ในระดับเดียวกับ อัล ฮิลาล แน่นอน สถานการณ์นี้ทำให้ อัล ฮิลาล ดูจะได้เปรียบในการเจรจา

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมลิเวอร์พูลถึงตัดสินใจปล่อยตัว “นูนเญซ” ให้ “อัล ฮิลาล” แล้ว ทั้งที่เขายังเป็นผู้เล่นที่มีศักยภาพ และมีโอกาสพัฒนาฝีเท้าได้อีกมาก สาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าตัวที่น่าดึงดูด หรือความต้องการของนักเตะเองที่ต้องการหาความท้าทายใหม่ๆ

“หงส์แดง” ตกลงปล่อย “นูนเญซ” ให้ “อัล ฮิลาล” แล้ว

การย้ายทีมของ “นูนเญซ” หากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบต่อลิเวอร์พูลอย่างแน่นอน ทีมจะต้องมองหาตัวแทนที่สามารถเข้ามาทดแทนตำแหน่งของเขาได้ และต้องปรับเปลี่ยนแผนการเล่นให้เหมาะสมกับผู้เล่นใหม่

อนาคตของ “นูนเญซ” กับ “อัล ฮิลาล” จะเป็นอย่างไร?

หาก “หงส์แดง” ตกลงปล่อย “นูนเญซ” ให้ “อัล ฮิลาล” แล้ว จริงๆ การย้ายไปเล่นในลีกซาอุดีอาระเบียจะเป็นความท้าทายใหม่สำหรับเขาอย่างแน่นอน เขาจะได้พบกับเพื่อนร่วมทีมใหม่ โค้ชใหม่ และสไตล์การเล่นที่แตกต่างออกไป

ความเป็นไปได้และผลกระทบ:

  • ความเป็นไปได้ในการย้ายทีม: แม้จะมีการตกลงเบื้องต้น แต่การย้ายทีมยังไม่แน่นอนจนกว่านักเตะจะเซ็นสัญญา การเจรจาอาจล้มเหลวได้
  • ผลกระทบต่อลิเวอร์พูล: ลิเวอร์พูลจะต้องหาผู้เล่นมาทดแทนตำแหน่งของนูนเญซ
  • ผลกระทบต่ออัล ฮิลาล: อัล ฮิลาลจะได้ผู้เล่นแนวรุกที่มีศักยภาพสูง

การตัดสินใจครั้งนี้ของลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับทีม สิ่งสำคัญคือการมองไปข้างหน้าและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ เพื่อรักษาความสำเร็จต่อไป

ที่มา – “หงส์แดง” ตกลงปล่อย “นูนเญซ” ให้ “อัล ฮิลาล” แล้ว

ทรัมป์ส่งทูตพิเศษหารือปูตินก่อนเส้นตาย

สถานการณ์โลกยังคงร้อนระอุ เมื่อนายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เปิดเผยว่า ปูตินได้ต้อนรับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ที่ทำเนียบเครมลิน การพบปะหารือกันเป็นเวลานานประมาณ 3 ชั่วโมง โดยต่างฝ่ายต่าง “แสดงจุดยืนของตัวเอง” แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การที่ทรัมป์ส่งทูตพิเศษเยือนรัสเซีย หารือปูตินก่อนครบกำหนด “เส้นตาย” ของทรัมป์ ที่ได้เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ โดยทรัมป์กล่าวว่าจะพิจารณาผลการหารือระหว่างปูตินกับวิตคอฟฟ์ “เพื่อกำหนดท่าทีในลำดับต่อไป” ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯ ได้ให้เวลารัสเซีย 50 วันในการยุติสงครามกับยูเครน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับพลิกผัน เมื่อทรัมป์ประกาศลดระยะเวลาดังกล่าวลงเหลือเพียง “10-12 วัน” โดยให้เหตุผลว่า “ไม่พอใจ” กับท่าทีของผู้นำรัสเซีย และขู่ว่าจะใช้มาตรการ “ภาษีรอง” หรือ “ภาษีทุติยภูมิ” ในอัตรา 100% กับทุกประเทศพันธมิตรที่ยังคงค้าขายกับรัสเซีย

ท่าทีดังกล่าวของทรัมป์สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อรัสเซีย และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการแก้ไขวิกฤตการณ์ยูเครนอย่างเร่งด่วน แต่คำถามคือ ปูตินจะยอมอ่อนข้อให้กับการกดดันนี้หรือไม่? และมาตรการ “ภาษีทุติยภูมิ” จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร?

ด้านปูตินได้ออกมากล่าวถึง “กระแสกดดัน” และ “ความคาดหวัง” จากฝ่ายตะวันตก ที่เร่งเร้าให้รัสเซียบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในระยะยาวกับยูเครนว่า “สำหรับความผิดหวังที่เกิดขึ้นจากฝ่ายใดก็ตาม เป็นผลจากความคาดหวังที่สูงเกินไป” เพราะความต้องการของ “ฝ่ายศัตรู” มีเพียงอย่างเดียวคือ “หยุดการรุกคืบของรัสเซียในแนวหน้า โดยใช้กลยุทธ์ทุกวิธีการ”

ทรัมป์ส่งทูตพิเศษเยือนรัสเซีย หารือปูตินก่อนครบกำหนด “เส้นตาย” ของทรัมป์

สถานการณ์ระหว่างประเทศยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การที่ทรัมป์ส่งทูตพิเศษเยือนรัสเซีย หารือปูตินก่อนครบกำหนด “เส้นตาย” ของทรัมป์ ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการคลี่คลายวิกฤต แต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

“เส้นตาย” ของทรัมป์กับจุดยืนของปูติน

การที่ทรัมป์กำหนดเส้นตายให้รัสเซียยุติสงครามในยูเครน แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ปูตินก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันจากภายนอก ความขัดแย้งทางความคิดเห็นนี้ทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการ “ภาษีทุติยภูมิ” เป็นอีกประเด็นที่น่ากังวล หากสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้มาตรการดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่เป็นพันธมิตรกับรัสเซียอาจต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ

ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบในวงกว้าง การที่ทรัมป์ส่งทูตพิเศษเยือนรัสเซีย หารือปูตินก่อนครบกำหนด “เส้นตาย” ของทรัมป์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง แต่ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่าการเจรจาครั้งนี้จะนำไปสู่ทางออกที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่

การที่ทรัมป์เร่งรัดให้รัสเซียยุติสงครามในยูเครนภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจเป็นความพยายามที่จะแสดงบทบาทผู้นำในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่การตัดสินใจเช่นนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น หากรัสเซียไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์ส่งผู้แทนพิเศษมาเจรจากับปูตินโดยตรง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะหาทางออกทางการทูต แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะไม่ราบรื่นนัก แต่การเจรจาเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความขัดแย้งและป้องกันการเกิดสงครามที่อาจลุกลามบานปลาย

สถานการณ์โลกยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และการตัดสินใจของผู้นำแต่ละประเทศมีผลกระทบอย่างมากต่อความเป็นไปของโลก การที่ทรัมป์ส่งทูตพิเศษเยือนรัสเซีย หารือปูตินก่อนครบกำหนด “เส้นตาย” ของทรัมป์ เป็นเหตุการณ์ที่น่าจับตามองและอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิกฤตการณ์ยูเครน

ที่มา – ทรัมป์ส่งทูตพิเศษเยือนรัสเซีย หารือปูตินก่อนครบกำหนด “เส้นตาย” ของทรัมป์

อุ๊ ช่อผกา! อดีตพิธีกรชื่อดัง เตรียมเป็นนักจิตบำบัด

ห่างหายจากวงการไปถึง 20 ปี สำหรับ “อุ๊-ช่อผกา วิริยานนท์” อดีตพิธีกรชื่อดัง ที่กลับมาพร้อมบทบาทใหม่ในวงการบันเทิงอีกครั้ง กับการเป็นโปรดิวเซอร์ของซีรีส์เรื่อง “ความลับใต้เสื้อกาวน์” โดยล่าสุดในงานทำความรู้จักกับซีรีส์เรื่องดังกล่าว อุ๊ ได้เผยถึงชีวิตส่วนตัวที่หายไปจากวงการ อีกทั้งแง้มสิ่งที่เตรียมทำในอนาคต โดยอุ๊เผยว่า

“ห่างหายจากวงการบันเทิงไปนานเกือบ 20 ปีเลย เพราะช่วงหลังพี่ทำบริษัทเป็นของตัวเอง เป็นบริษัททำสื่อก็คือทำงานประชาสัมพันธ์โครงการสื่อสารทั้งหลาย ชื่อบริษัท AU Communication ก็รับโครงการที่เป็นของหน่วยงาน พี่เป็นที่ปรึกษาด้านการสื่อสารการประชาสัมพันธ์ให้กับหน่วยงานราชการ หรือมหาวิทยาลัย รวมทั้งแพทยสภาก็มีงานที่ทำร่วมด้วย โดยเฉพาะช่วงหลังๆ เวลาหน่วยงานทัวร์ลงก็ใช้บริการพี่ในการไปวางแผน ไปวิเคราะห์ว่าเคสนี้จะแก้ยังไง แล้วทุกวันนี้ก็ทำรายการวิทยุ แต่ช่วงหลังจะเริ่มยากลำบาก เพราะงานซื้อมันยากลงเรื่อยๆ ก็ค่อยๆ ปรับตัวไป

และในเร็วๆ นี้พี่จะมีงานใหม่ หลายคนอาจจะไม่รู้ 20 ปีมานี้ พี่จะจับพลัดจับผลู พี่ไม่เคยวางแผนชีวิตนะ มันเหมือนชีวิตพาไป มีลูกน้องลากพี่ไปปฏิบัติธรรม โดยขอร้องให้พี่ไปเป็นเพื่อนพี่ไม่ได้อยากไป เลยไปรู้จักแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ที่เสถียรธรรมสถาน พี่เลยไปช่วยงานด้านสื่อทำให้พี่ได้ฝึกวิทยายุทธ์อันนึงคือการให้คำปรึกษาคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต แล้วกลายเป็นว่าพี่มีประสบการณ์ 20 ปีในการให้คำปรึกษา นั่งนับเคสเคยคุย 400 คน พี่ตกใจมาก พี่นั่งมองหาว่าจะมีงานอะไรนะที่ต่อยอดในความเป็นเรานอกจากงานสื่อก็เลยมาเจอเรื่องนี้ เลยไปปรึกษาจิตแพทย์ว่าพี่อยากพัฒนาฝีมือพี่ คุณหมอเลยแนะนำให้พี่ไปเรียนเป็นนักจิตบำบัด เป็นหลักสูตรหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พี่สอบผ่านนะ กำลังจะเริ่มเรียน เป็นการบำบัดเชิงพฤติกรรม เป็นนักจิตบำบัดเลย แต่บำบัดด้วยเทคนิคนี้เท่านั้น เรียนหนึ่งปีเต็ม ต้องฝึกเคสจริง 

ในอนาคตหวังว่าจิตแพทย์ที่รู้จักกันบอกว่าขอจองตัว เขาจะขอส่งคนไข้ให้พี่ เพราะคนเดี๋ยวนี้ป่วยเยอะ เวลาไปที่คุณหมอจิตแพทย์ต้องตรวจ ควรรักษาแบบไหน แต่ตอนทำทรีตเมนต์ต้องนั่งคุยเป็นชั่วโมง บางคนอาจต้องคุย 10 ครั้ง คุณหมอไม่มีเวลาที่จะทำ คนไข้จะเข้าคิวยาวมาก แต่ถ้ามีคนแบบเรามารับเคสต่อ ก็จะดูแลคนไข้ได้มากขึ้น อันนี้คืองานในอนาคตที่พี่อุ๊จะทำ ปัจจุบันพี่ก็ให้คำปรึกษา ตั้งกลุ่มกับเพื่อนที่รู้จักกันให้คำปรึกษาฟรี ด้วยวิธีแช็ตทาง LINE ชื่อ LINE @D-chat ทำมาเจ็ดปี”

อุ๊ เล่าต่อว่า “โดยตอนทำครั้งแรกงูๆ ปลาๆ พอทำไปสักหกเจ็ดปี หลังจากนั้นแม่ชีตั้งมหาวิทยาลัย ท่านตั้งหลักสูตรปริญญาโท โดนบังคับเรียนปริญญาโทพุทธศาสนา เราได้ฝึกการฟังให้คนได้ระบายสารพิษออก แล้วเราต้องมีเทคนิคในการสังเกตคนที่อยู่ตรงหน้าเรา มีศิลปะในการค่อยๆ แซะเข้าไป เพื่อจะให้เขาคลิกและหลุด พี่ฝึกอันนี้มาเกือบ 20 ปี ฝึกโดยประสบการณ์ มีคนจะฆ่าตัวตาย ตอนพี่ทำ LINE @ D-Chat แล้วน้องในทีมโทรมาพี่ประชุมอยู่ วางทุกอย่างไว้แล้วรับสาย ค่อยๆ คุยจนเขาวางมีด 1 ชั่วโมง เขารอดตาย แต่เราหมดพลังเลย พลังใจเวลาเราใช้มันดูดพลังกายนะ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะได้เรียนแบบจริงจัง ได้ประกาศนียบัตร จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ค่ะ

ซึ่งแต่ละเคสก็ใช้พุทธศาสนาเข้าไปเยียวยา ถ้าคุณไปถามจิตแพทย์ที่ศึกษาพุทธศาสนา เขาจะบอกเลยว่าวิธีการทางจิตวิทยากับพุทธศาสนา เหมือนกันเป๊ะ แต่คำอธิบายทางจิตวิทยามันเป็นฮาวทู แต่คำอธิบายพุทธศาสนาเป็นอีกภาษานึง และมีความลึกมากกว่า เพราะฉะนั้นที่พี่สตาร์ตจากแนวพุทธ ทำให้พี่เข้าใจ พี่ไม่ได้มีญาณอะไรนะ แต่พี่สามารถสังเกตคน เช่นคนที่มีสัญญาณของการทำร้ายตัวเอง เดินผ่านมาพี่ชี้เลย เวลาคุณมีความทุกข์จะมีพลังงานบางอย่าง ความหม่น แววตา การโฟกัสที่ไม่แข็งแรงเท่าคนจิตใจปกติ ถ้าเราฝึกที่จะสังเกตเรารู้ อีกอันนึงที่แม่ชีศันสนีย์สอนพี่ เราดมกลิ่นได้ กลิ่นลมหายใจของคนที่แบกโลกเอาไว้ในใจ มันจะมีความเหม็นแบบนึง เหม็นแบบคนทุกข์ เราเลยรู้ว่าเขาอาจจะต้องการเพื่อน ถ้าเราพร้อมเราอาจเป็นเพื่อนให้เขาได้ ที่ผ่านมาไม่เคยได้เงินนะคะ แต่ที่ไปเรียนหวังว่าในอนาคตน่าจะเป็นอีกอาชีพหนึ่ง เพราะนักจิตบำบัดคิวยาวมาก ถ้าพี่เรียนจบได้ใบประกาศสามารถเป็นนักจิตบำบัดในเทคนิค CBT ได้ จะเป็นอาชีพเสริมของพี่ในอนาคต

แถมพอคนมีปัญหาได้ระบายกับเราความรู้สึก…โห เหมือนขึ้นสวรรค์เลย ถามว่าเราไม่รับกลับมาใช่ไหมเกี่ยวกับเรื่องราวคนอื่น คือพี่ฝึกตัวเองนานที่จะเป็นกระโถน แต่ไม่ซึมซับ เราต้องเป็นกระโถนให้เขาถุยเลยนะ แล้วเราไม่ต้องไปแทรกแซงเขา การฝึกฟังจริงๆ ฟังโดยไม่ตัดสิน มันจะทำให้คนที่ทุกข์ใจเขาดีขึ้นทันที แต่การบ้านของเราคือสารพิษที่เขาปล่อยกลับมาทำยังไงจะไม่ให้ซึมเข้าร่างเรา อันนี้คือการจัดการจิตใจของเรา เป็นเทคนิคที่ต้องฝึก แล้วพี่ก็ศึกษาเรื่องของจิต ศาสตร์นพลักษณ์ที่ว่าด้วยเรื่องบุคลิกภาพด้านใน แพตเทิร์นทางจิตใจของมนุษย์ เดินมารู้เลยว่าพลังงานแบบนี้ มีไว้เพื่อออกแบบการสื่อสารกับคนนี้ยังไง แต่เคยใช้เวลาจะขายงานลูกค้า”

อดีตพิธีกรชื่อดัง เผยต่อว่า “ส่วนมีคนดังมาปรึกษาไหม ก็ไม่เชิง เรียกว่ามีมาคุยแลกเปลี่ยนบ้างช่วงมีความทุกข์ แต่โดยมารยาทพี่จะไม่พูดว่าเป็นใคร มีบ้างเป็นคนดัง แต่เคสที่ปรึกษาเป็นเรื่องเป็นราวไม่ใช่คนดัง ถ้าปรึกษาผ่าน LINE @ จะไม่เห็นหน้าเลย เขาจะไม่รู้ว่าคนที่ตอบแช็ตคือพี่ มีอาสาตอบ 20 คน จะไม่รู้ว่าเป็นใครจบแล้วจบเลย เปิดเผยเต็มที่ เคยมีคนมาปรึกษา ทำยังไงดีชอบมีเซ็กส์กับคนข้างบ้าน พี่ก็แบบแล้ววันนี้จะให้ช่วยอะไร เขาบอกอยากเลิกแต่เลิกไม่ได้ พี่รู้เลยว่ามันทุกข์มาก ตอนหลังพี่ไปถามจิตแพทย์ มันเป็นโรคอย่างนึงพี่ไม่รู้โรคอะไร มันเป็นอาการทางจิตอย่างหนึ่ง คือการมีความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์และไม่เลือกกับคนแปลกหน้า ไม่ใช่คู่นอนถาวร เดี๋ยวนี้คนป่วยทางจิตสารพัดรูปแบบ

อันนี้ความเห็นส่วนตัว คนมีปัญหาสุขภาพจิตเยอะ หนึ่งเพราะเราอาจมีชีวิตที่ไม่ลำบากเท่ากับยุคพ่อแม่เรา ภูมิต้านทาน ความแข็งแกร่ง การเผชิญน้อย มันเหมือนกับเราไม่แข็งแกร่ง เราไม่เคยเจอโจทย์ยากเราก็ไม่แกร่ง สองโซเชียลมีเดีย ทุกครั้งที่คุณใช้เวลากับโซเชียลมีเดียมากๆ มีผลต่อสุขภาพจิต เวลาไถต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น แค่นี้มันทำให้พลังลบเกิดขึ้นในจิตใจแล้วนะ โซเชียลมันถูกออกแบบมาให้เราขี้อิจฉา แล้วถ้าเรื่องนั้นไปโดนปมชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบก็น้อยลงเรื่อยๆ ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ด้วยเหตุอะไรมากมาย มันเป็นแผล แผลในวัยเด็ก ผสมกับไปเห็นในโซเชียล

มนุษย์ก็ชอบดึงดูดสิ่งที่เป็นแผลเข้ามา เช่นถ้าใครมีแผลเรื่องความรัก พ่อแม่ไม่รัก เขาไถไปเจอเรื่องพ่อแม่ไม่รัก หรือการทำร้ายร่างกาย มันเหมือนเป็นจิตวิทยา รู้ว่าไม่ชอบแต่ดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามา จนกว่าเราจะมีสติจริงๆ ที่รู้ว่าเรากำลังตกเป็นเหยื่อ วัฏจักรบางอย่างข้างในเราเอง สามเราห่างไกลศาสนา เราเป็นพุทธในบัตรประชาชน เป็นพุทธบริจาคโอนเงินแล้วจบ เราไม่ได้ปฏิบัติ เพราะการเข้าใจศาสนาคือการเข้าใจสภาวะที่เกิดขึ้นว่าทุกครั้งที่เราปั่นป่วนเราจะสังเกตตัวเองไหมว่าเราปั่นป่วน เราจะมีวิธีทำให้ความปั่นป่วนมันเปลี่ยนแปลงหายไปได้ไหม ถ้าเราฝึกจนเราทำได้ เราก็จะคามดาวน์ตัวเอง เราจะไม่ป่วย แต่เรามีสิทธิ์มีความทุกข์นะ แต่จะไม่ยกระดับจากทุกข์ใจไปเป็นโรคจิตเวช พอสังคมวัดที่ความสำเร็จเงินทอง มีชื่อเสียง หนังหน้าต้องตึง พี่เลยไม่ได้ทำศัลยกรรมเลย ปล่อยมันไป เป็นการฝึกตัวเองเหมือนกันว่าเราอายุขนาดนี้รับความเสื่อมตัวเองได้ไหม ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นข้างใน แต่ถ้ากลับมาออกทีวีสงสัยต้องทำนะคะ (หัวเราะ) อันนี้เป็นตัวอย่างการใช้ชีวิตประจำวันของเรายังไงให้มีภูมิต้านทานในการใช้ชีวิต แล้วก็สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเรา จนเรามีความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น เราจะป่วยน้อยลง”

อีกทั้ง อุ๊ ได้เล่าต่อว่า “แต่ข่าวต่างๆทำให้เราห่างไกลจากตรงนี้ ถ้าคุณฉลาดทางอารมณ์ เช่นข่าวกัมพูชาข่าวชายแดน 2-3 วันแรกพี่มีอาการเลย พี่หยุดบริโภคข่าวสารเลย เพราะพี่สังเกตเห็นว่าพี่โมโหง่าย เพราะเรื่องนี้มันกระทบจิตใจ เพราะฉันรักชาติ แล้วเลือกเอาเฉพาะรายการข่าวที่เล่าข้อเท็จจริง รายการที่ผู้ประกาศหรือคนดำเนินรายการใส่อารมณ์เยอะๆ เราก็จะไม่ฟัง มันจะทำให้เราจิตตก อันนี้คือเทคนิค ถ้าเรารู้ว่าเราไม่ไหว ก็ต้องสร้างบรรยากาศที่มันจะช่วยเราเอง ถ้าไม่ทันเราจะถูกหลุดเข้าไปในรายการที่เขาขยี้เยอะๆ ไม่จำเป็นต้องทำร้ายตัวเองโดยการดึงพลังลบเข้าตัวตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อคุณอยู่ในโซเชียลมีเดีย เพราะสุดท้ายคนที่ได้รับผลเสียที่สุดคือตัวคุณเอง เราต้องตั้งเป้าไว้ว่าเราจะไม่เป็นเหยื่อ เราจะใช้สื่อโดยการที่เราจะไม่เป็นเหยื่อในสื่อ เราจะเป็นนายโซเชียลมีเดีย

ก็อยากให้กำลังใจแฟนคลับ ไม่ว่าจะเป็นวงการไหนก็ตาม ในฐานะนักบำบัดจิตใจในอนาคต และในฐานะโปรดิวเซอร์ ความลับใต้เสื้อกราวน์ ซีรีส์อันนี้จะเป็นหนึ่งตัวอย่างให้คุณเห็น ว่าคุณต้องจัดวางความเข้าใจของคุณยังไง ในการใช้ชีวิต แม้กระทั่งวงการแพทย์ ที่น่าเชื่อถือและศรัทธา ก็เรื่องบางเรื่องให้เราคาดไม่ถึง และไม่ใช่การเหมารวมว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วทุกคนจะเป็นหมด เปรียบเทียบได้เลย เหมือนวงการสงฆ์ สิ่งไม่ดีเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมดแย่หมด ถ้าเรามีต่อมแยกแยะเราจะมั่นคง เราจะใจสั่นน้อยลง อย่ามีความทุกข์เพราะความเลวของคนอื่นค่ะ ใครทำเลวก็ให้มันทุกข์ไป เราไม่ได้ทำเลวทำไมเราต้องทุกข์ ถ้าเราทุกข์เพราะความเลวของคนอื่นคุณมีปัญหาแล้วล่ะ คุณต้องจัดการที่ตัวคุณเอง

แล้วคนที่รู้แล้วว่าสิ่งนี้ไม่ดี แต่ยังเชื่อและให้กำลังใจ พี่ว่าอันดับแรกเราต้องไม่ด่ากัน คนที่มีความรักมั่นคงต้องน่าชื่นชมนะ ถ้าเขารักและศรัทธาใครสักคน เขาพร้อมเชื่อมั่นในคนๆ นั้น เป็นคุณสมบัติที่ดีนะ แต่โชคร้ายที่รักคนผิด และโชคร้ายที่ไม่บอกตัวเอง คนเรารักคนผิดได้นะ เพราะฉะนั้นก็เอาใจกลับมาอยู่ที่เรา แล้วอะไรที่ไม่ดีก็ปล่อยไป เหมือนมีแฟนแล้วไม่โอต้องเลิกนะคะ ไม่งั้นลูกค้าใหม่เข้าไม่ได้นะ (หัวเราะ)”

อดีตพิธีกรชื่อดัง หายจากวงการไป20ปี กลับมาพร้อมบทบาทใหม่ เตรียมเป็นนักจิตบำบัดช่วยเหลือคน!

การกลับมาของอุ๊ ช่อผกา ในครั้งนี้ นอกจากบทบาทโปรดิวเซอร์แล้ว การเตรียมตัวเป็นนักจิตบำบัดของเธอก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเธอได้นำประสบการณ์ชีวิตมาปรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่น

เส้นทางใหม่ของอดีตพิธีกรชื่อดัง: เตรียมเป็นนักจิตบำบัด

อุ๊ ช่อผกา ไม่ได้หายไปไหน เธอกำลังเตรียมพร้อมสำหรับบทบาทใหม่ ที่จะนำความรู้และประสบการณ์มาช่วยเหลือผู้คนที่มีปัญหาสุขภาพจิต

การตัดสินใจของอดีตพิธีกรชื่อดังในการเป็นนักจิตบำบัดนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้อื่น และใช้ประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

ขอเป็นกำลังใจให้อุ๊ ช่อผกา กับเส้นทางใหม่ในการเป็นนักจิตบำบัด และขอให้ซีรีส์ “ความลับใต้เสื้อกาวน์” ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้

ที่มา – อดีตพิธีกรชื่อดัง หายจากวงการไป20ปี กลับมาพร้อมบทบาทใหม่ เตรียมเป็นนักจิตบำบัดช่วยเหลือคน!

ระบบ ‘นิรันดร์’ นำสู่บิ๊กดาต้าแก้ปัญหาวิกฤติประชากร

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีบทบาทสำคัญในการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเตรียมพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุจึงจำเป็นต้องมีนโยบายและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์

กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรมเพื่อหาทางออกให้ประเทศไทยในเรื่องนี้ ภายใต้แนวคิด “โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แก้วิกฤติประชากร” โดยมีผู้แทนจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมงาน

ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานระบบสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ และทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ (DHCB) สวทช. และนักพัฒนาสังคม กระทรวง พม. เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส) องค์การบริหารส่วนตำบลนิคมกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี

ศาสตราจารย์ ดร.กนก กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตประชากร โดยในปี 2567 ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ คิดเป็นร้อยละ 20.94 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสวนทางกับอัตราการเกิดใหม่ที่ลดลง ทำให้ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว และคาดการณ์ว่าในปี 2574 ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด กระทรวง พม. จึงให้ความสำคัญกับการสร้างพลังผู้สูงอายุ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นพลังทางสังคม โดยผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย 5X5 ฝ่าวิกฤตประชากร โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างกลไกการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ผ่าน “โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน” โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน สร้างผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ทำหน้าที่ดุจลูกหลานของคนในชุมชน เพื่อปกป้อง คุ้มครองพิทักษ์สิทธิ ช่วยเหลือดูแล และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุครอบคลุม ทั้ง 5 มิติ ได้แก่ มิติสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยี โดยการผนวกความร่วมมืองานทางด้านการ “พัฒนาสังคม” ของ กระทรวง พม. และ “นวัตกรรมเทคโนโลยี” ของ สวทช. เข้าด้วยกัน

“เราจำเป็นต้องทำให้ผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นนั้น ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีหลักประกันความมั่นคงในช่วงปั้นปลายของชีวิต โดยส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันบนศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบคลุมในทุกมิติ ซึ่งเป็นการจัดระบบสวัสดิการชุมชนอย่างยั่งยืน

ดร.กนก กล่าวว่า ระบบนิรันดร์ใช้ประโยชน์ที่สำคัญคือการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย ทำให้ทราบข้อมูลสำคัญ เช่น สัดส่วนของผู้สูงอายุที่ติดบ้าน ติดเตียง หรือติดสังคม และการเปลี่ยนแปลงของจำนวนเหล่านี้ ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบาย นอกจากนี้ ข้อมูลในระบบนิรันดร์ยังเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยเชิงนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เพื่อให้การใช้งบประมาณของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้มั่นใจได้ว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่แม่นยำมาก โดยเป้าหมายหลักของโครงการฯ คือ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และป้องกันการเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงในผู้สูงอายุ ที่สำคัญ คือช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณของประเทศในการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ

“ผู้บริบาลมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งแตกต่างจาก อสม. เนื่องจากงานของผู้บริบาลจะลงลึกและครอบคลุมมากกว่า ไม่ใช่แค่มิติสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องรายได้ ที่อยู่อาศัย เทคโนโลยี และสังคมด้วยแม้ผู้บริบาลจะได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 10,000 บาทจากการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ แต่เน้นย้ำว่าแรงจูงใจหลักในการทำงานนี้ไม่ใช่เงิน แต่เป็น “ใจ” และ “ความรัก เสียสละ อดทน” ดร.กนก กล่าว

ดร.ณัฐนันท์ กล่าวว่า สวทช. พัฒนาระบบการปฏิบัติงานสำหรับผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ “Nirun for community” หรือเรียกว่า ระบบ ‘นิรันดร์’ ซึ่งเป็นระบบ ซอฟต์แวร์บริหารจัดการสถานดูแลผู้สูงอายุ ออกแบบมาเพื่อใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสนับสนุนโครงการบริบาลสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน ที่จะช่วย ‘ผู้บริบาล’ ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน เช่น ใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในมิติต่าง ๆ แนะนำกิจกรรมที่ผู้บริการต้องทำ บันทึกการลงไปทำงาน นำไปสู่การสรุปผลการทำงานของผู้บริบาล และสรุปผลสุขภาพผู้สูงอายุในโครงการได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารของกระทรวง พม. สามารถนำไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์การดูแลผู้สูงอายุในภาพรวมของประเทศได้ และยังตอบโจทย์ของ สวทช. ด้านมิติลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จากการพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (AI-C) ตามกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ด้วย

นายธาวินทร์ ลีลาคุณารักษ์ ผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กล่าวว่า สิ่งที่ได้ประโยชน์จากระบบนิรันดร์ คือ การค้นหาข้อมูลผู้สูงอายุ จากเดิมจะบันทึกทำลงกระดาษ กว่าที่เราจะค้นหาเอกสารชื่อผู้สูงอายุต้องใช้เวลานาน แต่เมื่อมีระบบนิรันดร์ แค่พิมพ์ชื่อย่อผ่านระบบฯ บนโทรศัพท์มือถือก็สามารถเลือกหาผู้สูงอายุที่เราต้องการได้ในเสี้ยววินาที นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์เรื่องของพิกัดที่อยู่ของผู้สูงอายุ เมื่อเรารู้ชื่อ รู้ตำแหน่งบ้านผู้สูงอายุ ก็สามารถลงพื้นที่บ้านผู้สูงอายุได้อย่างแม่นยำ ที่สำคัญข้อมูลการดูแลในมิติต่าง ๆ ที่เราดูแลผู้สูงอายุทุกเดือน สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างแม่นยำ เช่น ข้อมูลการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ ทำให้เราสามารถประสานงานหน่วยงานต่าง ๆ ให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว

ระบบนิรันดร์ยังมีปัญหาและความท้าทาย จากการเก็บข้อมูลพบว่าผู้บริบาลอายุน้อย: ลาออกเมื่อได้งานประจำ ขณะที่ผู้บริบาลบางคนบางคนพบว่างานยากเกินกว่าจะรับมือได้ เช่น การเจอผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาด้านต่างๆ ทุกวัน ทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้กำลังพิจารณาเพิ่มเกณฑ์อายุผู้บริบาลเป็น 35 ปีขึ้นไป และมีแนวคิดกระตุ้นพลังใจทุก 3 เดือน”ศาสตราจารย์ ดร.กนก กล่าวทิ้งท้าย

ระบบ ‘นิรันดร์’ นำสู่บิ๊กดาต้าแก้ปัญหาวิกฤติประชากร

คุณสมบัติและการคัดเลือกผู้บริบาลผู้สูงอายุ

สำหรับโครงการบริบาลฯ กระทรวง พม. ได้เริ่มดำเนินการนำร่องโครงการ ตั้งแต่ปี 2567 โดยนำร่องใน 19 พื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก สกลนคร อุบลราชธานี สงขลา ปัตตานี มีผู้บริบาลฯ จำนวน 35 คน ซึ่งผลลัพธ์ในปีแรก พบว่า มีผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลคุ้มครองทางสังคม จำนวนมากกว่า 24,340 คน และต่อมาในปี 2568 จึงขยายผลการดำเนินงานโครงการให้ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ 156 พื้นที่

ผู้บริบาลฯ จำนวน 307 คน รวมทั้งสิ้น 342 คน (ปี 2567 – 2568) มีผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลคุ้มครองทางสังคม จำนวนมากกว่า 342,000 คน ซึ่งในอนาคต ปี 2569 กระทรวง พม. มีแผนขยายผลพื้นที่ดำเนินงานโครงการให้ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ 256 พื้นที่ 76 จังหวัด สร้างผู้บริบาลฯ เพิ่มขึ้น จำนวน 536 คน สำหรับคุณสมบัติ ต้องเป็นคนในชุมชนนั้น ได้รับการยอมรับในชุมชน และสามารถใช้สมาร์ทโฟนได้ โดยไม่มีเกณฑ์ความรู้ขั้นต่ำ ร่วมกับผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริบาลจะได้รับการอบรม 240 ชั่วโมง (ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ)

ระบบ ‘นิรันดร์’ กับการแก้ปัญหาวิกฤติประชากร

โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาวิกฤตประชากร โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการดูแลผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายของประเทศ หากระบบ ‘นิรันดร์’ ได้รับการพัฒนาและขยายผลอย่างต่อเนื่อง จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย

ที่มา – ระบบ ‘นิรันดร์’ นำสู่บิ๊กดาต้าแก้ปัญหาวิกฤติประชากร

สเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ว่ากระทรวงกลาโหมสเปนออกแถลงการณ์ ว่ารัฐบาลมาดริดจะไม่พิจารณาแนวทางการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่เอฟ-35 ของสหรัฐอีกต่อไป โดยจะพิจารณาเครื่องบินขับไล่ยูโรไฟเตอร์ และอากาศยานซึ่งพัฒนาในโครงการพัฒนาระบบการบินรบแห่งอนาคตของยุโรป ( เอฟซีเอเอส ) แทน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพรรคสังคมนิยม เปโดร ซานเชซ ผู้นำสเปน ยืนยันว่า แผนการเพิ่มงบประมาณกลาโหมของประเทศจะสามารถบรรลุเป้าหมาย 2% ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ภายในปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) แต่ยังคงปฏิเสธเพิ่มเป้าหมายเป็น 5% ตามแผนการของนาโตในระยะยาว

ท่าทีดังกล่าวของสเปนสร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ซึ่งขู่อย่างเจาะจง ว่าจะเก็บภาษีจากสเปนเพิ่มเติม แม้โดยหลักการสเปนเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ( อียู ) และเผชิญกับอัตราภาษีของสหรัฐ 15% เท่ากับประเทศสมาชิกอียูทุกแห่ง

อนึ่ง สื่อท้องถิ่นของสเปนรายงานว่า รัฐบาลกำหนดวงเงินงบประมาณไว้ที่ 6,250 ล้านยูโร ( ราว 234,856.25 ล้านบาท ) สำหรับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ เมื่อปี 2566 อย่างไรก็ตาม จากแผนการที่จะมีการใช้งบประมาณกลาโหมเพิ่มอีก 10,500 ล้านยูโร ( ราว 394,558.50 ล้านบาท ) กับอุตสาหกรรมยุโรปเป็นส่วนใหญ่ในปีนี้ ทำให้ไม่สามารถจัดซื้อเครื่องบินรบของสหรัฐได้.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

สเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน

การตัดสินใจของสเปนในการสเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองในวงการกลาโหมระหว่างประเทศ เนื่องจากเครื่องบินขับไล่ F-35 ของสหรัฐฯ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเครื่องบินรบที่ทันสมัยที่สุดในโลก การที่สเปนเบนเข็มไปหาเครื่องบินยูโรไฟเตอร์ซึ่งเป็นผลผลิตของยุโรปแทนนั้น บ่งบอกถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในภูมิภาค

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ สเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลให้สเปนตัดสินใจเช่นนี้ ประการแรกคือเรื่องงบประมาณ ดังที่รายงานข่าวระบุว่า สเปนมีแผนที่จะเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้กับอุตสาหกรรมยุโรปเป็นส่วนใหญ่ การจัดซื้อเครื่องบินยูโรไฟเตอร์จึงสอดคล้องกับนโยบายดังกล่าวมากกว่า นอกจากนี้ การที่สเปนเข้าร่วมโครงการพัฒนาระบบการบินรบแห่งอนาคตของยุโรป (FCAS) ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สเปนต้องการสนับสนุนเทคโนโลยีของยุโรป

ประการต่อมาคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การขู่เก็บภาษีจากสเปนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของสเปนได้ แม้ว่าสเปนจะเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและเผชิญกับอัตราภาษีเดียวกับประเทศสมาชิกอื่นๆ แต่การถูกขู่เช่นนี้อาจทำให้สเปนพิจารณาทางเลือกอื่นที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศมากกว่า

การที่สเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางการเมืองและความมั่นคงของโลก ยุโรปกำลังพยายามที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตนเองและลดการพึ่งพาทางทหารจากสหรัฐฯ การตัดสินใจของสเปนจึงเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญต่อทิศทางดังกล่าว

นอกจากนี้ การที่สเปนเลือกยูโรไฟเตอร์ อาจมีข้อดีในแง่ของการบำรุงรักษาและการซ่อมบำรุง เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน การเข้าถึงอะไหล่และความเชี่ยวชาญจึงอาจง่ายและรวดเร็วกว่า

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ก็อาจมีข้อเสียเช่นกัน เครื่องบิน F-35 ได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องบินรบที่มีสมรรถนะสูงกว่ายูโรไฟเตอร์ในหลายด้าน การที่สเปนเลือกยูโรไฟเตอร์อาจทำให้กองทัพอากาศของสเปนเสียเปรียบในแง่ของขีดความสามารถในการรบ

โดยรวมแล้ว การตัดสินใจของสเปนในการสเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การตัดสินใจนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสเปนและยุโรปในระยะยาว

ที่มา – สเปนล้มแผนซื้อ “เอฟ-35” หันหา “ยูโรไฟเตอร์” แทน

ไทยเวียตเจ็ท ขยายเส้นทางบิน ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้/อินเดีย

เตรียมตัวให้พร้อม! ไทยเวียตเจ็ท เตรียมขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศไปยัง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย เอาใจนักท่องเที่ยวให้เดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เผยแผนการขยายเครือข่ายเส้นทางบินระหว่างประเทศในปี 2568 ที่จะถึงนี้ โดยมุ่งเน้นการเปิดตัวเที่ยวบินตรงสู่เมืองสำคัญทั่วเอเชียหลายเส้นทาง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งการขยายเส้นทางบินครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มทางเลือกให้ผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและสนับสนุนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้งในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมของภูมิภาคเอเชีย

สำหรับเส้นทางบินใหม่ที่ ไทยเวียตเจ็ท เตรียมเปิดให้บริการนั้น ประกอบด้วยเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่กรุงโซล (อินชอน) ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ตามด้วยเส้นทางสู่เมืองโอซาก้า (คันไซ) ประเทศญี่ปุ่น เริ่มวันที่ 1 ธันวาคม และโตเกียว (นาริตะ) ประเทศญี่ปุ่น เริ่มวันที่ 15 ธันวาคม นอกจากนี้ ยังมีเที่ยวบินตรงจากภูเก็ตสู่มุมไบ ประเทศอินเดีย ซึ่งจะเปิดให้บริการในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เส้นทางจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่โกลกาตา ประเทศอินเดีย ในวันที่ 16 พฤศจิกายน และอาเมดาบัด ประเทศอินเดีย ในวันที่ 4 ธันวาคม

Osaka, Japan – November 21, 2018: street view of Shinsekai and Tsutenkaku tower in osaka. shinsekai is a retro downtown area of southern Osaka

ไทยเวียตเจ็ท ขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศ ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้/อินเดีย

เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไทยเวียตเจ็ท เตรียมเปิดรับสมัครพนักงานใหม่กว่า 5,000 อัตราในหลากหลายสายงาน ไม่ว่าจะเป็นนักบิน ลูกเรือ วิศวกร ช่างเทคนิค พนักงานภาคพื้นดิน และตำแหน่งในสายงานอื่น ๆ เช่น ทรัพยากรบุคคล ไอที การตลาด การเงิน และอื่น ๆ อีกมากมาย การขยายตัวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างงานและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินอีกด้วย นี่คือโอกาสทองสำหรับผู้ที่สนใจร่วมงานกับสายการบินชั้นนำและเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมการบินที่กำลังเติบโต

โอกาสดีๆ จากไทยเวียตเจ็ท

  • เส้นทางใหม่หลากหลาย: บินตรงสู่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย
  • เปิดรับสมัครพนักงาน 5,000 อัตรา: โอกาสในการร่วมงานกับสายการบินชั้นนำ
  • สนับสนุนการท่องเที่ยว: มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

การขยายเส้นทางบินของ ไทยเวียตเจ็ท ในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักเดินทางและผู้ที่กำลังมองหางานในอุตสาหกรรมการบิน การเชื่อมต่อประเทศไทยกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย จะช่วยส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ รวมถึงสร้างโอกาสในการทำงานและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ไทยเวียตเจ็ท” ขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศ ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้/อินเดีย

น้องนุ๊ก โดนตรวจโด๊ป ก่อนลุย เวิลด์เกมส์ 2025

ศึกเวิลด์เกมส์ 2025 ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 7-17 ส.ค.นี้ ทีมมวยไทยเดินทางมาตั้งแต่ 5 ส.ค. เพื่อปรับตัว ล่าสุด 6 ส.ค. เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจโด๊ปนักกีฬา โดยเคาะห้อง กุลณัฐ อ่อนอก (น้องนุ๊ก มกช.ชัยภูมิ) นักมวยหญิงรุ่น 48 กก. เพื่อเก็บตัวอย่างปัสสาวะตรวจสารกระตุ้น น้องนุ๊กอยู่ในช่วงคุมน้ำหนัก น้ำในร่างกายจึงน้อย ทำให้ใช้เวลานาน โดยมีจ่าแบงค์ ดอนเมือง โค้ชทีมมวยไทยดูแลอย่างใกล้ชิด

จ่าแบงค์ เผยว่า ปกติการตรวจโด๊ปมักมีหลังแข่ง แต่นี่ตรวจก่อนแข่ง กุลณัฐเพิ่งดื่มน้ำ 2 ขวดเพื่อให้มีปัสสาวะ 90 ซีซี จึงต้องใช้เวลา แต่ก็มั่นใจว่าไม่มีปัญหา เพราะนักกีฬาคุมเข้มเรื่องนี้มาตลอด

น.อ.บุญส่ง นวลย่อง ผู้จัดการทีม เผยว่า เจ้าภาพตรวจโด๊ปนักกีฬาไทย เพราะเห็นว่าเคยเป็นแชมป์โลกเมื่อ 2 ปีก่อน แต่นักกีฬาชาติอื่นก็โดนเช่นกัน ผลตรวจน่าจะออกหลังจบการแข่งขัน เพราะต้องเข้าห้องแล็บ แต่ตนไม่ได้กังวล เพราะคุยกับนักกีฬาเสมอให้ระวังเรื่องยา

“สภาพอากาศตอนนี้ไม่มีปัญหา เหมือนที่ไทยร้อนอบอ้าว จึงไม่เป็นปัญหาในการทำน้ำหนัก ในรายของน้องนุ๊ก อยู่ในพิกัดแล้ว ส่วน แก้วฤดี คำถากระปุ่ม (จอมยุทธเหยิน จ่าแบงค์ดอนเมือง) รุ่น 60 กก.หญิง นั้น ยังเกินอยู่เล็กน้อย ซึ่งไม่มีปัญหา ที่ผมยังห่วงคือรุ่นของน้องฝ้าย เพราะต้องเจอกับคู่ต่อสู้ที่ตัวใหญ่กว่าแน่นอน ทำให้เราเสียเปรียบเรื่องของแรงปะทะ”

“ต้องดูการจับสลากในวันรุ่งขึ้นว่าจะเจอกับใคร รายการนี้คัดเอาแต่นักมวยที่เก่ง ๆ มาร่วมชก จึงต้องวางแผนให้ดี ถ้าปะทะแล้วเราเสียเปรียบก็ต้องใช้การชกแบบตีหัวเข้าบ้าน เน้นจังหวะฝีมือไว้ก่อน” น.อ.บุญส่ง กล่าว

“น้องนุ๊ก” นักชกสาวไทย โดนเจ้าภาพสุ่มตรวจฉี่หายาโด๊ป ก่อนสู้ศึกเวิลด์เกมส์ 2025

การสุ่มตรวจโด๊ป น้องนุ๊ก ก่อนการแข่งขันเวิลด์เกมส์ 2025 สร้างความตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ทีมงานและตัวนักกีฬาเองก็มั่นใจในความบริสุทธิ์

ความพร้อมของน้องนุ๊กก่อนขึ้นสังเวียน

ถึงแม้จะต้องเผชิญกับการตรวจโด๊ปก่อนการแข่งขัน แต่ น้องนุ๊ก ยังคงมุ่งมั่นกับการฝึกซ้อมและทำน้ำหนัก เพื่อให้พร้อมสำหรับการขึ้นสังเวียนอย่างเต็มที่ การคุมเข้มเรื่องอาหารและเครื่องดื่มเป็นสิ่งสำคัญที่ทีมงานเน้นย้ำเสมอ เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

การแข่งขันเวิลด์เกมส์ครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับนักกีฬาไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นน้องนุ๊ก หรือนักกีฬาคนอื่นๆ พวกเขาต่างมุ่งมั่นที่จะนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติให้ได้มากที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ นานา แต่ด้วยกำลังใจและความมุ่งมั่น พวกเขาจะสามารถก้าวผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน

การที่เจ้าภาพสุ่มตรวจนักกีฬาไทย โดยเฉพาะน้องนุ๊ก แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในเรื่องของความโปร่งใสและความยุติธรรมในการแข่งขัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก

การเตรียมตัวของนักกีฬาไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกายและจิตใจ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการแข่งขันระดับนานาชาติ การฝึกซ้อมอย่างหนัก การพักผ่อนที่เพียงพอ และการมีสมาธิที่ดี จะช่วยให้นักกีฬาสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ และนำชัยชนะกลับมาสู่ประเทศไทยได้

การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของนักกีฬาไทยอีกครั้งหนึ่ง มาร่วมส่งกำลังใจให้นักกีฬาไทยทุกคน ประสบความสำเร็จในการแข่งขันเวิลด์เกมส์ 2025 ที่ประเทศจีนกันครับ

ที่มา – “น้องนุ๊ก” นักชกสาวไทย โดนเจ้าภาพสุ่มตรวจฉี่หายาโด๊ป ก่อนสู้ศึกเวิลด์เกมส์ 2025

บิ๊กเล็กมั่นใจ! ข่าวดีหลังถก จีบีซี ไทย-กัมพูชา

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ที่กำลังจะมีขึ้น โดยแสดงความมั่นใจว่าการประชุม จีบีซี ไทย-กัมพูชา จะประสบความสำเร็จ

บิ๊กเล็กมั่นใจมีข่าวดีหลังจบถก ‘จีบีซี’ ไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. เวลา 18.25 น. ที่อาคารสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทน รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมกับคณะรัฐมนตรีวาระพิเศษ ถึงกรณีที่จะนำคณะฝ่ายไทยไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ว่า ตนยังมีความมั่นใจกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ว่าการประชุม จีบีซี ไทย-กัมพูชา จะจบได้ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ และคาดหวังว่าจะมีข่าวดีแน่นอน ขอให้ทุกคนช่วยอวยพรตน โดยหลังการประชุมเสร็จสิ้นแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายจะออกแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) และแถลงข่าวร่วมกับฝ่ายกัมพูชาที่มาเลเซียในวันที่ 7 ส.ค.ด้วย อีกทั้งจะให้ทีมโฆษกศบ.ทก.นำผลการประชุมดังกล่าวมาแถลงที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย ในวันที่ 8 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น. รวมถึงจะเปิดตัวผู้มาทำหน้าที่ทีมโฆษกศบ.ทก.เพิ่ม 1 คนด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลว่าจะมีอะไรมาเป็นตัวแปรต่อการประชุมดังกล่าวหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตนกังวลเล็กน้อย แต่เนื่องจาก ในการประชุมดังกล่าวจะมีผู้สังเกตการณ์จากประเทศอื่นๆ เข้ามาด้วย จึงคิดว่าฝ่ายกัมพูชาคงไม่กล้าทำอะไร สำหรับตนนั้น เป็นคนที่คิดแบบตรงไปตรงมา

เมื่อถามถึงกรณีที่แต่ละหน่วยงานต่างแยกกันแถลงข่าว จะนำมารวมกันเป็นจุดให้ข่าวที่เดียวได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนเรื่องข่าวสาร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตอนนี้ให้ฟังศบ.ทก.เป็นหลัก แต่รัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ ช่วยเสริม เพราะบางครั้งประชาชนอาจไม่ได้ฟังการแถลงของ ศบ.ทก.ที่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความมั่นคงและการแก้ไข คลี่คลายสถานการณ์ ขณะที่โฆษกรัฐบาลจะพูดในเรื่องอื่นๆที่ศบ.ทก.ไม่ลงรายละเอียด อาทิ เรื่องการเยียวยาประชาชน ทั้งนี้ ตนต้องขออภัยหากมีการแถลงข่าวซ้ำกันไปมา เพราะเป็นเรื่องที่ต้องย้ำ เนื่องจากบางคนอาจไม่ได้ดูการแถลงข่าวของ ศบ.ทก.

คาดหวังข่าวดีจาก จีบีซี ไทย-กัมพูชา

การประชุม จีบีซี ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความมั่นคงชายแดน การที่ พล.อ.ณัฐพล แสดงความมั่นใจถึง 90% ว่าการประชุมจะประสบความสำเร็จ ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีว่าทั้งสองฝ่ายมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน

การมีผู้สังเกตการณ์จากประเทศอื่นๆ เข้าร่วมการประชุมด้วยนั้น ย่อมเป็นแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ทั้งนี้ การแถลงข่าวร่วมกันหลังการประชุมจะเป็นโอกาสอันดีในการสร้างความกระจ่างและความเข้าใจให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุม จีบีซี ไทย-กัมพูชา ในครั้งนี้จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – ‘บิ๊กเล็ก’ ยิ้มร่ามั่นใจมีข่าวดีหลังจบถก ‘จีบีซี’ ไทย-กัมพูชาพรุ่งนี้

ไบเออร์สด๊อรฟ ทุ่ม 139 ล้านยูโร พัฒนา Innovation Center

ไบเออร์สด๊อรฟ ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับโลก เจ้าของแบรนด์ดังอย่าง นีเวีย และ ยูเซริน เดินหน้าสร้างศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่ ณ Beiersdorf Campus เมืองฮัมบูร์กอย่างเป็นทางการ การลงทุนครั้งนี้มีมูลค่ากว่า 139 ล้านยูโร ตอกย้ำพันธกิจอันมั่นคงของไบเออร์สด๊อรฟที่มีต่อเมืองฮัมบูร์กซึ่งเป็นบ้านเกิดของบริษัทมากว่า 140 ปี พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์ “Win with Care” ที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและความร่วมมือ การพัฒนา Innovation Center ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญ

วินเซนต์ วอร์เนอรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไบเออร์สด๊อรฟ กล่าวว่า “ศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้ไม่ใช่เพียงอาคาร แต่เป็นคำมั่นสัญญาของเราต่ออนาคต การลงทุนในครั้งนี้คือการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านนวัตกรรมในระดับโลก และสร้างพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจสำหรับการพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกัน เราตั้งเป้าดึงดูดนักคิดและบุคลากรที่มีความสามารถจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตใหม่ของการดูแลผิว”

3

ศูนย์นวัตกรรมที่รวมพลังสร้างสรรค์ไว้ภายใต้หลังคาเดียว จะแล้วเสร็จในปี 2028 อาคารแห่งนี้จะมีพื้นที่รวมประมาณ 14,000 ตารางเมตร ซึ่งได้รับการออกแบบให้รองรับการทำงานข้ามสายงานอย่างครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนา การผลิต การตลาด และการขาย เพื่อเร่งการส่งมอบนวัตกรรมสู่ตลาด และเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่นวัตกรรมทั้งหมดในองค์กร นอกจากจะเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของไบเออร์สด๊อรฟในตลาดโลกแล้ว ศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของบริษัทในการสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นของเมืองฮัมบูร์กอีกด้วย

ดร.เมลานี ลีออนฮาร์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ แรงงาน และนวัตกรรมแห่งเมืองฮัมบูร์ก ได้เข้าร่วมในพิธีวางศิลาฤกษ์เดินหน้าสร้างศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่นี้ กล่าวว่า “ศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้จะเติมเต็มภาพรวมของ Beiersdorf Campus ในฮัมบูร์ก และเป็นศูนย์กลางสำคัญของการวิจัยและพัฒนา ไม่เพียงแต่ในระดับบริษัท แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมของภูมิภาคฮัมบูร์ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างภาพลักษณ์ของเมืองในฐานะศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences) ที่โดดเด่น”

ไบเออร์สด๊อรฟ ทุ่ม 139 ล้านยูโร พัฒนา Innovation Center

การพัฒนา Innovation Center ของไบเออร์สด๊อรฟครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาล ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต สร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ และรักษาความเป็นผู้นำในตลาด

ทำไมการพัฒนา Innovation Center ถึงสำคัญ?

  • ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์
  • ดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน
  • เร่งการนำเสนอผลิตภัณฑ์สู่ตลาด

นอกเหนือจากผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว การพัฒนา Innovation Center ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของเมืองฮัมบูร์ก สร้างงาน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

การลงทุนครั้งใหญ่ของไบเออร์สด๊อรฟในการพัฒนา Innovation Center สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของนวัตกรรมและความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน การสร้างศูนย์แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแห่งอนาคต ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก

ที่มา – ไบเออร์สด๊อรฟ เจ้าของแบรนด์นีเวีย ยูเซริน ทุ่มงบ 139 ล้านยูโร พัฒนา Innovation Center ณ สำนักงานใหญ่ เมืองฮัมบูร์ก